The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : เหตุผลในการเขียนปรัชญา

Intruduction to Buddhaphumi philosophy : the Reason For Writing Philosophy 

บทนำ     


       โดยทั่วไปแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ระบบสุริยะและจักรวาลนั้น ซึ่งเป็นความรู้ของมนุษย์ที่เรียกว่า นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา  นักดาราศาสตร์และนักวิชาการสาขาอื่น ๆ  นั้น มิได้ขึ้นเองตามธรรมชาติ  แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ   รวมตัวกันทำให้เกิดความจริงของสิ่งเหล่านี้  แม้แต่ชีวิตของมนุษย์เองก็มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยให้เกิดและตายด้วยกันทั้งสิ้น  ทำไมมนุษย์ต้องมีแนวคิดเป็นเช่นนั้น รับรู้ผ่านอายตนะภายใน  และประสบการณ์เหล่านี้จะถูกรวบรวมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับรู้ และการเก็บรักษาเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ยังเกี่ยวข้องกับการคิดด้วย เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใด พวกเขาก็จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นว่าความจริงคืออะไรเมื่อพวกเขาคิดโดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล ความรู้เหล่านี้สามารถเผยแพร่ไปยังสังคมมนุษย์เพื่อการศึกษา  วิจัย และสำรวจเพิ่มเติมได้  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมนุษย์รับรู้การมีอยู่ของโลก ดาวเคราะห์และดวงดาวผ่านอายตนะภายในและรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวเหล่านั้น เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์จะใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของโลก ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ เป็นต้น โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงเกี่ยวกับโลก จักรวาล ดาวเคราะห์และดวงดาวอย่างมีเหตุผล 

      อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักตรรกศาสตร์ เป็นมนุษย์  ซึ่งมีข้อจำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้ และมีคติต่อผู้อื่น เนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยมืดมิด ขาดความเข้าใจที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้ยินเรื่องราวที่เล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนั้น  เช่น แนวคิดเรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์  แม้ว่าพวกเขาจะใช้เหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องได้ก็  บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น 

       เมื่อเหตุผลของมนุษย์ซึ่งประกอบด้วยนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ไม่สามารถอธิบายความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมนุษยชาติ  โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของเทพเจ้าได้ วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า จึงทรงไม่เชื่อความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริง และพระองค์ทรงปฏิเสขที่จะยอมรับพราหมณ์ ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญก่อนสมัยพุทธกาลนั้น ในฐานะพยานที่ยืนยันความจริงได้   เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสขคำอธิบายสัจธรรมของพราหมณ์ พระองค์ทรงแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้อย่างไร? จากหลักฐานเอกสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงคิดค้นวิธีการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเทพเจ้า   พระองค์ทรงสอนไม่ให้เชื่อข้อเท็จจริงโดยทันที จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้   โดยพระองค์ทรงใช้หลักฐานในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานเหล่านั้น  โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องเหล่านี้เป็นต้น   
  
       ในเรื่อง "หลุมดำ"(Black Hole)  มันถูกค้นพบโดย "นักวิทยาศาสตร์"  ต้นกำเนิดของการค้นพบนี้เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาสามารถรับรู้ขอบฟ้าสีดำผ่านอายตนะภายในของตนเอง และบันทึกเรื่องราวของขอบฟ้าสีดำไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตามธรรมชาติของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรับรู้ และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจเท่านั้น   จิตใจของพวกเขายังมีธรรมชาติของการเป็นนักคิด  เมื่อชีวิตรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะคิดจากสิ่งนั้น  โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น  แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งเหล่านี้ และมีความคิดที่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง 

      ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน   พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นเกี่ยวกับหลุมสีดำนั้น เมื่อนักตรรกะและนักอภิปรัชญาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลุมดำนี้โดยใช้เหตุผลอธิบายและคาดคะเนความจริงเป็นเช่นนั้น บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลอย่างถูกต้องเพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับหลุมดำ หรือบางครั้งอาจใช้เหตุผลไม่ถูกต้องเพื่ออธิบายความจริงเรื่องนี้ บางครั้งพวกอาจใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้นเพื่อธิบายความจริง เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ   ได้ยินความคิดเห็นที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับหลุมดำ วิญญูชนย่อมไม่เชื่อว่าเหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบนั้นเป็นความจริง    

       เมื่อนักวิทยาศาสตร์เป็นมนุษย์คนหนึ่งมีอายตนะภายในที่มีความสามารถในการรับรู้ได้จำกัดและมีความคิดที่ลำเอียงโน้มเอียง ไปด้านใดด้านหนึ่ง  ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญา ที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นเกี่ยวกับหลุมดำ เมื่อพวกเขาใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับหลุมดำ   บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง ในขณะที่บางคนใช้เหตุผลอย่างไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงที่สมมติขึ้นในลักษณะนี้ หรือในลักษณะนั้นซึ่งเป็นคำอธิบายความจริงที่สมมติขึ้นอย่างคลุมเครือ และไม่ชัดเจน   วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะคงไม่เชื่อว่าความคิดเห็น เช่นนี้เป็นความจริง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของการรับรู้ของมนุษย์  พระพุทธเจ้าทรงพัฒนาศักยภาพของพระองค์เพื่อแสวงหาความจริงขั้นปรมัตถ์    

       นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ เพื่อถ่ายภาพหลุมดำนับล้านภาพ เพื่อตรวจสอบการมีอยู่หลุมดำ และรวบรวมหลักฐานจากภาพเหล่านี้ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พวกเขาจึงใช้หลักฐานนี้เป็นข้อมูลเพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบของหลุมดำ    โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงของหลุมดำที่ว่า พวกเขาอาจโต้แย้งว่าหลุมดำเกิดจากการเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติ บนดวงดาวนับล้านดวง ควันจากการเผาไม้ของก๊าซธรรมชาติถูกปล่อยออกมา และลอยอยู่บนขอบฟ้าสีดำ 

      ดังนั้น หลุมดำจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาล  ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงรู้ว่าไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่สามารถสร้างขึ้นด้วยตัวเอง แต่ทุกสิ่งล้วนเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน แม้แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถหลีกหนีกฎธรรมชาตินี้ได้ สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง  "ปฏิจจสมุปบาท" ที่กล่าวว่า มนุษย์เกิดมาจากปัจจัยทางกายภาพ และทางจิตวิญญาณที่รวมกันอยู่ในครรภ์มารดาจนเกิดเป็นมนุษย์ ดังนั้นร่างกายของมนุษย์จึงไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยลำพัง แต่เป็นผลจากปัจจัยแห่งการปฏิสนธิในครรภ์มารดา
 
        ส่วน โลก จักรวาล  ดาวเคราะห์ ดวงอาทิตย์  และดวงดาวนับล้านที่ลอยอยู่ในหลุมดำนั้นจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง    ประกอบกันเป็นสิ่งเหล่านี้    เมื่อมนุษยรับรู้ดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ แต่ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ไม่ได้มีเพียงการรับรู้   และเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้นจิตใจมนุษย์ยังเป็นนักคิดอีกด้วย      เมื่อมนุษย์เรียนรู้สิ่งใด พวกเขาจะคิดจากสิ่งนั้น      ซึ่งก็คือหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ พวกเขาจะใช้หลักฐานนั้น     เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบ  โดยพวกเขาใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น  

      ในความคิดเห็นของผู้เขียน โดยคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมาสาเหตุของการก่อตัวของ ดาวฤกษ์ (star)และดาวเคราะห์ (Planet)นั้นคือ ฝุ่น  ซึ่งเป็นสสารที่มีพลังงานในตนเองและดึงดูดซึ่งกันและกัน     ก่อให้เกิดโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม   โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้จำกัด` พวกเขามักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ความเกลียดชัง ความกลัว และความรักผู้อื่น นำไปสู่ชีวิตที่มืดมนอยู่เสมอ    ชีวิตมักพัวพันกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้าในชีวิตและสั่งสมอยู่ในจิตใจ      จิตใจจึงมักจะปรุงแต่งอารมณ์เหล่านี้ จึงยึดติดกับความสุขที่ได้รับจากผู้อื่น และไม่พอใจกับอารม์ร้ายด้านลบต่าง ๆ  ที่เข้ามาในชีวิต พวกเขาจึงปล่อยชีวิตไปตามที่พอใจไม่สามารถแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรียกว่า "ปัญญา"  เพื่อแก้ปัญหาหรือเชื่อในสิ่งที่ได้ยินจากผู้อื่นมากเกินไป จนไม่สามารถคิดและแก้ไขปัญหาของตนเอง 

      อย่างไรก็ตาม ปัญหาความมืดมนของชีวิตมนุษย์ได้รับการแก้ไข เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาของจัณฑาล ที่ถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในอนุทวีปอินเดีย แม้ว่านิกายพราหมณ์ต่าง ๆ จะอธิบายความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าแก่เจ้าชายสิทธัตถะอย่างสมเหตุสมผล   แต่ข้อเท็จจริงของคำตอบสำหรับปัญหาในเรื่องนี้ยังคงไม่ชัดเจน เพราะเป็นความรู้ที่เกินขอบเขตของการรับรู้ของอายตนะภายในของมนุษย์ทั่วไป  เนื่องจากเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีอายตนะภายในที่มีความสามารถจำกัดในการรับรู้และไม่สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าโดยการบูชายัญ เพื่อถวายของมีค่าแก่เทพเจ้าได้ หากทรงทำเช่นนั้นก็จะเป็นการขัดต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีเกี่ยวกับชนชั้นวรรณะ เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะพราหมณ์ด้วยเหตุนี้ ทำให้พระองค์ทรงสงสัยถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า 

           ปัญหาของความเป็นจริงของมนุษย์   พราหมณ์อารยันยืนยันการมีอยู่ของพระพรหม โดยสร้างมนุษย์จากพระกายของพระองค์เอง อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งว่าพราหมณ์ก่อนหน้านี้    เคยเห็นพระพรหมในแคว้นสักกะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงซักถามถึงประวัติของพระพรหม แต่ไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถตอบได้ คำพูดของพราหมณ์เหล่านั้นน่าสงสัยและไม่น่าเชื่อถือ      เพราะไม่สามารถยืนยันความจริงของการมีอยู่ของเหล่าเทพได้  สิ่งนี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความจริงของการมีอยู่ของพระพรหม   เจ้าชายสิทธัตถะทรงต้องการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับพระพรหม   เมื่อพระองค์ทรงสืบเสาะข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน    เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พระองค์ก็จะทรงใช้หลักฐานเหล่านั้น  เป็นข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อใช้เหตุผล    ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ 

            ยกตัวอย่างเช่น ดวงดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า    นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาจะสมมติชื่อ ดวงดาวเหล่านั้นว่า โลก ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  เป็นต้น     เมื่อนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์รับรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของดวงดาวเหล่านั้นและเก็บเรื่องราวของดวงดาวเหล่านั้นไว้ เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจของตนเอง  พวกเขาจะสงสัยเกี่ยวกับปฐมธาตุที่ก่อให้เกิดดวงดาวเหล่านั้น     และชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริง  และรวบรวมหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง  อย่างไรก็ตาม   เมื่อวิเคราะห์ข้อมูล โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับปฐมธาตุแล้ว โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญา ใช้เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนี้ แต่ผลการวิเคราะห์ยังคลุมเครือและยังไม่ชัดเจนว่า    โลกและดวงดาวมีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร ?  นักปรัชญาหลายคนก็จะตั้งคำถามว่าองค์ประกอบความรู้ในยุคแรก ๆ ของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  เป็นต้น 

     แนวคิดทางปรัชญาของผู้เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนจินตนาการของผู้เขียน แต่เป็นการแสวงหาความจริงโดยใช้กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า  โดยเริ่มต้นจากความสงสัยของผู้เขียนไว้ก่อน จนกว่าตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น พยานเอกสารคือ พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พยานบุุคคลได้รับรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมข้อมูลเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ พยานวัตถุคือซากโบราณสถานเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔  แห่งและเสาหินอโศกซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานทางพุทธศาสนา เป็นต้น 

       ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีในการแสวงบุญไปยังสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งนี้ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า  เมื่อไปเยือนสถานที่ประสูติ ตรัสรู้    ปฐมเทศนาและปรินิพพานของพระองค์ การได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่เหล่านั้น ผู้เขียนจึงยอมรับโดยปริยายว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ยืนยันการดำรงอยู่ของพระพุทธเจ้าอย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อได้ยินข้อความเห็นใด ๆ ก็ไม่ควรเชื่อว่าเป็นความจริงในทันที แต่ควรสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้  และมีหลักฐานเพียงพอที่จะให้ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของคำตอบตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

        อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนวิเคราะห์พยานวัตถุ โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของพระพุทธเจ้า โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง  คำอธิบายเหล่านั้นยังคงคลุมเครือและที่มาของพยานวัตถุก็ยังไม่ชัดเจนนั้น  อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจึงต้องการวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติม โดยตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานเอกสาร เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬา พระไตรปิฎกหลวง บันทึกการเดินทางแสวงบุญของพระภิกษุจีน  แผนที่โลกของกูเกิลและแผนที่โบราณของอินเดีย พยานวัตถุได้แก่ พุทธสถานทางโบราณคดีในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล  หลักฐานของนักโบราณคดีชาวอินเดีย บทความบนเว็บไซต์ และความรู้จากประสบการณ์ชีวิตในการทำงานเป็นนักเทศน์นั้นรับรู้อายตนะภายในและสั่งสมอยู่ในจิตใจของผู้เขียน 

       ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรัชญาพุทธภูมิ จึงมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งทำให้ผู้เขียนตัดสินใจเขียนเกี่ยวกับปรัชญาพุทธภูมิในรูปแบบบล็อค(Blog) ดังนี้ : 

     ประการแรก ปรัชญานี้มีต้นกำเนิดมาจากความฝันในวัยเด็กของผู้เขียน เมื่อผู้เขียนชื่นชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวในห้องสมุดประชาชนของอำเภอเมืองสกลนคร หนังสือนวนิยายที่พ่อซื้อจากร้านหนังสือสกลพิทยาซึ่งเป็นร้านขายหนังสือเพียงแห่งเดียวในย่านนั้น ผู้เขียนจึงมีความรู้ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสของตน และสั่งสมเรื่องราวเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ ความรู้นี้ก่อให้เกิดจินตนาการและความฝันของผู้เขียนที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเชื่อว่าชีวิตในต่างแดนจะมีความสุขกว่า ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีในการค้นหาเส้นทางที่จะบรรลุความฝันนี้และในที่สุด วันที่ผู้เขียนรอคอยก็มาถึงในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เขียนเริ่มค้นหาความฝันและตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโทที่คณะศิลปศาสตร์ภาควิชาปรัชญาและศาสนาที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu university)  ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย 

       หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาปรัชญาได้รับทุนการศึกษาเพียงพอ และตัวแทนของผู้เขียนได้ติดต่อมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในอินเดียแล้ว ผู้เขียนจึงขึ้นเครื่องบินของการบินไทยจากสนามบินนานาชาติดอนเมือง ไปยังสนามบินนานาชาติโกลกาตา เช็คอินเวลา ๑๐.๐๐ น. และเที่ยวบินออกจากดอนเมืองเวลา ๑๓.๐๐น. ถึงโกลกาตาเวลา ๑๖.๐๐ น.นี่เป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งที่สอง ความฝันที่ผู้เขียนวาดไว้เริ่มชัดเจนขึ้นและไม่มีอะไรต้องกังวล แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยาวไกล และไม่แน่นอนว่ามันจะได้เป็นจริงหรือไม่ก็ตาม  เราก็พร้อมจะเผชิญกับมัน 

     ในปี ๒๐๐๒ สนามบินนานาชาติโกลกาตาเป็นเพียงสนามบินเล็กๆ   อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์ไทยมักเดินมาอินเดียเพื่อแสวงบุญยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งของพุทธศาสนา พวกท่านใช้สนามบินแห่งนี้เป็นประจำและนั่งรถไฟจากสถานีเฮาลารา ในกัลกาต้าไปยังเมืองคยา  เมื่อผู้เขียนมาถึงอินเดียเป็นครั้งแรก ผู้เขียนตื่นเต้นมากที่ได้พบปะผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ และศาสนาที่เดินทางมาด้วยกัน หลังจากเช็คเอ้าท์จากสนามบินแล้ว  ผู้เขียนเข้าใจผิดคิดว่าตนเองมาถึงเมืองพาราณสีแล้ว ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาลัยที่ผู้เขียนจะเรียน แต่ปรากฏว่าคณะของเรานั่งแท็กซี่ไปยังวัดพุทธมหายาน เพื่อรอรถไฟประมาณ ๑๙.๐๐ น. สถานีรถไฟเฮาลาราตั้งอยู่ในกัลกัตตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย 

         ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟ จากโกลกาตาไปยังเมืองพาราณสี   ผู้เขียนได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองพาราณสีจากรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย พวกเขาบอกผู้เขียนว่าเมืองพาราณสีเป็นสถานที่กำเนิดของพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก    พระรัตนตรัยครบสามประการในเมืองพาณาณสีนี้และพระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทครั้งแรก ของพระภิกษุ ดังนั้น การอุปสมบทจึงเป็นพิธีกรรมแรกในพระพุทธศาสา สถานที่สำคัญทางแห่งแรกพุทธศาสนาแห่งแรกคือมูลกุฎีของพระพุทธเจ้าในวัดพุทธ  

       เมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟเฮาลาราผู้เขียนสังเกตว่า ชาวอินเดียส่วนใหญ่มักเดินทางโดยรถไฟไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วอินเดีย โดยส่วนใหญ่เดินทางพร้อมครอบครัว  สถานีรถไฟเฮาลาราเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟหลายสาย ป้ายส่วนใหญ่ในสถานีเป็นภาษาฮินดี มีภาษาอังกฤษเพียงเล็กน้อยที่ใช้สำหรับสื่อสารกับชาวต่างชาติ ผู้เขียนรู้สึกคุ้นเคยกับผู้คนในกัลกัตตาเป็นอย่างดีและไม่รู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับชาวอินเดีย ผู้เขียนและคณะเดินทางมาถึงเมืองพาราณสีประมาน  ๘.๐๐ น. นักศึกษามหาวิทยาลัยปี ๔ หลายคน มาต้อนรับคณะของเราที่สถานีรถไฟมงคลสาหร่าย ชีวิตของผู้เขียนได้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ เผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ และผู้เขียนไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งเหล่านี้คือ ประสบการณ์ชีวิตอันมีค่าที่จะนำมาใช้เป็นปัจจัยในการปรัชญาในดินแดนแห่งพระพุทธเจ้า ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรัชญาพุทธภูมิ มีดังต่อไปนี้: (อ่านเพิ่มเติมได้ใน ๒.ปรัชญาเป็นความรู้ของมนุษย์
   

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ