The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567

องค์ประกอบแรกของพระพุทธศาส : ศาสดา


The first  element of Buddhism : The Founder 

บทนำ  

                  ศาสดาของศาสนาต่าง ๆ มีความรู้ และลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามศาสนานั้น ๆ     อย่างไรก็ตาม   โดยทั่วไปแล้ว ศาสดาในศาสนาต่าง ๆ นั้น  ถือว่าเป็นมนุษย์และมีลักษณะบางอย่างคล้ายคลึงกับศาสดาในพระพุทธศาสนา  โดยทั่วไปแล้วทุกศาสนาต้องมีศาสดา          ผู้นำทางจิตวิญญาณในคำสอนของศาสนานั้น ๆ             มีผู้ติดตามหรือผู้มีศรัทธานับมีพิธีกรรมเพื่อนำทางผู้ติดตามไปสู่สัจธรรมแห่งคำสอนนั้น  ๆ       และมีสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ผู้ศรัทธาสามารถปฏิบัติธรรม  เพื่อบรรลุสัจธรรมของคำสอนของศาสนานั้นได้ 

               ปัญหาคือใครคือศาสดา ?     จากการศึกษาศาสนาต่าง ๆ   ผู้เขียนพบว่ามีบุคคลจำนวนมากอ้างตัวว่าเป็นศาสดาหรือผู้นำของนิกายต่าง ๆ  อย่างไรก็ตาม  ตัวตนของผู้นำเหล่านี้ยังคงไม่ชัดเจน   พวกเขามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์หรือไม่  ?     เมื่อข้อมูลที่ได้ยินยังคงน่าสงสัย     ผู้เขียนจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน  เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว               ผู้เขียนจะใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์   โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะความจริงของเรื่องนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริง             โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา  เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับศาสดาของศาสนาเหล่านั้นอย่างมีเหตุผล ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้    

๑. องค์ประกอบของบุคลิกภาพและคุณลักษณะ   :  

               ๑.๑  ภาวะผู้นำ : ศาสดาพยากรณ์มักเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ  สามารถสร้างความไว้วางใจกับสาวกผู้ติดตาม        และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ  ศาสดาพยากรณ์สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น           กล่าวอีกนัยหนึ่ง   เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด  พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น     และความจริงขั้นปรมัตถ์  พวกเขาจึงไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงของชีวิตได้อย่างมีเหตุผล       พวกเขาต้องแสวงหาที่พึ่งในตนเอง ซึ่งรู้จักกันในว่า  "ผู้นำจิตวิญญาณ" ในพระพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัย  คือพระพุทธเจ้า   พระธรรมและพระสงฆ์    เป็นที่พึ่งของมนุษย์  ในศาสนาพราหมณ์มีเทพเจ้าหลายองค์เป็นที่พึ่งของมนุษย์      ผ่านการสื่อสารและพิธีกรรมการบูชาโดยพราหมณ์อารยัน  

              ในพุทธศาสนานั้น  พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ  รูปลักษณ์ของพระองค์ทรงมีลักษณะ  ๓๒ ประการของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ดังที่อธิบายไว้ในมหาปทานสูตร และลักขณสูตร  เป็นต้น    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ       และเสด็จออกบิณฑบาตรในเมืองราชคฤห์         รูปลักษณ์อันงดงามของพระองค์ทำให้ชาวเมืองราชคฤห์เกิดความเชื่อถือ       พวกเขาติดตามพระองค์และถวายทานแก่พระองค์ในขณะที่พรองค์ออกบิณฑบาตรเพื่อหาอาหาร     และพระองค์ทรงมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ชาวเมืองราชคฤห์  

               ๑.๒ ปัญญาและความรู้  :   ศาสดามักมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต  จักรวาล และสัจธรรม    บางครั้งความรู้นี้ถูกอ้างว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยในศาสนาเทวนิยม  ส่วนในศาสนาอเทวนิยม   เช่น พระพุทธศาสนา      พระพุทธเจ้าทรงมีความรู้ความเข้าใจในความจริงที่สมมติขึ้น          และความจริงขั้นปรมัตถ์ ด้วยการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘  ด้วยพระองค์เอง    กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้าศากยมุนี       เดิมทีพระองค์ทรงมีพระนามว่า "เจ้าชายสิทธัตถะ"      และทรงศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์  ๑๘  สาขา  หลังจากสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์       พระราชบิดาของพระองค์ทรงสร้างพระราชวัง ๓  แห่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์     และอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา          เจ้าชายสิทธัตถะทรงอยู่อย่างมีความสุขร่วมกับพระสนม ๔๐,๐๐๐ คน        เป็นเวลานานกว่า ๑๓ ปี   จนกระทั่งพระองค์ทรงพอพระทัยในความสุขที่ถูกจำกัดอยู่ในพระราชวังกบิลพัสดุ์       เมื่อพระองค์ทรงเบื่อหน่ายในความสุขเหล่านั้นแล้ว     พระองค์จึงทรงเสด็จไปทอดพระเนตรพระราชอุทยานในพระนครกบิลพัสดุ์  ในระหว่างเสด็จประพาสอยู่นั้น          เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นจัณฑาล ซึ่งเป็นนักโทษที่ถูกประชาชนในอาณาจักรสักกะ      ถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง     จึงถูกขับออกจากบ้านตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมได้อีกเลย      

                ๑.๓ คุณธรรม    ศาสดามักมีคุณธรรมสูง    เช่น ความเมตตา กรุณา ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์   ความอดทน      และความเสียสละ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น  ยกตัวอย่างเช่น     เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาเรื่องระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะที่ประชาชนถูกลงโทษโดยพระพรหม  เป็นต้น 

                 ๑.๔ ประสบการณ์พิเศษ :     บรรดาศาสดามักมีประสบการณ์พิเศษ เช่นการตรัสรู้        การได้รับวิวรณ์จากสิ่งเหนือธรรมชาติหรือการแสดงปาฏิหาริย์ซึ่งยืนยันความถูกต้องของคำสอนของพวกเขา  

๒.องค์ประกอบด้านคำสอนและหลักธรรม  

             ๒.๑ คำสอนทางศีลธรรม :   บรรดาศาสดามักนำเสนอคำสอนทางศีลธรรม  เพื่อชี้นำให้ผู้คนดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง มีคุณธรรมและมีความสุข 

             ๒.๒หลักปฏิบัติ : บรรดาศาสดามักกำหนดการปฏิบัติ เช่น   การสวดมนต์ การทำสมาธิ การรักษาศีล   และการทำบุญ  เพื่อให้ผู้คนสามารถปฏิบัติตามและบรรลุเป้าหมายทางจิตวิญญาณของตน

              ๒.๓เป้าหมายสูงสุด     ศาสดามักกำหนดเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เช่น การหลุดพ้นจากความทุกข์  การบรรลุธรรม  การเข้าถึงพระเจ้า หรือการกลับคืนสู่สวรรค์

             ๒.๔ความเชื่อและพิธีกรรม :  ศาสดามักมีส่วนสร้างความเชื่อ  พิธีกรรมและประเพณี เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าร่วมในพิธีกรรมและแสดงความศรัทธาของตนได้  

๓.องค์ประกอบของการเผยแพร่คำสอน  

              ๓.๑ การสอนและการเผยแพร่ :      ศาสดามักมีส่วนร่วมในการสร้างความศรัทธาและเผยแพร่คำสอน     เพื่อผู้คนได้เข้าใจและนำไปปฏิบัติ ดังนั้น  พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว  จึงทรงทดสอบผลแห่งการตรัสรู้ของพระองค์      โดยทรงเปิดเผยสัจธรรมของชีวิตมนุษย์และวัฏสงสาร   

              ๓.๒    การเขียนคัมภีร์ทางศาสนา :    ผู้นำทางศาสนามักมีส่วนร่วมในการเขียนคัมภีร์ ไม่ว่าจะเขียนคัมภีร์เองหรือให้ผู้อื่นบันทึกคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อให้คำสอนนั้นคงอยู่ตลอดไป  ดังนั้น   แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคต่าง  ๆ  ของอนุทวีปอินเดีย         แม้ว่าพระองค์จะไม่ได้ทรงเขียนพระไตรปิฎกขึ้นเองก็ตาม            แต่พระอานนท์ก็ทรงเป็นผู้ติดตามของพระพุทธเจ้า    และทรงสดับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าในหลายเรื่องที่พระองค์ทรงเทศนาไว้ในสถานที่ต่าง ๆ   มากมาย  

              ๓.๓   การสร้างชุมชนทางศาสนา :  ศาสดามักก่อตั้งชุมชนทางศาสนาหรือองค์กรขึ้น  เพื่อนำผู้คนมารวมตัวกันปฏิบัติธรรมและเผยแพร่คำสอน  เป็นต้น

                   อย่างไรก็ตาม    เนื่องจากองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสดา   ผู้ก่อตั้งศาสนายังไม่ชัดเจน     ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสดาขึ้นมา  เพื่อกำหนดขอบเขตของความรู้เกี่ยวกับศาสดาในศาสนานี้      โดยอ้างอิงตามนิยามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์        นิยามของ "ศาสดา"   หมายถึงผู้ก่อตั้งศาสนาต่าง ๆ       เช่น พระพุทธเจ้าศากยมุนี ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนาเพื่อเผยแผ่คำสอนเกี่ยวกับความจริงแห่งชีวิตมนุษย์และการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์  ๘           ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้บรรลุสัจธรรมของชีวิตที่เรียกว่า "อภิญญา ๖ ได้ 

           ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณเรียกว่า        "นิมิต ๔"         ซึ่งหมายถึงสิ่งที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเห็น  เช่น คนแก่ คนป่วย  คนตาย และนักบวช  เป็นต้น    เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีเมตตาต่อคนจัณฑาลเป็นอย่างยิ่ง       พระองค์ทรงคิดหาวิธีที่จะช่วยให้จัณฑาลหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในชีวิต       และกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมได้         ดังนั้น เมื่อพระองค์จึงทรงวินิจฉัยหาสาเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของจัณฑาล  โดยรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของปุโรหิต ผู้เป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินข้อเท็จจริงจากคำให้การของปุโรหิตที่ว่า  พระพรหมและพระอิศวรได้สร้างมนุษย์และวรรณะสำหรับมนุษย์ขึ้นมาจริง    เหล่าปุโรหิตยังยืนยันเรื่องนี้ว่า   พราหมณ์ในรุ่นก่อนเคยเห็นพระพรหมในอาณาจักรสักกะ           แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามประวัติของพระพรหมและพระอิศวรเป็นอย่างไร ?        ก็ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้   เมื่อประจักษ์พยานคือ        ปุโรหิตยังให้การคลุมเครือเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร     พระองค์จึงทรงไม่เชื่อว่าพระพรหมและพระอิศวรมีอยู่จริง      พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมโดยเสนอต่อรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ        ให้ยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี อย่างไรก็ตาม   กฏหมายไม่ได้รับการอนุมัติจากสมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ       เพราะการยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีนั้นขัดต่อหลักธรรมของกษัตริย์       ซึ่งเป็นหลักนิติธรรมในการปกครองประเทศที่เรียกว่า "หลักอปริหานิยธรรมมาตรา ๓"  เป็นต้น  

ธัมเมฆสถูปBy Manit Nitiphon
                  เมื่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายรัฐธรรมนูญของอาณาจักรสักกะ    เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสังคมของอาณาจักรสักกะ  เพราะพระองค์ทรงไม่อาจยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีได้      จึงถือเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสักกะ    และเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถประกอบพิธีบูชายัญ     เพื่อถวายเครื่องบูชาพระพรหมด้วยพระองค์เอง   เพื่อขอพรจากพระพรหมยกเลิกระบบวรรณะในแคว้นสักกะได้    เพราะขัดต่อกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  ที่ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญ

              เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดั่งนี้            พระองค์จึงทรงพิจารณาว่าหากพระองค์ยังทรงมีสิทธิ  เสรีภาพ           และหน้าที่ของวรรณะกษัตริย์อยู่  พระองค์ก็ทรงไม่สามารถแก้ไขปัญหาจัณฑาลได้        เมื่อพระองค์ทรงสงสัยในความมีอยู่ของพระพรหม         เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะ  เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์อารยันจริงหรือไม่  ?     

             แล้วเราจะรู้ความจริงนี้ได้อย่างไร ?  เมื่อการมีอยู่ของพระพรหมเป็นความรู้ที่เหนือขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์ แม้พราหมณ์ในนิกายต่าง ๆ  จะอ้างว่าสามารถเข้าถึงเทพเจ้าได้ด้วยการบูชายัญ    แต่การบูชายัญไม่ใช่หลักปฏิบัติสากลที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้     เพราะการมีอยู่ของเทพเจ้านััน สามารถเข้าถึงได้โดยวรรณะพราหมณ์เท่านั้น    ส่วนวรรณะอื่นไม่สามารถบูชายัญได้    หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีแล้ว       ผู้นั้นจะถูกลงโทษโดยคนในสังคม    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถทำบูชายัญต่อเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง  เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  ได้             พระองค์ทรงตัดสินพระทัยละทิ้งวรรณกษัตริย์และผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตเป็นเวลาหลายปี   ที่พระองค์ทรงเสด็จไปยังสถานที่ต่าง ๆ  เพื่อแสวงหาหนทางพัฒนาศักยภาพชีวิตเพื่อเข้าถึงเทพเจ้า       พระองค์ทรงค้นพบการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘  จนกระทั่งมีญาณทิพย์  และทรงเห็นดวงวิญญาณของสัตว์เล็กและใหญ่ไปเกิดในภพอื่น   เป็นต้น    พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงพัฒนาศักยภาพของชีวิต           จนกระทั่งพระองค์ตรัสรู้กฎแห่งธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเมื่อบุคคลตายไป       ส่วนวิญญาณจะออกจากร่างไปเกิดในภพอื่น      ส่วนวิญญาณจะไปเกิดใหม่ที่ไหนนั้น    ขึ้นอยู่กับกรรมที่สั่งสมไว้เป็นสัญญาในใจของผู้กระทำ            ถ้ากรรมดีเรียกว่า "กุศลกรรม"  วิญญาณของผู้กระทำก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี      หากกรรมชั่วเรียกว่า "อกุศลกรรม"  วิญญาณก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี"  เป็นต้น    

           เมื่อพระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงกฎธรรมชาติ   อันเป็นความรู้แจ้งที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์    หลังจากตรัสรู้พระองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์แต่ละคนมีจุดแข็งหรือจุดอ่อที่แตกต่างกัน      แต่มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพชีวิตได้            ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมีพระประสงค์เผยแผ่หลักธรรมแห่งชีวิตมนุษย์เพื่อให้ประชาชนในดินแดนต่าง  ๆ  ได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘  เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์  ปราศจากกิเลสตัณหา           จนปัจจุบันมีผู้ศรัทธานับหลายร้อยล้านคนดังนั้น    พระพุทธศาสนาจึงมีพระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงเป็นพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว     เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วทรงยกพระธรรมวินัยขึ้นเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา 

                 ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ผู้เขียนจึงสงสัยว่าพระพุทธเจ้าคือผู้ก่อตั้งศาสนาที่ปฏิรูปสังคมในพระไตรปิฎกหรือไม่ เหตุผลคืออะไร  ?     ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้      โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน              เมื่อมีหลักฐานเพียงพอหลักฐานเหล่านั้น             จะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ    เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา  ในการอธิบายความจริงคำตอบในเรื่องนี้             คำตอบที่ได้จากการคิดวิเคราะห์จะถูกเขียนขึ้นในรูปแบบของบทความวิเคราะห์    ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของประเทศไทย ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ     ที่เน้นให้นักเรียนนักศึกษาได้ศึกษาเชิงวิเคราะห์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า   พระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทยในต่างประเทศ      ได้ใช้บทความดังกล่าว ในการเทศนาสั่งสอนแก่ชาวพุทธทั่วโลกและใช้ในการบรรยายแก่ผู้แสวงบุญชาวไทยพุทธในสั่งเวชนียสถานทั้ง  ๔      แห่งในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล        ส่วนแนวทางการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้านั้น        จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตปริญญาเอกสาขาพระพุทธศาสนา   ปรัชญา   และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในการวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อให้ได้ผลลัพท์เป็นความรู้ที่สมเหตุสมผล เป็นต้น  
  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ