The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ระบบวรรณะในพระไตรปิฎก

introduction  to Buddhaphumi  Philosophy :  The Caste System  in the Tripitaka

๑.บทนำความเป็นมาและความสำคัญของวรรณะ

          โดยทั่วไป ชาวพุทธทั่วโลกมักแสวงบุญไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ในการปลดปล่อยดวงวิญญาณมนุษย์จากวัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุด  

       นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระปัญญาธิคุณอันล้ำเลิศ โดยทรงศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา   ณ     สถาบันวิศวมิตร  ในทางสังคมพระองค์ทรงเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนตระกูลต่ำหรือ "จัณฑาล"   ซึ่งถูกลงทัณฑ์ทางสังคมตลอดชีวิตไม่สามารถลืมตาอ้าปาก หรือกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ภายใต้ข้อจำกัดของระบอบวรรณะและจารีตประเพณีโบราณ  
     
       เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสืบค้นความจริงเกี่ยวกับ "ต้นกำเนิด" ของคนจัณฑาล ก็ทรงพบว่าคนกลุ่มนี้เกิดจากละเมิดกฎจารีตประเพณีและกฎหมายวรรณะของศาสนาพราหมณ์อย่างร้ายแรง (เช่นการแต่งงานข้ามวรรณะ) จึงถูกสังคมลงโทษโดยอ้างว่าเป็นประสงค์ของพระพรหม หรือที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์"  

       นอกจากนี้ เจ้าชายสิทธัตถะยังทรงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้ามากมาย ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ทั่วไป ประกอบกับมนุษย์มักมีอคติเนื่องจากความไม่รู้ และมีขีดจำกัดทางอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ความไม่รู้นี้บดบังปัญญา ทำให้มนุษย์ในยุคนั้นเต็มไปด้วยความมืดมิด ไม่สามารถจำแนกความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) ออกจากความจริงขั้นปรมัตถ์  (ปรมัตถ์สัจจะ) และไม่สามารถอธิบายชะตากรรมของจัณฑาลได้อย่างมีเหตุผล 

         ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงสละความสุขทางโลก  ออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรมในฐานะพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งพระองค์ทรงค้นพบและปฏิบัติทางสายกลางคือ "อริยมรรคมีองค์ ๘    จนได้ตรัสรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์บรรลุถึง"อภิญญา๖" ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในมิติทางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มักมองข้ามและไม่ได้หยิบยกเรื่อง"ระบบวรรณะ" มาศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงจัง  ในฐานะปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา  ส่งผลให้ชาวพุทธไทย จำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของระบบวรรณะในสมัยพุทธกาลโดยปริยาย  โดยขาดการตั้งคำถามหรือการวิเคราะห์เชิงลึก 

         ในกลุ่มผู้แสวงบุญไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่ง มักจะให้ความสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับ "ระบบวรรณะ" ในอินเดียอยู่เสมอเนื่องจากหัวข้อนี้แทบจะไม่มีการกล่าวถึงในตำราเรียน หรือหลักสูตรของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในไทย อาจเป็นเพราะนักปรัชญาพุทธศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า "วรรณะ" ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นกำเนิดของพุทธศาสนาในอนุทวีปอินเดีย   ชาวพุทธไทยจึงมุ่งเน้นไปที่ศึกษาภาคปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ มากกว่าการศึกษาประวัติศาสตร์และบริบททางสังคม

๒.ประวัติความเป็นมาของระบบวรรณะ  

        เมื่อเราศึกษาต้นกำเนิดของระบบวรรณะจากเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดอย่างพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เราจะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ในยุคอินเดียโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่งและสร้างความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ระบบวรรณะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที    แต่เป็นการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านกาลเวลาอันยาวนาน โดยมีปัจจัยหลายประการเป็นตัวขับเคลื่อนรวมถึง เศรษฐกิจ  สังคมและศาสนา เป็นต้น

          แม้ว่าสาเหตุของระบบวรรณะยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันในหมู่นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา    เนื่องจากมนุษย์ต่างมีข้อจำกัดทางอาตนะภายในในการรับรู้ และมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ทำให้มุมมองของนักคิดเหล่านั้นถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมน    จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์     เมื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณะนั้น  บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ผิดพลาด   บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง  หรือบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามจากหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) นั้นชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างทางสังคมในสมัยพุทธกาล  แคว้นต่าง ๆ  เช่นแคว้นสักกะและแคว้นโกลิยะมีการแบ่งกลุ่มคนออกเป็น ๔ วรรณะและกลุ่มนอกวรรณะ ดังนี้ : 

        ๒.๑ วรรณะพราหมณ์ :  วรรณะสูงสุด ทำหน้าที่เป็นนักบวชนิกายต่าง ๆ เจ้าพิธีกรรม และผู้ให้การศึกษา  ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลุ่ม ผู้มีความรู้และปัญญาสูงสุดในสังคม  
       
          ๒.๒วรรณะกษัตริย์  :   เป็นวรรณะของผู้ปกครอง  นักรบนักบริหาร  มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และดูแลทุกข์ประเทศชาติและดูแลประชาชน มีลักษณะเด่น คือ ความกล้าหาญ และความสามารถในการxd8iv'ประเทศ 

        ๒.๓ วรรณะแพศย์ : เป็นวรรณะของพ่อค้า คหบดี และเกษตรกร มีหน้าที่หลักในการผลิต ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และค้าขาย  มีลักษณะเด่น คือ ความขยันหมั่นเพียรและทักษะในอาชีพ 
 
       ๒.๔ วรรณะศูทร  :   วรรณะของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน  กรรมกร และผู้ให้บริการในภาคส่วนต่าง ๆ  เช่น  ก่อสร้าง  และการเกษตร มักถูกมองว่าเป็นวรรณะต่ำสุดในระบบ  

         กลุ่มดาลิด (Dalit) หรือจัณฑาล: นอกจาก  ๔  วรรณะข้างต้นแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่ตกอยู่ต่ำกว่าวรรณะศูทร ซึ่งเกิดจากการทำลายกฎเกณฑ์การแต่งงานข้ามวรรณะ คนกลุ่มนี้จะถูกกีดกันทางสังคมอย่างรุนแรง  มักถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่บริสุทธิ์และไม่มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หรือพิธีกรรมทางศาสนาใด ๆ    เป็นต้น

 ๓.ความสำคัญและพลวัตของวรรณะในอนุทวีปอินเดีย

        ในยุคอินเดียโบราณ ระบบวรรณะส่งอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของประชากรอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเป็นตัวกำหนดสถานะ สิทธิ  เสรีภาพ หน้าที่   การเลือกคู่ครอง อาชีพ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การแต่งงานข้ามวรรณะแทบจะเป็นไปไม่ได้    เนื่องจากทิฐิมานะอันเข้มข้นของชาวอารยัน และทำให้การยกเลิกระบบวรรณะนี้ในสมัยอินเดียโบราณเป็นเรื่องยากยิ่ง โครงสร้างนี้ยังผูกขาดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ไว้เฉพาะวรรณะพราหมณ์ในขณะที่วรรณะพราหมณ์ โดยพิธีกรรมทางศาสนามักถูกจำกัดเฉพาะวรรณะพราหมณ์เท่านั้น ในขณะที่วรรณะอื่นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ถูกจำกัดไว้ 

          อย่างไรก็ตาม   ในปัจจุบัน ระบบวรรณะได้ลดบทบาทลงไปมากในทางกฎหมาย แม้จะยังคงมีร่องรอยการแบ่งแยกปรากฏอยู่ในวิถีสังคม  โดยเฉพาะในเขตชนบท     แต่สาธารณรัฐอินเดียในปัจจุบัน ไม่ได้บัญญัติเรื่อง"ระบบวรรณะ" ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า ระบบวรรณะถูกยกเลิกไปโดยปริยายในมิติกฎหมาย  รัฐบาลอินเดียได้ตราพระราชบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ  และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน เพื่อปกป้องการเลือกปฏิบัติทางวรรณะ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจได้ลดความสำคัญของระบบวรรณะ

         เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์   การเกิดขึ้นของระบบวรรณะ   ช่วยให้ชาวอารยันสร้างชุมชนและการเมืองของตนเอง  เช่น แคว้นโกลิยะ  แคว้นโกลิยะแคว้นสักกะและรัฐอื่น ๆ  อีกกว่า ๒๐ รัฐ เพื่อปกป้องชีวิต   และทรัพย์สินของพวกตนเองในอนุทวีปอินเดีย   ซึ่งเดิมเคยเป็นดินแดนของชาวมิลักขะ (ดราวิเดียน)  

      แม้ชาวอารยันจะมีอำนาจอธิปไตยในการปกครองของตนเอง แต่คำสอนของพราหมณ์เกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้า (God) และเทวดา (Deva) สร้างรายได้มหาศาลให้แก่พราหมณ์เชื้อสายอารยันและพราหมณ์เชื้อสายมักลักขะจากการสวดพระเวทและทำพิธีกรรม ผลประโยชน์อันมหาศาลนี้เอง ที่นำไปสู่ปัญหาการขัดแย้งทางการเมืองเนื่องจากความโลภของพราหมณ์อารยัน ที่ต้องการผูกขาดศูนย์กลางแห่งความศรัทธา  จึงพยายามหาช่องทางจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์มิลักขะ 

         ต่อมาเมื่อพราหมณ์อารยันก้าวสู่ตำแหน่ง "ปุโรหิต" ที่ปรึกษาแก่มหาราชาแห่งแคว้นสักกะในด้านกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและราชประเพณี    พวกเขาเริ่มตระหนักว่าหากพราหมณ์มิลักขะยังคงได้รับความนับถือจากประชาชน มหาราชาแห่งแคว้นสักกะอาจทรงแต่งตั้งพราหมณ์มิลักขะเป็นปุโรหิตแทนในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและรักษารายได้จากการบูชาเทพเจ้าของพวกตน 

      เพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์พราหมณ์อารยันจึงได้นำเสนอแนวคิดต่อสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ เพื่อตราเป็นกฎหมายจารีตประเพณีและข้อบังคับทางวรรณะอย่างชัดเจนโดยแบ่งหน้าที่ของคนทั้ง ๔ วรรณะไว้ไม่ให้ก้าวก่ายกัน เพื่อกำหนดเงือนไขห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศหรือแต่งงานข้ามวรรณะ อย่างเด็ดขาด 

          หากผู้ใดปล่อยให้อำนาจตัณหาครอบงำด้วยตัณหา จนละเมิดกฎเกณฑ์เหล่านี้ จะถือว่าเป็นการกระทำผิดต่อเทวประสงค์ของพระพรหม จะถูกลงทัณฑ์ด้วยการขับไล่เนรเทศออกจากชุมชนตลอดชีวิตต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนด้วยความหวาดกลัว อยู่ตามท้องถนนในกรุงกบิลพัสดุ์  ความเชื่ออันฝังรากลึกนี้ถูกสืบทอดผ่านวัฏจักรแห่งการเกิดดับในจิตใจของผู้คนในอนุทวีปอินเดียมาอย่างยาวนาน  

บทสรุปเชิงวิเคราะห์       

  แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่า "ระบบวรรณะ"ที่ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เป็นที่ยอมรับโดยปริยายในสังคมไทย  ผ่านคำเทศนาของพระภิกษุสงฆ์เถรวาท หรือคำสอนในสถาบันการศึกษา   แต่ตามปรัชญาพุทธภูมิ และพุทธวิธีวิทยา พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน  เมื่อเราได้รับข้อมูลใด ๆ  เราไม่ควรเชื่อโดยทันที่  แต่ควรตั้งข้อสงสัยแล้ว ลงมือตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมรวบรวมหลักฐานอย่างรอบด้าน

             เมื่อเรามีหลักฐานเพียงพอแล้ว  จึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ โดยอนุมาน (Inference) ความรู้จากหลักฐานนั้น เพื่อค้นหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผล หากไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์  คำให้การของพยานเพียงปากเดียวย่อมขาดความน่าเชื่อถือ เพราะมนุษย์มีอคติต่อผู้อื่น และมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านประสบการณ์ทางอายตนะภายใน ซึ่งในทางญาณวิทยา(Epistemology) ทฤษฎีประสบการณ์นิยม (Empiricism) ก็ได้ตั้งสมมติฐานไว้เช่นกันว่าผู้ให้การ หรือ ผู้ถ่ายทอดความรู้จะต้องมีความรู้ที่ผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ถูกต้อง และสั่งสมอยู่ในจิตใจอย่างแท้จริง 

         จากการศึกษาค้นคว้าหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวง  พบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าในรัชสมัยของพระเจ้าโอกกากราชแห่งอาณาจักรโกลิยะ (Koliya Kingdom) ชาวโกลิยะ (Koliya people) เชื่อในคำสอนเรื่องเทพเจ้าอย่างพระพรหม พระอิศวร พระอินทร์ เป็นต้น พราหมณ์บางกลุ่มที่เป็นนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาได้ใช้ปฏิภาณไหวพริบของตนในการแสดงธรรม และคาดคะเนความจริง เพื่อผูกขาดเครื่องบูชายัญและผลประโยชน์  จนกระทั่งเรื่องศาสนากลายเป็นเครื่องมือส่วนตน และประเด็นทางการเมือง ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การบัญญัติกฏหมายวรรณะ  เพื่อควบคุมและจำกัดสิทธิของประชาชนในที่สุด   

        ดังนั้น เมื่อผู้เขียนได้ยินเกี่ยวกับ "ระบบวรรณะ" ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ในยุคนั้น อาณาจักรโกลิยะและสักกะ ได้จัดตั้งระบบวรรณะแบ่งประชาชนออกเป็น  ๔ วรรณะ คือ  วรรณะกษัตริย์  วรรณะพราหมณ์  วรรณะแพศย์และวรรณะศูทร    แม้ว่าผู้เขียนจะยอมรับข้อเท็จจริงนี้โดยปริยาย แต่ในฐานะมนุษย์ที่มีอายตนะภายในจำกัดในการรับรู้ และมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความรัก ความเกลียดชังและความกลัวของตนเอง   ผู้เขียนพบว่าชีวิตถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์    เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นนักปรัชญา และนักตรรกศาสตร์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของระบบวรรณะในสมัยพุทธกาลต่อสังคม โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบของพวกเขา     เหตุผลของพวกเขานั้น  บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็เสนอข้อโต้แย้งแบบหนึ่ง และบางครั้งก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพวกเขานั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า  เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนี้ พระองค์ก็จะทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และจะไม่ยอมรับบุคคลเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้นได้ 

       ดังนั้น  เมื่อข้อเท็จจริงเรื่อง "ระบบวรรณะ" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  ยังคงเป็นที่น่าสงสัย และผู้เขียนปรารถนาที่ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้    ผู้เขียนจึงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระบบวรรณะของอาณาจักรต่าง  ๆ  เช่น พระไตรปิฎก  อรรถกถา และข้อมูลเกี่ยวกับระบบวรรณะจากเว็บไซต์ต่าง ๆ  เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว    ผู้เขียนจึงวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐาน       เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบเกี่ยวกับ " สาเหตุของระบบวรรณะในอนุทวีปอินเดีย"  และเขียนบทความวิเคราะห์นี้ บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับพระธรรมทูตในต่างประเทศ   เช่นอินเดีย  และเนปาล      ในการอธิบายประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา แก่ผู้แสวงบุญชาวไทยในเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล บทความนี้อธิบายถึงวิธีการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า  เอกสารนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกสาขาปรัชญา พุทธศาสนาและนิติศาสตร์ ในฐานะแนวทางสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยในระดับปริญญาเอก เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และความจริงที่ตรงตามเกณฑ์ตัดสินความรู้ที่แท้จริงอย่างสมเหตุสมผลโดยปราศจากข้อสงสัยใด  ๆ  เกี่ยวกับความจริงของคำตอบของปัญหานั้น   

3 ความคิดเห็น:

Pick pick กล่าวว่า...

ทุกคนล้วนมีความชอบที่แตกต่างกัน
แต่ปลายทางเหมือนกัน...ครับ

ส.ท อภิสิทธิ์ วงษ์ทอง 6606504318 กล่าวว่า...

🥰😇

ส.ท อภิสิทธิ์ วงษ์ทอง 6606504318 กล่าวว่า...

ดีมากครับ.🥰😇

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ