The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

โครงสร้างของนักปรัชญาในพระไตรปิฎก

โครงสร้างของนักปรัชญาในพระไตรปิฎก

The  Structure of a Philosophers in the Tripitaka

โครงสร้างของนักปรัชญาในพระไตรปิฎก 

                  บทความนี้มุ่งวิเคราะห์และอธิบายองค์ประกอบความเป็น "นักปรัชญา"   ที่ปรากฎในคัมภีร์พระไตรปิฎก  (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ผ่านมิติทางญาณวิทยา (Epistemology) เพื่อตั้งคำถามว่า คุณสมบัติหรือโครงสร้างใดที่ทำให้นักปรัชญาแตกต่างจากคนทั่วไป และเครื่องมือ การแสวงหาความจริงของพวกเขามีความเชื่อน่าเชื่อถือเพียงใด ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา

บทนำ 

          เรื่องราวของพราหมณ์ในฐานะนักตรรกศาสตร์และ"นักปรัชญา" มีปรากฏมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ในโลกตะวันตกนักศึกษารู้จักนักปรัชญาอย่างเพลโต (Plato)  อริสโตเติล (Aristotle) และเรอเน เดส์การ์ต (Rene Descartes)               ส่วนโลกตะวันออกโดยเฉพาะในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ปรากฏชื่อศาสดาและนักคิดสำคัญมากมาย เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ,  ครูปูรณะกัสสปะ,   ครูมักขลิโคศาล,    ครูอชิตะเกสกัมพล, ครูปกุธกัจจายนะ เป็นต้น อย่างไร  ได้ยินชื่อนักปรัชญาเหล่านี้  นักศึกษาทั่วโลกต่างยอมรับโดยปริยายว่านักปรัชญาเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริง

          อย่างไรก็ตาม  พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อข้อเท็จจริงใด ๆ  เพียง เพราะเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาจากยุคก่อนพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบัน    เราควรตั้งข้อสงสัย จนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริง  ตรวจดูหลักฐาน   แล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงด้วยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา ในการอธิบายความจริง การสืบเสาะความจริงเช่นนี้คือหัวใจของเครื่องมือทางปรัชญา เพื่อแยกแยะว่าสิ่งใด คือความรู้ที่แท้จริง    

๒.มิติญาณวิทยาและโครงสร้างความเป็นนักปรัชญา

        ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา  โดยทั่วไปแล้ว แม้ว่านักปรัชญาจะศึกษาและยอมรับการมีอยู่จริงของสิ่งต่าง ๆ   โดยใช้เหตุผลอธิบายคคำตอบได้ตามหลักอภิปรัชญาแล้วก็ตาม 

          แต่เมื่อนักปรัชญาเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ  ผ่านอายตนะภายในของตนเอง และมีอคติเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง เมื่อแสดงทัศนะของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะและอนุมานความรู้จากสิ่งที่ได้ยินมา   เมื่อใช้เหตุผลอธิบายคำตอบ    บางครั้งก็ใช้เหตุที่ถูกต้อง  บางครั้งก็ผิดพลาด บางครั้งก็เป็นแบบนี้ หรือแบบนั้น   เมื่อคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว  วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงไม่เชื่อทันทีว่าเป็นความจริง ทรงตั้งข้อสงสัยถึงต้นกำเนิดของความรู้เกี่ยวกับนักปรัชญา ผ่านการรับรู้ทางอายตนะภายใน องค์ประกอบของความเป็นนักปรัชญานั้นมีอะไรบ้าง?  นักปรัชญามีวิธีแสวงหาความจริงอย่างไร ?  และความรู้เกี่ยวกับนักปรัชญามีความถูกต้องอย่างไร   ?    เป็นต้น 

         เมื่อศึกษาต้นกำเนิดความรู้เกี่ยวกับความเป็นนักปรัชญา          ของมนุษย์นั้น เดิมนักปรัชญาพราหมณ์และนักตรรกะศาสตร์ในสมัยพุทธกาลนั้น เชื่อว่าพระพรหมและพระอิศวรนั้น  เป็นผู้สร้างมนุษย์และสร้างวรรณะให้มนุษย์ที่เทพเจ้าสร้างขึ้นมานั้น ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา  แต่เมื่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เป็นทั้งคำสอนของศาสนา และกฎหมายจารีตประเพณีแบ่งวรรณะย่อมมีสภาพบังคับตามกฎหมายให้ประชาชนในแคว้นสักกะ ต้องปฏิบัติตาม คือ ห้ามประชาชนแต่งงานข้ามวรรณะและปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   หากใครฝ่าฝืนจะถูกพระพรหมลงโทษเรียกว่า "ลงพรหมทัณฑ์" ด้วยการให้คนในสังคมนั้นไล่พวกเขาออกจากบ้านไปตลอดชีวิต นักโทษทางสังคมเหล่านี้ถูกเรียกว่า "จัณฑาล" 

            เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาที่ร้ายแรงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของจัณฑาล พระองค์ก็ทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและปรารถนาที่จะช่วยให้มนุษย์ทุกคนมีความสุข  ได้รับการปลดปล่อยจากความมืดมิดแห่งชีวิต แต่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีอายตนะภายในร่างกายมีข้อจำกัดในการรับรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าเหล่านั้น   พระองค์จึงทรงสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของเทพเจ้าหล่านั้น  จึงทรงสืบเสาะหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว พระองค์ทรงใช้หลักฐานเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงตามหลักเหตุผล  

              ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกกลุ่มนักตรรกะและนักปรัชญาหรือศาสดาในยุคนั้นว่า    เป็นผู้แสดงความเห็นของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ  (เช่นเรื่องเทพเจ้า การกำเนิดโลก หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ)  ตามปฏิภาณและคาดคะเนความจริงด้วยเหตุผลของตนเอง  การใช้เหตุผลนักตรรกะ นักปรัชญาและศาสดา  ในการอธิบายความจริงเหล่านั้น     บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ผิดไปบ้าง บางครั้งก็ใช้เหตุผลเป็นอย่างนั้น  บางครั้งก็ใช้เหตุผลเป็นอย่างนี้บ้างแปรเปลี่ยนไปตามอคติและความจำกัดของการรับรู้  พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ว่าลัทธิหรือพรหมจรรย์ที่พึ่งพาเพียงการคาดเดาด้วยเหตุผลเช่นนี้  เป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ และไม่อาจนำไปสู่กุศลธรรมที่ถูกต้องได้อย่างแท้จริง  

           ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  เราสามารถจำแนกโครงสร้าง ๕ ประการของความเป็นนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลได้ดังนี้คือ 


           ๒.๑.ผู้ใด (ตัวตนนักปรัชญา) หมายถึง   มนุษย์  ผู้มีองค์ประกอบชีวิต เกิดจากปัจจัยร่างกาย (รูป) และจิตใจ (นาม)     ซึ่งจิตใจของมนุษย์รับรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง(โลก) ผ่านอายตนะภายใน แล้ว จิตก็จะเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิต เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา      ในอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้นที่นักปรัชญาตั้งขึ้น  แต่คำตอบนั้นไม่มีความสมเหตุสมผลเนื่องจากมนุษย์ทั่วไป มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกายของตนเองและมีอคติครอบงำ  ชีวิตจึงเต็มไปด้วยมืดมิด  จึงขาดปัญญาหยั่งรู้ความจริงทั้งระดับสมมติและระดับปรมัตถ์  ดังนั้น ข้อจำกัดทางอายตนะภายในจึงทำให้การรับรู้ข้อมูลเบื้องต้นไม่สมบูรณ์   

              ๒. การได้ยินหรือรับรู้ข้อเท็จจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว   การที่นักปรัชญารับรู้เกี่ยวกับมนุษย์  โลก  หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือคัมภีร์โบราณ  ผ่านอายตนะภายในร่างกายของตน  แล้วสั่งสมเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์และประสบการณ์ในจิตใจ     แต่ธรรมชาติของมนุษย์ไม่เพียงแต่รับรู้และสั่งสมเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ   
    
         ๓. แสดงทัศนะของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยธรรมชาติของมนุษย์คือการคิด   เมื่อนักปรัชญารับรู้ข้อมูล   ประสบการณ์ของเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือคัมภีร์โบราณ จึงนำมาคิดวิเคราะห์และแสดงทัศนะเรื่องนั้น ๆ  ตามปฏิภาณของตน และคาดคะเนความจริงในเรื่องนั้น  ตัวอย่างเช่น พราหมณ์อารยันสร้างทฤษฎีเรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์เองและสร้างวรรณะให้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเองเกิดมา และการบูชายัญเพื่อสื่อสารกับเทพเจ้า  เป็นต้น
   
               ๔. การใช้กระบวนทางเหตุผล   เมื่อธรรมชาติของนักปรัชญามีจิตเป็นผู้คิดแล้ว   จึงใช้เหตุผลและการอนุมานเป็นเครื่องมือในการอธิบาย    เรียบเรียง  หรือถ่ายทอดสิ่งที่ตนคิดออกมา เป็นคำสอน ตำรา หรือคัมภีร์ทางศาสนา    
 
             ๕. ผลการแสดงทัศนะของตนเองต่อผู้อื่น  เมื่อกระบวนการคิดและการใช้เหตุผลอธิบายความคิดของนักปรัชญายังผูกติดกับการคาดคะเน (ตรรกะ)และอคติส่วนตน   ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความถูก-ผิดสลับกันไป  ไม่แน่นอน วิญญูชน (ผู้มีปัญญา) เมื่อพิจารณาแล้วย่อมไม่เชื่อทันที่

          ความจำกัดทางอายตนะภายในทำให้ นักปรัชญาทั่วไป  ไม่สามารถมองเห็นแรงจูงใจ หรือสัจธรรมที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ได้ พระพุทธศาสนาจึงชี้ฟ้า การพ้นจากความมืดมิดแห่งอวิชชา  เพื่อเข้าถึงความจริงแท้นั้น  ไม่อาจอาศัยเพียงการคาดคะเนทางตรรกะหรือปรัชญาบริสุทธิ์   แต่ต้องผ่านการฝึกฝนและปฏิบัติตาม มรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาปัญญา รู้จ้งในรูปและนามอย่างแท้จริง 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ