The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2567

องค์ประกอบที่สองของพุทธศาสนา คือหลักธรรมและคำสอน


The Second Element  of Buddhism  is its Doctrines  and Teaching 

คำสำคัญ: หลักธรรมคำสอน  พระพุทธศาสนา

บทนำ

   
            โดยทั่วไปแล้ว   เจ้าชายสิทธัตถะประสูติในวรรณะกษัตริย์ ทรงมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองประเทศ ตามวรรณะของพระองค์         หลังจากสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์จำนวน ๑๘ สาขาวิชาแล้ว พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาแห่งราชวงศ์โกลิยะ และทรงมีพระราชโอรส ๑ พระองค์   เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับอย่างสุขสบายพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวน ๔๐,๐๐๐ คนในปราสาท ๓ หลังภายในเขตพระราชวังกบิลพัสดุ์  หลังจากทรงเพลิดเพลินกับความสุขทางโลกเหล่านี้มาหลายปี พระองค์ฺทรงเริ่มเบื่อหน่ายในความสุขเหล่านี้และทรงตัดสินพระทัยเสด็จเยี่ยมประชาชนและท่องเที่ยวในสวนหลวงของเมืองกบิลพัสดุ์ 

            ขณะท่องเที่ยวในเมืองกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงพบจัณฑาล นักโทษที่ละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และประเพณีของระบบวรรณะ  เนื่องจากพวกเขากระทำความผิดข้อหาการมีเพศสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น  พระพรหมจึงลงโทษสำหรับพวกเขาที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ซึ่งเป็นการลงโทษทางสังคมตามพระประสงค์ของพระพรหม บทลงโทษนี้คือการขับไล่ออกจากบ้านตลอดชีวิต พวกเขาจะสูญเสียสิทธิ และหน้าที่ตามระบบวรรณะไปตลอดชีวิตและไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคมได้   เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาจัณฑาล ต้องใช้ชีวิตอยู่ในวัยชรา เจ็บป่วยและตายบนท้องถนนและเห็นเหล่าฤาษีแสวงหาสัจธรรมของชีวิต  พระองค์จึงทรงครุ่นคิดถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขาอยู่หลายวัน ด้วยความสงสัยในธรรมชาติของมนุษยชาติ   เพื่อหาวิธีช่วยเหลือจัณฑาลให้พ้นจากความทุกข์และความมืดมิด  

            เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากเหล่าปุโรหิต เมื่อพระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริงว่า พระพรหมได้ลงโทษพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ทรงไม่ได้เชื่อข้อเท็จจริงในทันที พระองค์ทรงสงสัยในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะพระองค์ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชา  เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น    หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงประกอบพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เอง พระองค์จะสูญเสียสิทธิ และหน้าที่ตามวรรณะกษัตริย์ทันที    นอกจากนี้พระองค์จะยังถูกลงโทษโดยพระพรหม     โดยพระพรหมทรงบัญชาให้สมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะมีหน้าที่บังคับใช้กฏหมายวรรณะ โดยการเนรเทศพระองค์ออกพระราชวังกบิลพัสดุ์ตลอดชีวิต ด้วยเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีความเมตตาและพระกรุณาต่อจัณฑาลและมนุษย์ทั่วโลก  พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ ด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานคือพราหมณ์ ผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้า ซึ่งสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้ เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว  พระองค์ทรงใช้คำให้การของพยานเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้จากข้อมูลดังกล่าว   เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น  โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น   

                เมื่อเราศึกษาความเป็นของศาสนาพราหมณ์ จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   เราจึงได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ว่า ในช่วงเวลาที่ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองที่สุด ผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆต้องเผชิญกับภัยอันตราย  ๕  ประการได้แก่ อัคคีภัย  อุทกภัย ภัยพิบัติจากการบูชายัญสัตว์ การลักขโมย การ ประพฤติผิดในกาม  การโกหกและความประมาท  เป็นต้น  เมื่อชาวเมืองสักกะเผชิญกับความยากลำบากของชีวิต   ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน เพราะมีอายตนะภายในของร่างกายมีความสามารถจำกัดในการรับรู้ และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง  ชีวิตของชาวสักกะ จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์  จึงขาดความสามารถในการใช้เหตุผลอธิบายความจริงของชีวิตได้อย่างมีเหตุผล พวกเขาจำเป็นต้องแสวงหาที่พึ่งอันประเสริฐของตนเอง  

                  เมื่อชาวอนุทวีปอินเดียเคารพนับถือพราหมณ์อารยัน ผู้มีชื่อเสียง  พวกเขาจึงเดินทางไปยังวัดต่าง ๆ  เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาชีวิต  ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าพราหมณ์เหล่านั้น มีความสามารถพิเศษหรือปัญญาที่เรียกว่า "ญาณหยังรู้" (insight)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้า   เช่น  พระพรหม  พระอิศวร เป็นต้น เนื่องจากพราหมณ์เหล่านี้ บางคนเป็นนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาพวกเขามักแสดงความคิดเห็นของตนเอง และคาดคะเนความจริงของเรื่องราวเหล่านี้ โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญา ใช้เพื่ออธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ พวกเขายังสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านการบูชายัญถวายวัตถุล้ำค่าต่าง ๆ  เพื่อขอความช่วยเหลือให้บรรลุความปรารถนาในชีวิต  เป็นต้น    

         อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุผลของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกวิทยาและนักปรัชญา ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในจำกัดและมีอคติต่อผู้อื่น ได้นำพาชีวิตของนักตรรกวิทยาและนักปรัชญาเหล่านี้ไปสู่ความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ พวกเขาจึงขาดความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างมีเหตุผล  เมื่อแสดงทัศนะของตนเองในฐานะนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาต่อสังคม บางคนอาจใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง  บางคนอาจใช้เหตุผลอย่างไม่ถูกต้อง  บางคนอาจใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือลักษณะนั้นก็ได้   เมื่อนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อได้ฟังความคิดเห็นของนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาแล้ว  จะไม่เชื่อความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริงของเรื่องนั้น     ๆ           

             ดังนั้นในสมัยพุทธกาล ผู้คนจึงแสวงหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณ เช่น พราหมณ์อารยันและพราหมณ์มิลักขะ เพื่อคำแนะนำในการแก้ปัญหาชีวิต โดยการบูชาพระพรหมและพระอิศวร เพื่อช่วยให้พวกเขาบรรลุความปรารถนา     อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ของการบูชาเทพเจ้ากลับกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เมื่อการบูชาเทพเจ้าของพราหมณ์อารยันและเทวดาของพราหมณ์มิลักขะสร้างรายได้มหาศาล เพือความปลอดภัยของประเทศ  และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของการบูชาสำหรับพราหมณ์อารยัน      มหาราชาแห่งรัฐต่าง ๆ ประกาศคำสอนของศาสนาพราหมณ์เป็นกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี โดยอ้างว่าเมื่อพระพรหมสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์  พระพรหมจึงสร้างวรรณะสำหรับมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่พวกเขาเกิดมา  เมื่อประกาศคำสอนเหล่านี้เป็นกฎหมายวรรณะแล้ว   ย่อมมีสภาพบังคับที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย  กล่าวคือ ห้ามมิให้บุคคลเพศสัมพันธ์กับบุคคลในวรรณะอื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะอื่น  หากผู้ใดกระทำการดังกล่าว ถือว่าเป็นผู้ละเมิดคำสอนของศาสนาและกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง และพระพรหมจะลงโทษ โดยสังคมจะขับไล่ออกจากบ้านเรือนตลอดชีวิต พวกเขาจะสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมไปตลอดชีวิต ไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมเดิมเพื่อรับสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมได้ 

           เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ชาวสักกะเผชิญอยู่       พวกเขาไม่มีทางเลือกในเส้นทางของชีวิตตนเอง  ชีวิตของพวกเขาถูกกำหนดให้มืดมนชั่วนิรันดร์  อย่างไรก็ตาม    พระองค์ทรงเมตตากรุณาต่อชาวสักกะและทรงช่วยให้พวกเขาพ้นจากความมืดมนนี้     แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาด้านศิลปศาสตร์  แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าได้โดยตรงผ่านพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เอง เพราะหากพระองค์ทรงทำพิธีกรรมบูชาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น    ถือเป็นความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้ายังไม่ชัดเจน   พระองค์จึงทรงสืบเสาะหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น คำให้การของปุโรหิตที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ  เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง  โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา มาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ 

            เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบปัญหาจัณฑาลในแคว้นสักกะนั้น  เกิดจากการที่ผู้คนทุกวรรณะในแคว้นสักกะกระทำผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ ด้วยการมีเพศสัมพันธ์์กับผู้คนต่างวรรณะ พวกเขาจึงถูกสังคมลงโทษด้วยการขับไล่ออกจากบ้านเรือนไปตลอดชีวิต พวกเขาต้องหลบหนีไปอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์ พระนครเทวทหะ      เป็นต้นเมื่อพระองค์ทรงถามพราหมณ์ว่า พวกเขาสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกขึ้นโดยอาศัยคำสอนของครูบาอาจารย์ของตน     โดยพวกเขาเชื่อว่ามีพระพรหมและพระอิศวรเนื่องจากพราหมณ์ในรุ่นก่อนเคยเห็นพระพรหมและพระอิศวรในแคว้นสักกะมาก่อน    พระพรหมเป็นผู้ที่สร้างมนุษย์ และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา แต่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่า พระพรหมมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? แต่ไม่มีใครตอบได้  
        
            เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำให้การของปุโรหิตแล้ว  พระองค์ก็ทรงตระหนักว่าแม้ปุโรหิต จะอ้างว่าสื่อสารกับเทพเจ้าเป็นประจำผ่านการบูชายัญแต่เนื่องจากไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระพรหมได้ คำให้การของปุโรหิตเหล่านั้น จึงไม่น่าเชื่อถือว่าพวกเขาสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เชื่อการมีอยู่ของเทพเจ้า   หากพระองค์จะทรงบูชายัญเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกกฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถทำได้ จะเป็นการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง เพราะกฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น  เมื่อความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าตามที่ปุโรหิตกล่าวอ้าง  กลายเป็นสงสัยและพระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าเป็นความจริง พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ โดยเสนอร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ อย่างไรก็ตาม    เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอนั้น เป็นการยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วและเป็นร่างกฎหมายที่ขัดแย้ง หรือขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของราชอาณาจักรสักกะ   พวกเขาจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ ปฏิเสขร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอ เป็นต้น

          เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์  พระองค์ทรงแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต  เพื่อพิสูจน์ว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมา ดังที่พราหมณ์ได้สอนไว้   อย่างไรก็ตาม  เมื่อพระองค์ทรงศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส กาลามโคตร,   อุททกดาบส  พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปีในการค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘    พระองค์ทรงปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุความจริงของชีวิตมนุษย์ คือความรู้ในระดับอภิญญา ๖ ประการ    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 

           ผู้เขียนอนุมานว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ครอบคลุมทั้งหลักธรรมและการปฏิบัติที่นำไปสู่สัจธรรมของชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการสากลที่ มนุษย์ทุกคนสามารถนำไปใช้      เพื่อบรรลุสัจธรรมของชีวิตได้ โดยไม่เลือกปฏิบัติเช่นเดียวกับกฎหมายวรรณะ ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าศาสนาพราหมณ์จะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาคือ จะมีหลักคำสอน และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้บรรลุสัจธรรมของการมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านการบูชายัญ แต่สิทธิและหน้าที่ในการศึกษาคำสอนและการประกอบพิธีกรรมบูชายัญนั้น เป็นของวรรณะพราหมณ์โดยเฉพาะ ดังนั้นการบูชายัญเพื่อบรรลุสัจธรรมของการดำรงอยู่ของเทพเจ้าไม่ใช่หลักการสากลที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะโดยการสมสู่กับคนต่างวรรณะและปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น  จะถูกลงโทษโดยพระพรหม จะต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะไปตลอดชีวิต และไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคมได้  เป็นต้น  

          เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ง่าย  ๆ  โดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากนัก ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายหลักแห่งการเกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกันในคำสอนต่าง ๆ ที่เรียกว่า "หลักปฏิจจสมุปบาท"  เพื่อให้สาวกของพระองค์เข้าใจได้ง่ายขึ้น  เมื่อฤาษีทั้งห้าได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์    พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับสังสารวัฏ ความตายและการเกิดใหม่,   วิชชา ๓, และหลักกรรม  เป็นต้น   เมื่อพวกเขาเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติมรรค ๘  ประการ  พวกเขาได้บรรลุอภิญญา ๖ ประการ

            เมื่อผู้เขียนพบหลักฐานเรื่องนี้ในไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรคภาค ๑ ธัมมจักปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา  ข้อ ๑๓.ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกับพระภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่สุดสองอย่างนี้บรรพชิตไม่พึ่งเสพคือ กามสุขัลลิกานุโยคในกามทั้งหลาย (การดื่มด่ำกับความสุขทางประสาทสัมผัส) ซึ่งเป็นความจริง (ธรรม) อันทราม (ทางเสื่อม) เป็นของชาวบ้านที่เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อัตตกิลมถานุโยค (การสร้างความลำบากและทุกข์ทรมานแก่ตน) เป็นทุกข์ไม่ใช่ของพระอริย ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 

         ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น   นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อสงบเพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน

            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั่น เป็นไฉน  ? ปฏิปทาสายกลาง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละคือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลคือ ปฏิปทาสายกลางนั้น  ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน".  

          จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่กล่าวถึงข้างต้น และจาการฟังข้อเท็จจริงว่าพระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าแก่พระปัญจวัคคีย์คือ "ธัมมจักรกัปวัตนสูตร" เน้นย้ำว่าชีวิตของภิกษุไม่ควรดำเนินไปเหมือนฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง :       

                ๑. กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึงการหลุ่มหลงในความสุขทางประสาทสัมผัส   โดยทั่วไปแล้ว  มนุษย์รับรู้รูป  เสียง  กลิ่น       รส  โผฏฐัพพะ     และธัมมารมย์     ผ่านอายตนะภายในของตนเองและเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ             อย่างไรก็ตามตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น      ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงการรับรู้และรวบรวมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น     แต่ยังเกี่ยวกับข้องกับธรรมชาติของการเป็นนักคิดด้วย   เมื่อรับรู้รูป    เสียง   กลิ่น รส  โผฏฐัพพะและสิ่งต่าง ๆ ในจิตใจ เมื่อจิตใจจะตีความข้อมูลทางอารมณ์เหล่านี้ เป็นความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นำไปสู่ความชอบใจ      ความสุข   และความปรารถนาที่จะได้มา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเพื่อสนองความต้องการของตนเอง    เป็นต้น

         - การยึดติดกับความสุขทางประสาทสัมผัส   หรือวัตถุสิ่งของมากเกินไปเกินกว่าความจำเป็นในชีวิตประจำวัน     เช่น การมีรถยนต์ที่ไม่จำเป็นมากว่าหนึ่งคันที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน      ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องหรือค่าเครื่องประดับมีแพงเกินความจำเป็น เป็นต้น 
 
          - คำว่า"เสียง"  หมายถึงการใช้ชีวิตจมอยู่กับชีวิตกลางคืนก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายรายวันจำนวนมาก 
        -กลิ่นหอมของน้ำหอม และพืชพรรณนานาชนิดที่ผู้คนมักแสวงหาเพื่อชื่นชมและดมกลิ่นอยู่เสมอ  เป็นต้น.  
          - รสชาติของอาหารราคาแพง  ที่ผู้คนแสวงหาเพื่อรับประทาน  
          - ตัณหา   ความลุ่มหลงในร่างกายมนุษย์  เป็นความลุ่มหลงในสิ่งไม่เที่ยงแท้เกิดขึ้น   ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ  แล้วก็สลายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ   เป็นต้น

         ๒. อัตตกิลมถานุโยค (ความทุกข์ที่เกิดจากตนเอง)   การปฏิบัติธรรมอย่างสุดโต่งและเข้มงวดจนทรมานร่างกายถึงขั้นผอมแห้ง    และทุกข์ทรมานนั้นเป็นความพยายามที่ไร้ประโยชน์ ในบางกรณีอาจนำไปสู่ความตายได้ ดังเช่น พ่อแม่ของพระมหาวีระ   ผู้ก่อตั้งศาสนาเชน  ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นโดยไม่สามารถชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสได้  ดังนั้น การปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดจึงเป็นความพยายามที่สูญเปล่า และไม่นำไปสู่การตรัสรู้หรือการหลุดพ้นใด ๆ ได้. 
 
                 จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น   ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนนักพรตทั้งห้าว่าการปฏิบัติของพระองค์ ซึ่งอิงจากประสบการณ์ชีวิตของพระองค์นั้น เป็นวิธีทรงเคยปฏิบัติมานั้นมาสอนแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ควรปฏิบัติตาม  เพราะไม่นำไปสู่การตรัสรู้ หรือบรรลุซึ่พลังเหนือธรรมชาติ(อภิญญา) ได้   

3 ความคิดเห็น:

จุรีภรณ์ พรหมกระโทก กล่าวว่า...

อ่านแล้วทำให้รู้ถึงประวัติพระพุทธศาสนามากขึ้น

ส.ท อภิสิทธิ์ วงษ์ทอง 6606504318 กล่าวว่า...

สาธุๆๆๆ🥰😇

ส.ท อภิสิทธิ์ วงษ์ทอง 6606504318 กล่าวว่า...

สาธุๆๆๆๆๆ🥰😇

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ