โดยทั่วไป มนุษยรับรู้โลกและปรากฏการณ์รอบตัว ผ่านอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ประสบการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในจิตใจจะกลายเป็นข้อมูลพื้นฐานในการอนุมานความรู้และวิเคราะห์หาความจริง โดยนักปรัชญามี "เหตุผล" เป็นเครื่องมือสำคัญในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ
ปัญหาญาณวิทยา : ความสงสัยของพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก
(Epistemological Problem : The Buddha's doubts in the Tripitaka)
บทนำ ญาณวิทยา ต้นกำเนิดของความรู้ ความสงสัย พระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก
อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีขีดจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของตนอีกทั้งมนุษย์ยังแนวโน้มที่จะอคติจากความไม่รู้ (อวิชชา) ความรัก ความเกลียดชังและความกลัว ทำให้จิตใจถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ไม่สามารถเข้าถึงความจริงระดับสมมติ (สมมติสัจจะ) และความจริงแท้จริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ) ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อมนุษย์ใช้เหตุผลอธิบาย ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ การมีอยู่ของเทพเจ้า คำอธิบายเหล่านั้น บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาจึงใช้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อคำอธิบายเหล่านั้นมักคลุมเครือ ไม่แน่นอนชัดเจนสับสน
ด้วยเหตุนี้ วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ(ก่อนการบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า) เมื่อได้ยินความคิดเห็นของมนุษย์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา จึงทรงไม่ปักใจเชื่อคำอธิบายของนักวิชาการเหล่านั้นโดยทันที และไม่ยอมรับบุคคลใดเป็นพยานยืนยันความจริงตราบใดที่ยังขาดหักฐานอันประจักษ์แจ้ง
๒.ญาณวิทยาในฐานะสาขาหนึ่งของปรัชญา
ในสมัยพุทธกาล เหล่าพราหมณ์ ผู้เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ต่างแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านปฏิภาณและตรรกะของตนเอง ซึ่งเป็นคำสอนทางศาสนาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน พวกเขาปฏิบัติพิธีบูชายัญต่อเทพเจ้าจนกลายเป็นบรรทัดฐาน ขนบธรรมเนียมและประเพณี คัมภีร์ทางศาสนา จนได้รับการยกย่องโดยอาศัยปฏิภาณของตนเองและใช้เหตุผลในการอธิบายความจริง และพวกเขาสามารถคาดคะเนความจริง จากสิ่งที่ได้ยินได้อย่างสมเหตุสมผล พวกเขาก็ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา เป็นมนุษย์ที่มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก เป็นต้น เมื่อพราหมณ์ใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของเหตุการณ์ในชีวิต บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพราหมณ์คลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าได้ยินความคิดเห็นของพราหมณ์เหล่านั้น พระองค์ทรงไม่เชื่อ
ญาณวิทยามีหน้าที่สำคัญในการตอบคำถามที่ว่า "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้เป็นความจริง ? พระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาความมืดมิดทางปัญญาของมนุษย์ด้วยการสนทนาว่าเมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความคิดเห็นจากตำราหรือคัมภีร์ทางศาสนา หรือความคิดเห็นในคำสอนของครูบาอาจารย์ เป็นต้นเราไม่ควรเชื่อทันที เราควรสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีหลักฐานเพียงพอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลในการอธิบายความจริงหรือพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น เราสามารถยืนยันความจริงในเรื่องนั้นว่าจริงหรือเท็จที่สมเหตุสมผลได้
เมื่อผู้ใดกล่าวถึงข้อเท็จจริงใด ๆ ในเรื่องความสงสัยของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ ก็ต้องมีหลักฐาน มาพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น หากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาจากพยานเพียงคนเดียวก็เชื่อถือไม่ได้ และข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น ก็ไม่สามารถยอมรับว่าเป็นความจริงได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว และมีความลำเอียงเข้าข้างกัน เกิดจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และการรับรู้ที่จำกัดต่อเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งย้อนไปถึงสมัยพระพุทธเจ้าเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีก่อน หรือความรู้ที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ทางประสาทสัมผัส มันไม่ชัดเจนว่ามีความเป็นมาอย่างไร? แต่สำหรับนักปรัชญาแล้ว พวกเขาจะยังคงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป
๑.ต้นกำเนิดของความรู้ (Source of Knowledge) ของมนุษย์
ในทางปรัชญา ในการพิจารณาต้นกำเนิดความของมนุษย์อาจแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ กล่าวคือ
๑.ทัศนะประสบการณ์นิยม (Empiricism) ความรู้เบื้องต้นของมนุษย์เกิดจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส (อายตนะภายในทั้ง ๖) แล้วสั่งสมเป็นประสบการณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์สัมผัสของมนุษย์ทั่วไปมีข้อจำกัดและมักถูกบิดเบือนด้วยอคติ ทำให้ความรู้ที่ได้จากระดับนี้ เป็นเพียง "สมมติสัจจะ" (ความจริงเชิงสมมติ)
๒.ทัศนะที่เหนือประสาทสัมผัส (Transcendental Knowledge) เป็นความรู้ขั้นสูงที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางประสาทสัมผัส จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับการฝึกฝนจิตตามแนวทาง อริยมรรคมีองค์ ๘ จนบรรลุอภิญญา ๖ ทำให้สามารถรับรู้และเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติและจิตใจได้อย่างแท้จริง
๒. องค์ประกอบของความรู้(Structure Knowledge)
เมื่อมนุษย์มีจิตที่จินตนาการไร้ขอบเขตจำกัดภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นในจิตย่อมเกิดความพล่ามัว เมื่อใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือธิบายข้อเท็จจริง ย่อมเป็นที่น่าสงสัยว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของโลก ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม ดังนั้น การกำหนดขอบเขตความรู้หรือองค์ประกอบความรู้ขึ้น ย่อมทำให้ข้อมูล หรือความเชื่อเปลี่ยนสภาพเป็น " ความรู้ที่น่าเชื่อถือและสมเหตุสมผล" ประกอบด้วย
๒.๑ หลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ต้องผ่านการรับรู้หรือพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เพียงการอ้างพยานหลักฐานหรือคำกล่าวอ้างลอย ๆ
๒.๒ การวิเคราะห์ด้วยการอนุมานรวบยอด (Logical Inference) การนำหลักฐานมาประมวลผล ด้วยเหตุและผล ที่ปราศจากอคติ
๒.๓ การปราศจากอคติ ๔ (Unbiased Processing) การพิจารณาข้อเท็จจริง ต้องไม่ถูกบดบังด้วยความรัก (ฉันทาคติ) ความเกลียด (โทสาคติ) ความกลัว (ภยาคติ) หรือความหลง (ความไม่รู้/โมหาคติ)ในเรื่องนั้น
๓.วิธีพิจารณาความจริงในพระพุทธศาสนา (Methodology of Truth Verication)
เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย [๒.ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๒. "เกสปุตติสูตร" ข้อ.๖๖...........ลำดับนั้น พวกกาลามะชาวเกสปุตตนิคม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ สมควรบางพวกสนทนาปราศัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรบางพวกประนมไหว้ไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้วนั่ง ณ ที่สมควรบางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควร พวกกาลามะชาวเกสปุตตนิคผู้นั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณะพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคมแสดงประกาศวาทะของตนเท่านั้น แต่กระทบกระเทียบ ดูหมิ่น กล่าวข่มวาทะของผู้อื่นทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณะพราหมณ์ อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคมแสดงประกาศวาทะของตนเท่านั้น แต่กระทบกระเทียบ ดูหมิ่น กล่าวข่มวาทะของผู้อื่นทำให้ไม่น่าเชื่อถือ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าแต่พระองค์ทั้งหลายมีความสงสัยลังเลใจในสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า "บรรดาสมณะพราหมณ์เหล่านี้ ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ" พระผู้มีพระภาคตรัสว่ากาลามชนทั้งหลายก็สมควรที่ท่านทั้งหลาย ก็สมควรที่ท่านทั้งหลายจะสงสัยสมควรที่จะลังเลใจท่านทั้งหลายเกิดความสงสัยใจในฐานะที่ควรสงสัยอย่างแท้จริง มาเถิดกาลามะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา,อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆกันมา, อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ, อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์, อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ (การคิดเอาเอง), อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน, อย่าปลงใจเชื่อด้วยการตริตรองตามแนวเหตุผล, อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว, อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้, อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่าท่านสมณะเป็นครูของเรา กาลามาะทั้งหลาย เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า "ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรละ(ธรรมเหล่านั้น) เสีย
หลักการตรวจสอบความจริงทางปรัชญาพุทธภูมิ ปรากฎชัดเจนในเกสปุตติสูตร (กาลามสูตร) ในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต) เมื่อชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม เกิดความสงสัยในคำสอนของสมณพราหมณ์หลายสำนักที่ขัดแย้งกัน พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหลักการพิจารณาความจริง โดยทรงเตือน "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" เพียงเพราะ
(๑) การฟังตามกันมา(อนุสฺสเวน)
(๒) การถือสืบ ๆ ๆ กันมา (ปรมฺปราย)
(๓) การเล่าลือ (อิติกิราย)
(๔) การอ้างตำราหรือคัมภีร์ (ปิฎกสมฺปทาเนน)
(๕) ตรรกะการคิดเอาเอง (ตกฺกเหตุ)
(๖) การอนุมานคาดคะเน (นยเหตุ)
(๗)การตริตรองตามแนวเหตุผล (อาการปริวิตกฺเกน)
(๘) การเข้ากันได้กับทฤษฎีที่ตั้งไว้ (ทิฏฐิชฺฌานกฺขนฺติยา)
(๙) มองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (ภพฺพรูปตาย)
(๑๐) ความนับถือว่าสมณะนั้นเป็นครูของเรา (สมโณ โน ครูติ)
เกณฑ์การตัดสินความจริง
เมื่อใดพิจารณาและรู้แจ้งด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้น กุศลหรืออกุศล มีโทษหรือไม่มีโทษ ผู้รู้ติเตียนหรือสรรเสริญ และเมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว เป็นไปเพื่อความสุขหรือเป็นไปเพื่อความทุกข์ เมื่อนั้นจึงควรรับเอาไปปฏิบัติหรือละเลยเสีย
๔.กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสงสัยและการตั้งคำถามต่อระบบวรรณะ และการมีอยู่ของพระพรหม
ความสงสัยทางญาณวิทยาของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น สะท้อนผ่านการตั้งคำถามต่อโคงสร้างสังคมในทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ในยุคพุทธกาล กล่าวคือ
๔.๑ การตั้งข้อสงสัยต่อเทวสิทธิ์ ในสมัยก่อนพุทธกาลนั้น พราหมณ์อ้างว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และแบ่งวรรณะ แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไต่ถามถึงประวัติ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระพรหมและพระอิศวร กลับไม่มีพราหมณ์หรือปุโรหิตคนใด สามารถให้หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันการมีอยู่จริงได้ ข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงขาดน้ำหนัก เชิงญาณวิทยา
๔.๒ ข้อจำกัดในการปฏิรูปสังคมผ่านระบบรัฐสภา เมื่อทรงเห็นความทุกข์ยากของชนชั้นจัณฑาล เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงพยายามเสนอปฏิรูปสังคมด้วยการยกเลิกระบบวรรณะ ต่อรัฐสภาศากยวงศ์ แต่สภา ฯมีมติไม่อนุมัติ โดยอ้าง " หลักอปริหานิยธรรม" (จารีตประเพณีเดิมที่ห้ามยกเลิกกฎหมายวรรณะที่บัญญัติไว้ดีแล้ว)
๔.๓การตัดสินใจออกผนวช เมื่อระบบความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและกฎหมายจารีตประเพณีกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาความทุกข์ ของมนุษย์ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวช เพื่อค้นหาความจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ของชีวิตผ่านการทดลองและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง
๕สรุป ด้วยเหตุผลที่ใช้เป็นคำอธิบายดังกล่าวเราจึงสรุปได้ว่า กระบวนการวิธีพิจารณาความจริงทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ ไม่ได้เริ่มต้นจากการยอมรับความเชื่ออย่างงมงาย แต่เริ่มจาก "ความสงสัยอย่างมีระบบ" (Systematic Doubt) นำไปสู่การรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบด้วยปัญญาที่ปราศจากอคติ และจบลงด้วย "การตรัสรู้ (การรู้แจ้งด้วยตนเอง)" (ปัจจัตตัง) ซึ่งเป็นความจริง ที่สมเหตุสมผล และท้าทายต่อการพิสูจน์ (เอหิปัสสิโก) ทุกยุคทุกสมัย
1 ความคิดเห็น:
พระพุทธเจ้า ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จากกรณีศาสนาพราหมณ์
ยังพิสูจน์ไม่ได้ เรื่องวรรณะ มีการตาย เกิด แก่ เจ็บ จึงได้
ออกบวช เพื่อหาความจริงของชีวิตค่ะ
แสดงความคิดเห็น