The Second Element of Buddhism is its Doctrines and Teaching
คำสำคัญ: หลักธรรมคำสอน พระพุทธศาสนา

บทนำ
โดยทั่วไปแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะประสูติในวรรณะกษัตริย์ ทรงมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองประเทศ ตามวรรณะของพระองค์ หลังจากสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์จำนวน ๑๘ สาขาวิชาแล้ว พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาแห่งราชวงศ์โกลิยะ และทรงมีพระราชโอรส ๑ พระองค์ เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับอย่างสุขสบายพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวน ๔๐,๐๐๐ คนในปราสาท ๓ หลังภายในเขตพระราชวังกบิลพัสดุ์ หลังจากทรงเพลิดเพลินกับความสุขทางโลกเหล่านี้มาหลายปี พระองค์ฺทรงเริ่มเบื่อหน่ายในความสุขเหล่านี้และทรงตัดสินพระทัยเสด็จเยี่ยมประชาชนและท่องเที่ยวในสวนหลวงของเมืองกบิลพัสดุ์
ขณะท่องเที่ยวในเมืองกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงพบจัณฑาล นักโทษที่ละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และประเพณีของระบบวรรณะ เนื่องจากพวกเขากระทำความผิดข้อหาการมีเพศสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น พระพรหมจึงลงโทษสำหรับพวกเขาที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ซึ่งเป็นการลงโทษทางสังคมตามพระประสงค์ของพระพรหม บทลงโทษนี้คือการขับไล่ออกจากบ้านตลอดชีวิต พวกเขาจะสูญเสียสิทธิ และหน้าที่ตามระบบวรรณะไปตลอดชีวิตและไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคมได้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาจัณฑาล ต้องใช้ชีวิตอยู่ในวัยชรา เจ็บป่วยและตายบนท้องถนนและเห็นเหล่าฤาษีแสวงหาสัจธรรมของชีวิต พระองค์จึงทรงครุ่นคิดถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขาอยู่หลายวัน ด้วยความสงสัยในธรรมชาติของมนุษยชาติ เพื่อหาวิธีช่วยเหลือจัณฑาลให้พ้นจากความทุกข์และความมืดมิด
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากเหล่าปุโรหิต เมื่อพระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริงว่า พระพรหมได้ลงโทษพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ทรงไม่ได้เชื่อข้อเท็จจริงในทันที พระองค์ทรงสงสัยในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะพระองค์ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชา เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงประกอบพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เอง พระองค์จะสูญเสียสิทธิ และหน้าที่ตามวรรณะกษัตริย์ทันที นอกจากนี้พระองค์จะยังถูกลงโทษโดยพระพรหม โดยพระพรหมทรงบัญชาให้สมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะมีหน้าที่บังคับใช้กฏหมายวรรณะ โดยการเนรเทศพระองค์ออกพระราชวังกบิลพัสดุ์ตลอดชีวิต ด้วยเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีความเมตตาและพระกรุณาต่อจัณฑาลและมนุษย์ทั่วโลก พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ ด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานคือพราหมณ์ ผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้า ซึ่งสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้ เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว พระองค์ทรงใช้คำให้การของพยานเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้จากข้อมูลดังกล่าว เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น
เมื่อเราศึกษาความเป็นของศาสนาพราหมณ์ จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราจึงได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ว่า ในช่วงเวลาที่ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองที่สุด ผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆต้องเผชิญกับภัยอันตราย ๕ ประการได้แก่ อัคคีภัย อุทกภัย ภัยพิบัติจากการบูชายัญสัตว์ การลักขโมย การ ประพฤติผิดในกาม การโกหกและความประมาท เป็นต้น เมื่อชาวเมืองสักกะเผชิญกับความยากลำบากของชีวิต ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน เพราะมีอายตนะภายในของร่างกายมีความสามารถจำกัดในการรับรู้ และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ชีวิตของชาวสักกะ จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ จึงขาดความสามารถในการใช้เหตุผลอธิบายความจริงของชีวิตได้อย่างมีเหตุผล พวกเขาจำเป็นต้องแสวงหาที่พึ่งอันประเสริฐของตนเอง
เมื่อชาวอนุทวีปอินเดียเคารพนับถือพราหมณ์อารยัน ผู้มีชื่อเสียง พวกเขาจึงเดินทางไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาชีวิต ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าพราหมณ์เหล่านั้น มีความสามารถพิเศษหรือปัญญาที่เรียกว่า "ญาณหยังรู้" (insight) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้า เช่น พระพรหม พระอิศวร เป็นต้น เนื่องจากพราหมณ์เหล่านี้ บางคนเป็นนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาพวกเขามักแสดงความคิดเห็นของตนเอง และคาดคะเนความจริงของเรื่องราวเหล่านี้ โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญา ใช้เพื่ออธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ พวกเขายังสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านการบูชายัญถวายวัตถุล้ำค่าต่าง ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือให้บรรลุความปรารถนาในชีวิต เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุผลของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกวิทยาและนักปรัชญา ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในจำกัดและมีอคติต่อผู้อื่น ได้นำพาชีวิตของนักตรรกวิทยาและนักปรัชญาเหล่านี้ไปสู่ความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ พวกเขาจึงขาดความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างมีเหตุผล เมื่อแสดงทัศนะของตนเองในฐานะนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาต่อสังคม บางคนอาจใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง บางคนอาจใช้เหตุผลอย่างไม่ถูกต้อง บางคนอาจใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือลักษณะนั้นก็ได้ เมื่อนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อได้ฟังความคิดเห็นของนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาแล้ว จะไม่เชื่อความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริงของเรื่องนั้น ๆ
ดังนั้นในสมัยพุทธกาล ผู้คนจึงแสวงหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณ เช่น พราหมณ์อารยันและพราหมณ์มิลักขะ เพื่อคำแนะนำในการแก้ปัญหาชีวิต โดยการบูชาพระพรหมและพระอิศวร เพื่อช่วยให้พวกเขาบรรลุความปรารถนา อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ของการบูชาเทพเจ้ากลับกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เมื่อการบูชาเทพเจ้าของพราหมณ์อารยันและเทวดาของพราหมณ์มิลักขะสร้างรายได้มหาศาล เพือความปลอดภัยของประเทศ และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของการบูชาสำหรับพราหมณ์อารยัน มหาราชาแห่งรัฐต่าง ๆ ประกาศคำสอนของศาสนาพราหมณ์เป็นกฎหมายวรรณะ ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี โดยอ้างว่าเมื่อพระพรหมสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์ พระพรหมจึงสร้างวรรณะสำหรับมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่พวกเขาเกิดมา เมื่อประกาศคำสอนเหล่านี้เป็นกฎหมายวรรณะแล้ว ย่อมมีสภาพบังคับที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ ห้ามมิให้บุคคลเพศสัมพันธ์กับบุคคลในวรรณะอื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะอื่น หากผู้ใดกระทำการดังกล่าว ถือว่าเป็นผู้ละเมิดคำสอนของศาสนาและกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง และพระพรหมจะลงโทษ โดยสังคมจะขับไล่ออกจากบ้านเรือนตลอดชีวิต พวกเขาจะสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมไปตลอดชีวิต ไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมเดิมเพื่อรับสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิมได้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ชาวสักกะเผชิญอยู่ พวกเขาไม่มีทางเลือกในเส้นทางของชีวิตตนเอง ชีวิตของพวกเขาถูกกำหนดให้มืดมนชั่วนิรันดร์ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงเมตตากรุณาต่อชาวสักกะและทรงช่วยให้พวกเขาพ้นจากความมืดมนนี้ แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาด้านศิลปศาสตร์ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าได้โดยตรงผ่านพิธีกรรมบูชาด้วยพระองค์เอง เพราะหากพระองค์ทรงทำพิธีกรรมบูชาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ถือเป็นความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้ายังไม่ชัดเจน พระองค์จึงทรงสืบเสาะหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น คำให้การของปุโรหิตที่ปรึกษาของมหาราชาแห่งแคว้นสักกะ เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา มาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบปัญหาจัณฑาลในแคว้นสักกะนั้น เกิดจากการที่ผู้คนทุกวรรณะในแคว้นสักกะกระทำผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ ด้วยการมีเพศสัมพันธ์์กับผู้คนต่างวรรณะ พวกเขาจึงถูกสังคมลงโทษด้วยการขับไล่ออกจากบ้านเรือนไปตลอดชีวิต พวกเขาต้องหลบหนีไปอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์ พระนครเทวทหะ เป็นต้นเมื่อพระองค์ทรงถามพราหมณ์ว่า พวกเขาสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกขึ้นโดยอาศัยคำสอนของครูบาอาจารย์ของตน โดยพวกเขาเชื่อว่ามีพระพรหมและพระอิศวรเนื่องจากพราหมณ์ในรุ่นก่อนเคยเห็นพระพรหมและพระอิศวรในแคว้นสักกะมาก่อน พระพรหมเป็นผู้ที่สร้างมนุษย์ และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา แต่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่า พระพรหมมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? แต่ไม่มีใครตอบได้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำให้การของปุโรหิตแล้ว พระองค์ก็ทรงตระหนักว่าแม้ปุโรหิต จะอ้างว่าสื่อสารกับเทพเจ้าเป็นประจำผ่านการบูชายัญแต่เนื่องจากไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระพรหมได้ คำให้การของปุโรหิตเหล่านั้น จึงไม่น่าเชื่อถือว่าพวกเขาสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เชื่อการมีอยู่ของเทพเจ้า หากพระองค์จะทรงบูชายัญเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกกฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถทำได้ จะเป็นการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง เพราะกฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เมื่อความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าตามที่ปุโรหิตกล่าวอ้าง กลายเป็นสงสัยและพระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าเป็นความจริง พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ โดยเสนอร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอนั้น เป็นการยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วและเป็นร่างกฎหมายที่ขัดแย้ง หรือขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของราชอาณาจักรสักกะ พวกเขาจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ ปฏิเสขร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอ เป็นต้น
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมา ดังที่พราหมณ์ได้สอนไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส กาลามโคตร, อุททกดาบส พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปีในการค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ พระองค์ทรงปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุความจริงของชีวิตมนุษย์ คือความรู้ในระดับอภิญญา ๖ ประการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ผู้เขียนอนุมานว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ครอบคลุมทั้งหลักธรรมและการปฏิบัติที่นำไปสู่สัจธรรมของชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการสากลที่ มนุษย์ทุกคนสามารถนำไปใช้ เพื่อบรรลุสัจธรรมของชีวิตได้ โดยไม่เลือกปฏิบัติเช่นเดียวกับกฎหมายวรรณะ ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าศาสนาพราหมณ์จะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาคือ จะมีหลักคำสอน และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้บรรลุสัจธรรมของการมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านการบูชายัญ แต่สิทธิและหน้าที่ในการศึกษาคำสอนและการประกอบพิธีกรรมบูชายัญนั้น เป็นของวรรณะพราหมณ์โดยเฉพาะ ดังนั้นการบูชายัญเพื่อบรรลุสัจธรรมของการดำรงอยู่ของเทพเจ้าไม่ใช่หลักการสากลที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะโดยการสมสู่กับคนต่างวรรณะและปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น จะถูกลงโทษโดยพระพรหม จะต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะไปตลอดชีวิต และไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคมได้ เป็นต้น

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากนัก ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายหลักแห่งการเกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกันในคำสอนต่าง ๆ ที่เรียกว่า "หลักปฏิจจสมุปบาท" เพื่อให้สาวกของพระองค์เข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อฤาษีทั้งห้าได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับสังสารวัฏ ความตายและการเกิดใหม่, วิชชา ๓, และหลักกรรม เป็นต้น เมื่อพวกเขาเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติมรรค ๘ ประการ พวกเขาได้บรรลุอภิญญา ๖ ประการ
เมื่อผู้เขียนพบหลักฐานเรื่องนี้ในไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรคภาค ๑ ธัมมจักปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ข้อ ๑๓.ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกับพระภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่สุดสองอย่างนี้บรรพชิตไม่พึ่งเสพคือ กามสุขัลลิกานุโยคในกามทั้งหลาย (การดื่มด่ำกับความสุขทางประสาทสัมผัส) ซึ่งเป็นความจริง (ธรรม) อันทราม (ทางเสื่อม) เป็นของชาวบ้านที่เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อัตตกิลมถานุโยค (การสร้างความลำบากและทุกข์ทรมานแก่ตน) เป็นทุกข์ไม่ใช่ของพระอริย ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั่น เป็นไฉน ? ปฏิปทาสายกลาง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละคือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลคือ ปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน".
จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่กล่าวถึงข้างต้น และจาการฟังข้อเท็จจริงว่าพระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าแก่พระปัญจวัคคีย์คือ "ธัมมจักรกัปวัตนสูตร" เน้นย้ำว่าชีวิตของภิกษุไม่ควรดำเนินไปเหมือนฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง :
๑. กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึงการหลุ่มหลงในความสุขทางประสาทสัมผัส โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์รับรู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์ ผ่านอายตนะภายในของตนเองและเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตามตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงการรับรู้และรวบรวมข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับข้องกับธรรมชาติของการเป็นนักคิดด้วย เมื่อรับรู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและสิ่งต่าง ๆ ในจิตใจ เมื่อจิตใจจะตีความข้อมูลทางอารมณ์เหล่านี้ เป็นความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นำไปสู่ความชอบใจ ความสุข และความปรารถนาที่จะได้มา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เป็นต้น
- การยึดติดกับความสุขทางประสาทสัมผัส หรือวัตถุสิ่งของมากเกินไปเกินกว่าความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น การมีรถยนต์ที่ไม่จำเป็นมากว่าหนึ่งคันที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องหรือค่าเครื่องประดับมีแพงเกินความจำเป็น เป็นต้น
- คำว่า"เสียง" หมายถึงการใช้ชีวิตจมอยู่กับชีวิตกลางคืนก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายรายวันจำนวนมาก
-กลิ่นหอมของน้ำหอม และพืชพรรณนานาชนิดที่ผู้คนมักแสวงหาเพื่อชื่นชมและดมกลิ่นอยู่เสมอ เป็นต้น.
- รสชาติของอาหารราคาแพง ที่ผู้คนแสวงหาเพื่อรับประทาน
- ตัณหา ความลุ่มหลงในร่างกายมนุษย์ เป็นความลุ่มหลงในสิ่งไม่เที่ยงแท้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ แล้วก็สลายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ เป็นต้น
๒. อัตตกิลมถานุโยค (ความทุกข์ที่เกิดจากตนเอง) การปฏิบัติธรรมอย่างสุดโต่งและเข้มงวดจนทรมานร่างกายถึงขั้นผอมแห้ง และทุกข์ทรมานนั้นเป็นความพยายามที่ไร้ประโยชน์ ในบางกรณีอาจนำไปสู่ความตายได้ ดังเช่น พ่อแม่ของพระมหาวีระ ผู้ก่อตั้งศาสนาเชน ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นโดยไม่สามารถชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสได้ ดังนั้น การปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดจึงเป็นความพยายามที่สูญเปล่า และไม่นำไปสู่การตรัสรู้หรือการหลุดพ้นใด ๆ ได้.
จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนนักพรตทั้งห้าว่าการปฏิบัติของพระองค์ ซึ่งอิงจากประสบการณ์ชีวิตของพระองค์นั้น เป็นวิธีทรงเคยปฏิบัติมานั้นมาสอนแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ควรปฏิบัติตาม เพราะไม่นำไปสู่การตรัสรู้ หรือบรรลุซึ่พลังเหนือธรรมชาติ(อภิญญา) ได้

3 ความคิดเห็น:
อ่านแล้วทำให้รู้ถึงประวัติพระพุทธศาสนามากขึ้น
สาธุๆๆๆ🥰😇
สาธุๆๆๆๆๆ🥰😇
แสดงความคิดเห็น