Tha UThen district : our memories according to the philosophy of the Buddha.
คำสำคัญ เมืองท่าอุเทน ความทรงจำ ปรัชญาพุทธภูมิ
สารบาญ
๑.บทนำ
๒.ความเป็นมาของอำเภอท่าอุเทน
๓.ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
๔.มุมมองปรัชญาต่อเมืองท่าอุเทน
๕.บทสรุป
๑.บทนำ
ตามคติคำสอนของศาสนาพราหมณ์ในอนุทวีปอินเดียโบราณโดยทั่วไป มีความเชื่อร่วมกันกันว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากพระวรกายของเทพเจ้า เช่น พระพรหมหรือพระอิศวร พระองค์ทรงมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่ต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงขึ้นมา ผ่านการจัดตั้ง "ระบบวรรณะ" ขึ้นมา เพื่อกำหนดหน้าที่ของมนุษย์ตามวรรณะที่ตนกำเนิด การจะเข้าถึงเทพเจ้าได้ต้องผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์เท่านั้น เนื่องจากระบบวรรณะเป็นกฎหมายจารีตประเพณี จึงมีข้อผูกมัดตามกฎหมายที่ผู้คนต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนในวรรณะอื่น แม้แต่วรรณะกษัตริย์ ก็มิอาจประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยตนเองได้ หากฝ่าฝืนจะถือว่าผิดต่อคำสอนทางศาสนาและกฎหมายระบบวรรณะฐานปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น และถูกลงโทษโดยพระพรหม และถูกขับไล่ออกจากสังคมไปตลอดชีวิต ต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะของตน
เมื่อมนุษย์เกิดมาพร้อมด้วยอวิชชา (ความไม่รูู้) มักจะไม่เท่าทันความจริงของชีวิต หลงคิดว่าวิญญาณ ที่อาศัยในร่างกายนี้จะคงอยู่ตลอดไป ยามมีชีวิตอยู่ จึงติดดักอยู่ในโลกสมมติ ปรารถนาในลาภยศ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน ความร่ำรวย ความสะดวกสบาย หรือต้องการครอบครองวัตถุและคนรัก เพื่อตอบสนองตัณหา ยามใดที่เผชิญกับความไม่ดั่งใจ ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ความทุกข์ก็เข้าครอบงำ จิตใจที่ถูกกิเลสบดบังนำไปสู่การทำบาปอกุศล ทั้งการเข่นฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปดลวงโลกหรือพึ่งพาสุราและสิ่งมึนเมา เพื่อแสวงหาความสุขชั่วคราวบนกองทุกข์
เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก มนุษย์จึงเสาะแสวงหาที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ ในสมัยก่อนพุทธกาล ชาวอายันหันไปพึ่งพาอานุภาพจากการบูชายัญพระพรหม ส่วนชาวมิลักขะ (ชนพื้นเมือง) บูชาธรรมชาติเช่น"น้ำ"เป็นเทพเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อวอนขอความสำเร็จและความสมปรารถนาตามคำแนะนำของเหล่านักบวช
หากมองตามหลักอภิปรัชญา ความเชื่อในเทพเจ้าและระบบวรรณะ ได้สร้างปัญหาทางสังคมและการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มคนจัณฑาล ที่กลายเป็นนักโทษทางสังคมโดยกำเนิด แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงปรารถนา ปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ แต่ก็ติดขัดด้วยราชอปริหานิยธรรม (กฏหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี) ที่ห้ามเพิกถอนกฎหมายที่ประกาศบังคับใช้แล้ว เช่นระบบวรรณะ เป็นต้น จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยญาณทัศนะอันหยั่งรู้ ทรงแลเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ วิญญาณคนทุกวรรณะ เมื่อละสังขารแล้ว ย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ หรือกลับมาปฏิสนธิในครรภ์มารดาตามอำนาจแห่งกรรม ร้อยเรียงเป็นทารก อยู่ ๙ เดือน เพื่อมีโอกาสได้ฝึกฝนอริยมรรคมีองค์ ๘ ต่อไป
ในทางปรัชญา การอ้างข้อเท็จจริงใด ๆ จำเป็นต้องมีหลักฐาน หากปราศจากหลักฐาน เหตุผลนั้นย่อมขาดน้ำหนัก และความน่าเชื่อถือ แตกต่างความจริงในพุทธศาสนาที่พิสูจน์ได้ด้วยกฏแห่งกรรมและสังสารวัฏ
ผู้เขียนเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้ของชีวิต ล่องลอยไปในสังสารวัฏ มานานนับร้อยล้านปี จิตวิญญาณนี้ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ภายในร่างกายอันเปรียบเสมือนถ้ำ ในยามมีชีวิต จิตวิญญาณเรียนรู้โลกผ่านอายตนะภายใน(อินทรีย์ทั้ง ๖) สั่งสมประสบการณ์และอารมณ์ต่าง ๆ ไว้ในใจ ประสบการณ์เหล่านี้เปรียบเหมือนตำราและนวนิยายเล่มใหญ่ที่สะท้อนตัณหาของมนุษย์ภายใต้โลกธรรม ทว่า มนุษย์มักหลงลืมคำสัญญาของจิตวิญญาณ สั่งสมอารมณ์ขุ่นมัวไว้คล้ายกับไฟล์ขยะในโทศัพท์มือถือ จนทำให้ชีวิตตึงเครียด เราจึงจำเป็นต้องต้องหาทางชำระล้างกิเลสเหล่านั้น เพื่อคืนความสุขและค้นพบทางออกที่แท้จริงของชีวิต
๒.ความเป็นมาของอำเภอท่าอุเทน (เมื่อผัสสะเป็นแรงบันดาลใจของชีวิต )
ในทางพระพุทธศาสนา เรียก"ชีวิตมนุษย์" ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า "ชีวิต" ว่า "เบญขันธ์"( รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ) โดยมี "สัญญาขันธ์ ๕" ทำหน้าที่ ระลึกรู้และจำหมาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๕๔ "สัญญา" หมายถึง "ความจำ" หรือ กำหนดไว้ในใจ,
เมื่อร่างกายและจิตใจ ประสานกันผ่านอายตนะภายในร่างกาย จิตใจย่อมบันทึกเรื่องราวในอดีตไว้ เป็นอารมณ์ในจิตของตน ย้อนระลึกไปในปีพ.ศ. ๒๕๐๒ ผู้เขียนถือกำเนิด ณ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ก่อนจะย้ายติดตามบิดาผู้ประกอบวิชาชีพครูมายัง "อำเภอท่าอุเทน" ในยุคนั้น ท่าอุเทน ยังเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แวดล้อมด้วยผืนป่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ครอบครัวของเราเข้ามาพักอาศัยที่บ้านพักครูใหญ่โรงเรียนอุเทนพัฒนา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
ผู้เขียนเติบโตขึ้นมาอย่างเด็กชนบทในเมืองชายแดน ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สายน้ำโขงอันยิ่งใหญ่นี้มีต้นกำเนิดไกลจากที่ราบสูงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้เขียนย้ายมาที่นี้ตั้งแต่อายุได้เพียง ๑ ขวบ บิดาผู้มีบุคคลิกเงียบขรึมดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมที่สร้างขึ้นใหม่แห่งนี้ ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวใหญ่มีพี่น้องหลายคน แม้ในวัยเยาว์ ผู้เขียนจะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงนัก และครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายสูง สวนทางทางกับเงินเดือนข้าราชการอันน้อยนิด จนไม่สามารถใช้จ่ายตามใจปรารถนาได้ ทว่าชีวิตกลับไม่เคยอัตขัดขาดแคลนนั่นเป็นเพราะความใจดีของธรรมชาติในปี ๒๕๐๓ ที่ผืนป่าไม้ธรรมชาติยังสมบูรณ์ ฝนตกตามฤดูกาล มีแหล่งน้ำ พืชพันธ์ุ ผักป่า และสัตว์นานาชนิด ให้พึ่งพาอาศัยดำรงชีวิต
มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีจิตวิญญาณครองร่างกายนี้ รับรู้เรื่องราว และหล่อหลอม ความคิดผ่านผัสสะ ความสำเร็จหรอความล้มเหลว ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากกระบวนการคิด ของจิตวิญญาณดวงนี้ ในยุคที่เทคโนโลยี่ยังมาไม่ถึงความฝันของเด็กชนบทคนหนึ่งอาจดูไกลเกินเอื้อมภายใต้ระบบการศึกษาที่เน้นการรับราชการ เป็นหลัก แต่เมื่อโลกก้าวสู่วิวัฒนาการแห่งยุคคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ระยะทางกลับย่อเล็กลง เทคโนโลยี่เชื่อมคนไกลใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้คนใกล้ชิด กลับเหินห่าง หากเราละทิ้งที่จะใส่ใจคนรอบข้าง
โดยทั่วไป จิตวิญญาณใช้ร่างกายรับรู้ปรากฎการณ์ของโลก โดยเฉพาะเหตุการณ์เกี่ยวกับกรรมมนุษย์ เมื่อจิตวิญญาณผัสสะกับกรรมของมนุษย์เช่น การฆ่าคนตาย การลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น การประพฤตินอกใจของบุคลลที่ตนรัก การพูดจา เยอะเย้ย ถากถาง เสียดสีด้วยคำพูด การปรุงแต่งชีวิตให้สนุกสนานโดยการดื่มสิ่งมึนเมาต่าง ๆ การกระทำของมนุษย์เกิดจากเจตนามีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ เมื่อกรรมเหล่านี้กระทำไปแล้วจนกลายเป็นอดีต แต่กรรมเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหนทั้งนี้ เป็นเพราะการกระทำเหล่านี้จิตวิญญาณที่ได้อาศัยร่างกายนี้ มีธรรมชาติรับรู้และน้อมรับอารมณ์หรือเรื่องราวเหล่านั้นเข้าสู่จิตเก็บอารมณ์เหล่านั้นนอนเนื่องอยู่ในจิตอย่างนั้น การประชุมเพลิงร่างของผู้เสียชีวิตไม่ได้เผาไหม้เรื่องราวเหล่านั้นไปตามร่างกายที่สูญสิ้นไม่เพราะยังติดตามจิตไปจุติจิต
ตั้งแต่บ้านหลังนี้หรือร่างกายนี้หมดสภาพ การใช้งานให้เป็นที่อยู่อาศัยของจิตวิญญาณอีกต่อไป อารมณ์ที่มีอยู่ในจิตนี้กลายเป็นกรรมติดตามจิตวิญญาณไปสู่ภพชาติต่าง ๆ อีกต่อไปไม่มีวันสิ้นสุดแต่อย่างใด เมื่อธรรมชาติของจิตวิญญาณเป็นผู้สั่งสมความรู้มนุษย์ทุกคนจึงมีความทรงจำในวัยเด็กกันทุกคน ความทรงจำที่ตนพอใจนั้น จะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขามีความฝันในชีวิต ทุกคนจึงมีความปรารถนา จะเดินทางก้าวไปสู่เป้าหมายชีวิตตามจิตวิญญาณของตัวเองต้องการที่จะมี จะเป็น จะได้สิ่งนั้นตามความฝันของพวกเขาเอง ดังนั้นความฝันคือความสำเร็จของชีวิต แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน เช่น มนุษย์ต้องมั่นเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับการค้นคว้าจากตำราต่าง ๆและประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง จึงจะทำให้เกิดความรู้เป็นต้นทุนของชีวิตสามารถบรรลุความสำเร็จตามที่ตนฝันได้
๓. เมื่อผัสสะเป็นแรงบันดาลใจของชีวิต
เมื่อธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์ทีมีวิญญาณในร่างกาย มนุษย์จะใช้ร่างกายรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากความคิดเห็นของมนุษย์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและสั่งสมความเห็นในเรื่องนั้น ๆ ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในใจของตนเอง แล้วจิดใจของมนุษย์ใช้ความคิดเหล่านั้น คิดหาเหตุผล เพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนั้น ๆ อย่างมีเหตุผล และเชื่อว่าเป็นความจริงที่เชื่อถือได้ เป็นต้น เมื่อจิตใจมีความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่และครอบครอง อยากกินอาหารต่าง ๆ อยากใส่เสื้อผ้าราคาแพงและมนุษย์ชอบแสวงหาความสุข เพื่อแลกกับสุขภาพที่เสียไปเพราะขาดการพักผ่อนเพียงพอ จึงมีความเจ็บป่วยและโรคภัยไข้เจ็บอยู่เสมอมนุษย์จำเป็นต้องหายารักษาโรค รู้จักคิดจากหลักฐานทางอารมณ์ในวิญญาณของตัวเอง ความรู้ของมนุษย์เกิดจากประสาทสัมผัสที่ตนชอบ
มนุษย์จะหาวิธีด้วยการคิดอย่างมีตรรกะ เพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับตนเอง และเข้าใจโลกและมนุษย์ที่อยู่รอบตัว เมื่อมนุษย์มีความคิด ก็ต้องลงมือปฏิบัติเพื่อให้ความฝันเหล่่านั้นเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ความฝันของแต่ละคนก็เป็นจริงขึ้นอยู่กับโอกาสในชีวิตของแต่ละคน บางคนไม่มีโอกาสเพราะไม่มีปัจจัยทางสังคมที่ช่วยให้พวกกเขาประสบความสำเร็จตามที่ฝัน บางคนล้มเหลวหลายครั้งก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในชีวิตของมนุษย์เริ่มต้นจากความคิดของตนเองเพราะจิตวิญญาณ พวกเขามีธรรมชาติในการคิดและค้นหาเหตุผลในการมีชีวิตอยู่
ดังนั้น เมื่อคนไม่มีโอกาสเข้าสังคมก็ต้องรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยการศึกษา เมื่อคนที่เรียนในสถาบันการศึกษา ทำให้คนมีโอกาสรู้จักผู้คนในสังคม เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตในสังคม ทำให้เป็นคนมีความคิดเป็นเหตุเป็นผล สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างสมเหตุสมผลได้ ในวัยเด็กฉันมีความฝันมากมายที่จิตฉันต้องการจะทำ
แต่ในสมัยนั้นประเทศไทยไม่ได้มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย ที่แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับความมั่งคั่งของโลกในปัจจุบัน ความคิดของฉันเป็นแค่ความฝันแบบเพ้อเจ้อไม่มีวันจะเป็นความจริง เพราะทุกอย่างเป็นไป ตามระบบการศึกษา ที่รัฐบาลกำหนดโอกาสของชีวิตคือผู้ทำงานราชการ แต่เมื่อโลกเปลื่ยนแปลงไปความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ ทำให้มนุษย์ใกล้ชิดกันมากขึ้น ด้วยเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า "อินเตอร์เน็ต" ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและนำความรู้ของกันและกันมาดัดแปลงแก้ไขให้ตนเองได้ รับประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์นั้น ทำให้เกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้น ทำให้โลกนี้แคบลง คนใกล้ชิดเริ่มรู้ห่างจากกัน เพราะมนุษย์ไม่สนใจกันคนห่างไกลรู้สึกใกล้ชิดเพราะมีการส่งข้อความติดต่อกันตลอดเวลา ทำให้พฤติกรรมของสังคมเปลื่ยนแปลงไปมากมาย.
๔.สุนทรียศาสตร์แห่งวัยเด็ก
ผู้เขียนไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับวัยเด็กมากนัก เพราะผู้เขียนมองว่าโลกสดใสสำหรับวัยของพวกเขา คิดถึงแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิต แม้จะเป็นเพียงความฝันของเด็กบ้านนอกก็ตาม และแม้ว่าความฝันอาจไม่มีวันเป็นจริงแต่จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ที่ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราเองในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หนึ่งปีหลังจากที่ผู้เขียนเกิดที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ครอบครัวของผู้เขียนได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านโนนศรีวิไล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันบ้านนี้ไม่ชื่อตามกฎหมายแต่อย่างใด) ซึ่งห่างจากที่เดิมอำเภอธาตุพนมประมาณ ๑๐๔ กิโลเมตรเพราะคุณพ่อของ ผู้เขียนรับราชการเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนอุเทนพัฒนาซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
ตอนนั้นผู้เขียนอายุได้ประมาณ ๒ ปีผู้เขียนยังรู้จากประสบการณ์ของชีวิตที่ผ่านจากแม่ของฉันว่า "ผู้เขียนล้มป่วยอายุ ๓ ขวบด้วยโรคปอดบวม" เกือบเอาชีวิตไม่รอดพ่อกับแม่นั่งเฝ้าผู้เขียนทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้นอนหลายคืนติดต่อกัน เพราะชีวิตของผู้เขียนอยู่กับเส้นด้ายของความตาย ผู้เขียนจึงผูกพันกับพ่อและแม่เสมอ ผู้เขียนมีความรู้อบอุ่นเสมอที่พ่อแม่อุ้มผู้เขียนไปนอน แม้จะเป็นผัสสะในเยาว์วัยแต่ก็เป็นสัญญามาถึงทุกวันนี้ ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ที่เมืองท่าอุเทนนี้ประมาณ ๗ ปี เรียนจบแค่ชั้นประถมปีที่ ๓ จากโรงเรียนบ้านท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ก่อนพ่อจะย้ายจากเมืองนี้อันเงียบสงบนี้ไปตัวอำเภอเมืองนครพนม
ผู้เขียนเรียน ป. ๔ ได้ ๑ เทอม ก็กลับสู่เมืองสกลนครซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อกับแม่ บ้านเมืองในยุคนั้นบ้านโนนศิวิไลเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ห่างไม่ไกลลำแม่น้ำโขง ที่บ้านมีเพียงจักรยานคันเล็ก ๆ ที่แม่ถีบจักรยานไปตลาดซื้อหมูกับไก่ และข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก พ่อเงินเดือนไม่มาก แต่อยู่ได้อย่างมีความสุขในการใช้ชีวิต ผู้เขียนได้เรียนรู้ชีวิตจากโรงเรียนแห่งนี้และวิถีชีวิตของเด็ก ๆ ในชนบท เพื่อความอยู่รอดและทำงาน เพื่อหาอาหารจากป่าและแม่น้ำลำห้วยทวย การเรียนรู้ในยุคนั้นล้วนมาจากประสบการณ์ของชีวิต และฟังข่าวจากสถานีวิทยุ บ้านโนนศรีวิไลเป็นชื่อหมู่บ้านที่ชาวบ้านอาศัยอยู่รอบโรงเรียนอุเทนพัฒนา ในอดีตบริเวณนี้อุดมไปด้วยป่าไม้ ผักป่าและเห็ดที่ขึ้นตามฤดูกาลก็หาได้ง่าย เพราะคนเกิดมาน้อยผู้เขียนตื่นเช้าในฤดูฝน ผู้เขียนเห็นแม่และเพื่อนบ้านเพ่งกลับมาจากเก็บเห็ดในป่า เป็นต้น .
๕.ห้วยทวย แม่น้ำอิสระภาพแห่งความทรงจำ

ในความทรงจำของผู้เขียนในวัยเยาว์ ลำห้วยทวยเป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง เป็นแหล่งอาหารมีอยู่ตามธรรมชาติสำหรับเราในช่วงวัยเด็ก ในช่วงเช้าวันหยุด ผู้เขียนจึงรวมตัวที่ลำห้วยทวย เพื่อหาปลาตัวเล็ก ๆ มาปรุงอาหารเรียกว่า"ห่อหมกปลาซิว ใส่ใบแมงลัก ใส่เกลือ ถือเป็นอาหารธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงรสสำเร็จรูปเหมือนทุกวันนี้ ในหน้าแล้งเดือนเมษายนปิดเทอมแล้ว ริมฝั่งริมห้วยทวยปริมาณของน้ำลดลงมาก ในอากาศแห้งแล้ง ฝั่งแม่ทวยแห้งผาดมีรอยแตกของดินเหนียวในชอกรอยแตกเต็มไปด้วยเขียดตัวเล็กมากมายอาศัยอยู่ เป็นแหล่งอาหารตามชาติให้คนบ้านนอกอย่างพวกฉันได้จับหาเป็นอาหาร มีหนอไม้ในป่าธรรมชาติที่เป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ เพราะพ่อของผู้เขียนคงเป็นคนเหงาแต่เด็กจึงให้แม่ฉันมีลูกเยอะ ก็อบอุ่นดี
เมื่อผู้เขียนยังเด็กยังไม่มีความรู้เพียงพอในการพึ่งพาอาศัยตนเองได้และยังไม่มีทำงานเพราะทำงานไม่ได้ จึงติดตามพ่อมาอยู่ที่บ้านพักครูของโรงเรียนแห่งนี้ และผู้เขียนยังเป็นเด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูจากผู้ปกครอง และมีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียนในระบบการศึกษาตามกฎหมายของประเทศไทย เพื่อให้ตัวเองมีความรู้ไปใช้เกิดประโยชน์เก็บสั่งสมอยู่ในจิต สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์พึ่งพาตนเองได้ความรู้ที่ได้รับเก็บห่อหุ้มไว้ในจิตของตน สามารถติดตามตนไปทุกหนทุกแห่งตลอดเส้นการทางของใช้ชีวิตได้ การทำงานโยกย้ายที่ทำงานของพ่อจากโรงเรียนธาตุพนมวิทยา อำเภอธาตุพนม มาเป็นครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนอุเทนพัฒนาเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอเมืองนครพนมมากนักแค่ ๒๔ กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เดินด้วยเท้าเวลาประมาณครึ่งวันก็ถึงแล้ว เมื่อติดตามพ่อกับแม่มาอยู่ในหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ บ้านโนนศรีวิไลที่ความเงียบสงบมาก เพราะเป็นชนบทจริงแม้ไม่ห่างไกลจากตัวเมือง ไม่มีท้องนาอันกว้างไกลที่จะทำนาปลูกข้าวมีคนอาศัยอยู่น้อยไม่มีใครอยากมาอยู่ เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นชนบทสะดวกสบาย แค่มีถนนใช้เท่านั้นแต่ก็ไม่ไกลจากตลาดท่าอุเทนมากนัก แสงตะเกียงส่องแสงสว่างแห่งปัญญา
ในยามค่ำคืนในโรงเรียนอุเทนพัฒนาที่พ่อทำงาน เป็นอาจารย์ใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ สนามฟุตบอลยังมืดอยู่ ในความมิดมนยังมีแสงสว่างจากดวงดาวห่างออกไปหลายแสนปีแสง ดวงดาวส่องระยิบระยับบนท้องฟ้า แม้บนโลกท้องฟ้าก็ยังมืด เพราะดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสงบนโลกเลย สถานที่ที่ฉันอาศัยอยู่อาศัยแต่ยังไม่สามารถระงับความคิดของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ เช่น ฉันได้ซึ่งส่องสว่างความคิดให้เจิดจ้าไปทั่วท้องฟ้า ดวงดาวที่อยู่ห่างไกลเป็นเพื่อนของฉันในเวลาแห่งความเหงาและที่บ้านเราจุดตะเกียงน้ำมันก๊าซใส ๆ ส่องสว่างบนหน้าหนังสือเรียนที่มีตัวอักษรตัวเล็กๆ ที่ฉันกำลังอ่าน เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อย ผู้มีความฝันและแก้เหงาค่ำคืนสร้างจินตนาการในจิตใจของฉัน มันสร้างภาพให้เห็นกว้างไกลข้ามสุดขอบฟ้าของเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างฉัน ไม่นานฉันก็หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้าที่วิ่งเล่นหน้าสนามโรงเรียนมาตลอดทั้งวัน ตื่นแต่เช้าไปหาบน้ำที่ริมห้วยเพื่อใช้ดื่มแก้กระหาย ใช้นึ่งข้าวเหนียวและหาอาหาร อาบน้ำในลำธารเล็ก ๆเป็นลำห้วยทวย ริมห้วยที่น้ำใสเย็น เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่น่าอบอุ่น
๖.แม่เป็นนักสู้ชีวิตคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนเดียวที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของฉันในชีวิต คือ แม่ของฉัน แม้แม่ของฉันจะจบการศึกษาเพียงชั้นประถมปีที่ ๗ เท่านั้น แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก ฉันไม่เคยรู้สึกละอายใจเลย ที่มีแม่ซึ่งเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย เธอผอมและตัวเล็ก แต่เธอฉลาดและเก่งในการทำงาน แม่ของฉันเป็นนักสู้ในชีวิตมาก เธอเลี้ยงดูพวกเราด้วยความรัก ทุกเช้าของแม่ฉันจะขี่จักรยานคันเก่า ๆ คันเล็กของเธอไปตลาดทุกวัน เธอใช้เงินเดือนครูของพ่อ ซื้ออาหารที่ตลาดให้พวกเรารับประทานในตอนเช้า ในช่วงบ่ายเมื่อแม่มีเวลา แม่ของฉันก็จะพาพวกฉันก็ไปที่ห้วยทวยซึ่งแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยสายน้ำล้นตลิ่งเพื่อเล่นน้ำและหาอาหารพวกกบ เขียด และปลาตัวเล็ก ๆ มาทำอาหารให้พวกเรารับประทานอย่างมีความสุข และความรู้สึกอบอุ่นที่พวกเราพ่อแม่ และพี่น้องอยู่กันพร้อมหน้า.
ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากอารยธรรม แต่ผู้คนในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงมีความศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ในช่วงเทศกาลออกพรรษาพวกเราได้มีโอกาสไปเที่ยวชมงานวัด และชมการแข่งเรือยาว ระหว่างอำเภอและตำบลต่าง ๆ ทำให้ทราบว่าอำเภอท่าอุเทน มีวัดพระธาตุท่าอุเทน นครพนม เป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา มาตั้งแต่เราอายุ ๘ - ๙ ขวบ แต่คุณค่าของพระธาตุท่าอุเทน เมื่อตอนเด็ก ๆ เรารู้เพียงสิ่งเดียว คือ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรเคารพบูชา คำว่า "บุญ" ของบูชาพระธาตุท่าอุเทนด้วยดอกบัว ธูปเทียนนั้น จะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนา เป็นความเชื่อที่พ่อแม่ปลูกฝังให้เราเกี่ยวกับบุญมาช้านานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเราเคารพพระสงฆ์สายปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาก
๗.พ่อของฉันเป็นแรงบันดาลใจของฉัน
พ่อของผู้เขียนเป็นครูจึงได้มาอยู่บ้านพักครูที่โรงเรียนอุเทนพัฒนา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นเวลา ๙ ปี ตอนนั้น พ่อของผู้เขียนยังรับราชการอยู่ตำแหน่งครูตรี สอนนักเรียนในชนบทแห่งนี้ห่างจากอำเภอท่าอุเทน ๒ กิโลเมตรและห่างจากศาลากลางจังหวัดนครพนมประมาณ ๒๔ กิโลเมตร หลังจากอยู่ที่่นั่นได้ไม่กี่ปี พ่อของผู้เขียนก็ลาออกจากการเป็นครู เพื่อทำตามความฝันที่อยากเป็นผู้พิพากษา ไม่กี่ปีต่อมาความฝันของพ่อก็เป็นจริงเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เขียนเห็นทุกวันคือความขยันมั่นเพียรของพ่อ ผู้เขียนเห็นพ่ออ่านหนังสือกฎหมาย และเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษทุกวัน พ่อไม่เคยยอมแพ้ในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เมื่อกลับไปอำเภอท่าอุเทนอีกครั้ง บ้านหลังนั้นก็หายไปจากสายตาของผู้เขียนเสียแล้ว แต่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของผู้เขียน เพราะบ้านพักครูหลังนั้นถูกทุบทิ้ง เพื่อพัฒนาพื้นที่ตรงนั้นให้กลายเป็นสนามหญ้า ผู้คนที่เกิดมารุ่นหลังในปัจจุบันจึงไม่รู้จักบ้านหลังนั้นแล้ว
โรงเรียนอุเทนพัฒนา ตั้งริมถนนลูกรังสีแดงตัดผ่านอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนครพนม บ้านพักครูที่เราอาศัยอยู่ในโรงเรียนอุเทน พัฒนาอยู่ห่างจากวัดพระธาตุท่าอุเทนประมาณ ๓ กิโลเมตร เป็นถนนลูกรัง เพราะรัฐบาลไทยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ยังมีงบประมาณมีน้อยมากในการจัดสรรเพื่อพัฒนาถนนหนทางในประเทศ. ถนนตัดผ่านโรงเรียนบ้านท่าอุเทน เปิดสอนชั้นประถมศึกษาแต่ปีที่. ๑ ถึงปีที่ ป.๔ เท่านั้น ส่วนประถมศึกษาปีที่๕ถึงปีที่ ๗ ต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่น ผู็เขียนเรียนถึงชั้นประถมปีที่ ๓ แล้วจึงย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่นเพราะพ่อลาออกจากการเป็ครู เพื่อไปประกอบอาชีพอื่น ตอนนั้นถนนยังเป็นถนนลูกรังสีแดง ไม่ได้ลาดยางเหมือนทุกวันนี้ สมัยที่ผู้เขียนยังเรียนอยู่ชั้นประถม ผู้เขียนเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียนบ้านท่าอุเทนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ ๑ ถึงชั้นปีที่ ๓ ทุกวัน โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองแห่งนี้ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๔
ในฤดูฝน ผู้เขียนเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียนบ้านท่าอุเทน เพียงลำพัง ไม่ใช่ว่าพ่อไม่มีเงินซื้อรองเท้า แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมของเราเองไม่ชอบใส่รองเท้าไปโรงเรียน ฝนที่ตกลงมาบนตัวของฉันเปียกและหนาวเย็น ก็ไม่สามารถหยุดเท้าของฉันในการก้าวเดินต่อไป การศึกษาเพื่ออนาคตของตัวเอง การได้พูดคุยกับคนในสังคม ในเรื่องเดี่ยวกัน เราจะไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากชีวิตของคนอื่น รถวิ่งไปมามีน้อยมาก การเดินคนเดียวก็ไม่ได้ทำให้ฉันท้อแท้ในชีวิต เมื่อฉันขาดอะไรในชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่ขาดอะไรเช่นกัน แม้ว่าผู้คนจะไม่มีโอกาสเท่าเทียมกันในการก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ความตายก็เป็นทุกข์เหมือนกัน. แม้ว่าบรรยายกาศ ๒ ข้างถนน จะเงียบสงบเป็นเวลานาน ๆ จะมีรถวิ่งผ่านเพียงคันเดียว หรือไม่มีเลยในบางสถานที่ แต่บรรยายกาศของท้องฟ้าที่มืดครึ้ม สอนให้ฉันเรียนรู้ และตั้งใจที่จะเดินก้าวต่อไป เพราะชีวิตในโลกแห่งจินตนาการนั้นกว้างไกลกว่าความเป็นจริงอยู่แล้ว แต่จินตนาการของฉันไม่เคยจางหายไปจากจิตใจ และฉันหวังว่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
พ่อของเป็นคนชอบอ่านหนังสือและเป็นตัวอย่างให้พวกเราได้รักการอ่านนวนิกายที่เป็นแรงบันดาลใจให้ประสบความสำเร็จ เช่น ตัวละครในนวนิยายที่พวกเราชอบอ่านกันทั้งบ้าน ทำให้ฉันรักการอ่านมาตั้งแต่เด็กมาก ในฤดูฝนจะมีกบและเขียดเป็นเพื่อน ในชนบทกลางป่า เราออกไปหาเห็ดป่า พี่สาวของฉันเก่งมากในการหาเห็ดและเก็บได้หลายตะกร้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในฤดูปลูกข้าว โรงเรียนยังไม่ได้ปิด เมื่อฉันเดินทางไปโรงเรียนท่ามกลางสายฝน ในสมัยก่อนชาวบ้านมักห่มผ้ายางสีฟ้าคลุมไหล่เพื่อไม่ให้เปียกฝน ฉันเดินฝ่าสายฝนได้โดยไม่หวั่นไหวและจิตใจสงบ จิตใจไม่กลัวสายฝนและฟ้าแลบ แม้ว่าพายุจะพัดมาอย่างรุนแรง ฉันไม่เคยรู้สึกกลัว เพราะชีวิตของฉันมีความฝันอยู่เสมอ และไม่เคยหยุดนิ่ง ฉันต้องการให้มันเป็นอย่างที่ฉันฝัน ตอนเย็นฉันเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้านพร้อมเพื่อน ๖ - ๗ คนจากหมู่บ้านในเดียวกัน ขากลับเราจะเดินตามสะพานไม้ข้ามแม่น้ำทวยซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็กที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง บนถนนมีรถน้อยมาก เราก็จะใช้สะพานไม้แห่งนี้กระโดดลงแม่น้ำทวยเพื่อเล่นน้ำกัน
สมัยก่อนแม่น้ำสะอาดมาก ลึกพอเพียงพอสำหรับร่างเล็ก ๆ ของพวกเรากระโดดขึ้นแล้วลอยละลิ่วสู่เบื้องล่างของแม่น้ำทวย ร่างของเรากระทบสายน้ำ เสียงดังตูมแม่น้ำแผ่กระจายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่งลำห้วยทวย เมื่อร่างร่วงลงสู่พื้นดินของน้ำลึกแล้วฉันพุ่งตัวขึ้นมาแล้วพวกเราหัวเราะอย่างสนุกสนาน พวกเราจะโดดน้ำเป็นประจำไม่เคยขาดแม้จะสูงกว่า ๓๐ เมตรก็ตาม ความสุขจากเสียงหัวเราะเหล่านั้นก็หายไปตามกาลเวลา แม่น้ำสะอาดมากเพราะสารเคมีจากสบู่และผงซักฟอกจาการชำระเหงือไคล้สิ่งสกปรกจากกายมนุษย์มีน้อยมาก เพราะคนเกิดน้อย แม่น้ำทวยจึงอุดมสมบรูณ์มากปูปลากุ้งหอยหาได้ง่ายมาก บ้านโนนศรีวิไล วิถีแห่งสัญญา ๑ในขันธ์ ๕ ของชีวิต บ้านโนนศรีวิไล เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กมีไม่กี่หลัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอุเทน ปัจจุบันโลกออนไลน์ ทำให้ฉันรู้ว่าเป็นหมู่บ้านไม่อยู่ในแผนที่อีกต่อไป กลายเป็นบ้านกะเสิม หมู่ที่ ๖ ขึ้นกับตำบลโนนตาล
เมื่อโรงเรียนอุเทนพัฒนาอยู่ไกลจากตัวเมืองนครพนม จึงได้พัฒนาเป็นโรงเรียนมัธยมตอนปลายประจำอำเภอท่าอุเทน มีบ้านพักครูในโรงเรียนอุเทนพัฒนา ในหมู่บ้านของเราไม่มีวัดพุทธศาสนา แม้ชาวบ้านพยายามสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นมา แต่เพียงไม่กี่ปีที่มีพระสงฆ์ที่มีพระภิกษุบางรูปมาอยู่จำพรรษา และแสดงธรรมสั่งสอนแก่พวกเรา ไม่นานก็กลายเป็นสำนักสงฆ์ร้างตามกฎไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้าอันเป็นกฎธรรมชาติของสรรพสิ่ง และมีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ในบางวันฉันเห็นพระจำวัดที่ห้องรับแขกของบ้านพักครู ท่านมีสติวิปลาสและรักษาหายแล้วก็สิกขาลาเพศ ออกเป็นคฤหัสถ์ส่งข่าวมาขอบคุณโยมพ่อที่ดูแลให้สถานที่จำวัด ปัจจุบันสำนักร้างแห่งนั้นก็กลายเป็นสถานีอนามัยของอำเภอท่าอุเทนไปแล้ว
ชีวิตในวัยเด็กของเรามีแต่ความสนุกสนานมาก ยามทุกข์เราต้องการผู้มีสติให้สติเรา พออายุมากขึ้นเรารู้ว่าชีวิตถึงความไม่แน่นอนของชีวิตเพราะการไม่มีเงินขอใครไม่ได้ ไม่พอยังถูกดูถูกเหยียดหยามอีก เราถูกสอนให้หนังสือสูง ๆ เพื่อเป็นข้าราชการตามรอยของพ่อเท่านั้น หลักธรรมเรารู้เพียงการใส่บาตรแล้ว จิตของเรารู้สึกมีความสุขในการเป็นผู้ให้ เพราะได้ยกจิตตัวเองให้พ้นจากการตระหนี่ถี่เหนียวของแม่ของฉัน เป็นคนฉลาดรู้จักหาของป่าเช่นเห็ด, หน่อไม้ กบ เขียด ปูหอย กุ้งฝอย เป็นต้น มาเลี้ยงพวกฉันที่เกิดมาหลายชีวิต แม้อยู่ในชนบทเงินเดือนครูบ้านนอกของพ่อเพียง ๑,๙๐๐ บาท ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอดมื้อกินมื้อ พี่น้องของฉันก็ประสบความสำเร็จในวิถีชีวิตที่ตนชื่นชอบ ความเป็นเด็กต้องอยู่ในสายตาของพ่อแม่
ฉันจะมาเที่ยวที่วัดพระธาตุท่าอุเทน ในวัดสำคัญในศาสนสถานแห่งนี้ เฉพาะในช่วงเทศกาลบูชาพระธาตุท่าอุเทนเป็นประจำปีซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๓ - ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ของทุก ๆ ปี และเทศกาลแข่งเรือในวันสุดท้ายของเทศกาลเข้าพรรษา ฉันก็จะมาพร้อมกับพี่น้องและเพื่อนในวัยเด็ก ลูกหลานของชาวบ้านใกล้เคียงและลูกหลานของภารโรงเรียนอุเทนพัฒนา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาของอำเภอท่าอุเทนและชาวบ้านโนนศิวิไลซ์ทุก ๆ ปี
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี แต่ความทรงจำในชีวิตของฉัน ยังคงวนเวียนอยู่ในใจไม่หายไป ยังคงเป็นเรื่องราวที่ติดตามใจมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปกว่า ๕๐ ปีแล้ว แต่ชีวิตของฉัน ยังคงไม่ลืมเรื่องราวในอดีต เมื่อโลกปลื่ยนแปลงไปเพราะเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทำให้ชีวิตทันสมัยขึ้น การเขียนหนังสือเพื่อขายเป็นเรื่องยาก และเมื่อผลิตเสร็จแล้ว ก็จะขายได้ยาก เนื่องจากผู้คนไม่อยากซื้อหนังสือไว้เป็นสมบัติส่วนตัวอีกต่อไป เรามีโอกาสได้แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ของเราทางออนไลน์ได้ แต่ก็การที่เราอยากเก็บความทรงจำที่ดี ๆ เหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เล่าเรียนก็เป็นโอกาสที่ดีในชีวิตเช่นกัน หากเราไม่เก็บรักษาความทรงจำดี ๆ เหล่านี้ ความทรงจำดี ๆ ก็จะตายไปพร้อมกับชีวิตของเรา และไม่สามารถเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากเก็บเรื่องราวเหล่าไว้และบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยศักยภาพของตัวเอง.
เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียงมายาวนานและ ถูกบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของประเทศสยามไว้หลายร้อยปี จนตั้งเจ้าเมืองท่าอุเทนในดินแดนแถบนี้ และพระพุทธศาสนาเถรวาทก็ได้เผยแผ่มายาวนานแล้ว และมีการสร้างวัดพระธาตุท่าอุเทน ซึ่งศาสนสถานที่ฉันรู้จักที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่เผยแผ่มาถึงเขตอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ในเวลาปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระธาตุท่าอุเทนจังหวัดนครพนม
ประวัติอำเภอท่าอุเทนพอหาได้ปีพ.ศ. ๒๔๑๐ ตามหนังสือจดหมายเหตุปีกล่าวไว้ในหนังสือเมืองมุกดาหาร กล่าวว่า เจ้าเมืองท่าอุเทนถึงแก่กรรมและเขตเมืองท่าอุเทนก็กว้างใหญ่ ครอบคลุมถึง ๒ ฝั่งแม่น้ำโขง จดแดนญวณ ถึงแขวงคำเกิดคำม่วง.....(๑) ในปีพศ. ๒๔๓๙ มีเรือกลไฟของฝรั่งเศสสามารถเดินทางจากเมืองสะหวันเขต ไปเที่ยวที่เมืองท่าอุเทนได้เพราะเมืองท่าอุเทนเป็นเอเย่นต์ทางการค้าของฝรั่งเศส มาเปิดห้างขายสินค้าฝรั่งเศสที่อำเภอท่าอุเทน สินค้าที่ขายมีเสื้อผ้า ดินสอ หมึกปากกา และกระดาษฝรั่ง อำเภอท่าอุเทนตรงข้ามกับปากแม่น้ำหินบูรณ์เรียกว่าเมืองฟองวิน.(๒)
๘. ความหมายของคำว่า "พระธาตุท่าอุเทน" คืออะไร มีลักษณะอย่างไร มีคำต้องค้นหาความหมาย ๓ คำด้วยกันคือ ๑.พระธาตุ ๒.ท่า ๓.อุเทน
๑. พระธาตุ หมายถึง พระบรมสาริกธาตุของพระพุทธเจ้า เจดีย์อันเป็นบรรจุพระบรมสาริกธาตุ
๒. คำว่าท่าหมายถึงฝั่งของแม่น้ำที่ใช้เป็นจอดเรือหาปลา
๓. อุเทน หมายถึง รุ่งอรุณปราศจากหมอกควัน.
ดังนั้นคำว่า พระธาตุท่าอุเทน หมายถึงเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสาริกธาตุที่ฝั่งแม่น้ำโขงใช้เป็นที่จอดเรือโดยสารและเรือประมงหาปลาในยามรุ่งอรุณมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยงาม ไม่มีเมฆหมอกปกคลุมแต่อย่างใด เมื่อวิเคราะห์ดูสถานที่ก่อนสร้างเจดีย์เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะศิลปะทวาราวดีตัวพระธาตุตั้งอยู่ในวัดพระธาตุท่าอุเทน ตำบลท่าอุเทน อำเภอเท่าอุเทน ห่างจากฝั่งแม่น้ำโขงไม่ถึง ๒๐ เมตรเพราะ มีถนนเส้นยาว ตัดผ่านหน้าวัดทำห้เรามองเห็นทัศนียภาพ ฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งตะวันออกในบริเวณดินแดนประเทศลาวทั้งหมด ในยามเช้าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมาไกลสวยงามมากไม่มีเมฆหมอกหวันจรผ่านดวงพระอาทิตย์ไปให้ความงามเป็นสุนทรียศาสตร์ลดลงไปแต่อย่างใด เมื่อวันอังคารที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๕๔ ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ แห่งพระราชอาณาจักรไทย มีการก่อสร้างพระธาตุท่าอุเทนประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุท่าอุเทนปรากฎหลักฐานในสำเนาทะเบียนเลขที่ ๘๗ บ้านท่าอุเทน ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมมีลักษณะเป็นเจดีย์โบราณเป็นศิลปะแบบทวาราวดี ก่อด้วยอิฐถือปูน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างด้านละ ๑๓ เมตร ๕๐ เซ็นติเมตร สูง ๖๖ เมตรสร้างขึ้นโดยหลวงปู่สีทัตต์ ญาณสัมปันโน (สุวรรณมาโจ) เป็นผู้นำชักชวนพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาในหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร, หนองคาย และอุดรธานีรวมทั้งอำเภอมุกดาหารและอำเภอคำชะอีมาร่วมมือร่วมใจกันก่อสร้างพระธาตุท่าอุเทนไว้กับฝั่งแม่น้ำโขงด้านทิศตะวันตก เพื่อแสดงอาณาเขตประเทศไทยไว้ดังนั้นพระธาตุท่าอุเทนคืออะไร คือสถูปเจดีย์สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุพระบรมสาริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งที่ชาวพุทธควรเคารพบูชาสักการะในพระพุทธศาสนา ที่หลวงปู่สิทัตถ์ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า เมื่อตั้งอยู่ในบ้านท่าอุเทน จังหวัดนครพนมจึงเรียกเจดีย์พระธาตุท่าอุเทน.
บรรณานุกรม
.(๑) สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร หน้า. ๗๑
.(๒) สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร











ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น