บทนำ : เหตุผลในการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ
(Intruduction : the Reason For Writing Buddhaphumi Philosophy )
บทนำ
โดยทั่วไปแล้ว ปรากฏการณ์ทั้งปวงในโลก ระบบสุริยะ และจักรวาลนั้น มิได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือลอย ๆ แต่เกิดจากการรวมตัวกันของเหตุและปัจจัยทางธรรมชาติหลายประการ จนกลายเป็น" ความจริง"เรื่องราวของเหล่านี้กลายเป็นคลังความรู้ของมนุษย์ ผ่านการค้นคว้านักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา นักดาราศาสตร์และนักวิชาการหลากหลายสาขา อย่างไรก็ตามในเมื่อความรู้ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากปัจจัย เหตุปัจจัยเหล่านั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ
แม้กระทั่งชีวิตของมนุษย์เองก็ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลมาจากการประชุมกันของปัจจัยทางร่างกาย และจิตใจในครรภ์ของมารดา การที่มนุษย์มีแนวคิดเช่นนี้ เนื่องจากความรู้ที่เกิดความเชื่อที่ว่าเทพเจ้าสร้างมืดมิดแก่ชีวิตมนุษย์นั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวชเพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต ทรงตรัสรู้(ค้นพบ)ว่า ชีวิตมนุษย์รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านอายตนะภายใน(ประสาทสัมผัส) และประสบการณ์ของสิ่งเหล่านี้ จะถูกบันทึกและสั่งสมไว้เป็น "หลักฐานทางอารมณ์" ภายในจิตใจของมนุษย์ แต่ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับรู้ หรือจดจำเท่านั้น จิตใจของมนุษย์ยังธรรมของการคิดและวิเคราะห์อีกด้วย
เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใด พวกเขาย่อมจะคิดเกี่ยวกับความจริงของสิ่งนั้นเมื่อพวกเขาคิดแล้วก็จะใช้ "เหตุผล" ซึ่งเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้เช่นเดียวกับที่นักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาใช้เหตุผลอธิบายความจริงแก่สังคม นำไปสู่การศึกษา วิจัย และต่อยอดองค์ความรู้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของโลก ดาวเคราะห์และดวงดาวผ่านอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัส) แล้วบันทึเรื่องราวไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์จะนำหลักฐานเหล่านั้น มาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงของโลก ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ และใช้เหตุผลอธิบายปรากฏการณ์ของโลก จักรวาล ดาวเคราะห์และดวงดาวอย่างมีเหตุผล
อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักตรรกศาสตร์ต่างก็เป็นมนุษย์ ซึ่งย่อมมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน ทั้งยังอาจถูกแฝงเร้นด้วยคติจากความไม่รู้ของตนเอง ความกลัว ความเกลียดชัง หรือความรัก ข้อจำกัดเหล่านี้ ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมิด ขาดความเข้าใจที่ชัดเจนทั้งในระดับ "สมมติสัจจะ" (ความจริงทางโลก) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้) เมื่อนักคิดในสมัยก่อนพุทธกาลได้ยินเรื่องราวที่บอกเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล เช่น แนวคิดเรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์และกำหนดระบบวรรณะ แม้ว่านักดิดเหล่านั้นจะพยายามใช้เหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องนั้น แต่บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ผิดพลาด บางครั้งก็ใช้เหตุผลสับสนเปลี่ยนไปมาตามอคติของตน
เมื่อเหตุผลของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญายุคโบราณ ไม่สามารถอธิบายต้นกำเนิดของมนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของเทพเจ้าได้อย่างชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงปฏิเสธที่จะเชื่อความคิดเห็นเหล่านั้นโดยทันที และพระองค์ทรงไม่รับรองพราหมณ์ หรือนักคิดเหล่านั้นในฐานะพยานยืนยันความจริง
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสขคำอธิบายสัจธรรมของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงแสวงหาความจริงอย่างไร ? จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)พบว่าพระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานกระบวนการแสวงหาความรู้ไว้อย่างเป็นระบบ พระองค์ทรงไม่ให้เชื่อข้อเท็จจริงใด ๆ ทันที จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างพอแล้ว จึงนำหลักฐานเหล่านั้นมาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ และอธิบายความจริงด้วยเหตุผล เป็นต้น
เปรียบเทียบเรื่อง "หลุมดำ"(Black Hole) ในทางวิทยาศาสตร์" จุดเริ่มต้นของการค้นพบเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์รับรู้ถึงขอบฟ้าสีดำผ่านอายตนะภายใน แล้วบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ยังคงเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน และอาจมีอคติเนื่องจากความไม่รู้แฝงอยู่ ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นเกี่ยวกับหลุมสีดำนั้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลุมดำนี้ โดยใช้ปฏิภาณไหวพริบเชิงเหตุผล คาดคะเนหรือใช้เหตุผลทางอภิปรัชญาบริสุทธิ์ คำอธิบายเกี่ยวกับหลุมดำ ก็อาจคลุมเครือ ถูกบ้าง ผิดบ้าง ไม่ชัดเจน เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นเหล่านั้นย่อมไม่อาจยอมคำตอบที่ไร้พยานหลักฐาน
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน(ประสาทสัมผัส) ของมนุษย์จึงต้องพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการพิสูจน์ความจริงในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงใช้อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางเพื่อแสวงหาความจริงขั้นปรมัตถ์ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมานักวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้น กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ ถ่ายภาพหลุมดำนับล้านภาพ เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์นำมาวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจนได้ข้อสรุปว่าหลุมดำไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่นการดับสูญและการยุบตัวของดาวฤกษ์ หรือหลุมดำเกิดจากการเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติบนดวงดาวนับล้านดวง ควันจากการเผาไม้ของก๊าซธรรมชาติถูกปล่อยออกมา และลอยอยู่บนขอบฟ้าสีดำ
ข้อสรุปนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่เกิดขึ้นได้เองโดยปราศจากเหตุปัจจัย ซึ่งสอดคล้องกับหลัก"ปฏิจจสมุปบาท" ของพระพุทธเจ้าที่อธิบายว่าชีวิตของมนุษย์เกิดจากการประชุมกันของปัจจัยทางกายภาพและจิตวิญญาณในครรภ์มารดา ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยลำพัง เช่นเดียวกับโลก จักรวาล ดวงอาทิตย์ และดาวฤกษ์ทั้งหลายที่ล้วนก่อตัวขึ้นจากปัจจัยทางสสาร และพลังงาน ในความคิดเห็นของผู้เขียนโดยคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา สาเหตุของการก่อตัวของดาวฤกษ์ (star)และดาวเคราะห์ (Planet)นั้นคือฝุ่น และก๊าซซึ่งเป็นสสารที่มีพลังงานในตนเองและดึงดูดเข้าหากัน
แม้มนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน มีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความรัก จนทำให้จิตใจปรุงแต่งอารมณ์เหล่านี้ ยึดติดในความสุขที่ได้รับจากผู้อื่นและผลักไสความทุกข์ จนขาด"ปัญญา"ในการแก้ปัญหาชีวิต แต่ปัญหาความมืดมิดนี้ เคยได้รับการตั้งคำถาม(ข้อสงสัย)และแสวงหาทางออก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ของกลุ่มจัณฑาล ที่ถูกกดขึ่ด้วยกฎหมายวรรณะอันอ้างอิงจากพระประสงค์ของพระพรหม แม้พราหมณ์นิกายต่าง ๆ จะพยายามอธิบายการมีอยู่ของเทพเจ้าแก่เจ้าชายสิทธัตถะด้วยเหตุผล แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกินขอบเขตการรับรู้ปกติ (ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์ทั่วไป)และไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยัน เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามถึงประวัติและพยานหลักฐานการมีอยู่ของพระพรหม กลับไม่มีพราหมณ์คนใด ให้คำตอบที่กระจ่างได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตั้งข้อสงสัยและเริ่มต้นกระบวนการสืบเสาะ รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ความจริงด้วยพระองค์เอง
แนวคิดทางปรัชญาพุทธภูมิของผู้เขียนจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนจินตนาการเลื่อนลอย แต่เดินตามรอยกระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า โดยเริ่มต้นจากความสงสัยแล้วจึงตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านหลักฐาน ๓ ประการ เช่น
๑.พยานเอกสาร: พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคัมภีร์สำคัญต่าง ๆ ๒.พยานบุุคคล : ผู้รับรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน(ประสาทสัมผัส) และสั่งสมข้อมูลเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ
๓.พยานวัตถุ : ซากโบราณสถาน เมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งและเสาหินอโศก ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานทางพุทธศาสนา เป็นต้น
ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีในการเดินทางแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ซึ่งเป็นพยานวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า แม้พยานวัตถุจะชัดเจน แต่คำอธิบายเชิงปรัชญาบางอย่างยังคลุมเครือ ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้ง เช่น พระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและฉบับหลวง บันทึกการเดินทางของพระภิกษุจีนโบราณ แผนที่โลกของกูเกิล และแผนที่โบราณของอินเดีย พยานวัตถุได้แก่ พุทธสถานทางโบราณคดีในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล หลักฐานของนักโบราณคดีชาวอินเดีย บทความบนเว็บไซต์ และประสบการณ์ตรงจากการทำงานเป็นนักเทศน์นั้น
จากเหตุปัจจัยทีังหมดที่กล่าวมา จึงเป็นที่มาและแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนถ่ายทอด "ปรัชญาพุทธภูมิ" ในรูปแบบบล็อค(Blog) โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้ :
ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีในการเพียรพยายาม จนกระทั่งความฝันเริ่มปรากฎเป็นจริงในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เขียนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่คณะศิลปศาสตร์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา ที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู(Banaras Hindu university) เมืองพาราณสีรัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านปรัชญา ได้รับทุนการศึกษา และดำเนินการติดต่อมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนจึงได้ออกเดินทางด้วยสายการบินไทย จากสนามบินนานาชาติดอนเมือง มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติโกลกาตา เช็คอินเวลา ๑๐.๐๐ น. และเที่ยวบินออกเวลา ๑๓.๐๐น. และถึงสนามบินโกลกาตาเวลา ๑๖.๐๐ น.นี่เป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งที่สองในชีวิต ภาพความฝันเริ่มเด่นชัดเจนขึ้น แม้เส้นทางข้างหน้าจะยาวไกลและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก้พร้อมที่จะเผชิญกับทุกบททดสอบ
ในปี ๒๐๐๒ สนามบินนานาชาติโกลกาตายังคงเป็นเพียงสนามบินขนาดเล็ก แต่ก็เป็นจุดหมายยอดนิยมของพระสงฆ์ไทยแลพุทธศาสนิกชนไทย ที่เดินมาแสวงบุญยังสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งโดยมักจะต่อรถไฟจากสถานีฮาว์ลาราห์(Howrah) มุ่งหน้าสู่เมืองคยา เมื่อแรกสัมผัสอินเดีย ผู้เขียนรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม จากนั้นคณะของเราได้นั่งรถแท็กซี่ไปยังวัดพุทธมหายานเพื่อรอพักขึ้นรถไฟรอบ ๑๙.๐๐ น. สถานีรถไฟเฮาลาราตั้งอยู่ในกัลกัตตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย
ระหว่างการเดินทางบนขบวนรถไฟ จากโกลกาตามุ่งสู่เมืองพาราณสี ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ ของเมืองพาราณสีจากรุ่นพี่นักศึกษา พวกเขาเล่าว่าเมืองพาราณสีคือปฐมบทแห่งการเกิดการปฏิรูปทางศาสนา เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา เกิดพระรัตนตรัยครบองค์สาม และเกิดการอุปสมบทครั้งแรกของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยมีปฐมพุทธสถานสำคัญคือธัมเมกขสถูป
ณ สถานีรถไฟฮาวราห์ เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่คลาคร่ำไปด้วยชาวอินเดียที่เดินทางพร้อมครอบครัว ป้ายส่วนใหญ่เป็นภาษาฮินดี มีภาษาอังกฤษเพียงเล็กน้อย ทว่าผู้เขียนกลับคุ้นเคยกับเป็นมิตรอย่างประหลาด ราวกับไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าในดินแดนแห่งนี้ จนกระทั่งเดินทางมาถึงสถานีรถไฟมงคลสาหร่าย เมืองพาณาณสีในเวลาประมาน ๐๘.๐๐ น. โดยมีนักศึกษาไทยรุ่นพี่ มารอรับอย่างอบอุ่น นับเป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิต การเผชิญกับความท้าทายใหม่ในดินแดนแห่งปัญญา ๆ ซึ่งต่อกลายประสบการณ์อันทรงคุณค่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยสำคัญในการเจียระไนองค์ความรู้จนก่อเกิดเป็น "ปรัชญาพุทธภูมิ" ในเวลาต่อมา...(อ่านเพิ่มเติมได้ใน ๒.ปรัชญาเป็นความรู้ของมนุษย์



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น