The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

๑. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรัชญาในดินแดนพุทธภูมิ

1. The factors that caused the philosophy in the land of Buddhaphumi 

บทนำ     


       โดยทั่วไปแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ระบบสุริยะ และจักรวาลอื่น ๆ ที่มนุษย์รับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกาย และรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ไว้ เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้น ไม่ได้มีเพียงการรับรู้และเก็บเรื่องราวไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจเท่านั้น แต่ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ยังรวมถึงการเป็นนักคิดอีกด้วย   เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์ หรือนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของสิ่งนั้นอย่างสมเหตุสมผล เพื่อเผยแพร่ความรู้นั้นสู่สังคมมนุษย์  เพื่อการศึกษา  วิจัย     และค้นคว้าเพิ่มเติม  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของโลก ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์   ผ่านอายตนะภายในและรวบรวมเรื่องราวของดวงดาวเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์จะใช้หลักฐานเหล่านี้ เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงเป็นอย่างนี้ เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของโลก ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ เป็นต้น โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงเกี่ยวกับโลก จักรวาล ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์อย่างสมเหตุสมผล   สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่มีใครสร้างขึ้น มนุษย์ได้ยินเรื่องราวต่างที่สืบทอดกันตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน   แต่ในความเป็นจริง  ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นเองตามความเข้าใจของมนุษย์   ทุกสิ่งมีปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้

      ก่อนสมัยพุทธกาล  ชาวสักกะและชาวโกลิยะขาดที่พึ่งอันประเสริฐของชีวิต พวกเขาจึงเอาพวกพราหมณ์เป็นที่พึ่งของตนเองและเชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันที่ว่า ชีวิตมนุษย์ถูกพระพรหมสร้างขึ้นมาจากพระวรกายของพระองค์ และทรงสร้างวรรณะให้มนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นมานั้นปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา ตามแนวคิดของพราหมณ์บางกลุ่มในสมัยอินเดียโบราณ ที่เชื่อในคำสอนของครูบาอาจารย์ของตนเอง  ดังนั้น พระพรหมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำเนิดมนุษยชาติ เนื่องจากชีวิตมนุษย์ในอนุทวีปอินเดียนั้นไม่แน่นอน ทุกคนจึงเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ เมื่อมนุษย์กลัวความตาย ชีวิตของพวกเขาก็จะทุกข์ระทมเพราะไม่อยากตาย  ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมน เพราะขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์  พวกเขาไม่สามารถใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกะและนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงของเรื่องชีวิตได้อย่างสมเหตุสมผล ดังนั้น เมื่อพวกเขาขาดความรู้อันเป็นที่พึ่งของตนเอง เพื่อใช้ความรู้นั้นในการแก้ไขปัญหาชีวิต เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นในชีวิต   พวกเขาขาดศรัทธาที่จะพึ่งพาตนเอง และพวกเขาคิดแต่จะพึ่งพาผู้อื่นเพียงผู้เดียว เมื่อพวกเขาขาดความเพียรในการศึกษาหรือแสวงหาความรู้อย่างจริงจัง ดังนั้น พวกเขาจึงขาดสติที่จะจดจำเรื่องราวต่างๆ เพื่อสั่งสมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในใจของตนและขาดสมาธิหรือความมุ่งหมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชีวิตจนประสบความสำเร็จ 

       เมื่อผู้คนในอนุทวีปอินเดียเชื่อว่าพระพรหมมีอยู่จริง พวกเขามักจะประกอบพิธีบูชายัญ  เพื่อขอพรจากพระพรหมเพื่อช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายที่ปรารถนาได้  การบูชาเทพเจ้าจึงถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน การบูชาด้วยสิ่งของมีค่านั้น สร้างความร่ำรวยให้กับพราหมณ์ผู้ทำพิธีมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึงความจริงของชีวิตมนุษย์ทุกชีวิต นั่นคือ วิญญาณถือกำเนิดในครรภ์มารดา เมื่อเกิดมาแล้ว วิญญาณจะดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ดับสูญไป  นี่คือ กฎธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้ผ่านอายตนะภายในและบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ดังนั้น ความจริงของชีวิตมนุษย์ วิญญาณจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่
  
       ในเรื่อง "หลุมดำ"(Black Hole)  มันถูกค้นพบโดยกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักวิทยาศาสตร์"  ต้นกำเนิดของการค้นพบนี้เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาสามารถรับรู้ขอบฟ้าสีดำผ่านอายตนะภายในของตนเองและบันทึกเรื่องราวของขอบฟ้าสีดำไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ แต่ธรรมชาติของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรับรู้และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในใจเท่านั้น   จิตใจของพวกเขายังมีธรรมชาติของการเป็นนักคิด  เมื่อชีวิตของพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะคิดจากสิ่งนั้น  โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น 

     แต่เมื่อมนุษย์มีความสามารถในการรับรู้สิ่งเหล่านี้อย่างจำกัดและมีความลำเอียงเข้าข้างความคิดเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของหลุมสีดำนั้น เมื่อนักตรรกะและนักอภิปรัชญาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลุมดำนี้ตามหลักเหตุผล และคาดคะเนความจริงว่าเป็นอย่างนี้ บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงเรื่องหลุมดำได้อย่างถูกต้อง บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงเรื่องหลุมดำอย่างผิด ๆ  บางครั้งพวกอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงในลักษณะนี้ หรืออาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนั้นบ้าง เมื่อวิญญูชนเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ได้ยินความคิดเห็นที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับหลุมดำเกิดขึ้นได้อย่างไรจากนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา วิญญูชนย่อมไม่เชื่อว่าเหตุผลของคำตอบเป็นความจริง    

       เมื่อนักวิทยาศาสตร์เห็นว่า เมื่อมนุษย์มีการรับรู้ที่จำกัด และมีความคิดเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมน จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของหลุมดำนี้ เมื่อต้องอธิบายความจริงเรื่องหลุมดำโดยใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงเรื่องหลุมดำอย่างผิด  ๆ  เพราะหลักฐานไม่เพียงพอเนื่องจากข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนเอง  เพื่อแก้ปัญหาของข้อจำกัดในการรับรู้ของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จึงได้พัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ เพื่อถ่ายภาพหลุมดำนับล้านภาพ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของหลุมดำและรวบรวมหลักฐานจากภาพถ่ายเหล่านั้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พวกเขาก็ใช้หลักฐานนั้น เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบของหลุมดำ โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของขอบเขตความรู้ของหลุมดำที่ว่า หลุมดำอาจเกิดจากการเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติบนดวงดาวนับล้านดวง ควันจากการเผาไม้ของก๊าซธรรมชาติจะถูกปล่อยออกมาและลอยอยู่บนขอบฟ้าสีดำ หลุมดำจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาล  

      ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลเกิดขึ้นเอง แต่ทุกสิ่งล้วนเกิดจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน แม้แต่มนุษย์ก็ไม่อาจหลีกหนีกฎธรรมชาตินี้ได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง "หลักปฏิจจสมุปบาท" ที่กล่าวว่า  มนุษย์เกิดมาจากปัจจัยทางกายภาพ และทางวิญญาณที่มารวมกันในครรภ์มารดาเพื่อสร้างชีวิตมนุษย์ ร่างกายของมนุษย์จึงไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดมาจากการปฏิสนธิของวิญญาณในครรภ์มารดา
 
       ดังนั้น จักรวาล โลก ดาวเคราะห์  ดวงอาทิตย์และดวงดาวนับล้านดวงที่ล่องลอยอยู่ในหลุมดำนั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ  แต่เกิดจากปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น เมื่อมนุษยรับรู้ถึงดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน    มันคือความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส  และสั่งสมเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ไม่ได้มีเพียงการรับรู้และเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น       จิตใจมนุษย์ยังเป็นนักคิดอีกด้วยเมื่อมนุษย์รู้สิ่งใด พวกเขาจะคิดจากสิ่งนั้นซึ่งก็คือหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ    พวกเขาจะใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบ โดยพวกเขาใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น  

      ตามความคิดเห็นของผู้เขียนจาการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมาเรื่องสาเหตุของการเกิดดาวฤกษ์ (star)และดาวเคราะห์ (Planet)นั้น มาจากฝุ่นซึ่งเป็นสารที่มีพลังงานในตนเองและดึงดูดซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ขึ้นมา  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม   โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้จำกัด` และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความรักผู้อื่น เป็นต้นทำให้ชีวิตมืดมนอยู่ตลอดเวลา  ชีวิตมักติดอยู่กับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้าในชีวิต  และสั่งสมอยู่ในจิตใจ  จิตใจจึงมักทบทวนอารมณ์เหล่านั้น  จึงยึดติดกับความสุขที่ได้รับจากผู้อื่นและไม่พอใจกับอารม์ร้ายด้านลบต่าง ๆ  ที่เข้ามาในชีวิต  จึงปล่อยชีวิตไปตามที่พอใจ  ไม่สามารถแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรียกว่า "ปัญญา" ที่เข้ามาในชีวิตเพื่อแก้ปัญหา หรือเชื่อในสิ่งที่ได้ยินจากผู้อื่นมากเกินไป จนไม่สามารถคิดและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง 

      อย่างไรก็ตาม ปัญหาความมืดมนของชีวิตมนุษย์ได้รับการแก้ไข เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาของพวกจัณฑาล ซึ่งถูกพระพรหมลงโทษซึ่งเป็นโทษตามกฎหมายวรรณะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในอนุทวีปอินเดีย แม้ว่านิกายพราหมณ์ต่าง ๆ จะอธิบายความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าให้เจ้าชายสิทธัตถะรับรู้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว   แต่ข้อเท็จจริงของคำตอบของเรื่องนี้ยังคงไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นความรู้ที่เกินขอบเขตของอายตนะภายในของมนุษย์ทั่วไป    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีความสามารถในการรับรู้จำกัด  และไม่สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าด้วยการทำบูชายัญเพื่อถวายของมีค่าแก่เทพเจ้าได้เพราะหากพระองค์ทรงทำการบูชายัญ ก็จะขัดต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีแบ่งวรรณะ  ทำให้พระองค์ทรงสงสัยถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า 

           ปัญหาความเป็นจริงของมนุษย์   พราหมณ์อารยันได้ยืนยันการมีอยู่ของพระพรหม        โดยสร้างมนุษย์จากพระกายของพระองค์เอง แต่ไม่มีหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้ได้  แม้ว่าจะมีข้ออ้างว่าพราหมณ์ก่อนหน้านี้    เคยเห็นพระพรหมในแคว้นสักกะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงถามถึงประวัติของพระพรหม ไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถตอบเจ้าชายสิทธัตถะได้     การให้การของพราหมณ์นั้นน่าสงสัยและไม่น่าเชื่อถือ      เพราะไม่สามารถยืนยันความจริงของการมีอยู่ของเทพได้  ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเกิดความสงสัยในความจริงของการมีอยู่ของพระพรหม   เจ้าชายสิทธัตถะทรงต้องการแสวงหาความรู้เกี่ยวข้องกับพระพรหมเพิ่มเติม   เมื่อพระองค์ทรงสืบเสาะข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐาน    เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว พระองค์ก็จะทรงใช้หลักฐานเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้      เพื่อใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบของเรื่องนี้ 

            ตัวอย่างเช่น ดวงดวงที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า  และนักปรัชญาจะเรียกดวงดาวเหล่านั้นว่า โลก ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  เป็นต้น  เมื่อนักปรัชญา นักตรรกะเห็นดวงดาวเหล่านั้น           พวกเขาจะสงสัยเกี่ยวกับองค์ประกอบของธาตุที่ก่อให้เกิดดวงดาวเหล่านั้น และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์เป็นข้อมูลที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของตนเอง แต่เมื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานแล้ว   ก็ยังไม่ชัดเจนว่าโลกและดวงดาวมีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร ?       นักปรัชญาหลายคนก็จะตั้งคำถามว่าองค์ประกอบความรู้ในยุคแรกๆ ของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นต้น 

     แนวคิดปรัชญาพุทธภูมิคือความรู้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน แต่เป็นความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมไว้ในจิตใจของผู้เขียน ซึ่งได้เดินทางไปแสวงบุญในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมืองในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เป็นเวลานานหลายปี เมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งนี้ ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า  เมื่อผู้เขียนเดินทางไปยังสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพาน เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่เหล่านี้แล้วก็ยอมรับโดยปริยายว่าพยานวัตถุเหล่านี้ เป็นสถานที่จริงตามประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา 


      อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อได้ยินข้อความเห็นใด ๆ  อย่าเชื่อทันทีว่าเป็นความจริง แต่ควรสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้และมีหลักฐานเพียงพอ ที่จะให้ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของคำตอบตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อพิจารณาพยานวัตถุ โดยวิเคราะห์พยานวัตถุแล้วและอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงแล้ว เพื่อพิสูจน์ความจริงของการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาอธิบายข้อเท็จจริงของคำตอบ  เมื่อเรื่องราวยังไม่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ?  เมื่อข้อเท็จจริงยังคลุมเครือ ผู้เขียนจึงชอบค้นคว้าเพิ่มเติม โดยสืบเสาะข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานจากพระไตรปิฎกมหาจุฬา พระไตรปิฎกหลวง บันทึกการเดินทางแสวงบุญของพระภิกษุจีน แผนที่โลกของกูเกิลและแผนที่โบราณของอินเดีย พยานวัตถุได้แก่ พุทธสถานทางโบราณคดีในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล หลักฐานของนักโบราณคดีชาวอินเดีย บทความบนเว็บไซต์ และความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในใจของผู้เขียนซึ่งทำงานเป็นพระนักเทศน์ 

       ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรัชญาในดินแดนพุทธภูมิ จึงเกิดจากหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจเขียนปรัชญาพุทธภูมิในรูปแบบบล็อค(Blog) กล่าวคือ

     ประการแรกเกิดจากความฝันของผู้เขียน เมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กและชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวในห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอเมืองสกลนคร หนังสือนวนิยาย ที่พ่อของผู้เขียนซื้อจากร้านหนังสือสกลพิทยาเป็นร้านขายหนังสือแห่งเดียวในย่านนั้น  จนกระทั่งผู้เขียนมีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมเป็นความรู้ทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ ความรู้นี้ก่อให้เกิดจินตนาการและความฝันของผู้เขียนที่อยากไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะผู้เขียนคิดว่าชีวิตในต่างประเทศคงจะมีความสุข ผู้เขียนต้องใช้เวลาหลายปีในการค้นหาเส้นทางสู่ความฝัน และในที่สุดวันที่ผู้เขียนรอคอยก็มาถึงในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เขียนเริ่มค้นหาความฝัน และตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่คณะศิลปศาสตร์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา ของมหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu university)  ตั้งอยู่ในเขตพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย 

       หลังจากที่ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาปรัชญา มีทุนการศึกษาเพียงพอและตัวแทนของผู้เขียนได้ติดต่อกับมหาวิทยาลัยที่สาธารณรัฐอินเดียแล้ว ผู้เขียนได้ขึ้นเครื่องบินของการบินไทยจากสนามบินนานาชาติดอนเมือง ไปยังสนามบินนานาชาติโกลกาตาเวลาเช็คอินคือ๑๐.๐๐ น. และบินขึ้นจากสนามบินดอนเมืองในเวลา๑๓.๐๐น. เครื่องบินของการบินไทยไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติโกลกาตาเวลา ๑๖.๐๐ น. นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผู้เขียนได้เดินทางไปต่างประเทศ ความฝันที่ผู้เขียนจินตนาการไว้ชัดเจนขึ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยาวไกลและไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ 

     ในปี ๒๐๐๒ สนามบินนานาชาติโกลกาตายังเป็นเพียงสนามบินเล็กๆ   อย่างไรก็ตาม พระภิกษุชาวไทยมักจะเดินทางไปสาธารณรัฐอินเดียเพื่อแสวงบุญที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง พวกเขาใช้สนามบินแห่งนี้เป็นประจำและขึ้นรถไฟจากสถานีเฮาลารา ในเมืองกัลกาต้าไปถึงเมืองคยา  เมื่อผู้เขียนเดินทางมาถึงอินเดียเป็นครั้งแรก ผู้เขียนตื่นเต้นมากที่จะได้พบกับผู้คนหลายชาติและศาสนาต่าง ๆ มารวมตัวท่องเที่ยวกันในอินเดีย  หลังจากเช็คเอ้าท์จากสนามบินแล้ว  ผู้เขียนก็คิดไปเองว่ามาถึงเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาลัยที่เราจะมาเรียนหนังสือแล้ว  แต่ปรากฏว่าคณะนั่งแท็กซี่ไปวัดพุทธมหายานเพื่อรอเวลาขึ้นรถไฟประมาณ ๑๙.๐๐ น. ที่สถานีรถไฟเฮาลาราตั้งอยู่ในเมืองกัลกัตตา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย

      ในระหว่างการเดินทางโดยรถไฟจากเมืองโกลกาตาไปยังเมืองพาราณสี ผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเมืองพาราณสีจากนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า เมืองพาราณสีเป็นสถานที่เกิดของพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก  พระรัตนตรัยครบสามประการในเมืองพาณาณสีนี้และพระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทพระภิกษุเป็นครั้งแรก การบวชจึงเป็นพิธีกรรมแรกในพระพุทธศาสา และพุทธสถานแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือมูลกุฎีของพระพุทธเจ้าในวัดพระพุทธเจ้า  เมื่อผู้เขียนและคณะมาถึงสถานีรถไฟเฮาลาราผู้เขียนเห็นว่า ชาวอินเดียนิยมเดินทางโดยรถไฟโดยสารไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วอินเดีย ส่วนใหญ่เดินทางกับครอบครัว  อาคารสถานีรถไฟเฮาลารามีขนาดใหญ่เป็นจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟต่างๆ ป้ายบอกทางที่สถานีรถไฟส่วนใหญ่เป็นภาษาฮินดี และใช้ภาษาอังกฤษเพียงเล็กน้อยในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ ผู้เขียนรู้สึกคุ้นเคยกับชาวกัลกัตตาเป็นอย่างดี และไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับชาวอินเดีย 

         ผู้เขียนและคณะเดินทางมาถึงเมืองพาราณสีเกือบ  ๘ โมงเช้า นักศึกษาชั้นปีที่ ๔  จากมหาวิทยาลัยหลายคน มาต้อนรับคณะของเราที่สถานีรถไฟมงคลสาหร่าย ชีวิตของผู้เขียนเริ่มต้นการเดินทางอีกครั้งหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ และผู้เขียนไม่รู้จะเจออะไรอีกในอนาคต แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต ที่เราจะใช้เป็นปัจจัยในการปรัชญาในแผ่นดินของพระพุทธเจ้า ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรัชญาในแผ่นดินของพระพุทธเจ้า มีดังต่อไปนี้
(อ่านเพิ่มเติมได้ใน ๒.พยานวัตถุยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า)
   

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ