The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

๑๓.สรุปเหตุผลในการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ

 ๑๓.สรุปเหตุผลหลัก ๔  ประการในการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ

(13. Summary the four main   Reasons for Writing BuddhaBhumi philosophy)

               จากเนื้อหาข้อ ๑๓สรุปเหตุผลหลัก ๔ ประการในการเขียน      "ปรัชญาพุทธภูมิ"   นั้น สามารถสรุปเหตุผลและความจำเป็นหลัก    ๔ ประการ       ที่ผู้เขียนมุ่งรังสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา   โดยไม่ใช่เพียงเพื่ออธิบายปรัชญาพุทธภูมิในแง่ความเชื่อหรือพิธีกรรม       แต่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางปัญญาและสังคม   ดังนี้ :    

๑. เพื่อข้ามพ้นข้อจำกัดของหลักตรรกศาสตร์และปรัชญาบริสุทธิ์ 

                    ในยุคอินเดียโบราณ พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และ นักปรัชญา   มักอธิบายความจริงของโลกและมนุษย์ผ่านการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยิน หรือปฏิภาณไหวพริบ       หรือการตีความจากสิ่งที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน     ส่งผลทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับมนุษย์และโลกมีความคลุมเครือและมีโอกาสผิดพลาดสูง       (ดังเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงเคยเผชิญจากเจ้าลัทธิต่าง ๆ           ในสมัยพุทธกาล)    ปรัชญาพุทธภูมิที่จึงสร้างกระบวนพิจารณาความจริง  เพื่อเป็นเครื่องมือทางปัญญาที่แม่นยำ         เพื่อเข้าถึงความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ)  และความจริงขั้นสูงสุด  ( ปรมัตถสัจจะ) อย่างถูกต้องเด็ดขาด  แม่นยำ และไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น 

 ๒.เพื่อปลดแอดมนุษย์จากอคติและการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

              คำอธิบายทางปรัชญาและศาสนาในสมัยพุทธกาล     บ่อยครั้งถูกนำไปบิดเบือน   เพื่อใช้อ้างความชอบธรรมให้แก่ระบบชนชั้นวรรณะ  หรือการลงโทษทางสังคม (เช่น "พรหมทัณฑ์")          ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง         ปรัชญาพุทธภูมิจึงมุ่งวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา   เพื่อชี้ให้เห็นว่า   อคติจากความกลัว ความรัก  ความชัง หรือความไม่รู้  (อวิชชา)        คือสิ่งที่บดบังประสาทสัมผัส  (อายตนะภายใน)   ทำให้มนุษย์ขาดปัญญาที่จะมองเห็นความจริงแท้ทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติ)   และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นปรมัตถ์) 
  
๓. เพื่อยืนยันความจริงเชิงประจักษ์ผ่านระบบการทดลองที่เป็นวิทยาศาสตร์   
           เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพัฒนาศักยภาพผ่าน "อริยมรรคมีองค์๘ "         จนตรัสรู้กฎธรรมชาติ (อภิญญา ๖ )      พระองค์ทรงนำระบบนี้ไปทดลองปฏิบัติกับมนุษย์ทุกกลุ่ม   ตั้งแต่นักบวช กษัตริย์ ไปจนถึงมหาโจรอย่างองคุลีมาล       และทุกคนได้รับผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่ตรงกัน          ปรัชญาพุทธภูมิต้องการถอดรหัสกระบวนการนี้       เพื่อพิสูจน์ว่าพุทธศาสนามีฐานะเป็นวิทยาศาสตรืเชิงพฤติกรรม       และจิตวิญญาณ ที่มีกระบวนการทดลองและตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงทฤษฎีเชิงตรรกะ  

๔.เพื่อเชื่อมประสานกฎธรรมชาติเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สมัยใหม่                

                      แม้เทคโนโลยี่และอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน จะวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเที่ยงตรง     แต่อุปกรณ์เหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือ ท้ายที่สุดแล้ว  "จิตใจของมนุษย์"   ก็ยังคงเป็นผู้เลือกและตัดสินผลลัพธ์นั้น (เช่น ผู้พิพากษาตัดสินคดี  หรือ  แพทย์วินิจฉัยโรค  )  ปรัชญาพุทธภูมิ จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมนำกฎธรรมชาติ    มาอธิบายปรากฏการณ์ร่วมสมัย  เช่น    การวัดคลื่นสมองก่อนและหลังการทำสมาธิ เพื่อพิสูจน์ขอบเขตศักยภาพของจิตให้เห็นจริงในยุคปัจจุบัน
 
 ๕.บทสรุปและเป้าหมายสูงสุด


        การเขียนปรัชญาพุทธภูมิ  มีเป้าหมายสำคัญในการจำลอง "กระบวนการแสวงหาความจริง" ของพระพุทธองค์   โดยเริ่มต้นจาก "ความสงสัย "   นำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน (ทั้งพยานเอกสาร  พยานวัตถุ พยานบุคคลและเอกสารดิจิทัล) แล้ววิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นเอกภาพ เพื่อสถาปนาเกณฑ์การตัดสินที่เป็นสากล เป็นวิทยาศาสตร์  และช่วยให้มนุษย์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพชีวิต เข้าถึงความจริงแท้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ อีกต่อไป  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ