ข้อเท็จจริงของอาณาจักรเมารยะ : การก้าวสู่มหาอำนาจที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก
Facts about the Maurya Empire
บทนำ : ร่องรอยแห่งราชวงศ์โมริยะในพระไตรปิฎก
ในคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีการบันทึกข้อเท็จจริง สำคัญหลังพุทธปรินิพพาน ได้ ๘ วัน เมื่อโทณพราหมณ์ ได้ทำหน้าที่จัดสรรพระบรมสาริกธาตุให้กษัตริย์จาก ๘ นครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเวลานั้น คณะราชทูตจากอาณาจักรพรรดิโมริยะแห่งเมืองปิปผลิวันได้เดินทางมาเข้าพบเพื่อขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานในเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้ชาวเมืองบิปผลิวันได้สักการะบูชา โดยให้เหตุผลว่าพระพุทธองค์และกษัตริย์แห่งโมริยะต่างประสูติในวรรณะกษัตริย์เช่นเดียวกัน ทว่าเนื่องจากพระบรมสาริกธาตุถูกแบ่งไปจนหมดสิ้นแล้ว กษัตริย์โมริยะแห่งเมืองปิปผลิวันจึงได้รับพระอังคารของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทูตแห่งจักรพรรดิโมริยะจึงนำพระอังคาร (เถ้าถ่าน) กลับไปประดิษฐาน ณ สถูปโบราณในบ้านเมืองของตน
หลังจากได้ทราบข้อเท็จจริงเรื่อง "จักรพรรดิโมริยะ" จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว หากผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับความจริงของการมีอยู่จริงของอาณาจักรโมริยะตามโดยอาศัยเหตุผล และคาดคะเนความจริงของจักรพรรดิโมริยะแล้ว โดยผู้เขียนใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริง แต่เมื่อผู้เขียนเป็นมนุษย์ที่มีอายตนะภายในที่มีความสามารถในการรับรู้เรื่อง"อาณาจักรโมริยะ" ได้จำกัด และมีความลำเอียงเข้าข้างผู้อื่นโดยเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความไม่รู้ ชีวิตของผู้เขียนจึงเต็มไปด้วยความมืดมนเฉกเช่นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล เมื่อใช้เหตุผลอธิบายความจริงของเรื่องนี้ บางครั้งผู้เขียนอาจให้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง บางครั้งอาจให้เหตุผลไม่ถูกต้องก็ได้เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ เมื่อคำตอบเกี่ยวกับอาณาจักรโมริยะยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจึงไม่เชื่อถือความคิดเห็นเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจากหลักฐานเอกสารในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณจะยืนยันว่า อาณาจักรโมริยะนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่าอาณาจักรโมริยะตั้งอยู่บริเวณใดในอนุทวีปอินเดีย เมื่อผู้เขียนตรวสอบแผนที่โบราณของอินเดียบนอินเตอร์เน็ตแล้ว ก็ไม่พบหลักฐานการที่กล่าวถึงอาณาจักรโมริยะ อย่างไรก็ตาม ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณยืนยันว่า พระเจ้ามัลละแห่งเมืองกุสินาราทรงได้มอบพระอังคาร (เถ้ากระดูก) ของพระพุทธเจ้า ให้คณะราชทูตแห่งราชอาณาจักรโมริยะไป ประดิษฐานในเจดีย์ในอาณาจักรโมริยะ เป็นบริบททางสังคมที่เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๘ วัน เมื่อทราบข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ในลักษณะนี้ ผู้เขียนจึงวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐาน โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงว่า เมื่ออาณาจักรโมริยะสร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระอังคารของพระพุทธเจ้าไว้ในเมืองใด สถานที่ดังกล่าวคือที่ตั้งของอาณาจักรโบราณโมริยะ
ในการสืบค้นที่ตั้งของอาณาจักรโมริยะยุคแรกเริ่มนี้ แม้จะทำได้ยากจากแผนที่โบราณทั่วไป แต่ในเวลาต่อมา หลักฐานทางโบราณคดีได้เปิดเผยความจริงขึ้น นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ขุดค้นซากสถูปขนาดใหญ่สูง ๒๖ เมตร ณ เมือง Lauria Nandangarh ในเขตWest Champaran ของรัฐ Bihar เมือง Lauria Nandangarh ซึ่งเชื่อว่าเป็น "สถูปพระอังคาร" (Ashes Stupa) ตามที่ระบุในคัมภีร์ พร้อมทั้งยังพบเสาอโศก (Ashoka Pillar) สูง 32 ฟุตตั้งตระหง่านอยู่ ร่องรอยเหล่านี้ยืนยันว่า ชุมชนการเมืองโบราณของอาณาจักรเมารยะ มีศูนย์กลางที่ตั้งมั่นอยู่ห่างจากเมืองปัฏตาลีบุตร (ปัฏนา) ไปทางเหนือประมาณ ๒๒๑ กิโลเมตร
จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์;ชนวนเหตุจากกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
ปัจจัยสำคัญที่พลิกโฉมให้อาณาจักรเมารยะขนาดเล็กก้าวขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ ผู้ครอบครองอนุทวีปอินเดีย เกิดขึ้นในช่วงประมาณเมื่อพ.ศ. ๒๑๗ ( ๓๒๖ปีก่อนคริสต์ศักราช) เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย ได้กรีฑาทัพบุกโจมตีแคว้นต่าง ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียโบราณ ทรงพิซิตเมืองตักศิลาและเอาชนะพระเจ้าปอโรสแห่งแคว้นเปารวะ (ปัญจาบ) ได้สำเร็จก่อนที่กองทัพกรีกจะถอยทัพกลับและพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา
สูญญากาศทางการเมืองนี้ ส่งผลให้แคว้นปัญจาบประกาศเอกราช เกิดความระส่ำระสายและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจไปทั่วอนุทวีป พระเจ้าจันทรคุปต์เมารยะ จึงทรงฉวยโอกาสทองนี้รวบรวมกำลังพลขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงทำสงครามโค่นล้มราชวงศ์นันทะแห่งอาณาจักรมคธได้สำเร็จ และสถาปนากรุงปัฏตาลีบุตรขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจ จากนั้นจึงแผ่ขยายอิทธิพลปราบปรามแคว้นต่าง ๆ รวมถึงดินแดนอาณาจักรสักกะและโกลิยะโบราณ ซึ่งหลักฐานอนุมานได้จากเสาอโศกที่ปักไว้ ณ สวนลุมพินี และเมืองเทวทหะโบราณ เคยเป็นเมืองขึ้นของจักรพรรดิเมาริยะมาก่อน เป็นต้น
ข้อเท็จจริงสำคัญ : เหตุใดเมารยะจึงเป็น "มหาอำนาจของโลก"
เพื่อธิบายให้ชัดเจนว่า อาณาจักรเมารยะ ไม่ได้เป็นเพียงรัฐใหญ่ในอินเดีย แต่เป็น "มหาอำนาจโลก"ในยุคโบราณจำเป็นต้องระบุข้อเท็จจริง ๓ ประการนี้เพิ่มเติม :
๑. จาณักยบัณฑิต(กบิลพราหมณ์) และคัมภีร์อรรถศาสตร์ : เบื้องหลังความสำเร็จของพระเจ้าจันทรคุปต์คือเสนาธิการนามว่า "จาณักยะ" (หรือวิษณุคุปต์) ผู้แต่งคัมภีร์ "อรรถศาสตร์" ตำราพิชัยสงครามและการปกครองที่ล้ำยุค ซึ่งเป็นรากฐานในการวางระบบจัดเก็บภาษี ระบบสายลับ และการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นเอกภาพ
๒.แสนยานุภาพทางทหารที่สะเทือนโลก : จากการบันทึกของเมกกาสเทนิส ( Megasthenes) ทูตชาวกรีก ที่เดินทางมายังกรุงปัฏตาลีบุตร ระบุว่ากองทัพเมารยะในยุคนั้นมีขนาดมหึมา ประกอบด้วยทหาราบ ๖๐๐,๐๐๐ นาย ทหารม้า๓๐,๐๐๐ นายและกองทัพช้างอีก ๙,๐๐๐ เชือก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยุคโบราณ แม้แต่ทายาทของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์อย่าง "พระเจ้าเซลูคัสที่๑ นิเคเตอร์" ยังต้องยอมสงบศึกและส่งพระราชธิดามาอภิเษกสมรสกับพระเจ้าจันทรคุปต์
๓.การทูตและโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล : จักรพรรดิเมารยะ มีการติดต่อทางการทูตกับอาณาจักรกรีกโบราณ อิยิปต์และซีเรีย มีการตัดถนนสายหลักเชื่อมจากปากแม่น้ำคงคา ไปจนถึงตะวันตกเฉียงเหนือ (อัฟกานิสถานในปัจจุบัน) เอื้อต่การค้าและการทหารระดับโลกจนกระทั่งก้าวสูยุคทองสูงสุดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เปลี่ยนจากการแผ่อำนาจด้วยอาวุธ(วิชยธรรม) มาเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศทั่วโลก
บทสรุป จากจุดเริ่มต้น ในฐานะราชอาณาจักร ผู้ได้รับส่วนแบ่ง "พระอังคาร" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่ปรากฎในพระไตรปิฏก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) อาณาจักรเมารยะได้วิวัฒนาการผ่านสถานการณ์ความผันผวนทางการเมือง ระดับโลก จนกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ การผสมผสานระหว่างปัญญาเชิงรัฐศาสตร์ของจาณักยะ ความกล้าหาญของพระเจ้าจันทรคุปต์ และการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้จารึกชื่อของ "เมารยะ" ให้เป็นมหาอำนาจที่แท้จริงในหน้าประวัติศาสตร์โลกอย่างที่นักประวัติศาสตร์ และนักการเมืองของโลกไม่อาจปฏิเสขได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น