The Second Element of Buddhism is its Doctrines and Teaching
คำสำคัญ: หลักธรรมคำสอน พระพุทธศาสนา

บทนำ
โดยทั่วไปแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะประสูติในวรรณะกษัตริย์ ทรงมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองประเทศ ตามตามสถานะแห่งวรรณะกษัตริย์ ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์ถึง ๑๘ สาขาวิชาแล้ว พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาแห่งราชวงศ์โกลิยะและมีพระราชโอรส ๑ พระองค์ เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับอย่างสุขสบายท่ามกลางข้าราชบริพารกว่า ๔๐,๐๐๐ คนในปราสาท ๓ ฤดูในเขตพระราชวังกบิลพัสดุ์ ทว่าหลังจากทรงเสวยสุขทางโลกมานานหลายปี ความเบื่อหน่ายในความสุขชั่วคราวก็เริ่มก่อตัวขึ้นในพระทัย พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเสด็จเยี่ยมประชาชนและท่องเที่ยวในอุทยานหลวงในเขตเมืองกบิลพัสดุ์ เพื่อเรียนรู้โลกภายนอก
การเสด็จประพาสครั้งนั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงพระเนตรเห็นกลุ่มคน "จัณฑาล" นักโทษที่ถูกลงโทษโดยพระพรหม เนื่องจากละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ พวกเขากระทำความผิดข้อหาฐาน "การมีเพศสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะ" หรือ "ปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น" เป็นต้น บทลงโทษตามกฎหมายวรรณะเรียกว่า "พรหมทัณฑ์" (การคว่ำบาตรทางสังคม) ตามความเชื่อในเทวประสงค์ของพระพรหม บทลงโทษนี้คือการขับไล่ออกจากชุมชนตลอดชีวิต ต้องสูญเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามระบบวรรณะอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีโอกาสกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคมได้อีกเลย
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เจ็บป่วย และล้มตายบนท้องถนน ในวัยชรา ควบคู่ไปกับการพบเห็นเหล่าฤาษีแสวงหาสัจธรรมของชีวิต พระองค์ทรงครุ่นคิดถึงชะตากรรมและธรรมชาติของชีวิตมนุษย์อยู่หลายวัน ทรงตั้งปณิธานที่จะสืบหาความจริง เพื่อหาวิธีช่วยให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์และความมืดมิดนี้
การสืบค้นพยานหลักฐานและการปฏิเสขความที่ไร้เหตุผล
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสืบค้นข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากเหล่าปุโรหิต เมื่อทรงทราบว่าเรื่องราวทั้งหมดอ้างว่าเป็นบทลงโทษจากพระพรหม พระองค์กลับไม่ได้ปักใจเชื่อข้อเท็จจริงในทันที พระองค์ทรงตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญาต่อการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะตามกฎหมายวรรณะ พระองค์เองประสูติในวรรณะกษัตริย์ ก็ไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญเพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าโดยตรงได้ หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงกระทำจะถือว่าละเมิดหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะ ย่อม ถูกลงโทษโดยพระพรหม ด้วยการเนรเทศพระองค์ออกจากแคว้นสักกะตลอดชีวิต โดยมติของรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ ด้วยพระกรุณาอันปราศจากขอบเขตต่อเพื่อนมนุษย์ เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารถนาที่จะปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ ทรงเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลผ่านคำให้การของพราหมณ์ ผู้มีสิทธิประกอบพิธีบูชายัญ พระองค์ทรงใช้กระบวนการอนุมานเชิงตรรกะและเหตุผลเป็นเครื่องมือ ในการจำแนกความจริงจากความเชื่อ
ในยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรืองที่สุด หลักฐานพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต้องเผชิญกับความทุกข์ในชีวิตอย่างรุนแรงจากปัญหาระบบวรรณะ เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด เนื่องจากพวกเขามีอายตนะภายใน (ช่องทางการรับรู้) ที่จำกัด มีอคติต่อผู้อื่นชีวิตจึงเต็มไปด้วยความไม่รู้ (อวิชชา) ความกลัว ความเกลียดชัง ความหลง เมื่อชีวิตพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด จึงขาดปัญญาที่จะแยกแยะความจริงระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) พวกเขาจึงต้องยอมจำนนของคำสอนของพราหมณ์ซึ่งนักตรรกะหรือนักปรัชญา และเมื่อมีปัญหาชีวิต จึงเข้าปรึกษาพราหมณ์อารยันผู้มีชื่อเสียงตามเทวสถาน โดยพวกเขาเชื่อว่าพราหมณ์เหล่านั้น มีความสามารถพิเศษหรือปัญญาที่เรียกว่า "ญาณหยังรู้" (insight) สามารถคาดเดาเทวประสงค์ของพระพรหม หรือ พระอิศวร ผ่านการบูชาด้วยวัตถุล้ำค่าและชีวิตสัตว์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุผลของพราหมณ์เหล่านั้นซึ่งเป็นมนุษย์ยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอายตนะภายในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยอคติต่อผู้อื่น และมีกิเลสในความปรารถนาเครื่องบูชายัญอันเกิดจากการสักการะ เมื่อแสดงทัศนะของตนเองในฐานะนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาต่อสังคม ด้วยการอธิบายความจริงของชีวิตต่อสังคม บางครั้งอาจใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบนี้หรืออีกแบบหนึ่ง เมื่อนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาในสมัยพุทธกาล ใช้เหตุผลอธิบายความจริงคลุมเครือและไม่ชัดเจนและแปรเปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ นานวันเข้า ความเชื่อเหล่านี้ กลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง เมื่อพวกเขาต้องการรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองของตนไว้
มหาราชาแห่งรัฐต่าง ๆ ประกาศให้คำสอนของพราหมณ์อารยันมีสถานะเป็นกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี โดยอ้างว่า พระพรหมสร้างมนุษย์จากอวัยวะที่ต่างกันของพระองค์เอง เพื่อบังคับให้ประชาชนยอมรับสถานะและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร้ข้อแม้ เมื่อประกาศคำสอนเหล่านี้เป็นกฎหมายวรรณะแล้ว ย่อมมีสภาพบังคับที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ ห้ามมิให้บุคคลเพศสัมพันธ์กับบุคคลในวรรณะอื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะอื่น หากผู้ใดกระทำการดังกล่าว ถือว่าเป็นผู้ละเมิดคำสอนของศาสนาและกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง และพระพรหมจะลงโทษ โดยสังคมจะขับไล่ออกจากบ้านเรือนตลอดชีวิต พวกเขาจะสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมไปตลอดชีวิต ไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมเดิมเพื่อรับสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมได้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่าระบบวรรณะนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวสักกะ ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญกับความมืดมิดชั่วนิรันดร์ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงมีความกรุณาต่อชาวสักกะและทรงคิดหาทางช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความมืดมิดนี้ แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาด้านศิลปศาสตร์ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าได้โดยตรงผ่านพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เอง เพราะหากพระองค์ทรงทำพิธีกรรมบูชาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ถือเป็นความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้ายังไม่ชัดเจน พระองค์จึงทรงสืบเสาะหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น คำให้การของปุโรหิตที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา มาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบปัญหาจัณฑาลในแคว้นสักกะนั้น เกิดจากการที่ผู้คนทุกวรรณะในแคว้นสักกะกระทำผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ ด้วยการมีเพศสัมพันธ์์กับผู้คนต่างวรรณะ พวกเขาจึงถูกสังคมลงโทษด้วยการขับไล่ออกจากบ้านเรือนไปตลอดชีวิต พวกเขาต้องหลบหนีไปอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์ พระนครเทวทหะ เป็นต้นเมื่อพระองค์ทรงถามพราหมณ์ว่า พวกเขาสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกขึ้นโดยอาศัยคำสอนของครูบาอาจารย์ของตน โดยพวกเขาเชื่อว่ามีพระพรหมและพระอิศวรเนื่องจากพราหมณ์ในรุ่นก่อนเคยเห็นพระพรหมและพระอิศวรในแคว้นสักกะมาก่อน พระพรหมเป็นผู้ที่สร้างมนุษย์ และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา แต่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่า พระพรหมมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? แต่ไม่มีใครตอบได้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำให้การของปุโรหิตแล้ว พระองค์ก็ทรงตระหนักว่าแม้ปุโรหิต จะอ้างว่าสื่อสารกับเทพเจ้าเป็นประจำผ่านการบูชายัญแต่เนื่องจากไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระพรหมได้ คำให้การของปุโรหิตเหล่านั้น จึงไม่น่าเชื่อถือว่าพวกเขาสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เชื่อการมีอยู่ของเทพเจ้า หากพระองค์จะทรงบูชายัญเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกกฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถทำได้ จะเป็นการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง เพราะกฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เมื่อความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าตามที่ปุโรหิตกล่าวอ้าง กลายเป็นสงสัยและพระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าเป็นความจริง พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ โดยเสนอร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอนั้น เป็นการยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วและเป็นร่างกฎหมายที่ขัดแย้ง หรือขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของราชอาณาจักรสักกะ พวกเขาจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ ปฏิเสขร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอ เป็นต้น
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมา ดังที่พราหมณ์ได้สอนไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส กาลามโคตร, อุททกดาบส พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปีในการค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ พระองค์ทรงปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุความจริงของชีวิตมนุษย์ คือความรู้ในระดับอภิญญา ๖ ประการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ผู้เขียนอนุมานว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ครอบคลุมทั้งหลักธรรมและการปฏิบัติที่นำไปสู่สัจธรรมของชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการสากลที่ มนุษย์ทุกคนสามารถนำไปใช้ เพื่อบรรลุสัจธรรมของชีวิตได้ โดยไม่เลือกปฏิบัติเช่นเดียวกับกฎหมายวรรณะ ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าศาสนาพราหมณ์จะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาคือ จะมีหลักคำสอน และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้บรรลุสัจธรรมของการมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านการบูชายัญ แต่สิทธิและหน้าที่ในการศึกษาคำสอนและการประกอบพิธีกรรมบูชายัญนั้น เป็นของวรรณะพราหมณ์โดยเฉพาะ ดังนั้นการบูชายัญเพื่อบรรลุสัจธรรมของการดำรงอยู่ของเทพเจ้าไม่ใช่หลักการสากลที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะโดยการสมสู่กับคนต่างวรรณะและปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น จะถูกลงโทษโดยพระพรหม จะต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะไปตลอดชีวิต และไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคมได้ เป็นต้น

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากนัก ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายหลักแห่งการเกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกันในคำสอนต่าง ๆ ที่เรียกว่า "หลักปฏิจจสมุปบาท" เพื่อให้สาวกของพระองค์เข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อฤาษีทั้งห้าได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับสังสารวัฏ ความตายและการเกิดใหม่, วิชชา ๓, และหลักกรรม เป็นต้น เมื่อพวกเขาเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติมรรค ๘ ประการ พวกเขาได้บรรลุอภิญญา ๖ ประการ
ธมมจักรกัปปวัตตนสูตร : การประกาศปฏิปทาสายกลาง
ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรคภาค ๑ ธัมมจักปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ข้อ ๑๓.ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกับพระภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่สุดสองอย่างนี้บรรพชิตไม่พึ่งเสพคือ กามสุขัลลิกานุโยคในกามทั้งหลาย (การดื่มด่ำกับความสุขทางประสาทสัมผัส) ซึ่งเป็นความจริง (ธรรม) อันทราม (ทางเสื่อม) เป็นของชาวบ้านที่เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อัตตกิลมถานุโยค (การสร้างความลำบากและทุกข์ทรมานแก่ตน) เป็นทุกข์ไม่ใช่ของพระอริย ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั่น เป็นไฉน ? ปฏิปทาสายกลาง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละคือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลคือ ปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน".
ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค๑ (ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร) ได้บันทึกปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ไว้ว่า พระองค์ทรงชี้ทางสว่าง โดยให้ละเว้น "ที่สุด ๒ สาย" ที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะ ได้แก่ :
๑. กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นในกามคุณ) : การหลงระเริงและติดตักอยู่ในความสุขทางประสาทสัมผัส (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธัมมารมย์) ผ่านอายตนะภายในและเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจแล้วปรุงแต่ง(สังขาร) จนเกิดตัณหา ความอยาก เช่น การสังคมวัตถุสิ่งของเกินความจำเป็น (รถยนต์หรู, เครื่องประดับราคาแพง), การจมอยู่ในแสงสีชีวิตกลางคืน, หรือตัณหาในรูปกาย อันไม่เที่ยงแท้ พระองค์ทรงชี้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นของทราม เป็นของปุถุชน และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ต่อการหลุดพ้นจากความทุกข์จากการเวียนว่ายเกิดในวัฏสงสาร
๒. อัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตนให้ลำบาก) : การปฏิบัติธรรมอย่างสุดโต่ง เข้มงวด และทรมานร่างกาย จนผอมแห้งดั่งเช่นที่พ่อแม่ของพระมหาวีระ (ผู้ก่อตั้งศาสนาเชน) ได้กระทำจนถึงแก่ความตาย การทรมานกายเช่นนี้เป็นความพยายามที่สูญเปล่า ไม่สามารถชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ จากกิเลส และไม่นำไปสู่การตรัสรู้
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและประกาศ "มัชฌิมาปฏิปทา"หรือทางสายกลาง อันเป็นแนวทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติจนตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาเห็นธรรมให้เกิด ทำญาณความรู้ให้เกิด ย่อมเป็นเพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้แจ้งและเพื่อเข้าสู่พระนิพพาน ซึ่งทางสายกลางนี้คือ"อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ : ๑.สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ(เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง) ๒.สัมมาสังกัปปะ -ดำริชอบ
สอนนักพรตทั้งห้าว่าการปฏิบัติของพระองค์ ซึ่งอิงจากประสบการณ์ชีวิตของพระองค์นั้น เป็นวิธีทรงเคยปฏิบัติมานั้นมาสอนแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ควรปฏิบัติตาม เพราะไม่นำไปสู่การตรัสรู้ หรือบรรลุซึ่พลังเหนือธรรมชาติ(อภิญญา) ได้

3 ความคิดเห็น:
อ่านแล้วทำให้รู้ถึงประวัติพระพุทธศาสนามากขึ้น
สาธุๆๆๆ🥰😇
สาธุๆๆๆๆๆ🥰😇
แสดงความคิดเห็น