The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ระบบวรรณะในพระไตรปิฎก

introduction  to Buddhaphumi  Philosophy :  The Caste System  in the Tripitaka

๑.บทนำความเป็นมาและความสำคัญของวรรณะ

          โดยทั่วไป    ชาวพุทธทั่วโลกมักแสวงบุญไปยังเมืองศักดิ์สิทธิทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เพื่อระลึกถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ในการปลดปล่อยดวงวิญญาณมนุษย์จากวัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุด  นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระปัญญาธิคุณอันล้ำเลิศ โดยทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา ที่สถาบันวิศวมิตร  พระองค์ทรงเห็น การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับจัณฑาล   ซึ่งถูกลงโทษตลอดชีวิตและไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ภายใต้ระบอบวรรณะและจารีตประเพณี  
     
       เมื่อพระองค์ทรงทราบความจริงเกี่ยวกับ "ต้นกำเนิด" ของจัณฑาล  ซึ่งเป็นผลมาจากการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ และจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง พวกเขาจึงถูกลงโทษโดยพระพรหมในกระบวนการที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์"       เจ้าชายสิทธัตถะยังทรงสงสัยเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์   อย่างไรก็ตาม อายตนะภายในที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ และมนุษย์มักมีอคติเนื่องจากความไม่รู้ นำไปสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ดังนั้น จึงไม่สามารถอธิบายความจริงของจัณฑาลได้อย่างมีเหตุผล เจ้าชายสิทธัตถะทรงสละชีวิตทางโลกและออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ และพระองค์ทรงค้นพบหลักปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘    หลังจากพระองค์ทรงปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ และตรัสรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์เรียกว่า"อภิญญา๖

            เมื่อความรู้ทางโลกที่สถาบันการศึกษาทั่วโลกเสนอในหลักสูตรต่าง ๆ ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ให้มีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ได้ ทำให้ชีวิตผู้คนตกอยู่ในความมืดมน และตกอยู่ภายใต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  เช่น  การเลือกปฏิบัติทางการศึกษา  อาชีพ การมีส่วนร่วมการปกครองประเทศ  และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  เป็นต้น    ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ทรงได้ยกย่องเมืองสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง       ในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล พุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาและระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ได้พัฒนาศักยภาพในชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘     เพื่อบรรลุธรรมสูงสุดหรือบรรลุพุทธภาวะเช่นเดียวกับพระองค์   ในระหว่างการจาริกแสวงบุญ   ณ  เมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่ง จะมีการเทศนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้ฟังและเข้าใจพระพุทธศาสนาได้มากขึ้น 

        อีกประเด็นหนึ่งที่ชาวพุทธไทยสนใจคือเรื่อง "วรรณะ" ในสาธารณรัฐอินเดีย  ชาวพุทธไทยมักตั้งคำถามถึงเรื่องนี้เพราะเราไม่ได้ศึกษาเรื่อง"วรรณะ"อย่างจริงจังในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา  แม้ว่าการแบ่งแยกวรรณะ จะมีบทบาทสำคัญในการกำเนิดพุทธศาสนาและการปฏิรูปสังคมในยุคอินเดียโบราณ แต่หลักสูตรของพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย แทบจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่อง “วรรณะ” ในตำราเรียนเลย นั่นอาจเป็นเพราะนักปรัชญาชาวพุทธส่วนใหญ่เชื่อว่า "วรรณะ" ไม่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของพุทธศาสนาในอนุทวีปอินเดีย   ดังนั้น ชาวพุทธไทย จึงสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาโดยเน้นการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อบรรลุธรรมสูงสุดมากกว่าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

๒.ประวัติศาสตร์วรรณะ  

        เมื่อเราศึกษาต้นกำเนิดของวรรณะในเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราจะพบข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งว่า สังคมมนุษย์ตลอดหลายยุคสมัยมีลักษณะของความไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ อำนาจทางการเมืองและแม้แต่ฐานะทางสังคมในยุคอินเดียโบราณ  ระบบวรรณะได้สร้างโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่ง    ซึ่งมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของผู้คน พระไตรปิฎกซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของอนุทวีปอินเดียโบราณ ระบบวรรณะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันแต่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลายประการรวมถึง เศรษฐกิจ   สังคมและศาสนา เป็นต้น

          แม้ว่าสาเหตุของวรรณะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา เนื่องจากทุกคนมีอาตนะภายในที่มีความสามารถในการรับรู้จำกัด และมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ชีวิตของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณะนั้น  บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงได้อย่างถูกต้องหรือบางครั้งอาจใช้เหตุผลอย่างผิด ๆ ก็ได้   บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลในลักษณะนี้  หรืออาจใช้เหตุผลในลักษณะนั้นก็ได้  อย่างไรก็ตาม ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น ผู้เขียนพบหลักฐานว่า กฎหมายวรรณะแบ่งประชาชนในอาณาจักรโกลิยะออกเป็น ๔ วรรณะ กล่าวคือ 

         ๒.๑ วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุดประกอบด้วยนักบวชนิกายต่าง ๆ  พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบพิธีกรรมทางศาสนาและการศึกษา  พวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความรู้และปัญญาสูงสุด 
       
          ๒.๒วรรณะกษัตริย์   เป็นวรรณะของผู้ปกครองและนักรบ พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชน มีลักษณะเด่นคือความกล้าหาญและความสามารถในการบริหารประเทศ 

        ๒.๓ วรรณะแพศย์    เป็นวรรณะของพ่อค้าและเษตรกร มีหน้าที่รับผิดชอบในการผลิตและค้าขาย  มีลักษณะเด่นคือความขยันหมั่นเพียรและทักษะในการหาเลี้ยงชีพ 
 
       ๒.๔ วรรณะศูทร  เป็นวรรณะของกรรมกร มีหน้าที่รับผิดชอบงานต่าง ๆ  เช่นการก่อสร้าง  เกษตรกรรม และการบริหาร พวกเขามักถูกมองว่าเป็นวรรณะต่ำสุด  นอกจากวรรณะทั้ง ๔ แล้ว   ยังมีกลุ่มคนที่ต่ำกว่าวรรณะศูทร เรียกว่า "ดาลิด (Dalit) หรือจัณฑาล กลุ่มนี้ถูกกีดกันทางสังคมแลละถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์  ไม่มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและศาสนา เป็นต้น
 
๓.ความสำคัญของวรรณะในอนุทวีปอินเดีย

        ในยุคอินเดียโบราณ ระบบวรระมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของชาวอนุทวีปโดยกำหนดสถานะทางสังคม  สิทธิ  เสรีภาพและหน้าที่ของแต่ละบุคคล   การแต่งงาน   อาชีพ แและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนถูกจำกัดโดยระบบวรรณะ  การแต่งงานข้ามวรรณะต่าง  ๆ   เป็นไปไม่ได้เพราะทิฐิมานะของชาวอนุทวีปเชื้อสายอารยัน  และด้วยเหตุนี้การยกเลิกวรรณะจึงเป็นไปไม่ได้ ระบบวรรณะยังมีบทบาทสำคัญในศาสนาพราหมณ์ โดยพิธีกรรมทางศาสนามักถูกจำกัดเฉพาะวรรณะพราหมณ์เท่านั้น    ขณะที่วรรณะอื่น ๆ จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อจำกัดที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม   ระบบวรรณะในอินเดียมีความสำคัญน้อยลงมากในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการแบ่งแยกทางสังคมอยู่บ้าง  แต่สาธารณรัฐอินเดียไม่ได้บัญญัติเรื่อง "วรรณะ" ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งหมายความว่า ระบบวรรณะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย รัฐบาลอินเดียได้ตราพระราชบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  หน้าที่ประชาชนทุกคนและป้องกันการเลือกปฏิบัติทางวรรณะ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจได้ลดความสำคัญของระบบวรรณะลง แต่ร่องรอยของวรรณะยังคงปรากฎให้เห็นในสังคมอินเดียในปัจจุบัน    

        โดยสรุป ระบบวรรณะในอินเดียโบราณเป็นระบบการแบ่งชนชั้นทางสังคมที่ซับซ้อน ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างมากต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอนุทวีปอินเดีย แม้ว่าความสำคัญทางการเมืองของระบบวรรณะจะลดน้อยลงในปัจจุบันเพราะไม่ได้กำหนดการแบ่งชนชั้นวรรณะไว้ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์ของสาธารณรัฐอินเดีย   แต่ระบบวรรณะในอินเดียยังคงมีอิทธิพลในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมือง  การทำความเข้าใจระบบวรรณะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนาและวัฒนธรรมของอินเดียอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สิ่งนี้ทำให้ชาวอารยันสามารถก่อตั้งชุมชนทางการเมืองของตนเองได้ เช่น  รัฐโกลิยะโกลิยะและรัฐสักกะรวมทั้งรัฐอื่น ๆ อีก ๒๐ รัฐ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาในอนุทวีปอินเดียที่เคยเป็นดินแดนของชาวมิลักขะมาก่อน 

              แม้ว่าชาวอารยันจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือรัฐของตนอย่างสมบูรณ์และสามารถปกครองรัฐของตนเองอย่างเต็มที่ แต่คำสอนของพราหมณ์เกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้า (God) และเทวดา (Deva) ส่งผลให้พราหมณ์อารยันและพราหมณ์มิลักขะ กลับทำให้พราหมณ์อารยันและพราหมณ์ดราวิเดียน มีรายได้มหาศาลจากการบูชาและสวดพระเวท ด้วยรายได้มหาศาลจากการบูชาของพราหมณ์ทั้งสองนิกายนี้  ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วทั้งอนุทวีปอินเดีย เนื่องจากความโลภของพราหมณ์อารยัน ที่ต้องการผูกขาดการบูชา พวกเขาจึงคิดเพื่อหาวิธีจำกัดสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพราหมณ์มิลักขะในการบูชา      ต่อมาเมื่อพราหมณ์อารยันมีอำนาจทางการเมืองและได้รับแต่งตั้งเป็นปุโรหิต   พวกเขาจึงมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่มหาราชาแห่งรัฐสักกะในเรื่องกฎหมาย ประเพณี และขนบธรรมเนียม เป็นต้น  พราหมณ์เหล่านี้จึงมีอิทธิพลทางการเมืองและเห็นว่าในขณะพราหมณ์มิลักขะยังคงได้รับความเคารพนับถือจากประชาชน มหาราชาแห่งแคว้นสักกะ อาจทรงแต่งตั้งพราหมณ์มิลักขะเป็นปุโรหิตแทนพราหมณ์อารยันก็ได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้มหาราชาปกครองอาณาจักรสักกะอย่างสงบสุขตามหลักศีลธรรมและกฎหมายได้ยากลำบาก  เพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและรักษารายได้จากการบูชาเทพเจ้า 

      พราหมณ์อารยันได้นำเสนอคำสอนของตนต่อรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ เพื่อบัญญัติเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณี    เพื่อกำหนดสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของชาวสักกะให้ชัดเจน  ประชาชนจึงถูกแบ่งออกเป็น ๔ วรรณะ คือ วรรณะพราหมณ์ซึ่งมีหน้าที่บูชาและสวดพระเวท  วรรณะกษัตริย์ซึ่งมีหน้าที่ปกครอง วรรณะแพศย์ซึ่งมีหน้าที่ทำการเกษตรและค้าขาย และวรรณะศูทรซึ่งมีหน้าที่รับใช้วรรณะที่สูงกว่า เป็นต้น   เมื่อมีการบัญญัติกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณี  ผู้คนถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย  กำหนดเงื่อนไขห้ามมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลจากวรรณะอื่นและการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น 

        เมื่อผู้คนถูกครอบงำด้วยตัณหา พวกเขาก็จะสูญเสียการควบคุมตนเองและก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรง   ซึ่งเป็นการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะ  พวกเขาจะถูกลงโทษโดยพระพรหม   โดยพระองค์ทรงมอบอำนาจคนในสังคมบังคับคดีให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระพรหม   ด้วยการขับไล่ออกจากบ้านตลอดชีวิตความเชื่อนี้ ฝังลึกในจิตใจของผู้คนในอนุทวีปอินเดียตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน    แม้ว่าจิตวิญญาณของพวกเขาจะผ่านวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่นับไม่ถ้วน    ความรู้สึกเหล่านั้นก็ไม่เคยจางหายไปจากจิตใจ      ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่การบูชาเทพเจ้าเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างสม่ำเสมอ   ปัจจุบันการศึกษาปัญหาทางอภิปรัชญาเกี่ยวกับสาเหตุของระบบวรรณะในอนุทวีปอินเดีย แม้ว่าเราจะได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบวรรณะ ตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์       จากคำเทศนาของพระภิกษุนิกายเถรวาทและการศึกษาพุทธศาสนาในโรงเรียน   และมหาวิทยาลัยในราชอาณาจักรไทย แม้ว่าข้อเท็จจริงของระบบวรรณะก็ได้รับการยอมรับโดยปริยายว่าเป็นความจริง          

       อย่างไรก็ตาม   ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราไม่ควรเชื่อทันที เราควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานได้  เมื่อเรามีหลักฐานเพียงพอแล้ว  เราสามารถใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานนั้น เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผล   เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น   หากไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงของคำตอบ  คำให้การของพยานเพียงคนเดียวถือว่าไม่น่าเชื่อถือและข้อเท็จจริงของเรื่องนั้น ไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นความจริง  นี่เป็นเพราะมนุษย์อคติต่อกันและอายตนะภายในร่างกายของพวกเขา มีข้อจำกัดในการรับรู้ประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในและสั่งสมความรู้ในจิตใจ เพื่อแก้ปัญหาความไม่น่าถือของหลักฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ญาณวิทยาจึงได้พัฒนาทฤษฎีประสบการณ์นิยมขึ้น ซึ่งตั้งสมมติฐานว่า ผู้ให้คำให้การต้องมีความรู้ที่ได้รับรู้จากทางประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเท่านั้น   

         จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระไตรปิฎกฉบับหลวง  ผู้เขียนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าโอกกากราชแห่งอาณาจักรโกลิยะ (Koliya Kingdom) ชาวโกลิยะ (Koliya people) เชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหม พระอิศวร พระอินทร์ เป็นต้น ชาวโกลิยะเชื้อสายมิลักขะบูชาเทวดาเหล่านี้เป็นประจำทุกปี ชาวโกลิยะเชื้อสายอารยันจะประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าด้วยสิ่งของมีค่าต่าง  ๆ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีบูชากรรมแล้ว ของถวายเหล่านั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพราหมณ์ ผู้ประกอบพิธีกรรมโดยปริยาย   

      เมื่อพิธีกรรมบูชายัญนำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับทั้งพราหมณ์อารยันและมิลักขะ  พราหมณ์อารยันจึงพยายามผูกขาดความศรัทธาของประชาชน และผลกำไรจากการบูชาเทพเจ้า  พราหมณ์บางกลุ่มจากนิกายต่าง ๆ  ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา จึงแสดงธรรมตามปฏิภาณของตนเอง โดยอาศัยเหตุผล และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมาว่า พระพรหมและพระอิศวรมีอำนาจเหนือกว่าเทพเจ้าองค์อื่น ๆ เพื่อเรียกร้องเครื่องบูชาอันมีค่าต่าง ๆ เป็นต้น 

        เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากนโยบายของตน การบูชาเทพเจ้าจึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างชาวอารยันกับชาวมิลักขะ เมื่อกษัตริย์ของอาณาจักรใดทรงมีความศรัทธาในเทพเจ้า หากพราหมณ์นิกายใดสามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญต่อเทพเจ้านั้น  กษัตริย์ผู้นั้นทรงประสบความสำเร็จในการปกครองประเทศ พระองค์จะทรงแต่งตั้งพราหมณ์ผู้นั้นเป็นปุโรหิต (priesthood) ซึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์เกี่ยวกับกฏหมาย ขนบธรรมเนียม และประเพณี  เป็นต้น       

        ดังนั้นเมื่อพราหมณ์ชาวอารยันพิจารณากรณีของพราหมณ์มิลักขะ และเห็นว่าการอนุญาตให้พราหมณ์ดราวิเดียนประกอบพิธีบูชาเทวดา (Deva) ให้แก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรของตน นำพระองค์ไปสู่การปกครองประเทศเจริญรุ่งเรือง พระองค์จึงทรงแต่งตั้งพราหมณ์ชาวดราวิเดียนเป็นปุโรหิต  ซึ่งส่งผลกระทบต่อนโยบายทางการเมืองของรัฐนั้น การกระทำเช่นนี้จะทำให้พราหมณ์ดราวิเดียนผูกขาดประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการบูชาเทพเจ้า เพื่อความมั่นคงของชาติและ ป้องกันไม่ให้ชาวดราวิเดียนกลับมามีอิทธิพลทางการเมืองในอาณาจักรสักกะอีกครั้ง หากชาวอารยันปล่อยให้สถานการณ์ทางการเมืองของอาณาจักรสักกะดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ   พวกเขาก็จะยากที่ใช้อำนาจอธิปไตย  และปกครองประเทศให้เจริญรุ่งเรืองตามหลักการทางศาสนาพราหมณ์และกฎหมายได้ยาก  ดังนั้น ปุโรหิตจึงเสนอให้มีการบัญญัติกฎหมาย ขนบธรรมและประเพณีของระบบวรรณะ โดยแบ่งประชาชนออกเป็น ๔ วรรณะเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามระบบวรรณะที่กำหนดไว้ หากประชาชนละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ พวกเขาจะถูกลงโทษโดยพระพรหม โดยพระองค์ทรงให้คนในสังคมด้วยการเนรเทศตลอดชีวิต ผู้คนใช่ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและใช้ชีวิตเร่ร่อนตามท้องถนนในพระนครกบิลพัสดุ์  เป็นต้น 

        เมื่อผู้เขียนได้ยินเกี่ยวกับ "ระบบวรรณะ" ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ในสมัยนั้น อาณาจักรโกลิยะ และสักกะ ได้บัญญัติระบบวรรณะแบ่งประชาชนออกเป็น  ๔ วรรณะ คือ  วรรณะกษัตริย์  วรรณะพราหมณ์  วรรณะแพศย์และวรรณะศูทร    แม้ว่าผู้เขียนจะยอมรับข้อเท็จจริงนี้โดยปริยาย แต่เมื่อผู้เขียน ซึ่งเป็นมนุษย์ซึ่งมีอายตนะภายในจำกัดในการรับรู้ และมีแนวโน้มที่จะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความรัก ความเกลียดชังและความกลัวของตนเอง   ส่งผลให้ชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติ และความจริงขั้นปรมัตถ์    เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของระบบวรรณะในสมัยพุทธกาลต่อสังคมโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบ   เหตุผลของพวกเขา บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพวกเขายังคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าได้ยินความคิดเห็นดังกล่าว พระองค์ย่อมไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและไม่ยอมรับบุคคลเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้นได้ 

       ดังนั้น  เมื่อข้อเท็จจริงเรื่อง "ระบบวรรณะ" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  ยังคงเป็นที่น่าสงสัยและผู้เขียนต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้  ผู้เขียนจึงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระบบวรรณะของอาณาจักรต่าง  ๆ  เช่น พระไตรปิฎก  อรรถกถา และข้อมูลเกี่ยวกับระบบวรรณะจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ไว้ เมื่อรวบรวมหลักฐานเพียงพอแล้ว    ผู้เขียนจึงวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐาน  เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุของการแบ่งวรรณะในอนุทวีปอินเดีย โดยเขียนคำอธิบายในรูปแบบบทความวิเคราะห์ บทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่พระธรรมทูตสายต่างประเทศในอินเดีย  และเนปาลใช้บรรยายประวัติพระพุทธศาสนา แก่ผู้แสวงบุญชาวไทยในเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล    วิธีการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า  จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกด้านปรัชญา พุทธศาสนา  และนิติศาสตร์เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยในระดับปริญญาเอก เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และความจริงที่ผ่านเกณฑ์ตัดสินความรู้ที่แท้จริงอย่างสมเหตุสมผลโดยไม่มีข้อสงสัยใด  ๆ   เพิ่มเติมเกี่ยวกับความจริงของคำตอบในปัญหานั้น   

3 ความคิดเห็น:

Pick pick กล่าวว่า...

ทุกคนล้วนมีความชอบที่แตกต่างกัน
แต่ปลายทางเหมือนกัน...ครับ

ส.ท อภิสิทธิ์ วงษ์ทอง 6606504318 กล่าวว่า...

🥰😇

ส.ท อภิสิทธิ์ วงษ์ทอง 6606504318 กล่าวว่า...

ดีมากครับ.🥰😇

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ