13. Summary of Reasons for Writing Buddhaphumi philosophy
ยุคพระพุทธเจ้า เมื่อปรัชญาเป็นรากฐานความรู้ของมนุษย์ แต่คำอธิบายอย่างมีเหตุผลของนักตรรกศาสตณ์และนักปรัชญาอธิบายความจริงของชีวิตยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน แม้ว่าการดำรงอยู่ของเทพเจ้าจะถูกตรวจสอบผ่านพิธีกรรมการบูชายัญ แต่การลงโทษมนุษยชาติโดยพระพรหม ซึ่งเป็นบทลงโทษตามกฎหมายวรรณะ ที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ซึ่งมอบสิทธิและหน้าที่ให้สังคมลงโทษมนุษย์นั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระพรหมลงโทษมนุษยชาติ พระองค์ทรงไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง พระองค์ทรงสงสัยข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ พระองค์เริ่มกระบวนตรวจสอบ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยพระองค์ทรงสอบสวนข้อเท็จจริงจากพราหมณ์สำนักต่าง ๆ แม้ว่าพวกเขาจะยืนยันการมีอยู่ของเทพเจ้า แต่พวกเขามีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ และบันทึกเหตุการณ์เป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ หลักฐานเหล่านี้จึงใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงเรื่องอย่างสมเหตุสมผล

เมื่อนำความรู้เกี่ยวกับกฎธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบการพัฒนาศักยภาพชีวิตของมนุษย์ มีการตรวจสอบคลื่นสมองก่อนและหลังการทำฝึกสมาธิ ซึ่งจะเผยให้เห็นถึงขอบเขตที่จิตใจได้พัฒนาศักยภาพของตนเองกลายเป็นความมั่นคงและไม่หวั่นไหว เมื่อเผชิญกับความท้ายทายในชีวิต ในยุคปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใด มนุษย์ควรพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สอดคล้องกับหลักการทางปรัชญาพุทธศาสนาหรือพุทธศาสนามาก ดังนั้น แนวคิดของผู้เขียนในการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ มีเริ่มต้นจากความสงสัยของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่พระองค์สละทางโลกเพื่อออกผนวช ขั้นตอนต่อไปคือ การรวบรวมข้อมูลจาก พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล และเอกสารดิจิทัล แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาเหตุผลเบื้องหลังคำตอบ ของคำถามเหล่านั้น เมื่อการวิเคราะห์หลายครั้ง ให้ผลลัพท์ที่มีเหตุผลเดียวกัน ก็ถือว่า เป็นความรู้ที่ตรงตามเกณฑ์การตัดสินอย่างมีเหตุผล ปราศจากข้อสงสัยหรือความไม่สอดคล้องกันในข้อเท็จจริง จึงจะถือว่าเป็นความรู้และความจริงในประเด็นนั้น
แต่เมื่อชีวิตมนุษย์มีอายตนะภายใน (sense) ของร่างกายที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์และยังมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของมนุษย์จึงเต็มไปด้วยมืดมน ส่งผลให้พวกเขา ขาดปัญญา ที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ และขาดความสามารถที่จะ ใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักตรรกะแสดงความคิดเห็นเรื่องมนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคมและ ข้อพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงเรื่องเหล่านี้ นักตรรกะและนักปรัชญาบางครั้งอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนี้ บางครั้งอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงในลักษณะนั้น เป็นต้น เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคลุมเครือและไม่ชัดเจนวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าย่อมตั้งข้อสงสัยว่า นักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาคนใดแสดงความคิดเห็นได้ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง วิญญูชนย่อมไม่เชื่อความคิดเห็นและไม่ถือว่ามันเป็นความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องนั้น
ดังนั้น เนื่องจากต้นกำเนิดของความรู้ในปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่สั่งสมจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในจิตใจของมนุษย์ เมื่อนักปรัชญาเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ และนักวิทยาศาสตร์ได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกเขาจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นโดยการวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์ โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงแล้วโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในการอธิบายความจริง หลังจากวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์แล้วเหตุผลของคำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์ยังคงคลุมเครือ และไม่ชัดเจนว่าเรื่องนั้นเป็นมาอย่างไร ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้และมีอคติต่อผู้อื่น เป็นต้น
เมื่อชีวิตของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงได้ถูกต้องและสอดคล้องกัน แม้ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่เป็นพราหมณ์ นักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญา ช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ทรมานผ่านพิธีกรรมบูชายัญ เหตุผลของพวกเขาในการตอบคำถามเกี่ยวกับความจริง ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์นั้น บางครั้งก็ใช้เหตุผลถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลผิด ๆบางครั้งก็ใช้เหตุผลในลักษณะเช่นนี้ บางครั้งก็ใช้เหตุผลเป็นในลักษณะเช่นนั้น เมื่อเหตุผลของพวกเขานั้นยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่น เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความคิดเห็นของเรื่องนั้น แต่พระองค์ได้ทรงหยิบยกประเด็นที่น่าสงสัยนี้ขึ้นมา เพื่อกำหนดขอบเขตของการศึกษา หลังจากนั้น นักปรัชญา เจ้าชายสิทธัตถะและนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พวกเขาก็ใช้หลักฐานเป็นข้อมูล เพื่อวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง
อย่างไรก็ตาม หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลโดยอนุมานความรู้แล้วเรื่องราวที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของพระพุทธเจ้า นักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์แล้ว พวกเขาก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นักปรัชญา พระพุทธเจ้าและนักวิทยาศาสตร์ต่างต้องการหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้และพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงและยืนยันความจริงของคำตอบ ซึ่งเป็นความจริงที่เด็ดขาดและไม่มีข้อข้อเท็จจริงใดที่ยกขึ้นมาหักล้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของคำตอบอีกต่อไป
โดยทั่วไปแล้ว หลักฐานทางปรัชญาส่วนใหญ่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ อย่างไรก็ตาม ลักษณะของคำบอกเล่าจากผู้เห็นเหตุการณ์ (พยานบุคคล) ซึ่งมาจากมนุษย์ที่มีอายตนะภายในจำกัดในการรับรู้ และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชังและความรัก เป็นต้น ทำให้พยานเหล่านี้ถูกปกคลุมเต็มไปด้วยความมืดมิด และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขายืนยันความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของเทพเจ้า โดยพวกเขาใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม เหตุผลของคำตอบของพวกเขานั้น บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางพวกเขาก็ให้เหตุผลแบบนี้ บางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของพยานเหล่านี้ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน คำให้การของพวกเขาจึงไม่น่าเชื่อถือ วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าได้ยินความคิดเห็นของพวกเขาแล้ว ก็ไม่สามารถยอมรับเป็นหลักฐานสนับสนุนได้ ยกตัวอย่างเช่น ในยุคทองของศาสนาพราหมณ์ ผู้คนเชื่อในการดำรงอยู่ของเทพเจ้า พวกเขาเต็มใจที่จะบูชาเทพเจ้าเหล่านี้ด้วยเครื่องบูชาอันมีค่า สร้างความมั่งคั่งให้กับนิกายต่าง ๆของศาสนาพราหมณ์ ส่งผลให้เกิดอารยธรรมแห่งการบูชาที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจ
เมื่อนิกายต่าง ๆ อ้างความชอบธรรมในการรักษาศรัทธาของตน และได้รับผลประโยชน์จากการบูชาเทพเจ้าของตนว่า โดยยืนยันความเหนือกว่าเทพเจ้าอื่น ๆ และความสามารถช่วยให้วรรณะกษัตริย์ทรงประสบความสำเร็จในการปกครองอาณาจักรได้และแต่งตั้งพราหมณ์เป็นปุโรหิต เพื่อทำหน้าที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ จึงมีการเสนอกฎหมายวรรณะ เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์ดราวิเดียนในการบูชายัญ การกระทำนี้ทำไปเพื่อความมั่นคงแห่งอาณาจักรและความเจริญรุ่งเรืองของชาวอารยันโดยเฉพาะ ซึ่งอ้างว่า พราหมณ์อารยันอ้างว่าพระพรหมสร้างมนุษย์จากพระกายของพระองค์และก่อตั้งระบบวรรณะโดยกำหนดบทบาทตามวรรณะที่เกิดมา
เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายประเพณีเกี่ยวกับระบบวรรณะ แล้ว พลเมืองทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้ทำให้พราหมณ์อารยันได้ผูกขาดการบูชาเทพเจ้า ในขณะที่พราหมณ์ดราวิเดียนสูญเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าทีในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ บทบาทของพวกเขาลดลงเหลือเพียงการรับใช้วรรณะที่สูงกว่าและห้ามประชาชนแต่งงานกันข้ามวรรณะ อย่างไรก้ตาม ชาวสักกะมีชีวิตที่ขาดศรัทธาในตนเอง ขาดความเพียรที่จะควบคุมกิเลสตัณหาราคะของตนเอง และขาดสติที่จะระลึกกรรมที่จะตามมา จึงสมัครใจรักใคร่กันฉันท์ชู้สาวกับคนต่างวรรณะ จึงถูกพระพรหมลงโทษ โดยให้สังคมขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิต ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนไปตามท้องถนนในวัยชรา เจ็บป่วยเป็นไข้ และนอนตายข้างถนน
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ยากของพวกจัณฑาล จึงทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิรูปสังคมโดยการยกเลิกระบบวรรณะ อย่างไรก้ตาม พระองค์ทรงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะเป็นการละเมิดหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสักกะ มาตรา.๓ ซึ่งห้ามยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวของพระพรหมและพระอิศวรแล้ว พระองค์ทรงสอบถามพราหมณ์ปุโรหิตเกี่ยวกับต้นกำเนิดพระพรหมและพระอิศวร แต่ไม่มีใครสามารถตอบพระองค์ได้จึงทำให้พระองค์ทรงสงสัยในธรรมชาติที่แท้จริงของพระพรหมและพระอิศวร เป็นต้น
เมื่อพระโพธิสัตว์โคตมะทรงพัฒนาศักยภาพชีวิต ด้วยการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ และทรงตรัสรู้ (รู้แจ้ง) กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นความรู้ระดับอภิญญา๖ และผลแห่งการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์จึงทรงทดสอบผลของการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ กับนักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ นักบวช นักพรต พราหมณ์ ผู้นำนิกายต่าง ๆ วรรณะกษัตริย์ และแม้แต่โจรชื่อดังอย่างองคุลีมาล เมื่อพวกเขาปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการแล้ว พวกเขาก็สามารถบรรลุอภิญญา ๖ หรือพลังเหนือธรรมชาติทั้ง ๖ ประการได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นได้มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในร่างกาย และสั่งสมเรื่องราวไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำหลักฐานนี้ มาใช้ในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยอาศัยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงเรื่องนั้้น ๆ แต่ผลลัพท์จากการวิเคราะห์ข้อมูลยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของคำตอบนั้น เนื่องจากมนุษย์มีอายตนะภายในร่างกาย ที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต และมักจะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความรู้ของตนเอง ชีวิตของมนุษย์จึงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น บางครั้งใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น
มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองให้ถึงระดับที่สามารถทักษะในสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาคำตอบที่ถูกต้องและเป็นกลาง แม้ว่าผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จะตรงไปตรงมา แต่ผู้อ่านผลการวิเคราะห์ก็คือจิตใจของมนุษย์ ต้องพิจารณาว่าผลการค้นพบนั้นเพียงพอหรือไม่ในการลงโทษผู้กระทำผิด (สำหรับผู้พิพากษา) หรือ การให้คำแนะแพทย์เกี่ยวกับปริมาณยาที่เหมาะสม หรือการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการสอบอารมณ์ของผู้ปฏิบัตินั้น เป็นอุปทานหรือวิกลจริตหรือไม่ เป็นต้น
เมื่อนำความรู้เกี่ยวกับกฎธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบการพัฒนาศักยภาพชีวิตของมนุษย์ มีการตรวจสอบคลื่นสมองก่อนและหลังการทำฝึกสมาธิ ซึ่งจะเผยให้เห็นถึงขอบเขตที่จิตใจได้พัฒนาศักยภาพของตนเองกลายเป็นความมั่นคงและไม่หวั่นไหว เมื่อเผชิญกับความท้ายทายในชีวิต ในยุคปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใด มนุษย์ควรพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สอดคล้องกับหลักการทางปรัชญาพุทธศาสนาหรือพุทธศาสนามาก ดังนั้น แนวคิดของผู้เขียนในการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ มีเริ่มต้นจากความสงสัยของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่พระองค์สละทางโลกเพื่อออกผนวช ขั้นตอนต่อไปคือ การรวบรวมข้อมูลจาก พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล และเอกสารดิจิทัล แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาเหตุผลเบื้องหลังคำตอบ ของคำถามเหล่านั้น เมื่อการวิเคราะห์หลายครั้ง ให้ผลลัพท์ที่มีเหตุผลเดียวกัน ก็ถือว่า เป็นความรู้ที่ตรงตามเกณฑ์การตัดสินอย่างมีเหตุผล ปราศจากข้อสงสัยหรือความไม่สอดคล้องกันในข้อเท็จจริง จึงจะถือว่าเป็นความรู้และความจริงในประเด็นนั้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น