The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร

Facts about Buddhism 's patronage of King Bim bisara

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร 

               จากการตรวจสอบหลักฐานเอกสารในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  อรรถกถา และเอกสารวิชาการอื่น ๆ  เราได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า  ในยุคก่อนพุทธกาล พระเจ้าสุทโธทนะ เจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ และประชาชนแห่งอาณาจักรสักกะและโกลิยะ เชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพเจ้ามีอยู่จริง ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต ชีวิตของพวกเขาถูกปกคลุมด้วยไปด้วยความมืดมน ไม่สามารถใช้เหตุผลเพื่อหาคำอธิบายของความจริงได้ เพื่อการพึ่งพาตนเอง พวกเขาจึงพึ่งพาเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์อารยัน 

           เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวว่า พระพรหมทรงลงโทษประชาชนแห่งอาณาจักรสักกะและทั่วทั้งอนุทวีป  เนื่องจากการสมสู่กับคนต่างวรรณะ  ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดกฎหมายวรรณะ และคำสอนทางศาสนาพราหมณ์       นักโทษเหล่านั้นถูกเรียกว่า "จัณฑาล"   แต่พระองค์ทรงยังไม่เชื่อว่าการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยพิธีกรรมบูชายัญ           หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะโดยการบูชายัญเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง   นั่นจะเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ   เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินใจปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ ผ่านทางรัฐสภาศากยะโดยทรงเสนอกฎหมายเพื่อยกเลิกระบบวรรณะ    เมื่อสมาชิกรัฐสภาศากยะ พิจารณาร่างกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับการยกเลิกวรรณะตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอ  เมื่อสมาชิกรัฐสภาก็ไม่เห็นชอบด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว  เพราะขัดแย้งกับมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดที่ปกครองอาณาจักรสักกะ เป็นต้น 

        เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องลงโทษที่พระพรหมทรงกระทำต่อชาวสักกะ    ผู้ซึ่งสูญเสียสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ตามวรรณะของตนถูกเนรเทศออกจากบ้านตลอดชีวิต    และต้องทนทุกข์ทรมาน แม้กระทั่งในวัยชรา เจ็บป่วยและตายบนท้องถนน เป็นต้น เมื่อพระองค์ทรงตระหนักว่า ชาวสักกะเชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันเกี่ยวกับเทพเจ้าหลายองค์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเห็นเทพเจ้าเหล่านั้น และไม่มีสิทธิที่จะถวายเครื่องบูชาโดยตรงก็ตาม     แม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะพระโอรสองค์โตของพระเจ้าสุทโธทนะ   ผู้ซึ่งต่อมาได้สืบราชบัลลังต่อจากบิดา เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรสักกะต่อจากพระราชบิดา ก็ไม่สามารถถวายเครื่องบูชาโดยตรงได้     เนื่องจากกฎหมายวรรณะห้ามไว้  หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เอง โดยปราศจากพิธีกรรมของพราหมณ์อารยันแล้ว  พระองค์จะถูกพิจารณาว่าละเมิดคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีอย่างร้ายแรงแล้ว และต้องเผชิญกับการลงโทษอย่างหนักโดยพระพรหมทัณฑ์ที่ทรงมอบอำนาจให้คนในสังคมลงโทษ พระองค์ต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะที่พระองค์ทรงเกิดมา   เป็นต้น      

              ดังนั้น  เมื่อคนส่วนใหญ่ในอนุทวีปอินเดียขาดการศึกษา พวกเขาจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทพเจ้า ผ่านอายตนะภายในร่างกายของตนเอง และจึงไม่มีเรื่องราวเหล่านี้สั่งสมเป็นข้อมูลไว้ในจิตใจของตนเอง ยกเว้นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญ   เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าตามกฎหมายวรรณะ  เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้านั้นเป็นความจริง     แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้  ดังนั้น เมื่อคำสอนเรื่องวรรณะเป็นทั้งคำสอนในศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะ  ชาวอาณาจักรสักกะจึงถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเพราะถูกเลือกปฏิบัติในสังคมของอาณาจักรสักกะ    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปสังคมได้ เพื่อให้ชาวสักกะทุกคนมีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกันตามกฎหมาย ชีวิตของชาวอาณาจักรสักกะจึงอยู่ในความมืดมนตลอดไป  มีเพียงวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้าได้ นั่นก็คือ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะทิ้งวรรณะกษัตริย์เพื่อผนวชเป็นพระโพธฺสัตว์ พระองค์จึงทรงสามารถทำพิธีบูชายัญและสาธยายพระเวทได้โดยไม่ผิดกฎหมายวรรณะ เพื่อขอพรพระพรหมให้ช่วยเหลือชาวสักกะโดยการยกเลิกวรรณะ  

           เมื่อพระองค์ทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ละทิ้งบ้านเรือนและไม่เกี่ยวกับบ้านเรือนอีกต่อไป       พระองค์ทรงสามารถทำพิธีบูชาได้ โดยไม่ละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะอีกต่อไป  พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปี    จึงจะค้นพบการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘  เมื่อพระองค์ทรงได้ลงมือภาวนาตามมรรคมีองค์๘ จนตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เป็นความรู้ที่เรียกว่า"อภิญญา๖"  เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์จึงได้ทรงทดสอบความรู้ในระดับอภิญญา ๖ ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘  เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ๔๙ วันได้ผลลัพธ์เหมือนกันคือ "อภิญญา ๖"  

         เมื่อพระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระองค์ทรงนำหลักปฏิจจสมุปบาท มาอธิบายในรูปของคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔  วิชชา ๓  กรรม, ธัมมจักรกัปวัตนสูตร เป็นต้น  พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์  ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ต่อมาเรียกว่าตำบลสารนารถ  อำเภอพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย  คำสอนเรื่อง อริยสัจ ๔    เป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ทุกชีวิตและผ่านเกณฑ์การตัดสินที่สมเหตุสมผล  โดยปราศจากความสงสัยใด ๆ  เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์  และหลักอริยสัจ ๔ จึงเป็นเครื่องยืนยันข้อพิสูจน์ความจริงของมนุษย์มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแม้ว่าจะมีนักปรัชญาในยุคหลังพุทธกาล ที่จะนำข้อเท็จจริงอื่น ๆ  มาโต้แย้งและหักล้างข้อพิสูจน์ความจริงตามอริยสัจ๔ ก็ตาม เพราะข้อพิสูจน์เหล่านั้นเป็นการคาดคะเนความจริงตามหลักเหตุผลเท่านั้น  มิใช่หลักฐานจากการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘  ที่จะเข้าถึงความจริงของชีวิตมนุษย์ในระดับอภิญญา ๖ ได้

     ติดตามปัญหาญาณวิทยาเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก(ตอน๗) การตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ