The First Element of Buddhism : The Founder

บทนำ
ศาสดาของศาสนาต่าง ๆ มีความรู้ และ ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามศาสนานั้น ๆ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ศาสดาในศาสนาต่าง ๆ นั้น ถือว่าเป็นมนุษย์และมีลักษณะบางอย่างคล้ายคลึงกับศาสดาในพระพุทธศาสนา โดยทั่วไปแล้ว ทุกศาสนาจะต้องมีผู้ก่อตั้ง ผู้นำทางจิตวิญญาณในคำสอนของศาสนานั้น ๆ ผู้ติดตามหรือผู้ศรัทธา พิธีกรรมเพื่อนำทางผู้ติดตามไปสู่สัจธรรมแห่งคำสอน และสถานที่สักการะที่ผู้ศรัทธาสามารถปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุสัจธรรมของคำสอนของศาสนานั้นได้
ปัญหาคือใครคือศาสดา ? จากการศึกษาศาสนาต่าง ๆ ผู้เขียนพบว่ามีบุคคลจำนวนมากอ้างตัวว่าเป็นศาสดาหรือผู้นำของนิกายต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ตัวตนของผู้นำเหล่านี้ยังคงไม่ชัดเจน พวกเขามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์หรือไม่ ? เมื่อข้อมูลที่ได้ยินยังคงน่าสงสัย ผู้เขียนจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ผู้เขียนจะใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะความจริงของเรื่องนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับศาสดาของศาสนาเหล่านั้นอย่างมีเหตุผล ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้
๑. องค์ประกอบของบุคลิกภาพและคุณลักษณะ :
๑.๑ ภาวะผู้นำ : ศาสดาพยากรณ์มักเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ สามารถสร้างความไว้วางใจกับสาวกผู้ติดตาม และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ศาสดาพยากรณ์สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ พวกเขาจึงไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงของชีวิตได้อย่างมีเหตุผล พวกเขาต้องแสวงหาที่พึ่งในตนเอง ซึ่งรู้จักกันในว่า "ผู้นำจิตวิญญาณ" ในพระพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของมนุษย์ ในศาสนาพราหมณ์มีเทพเจ้าหลายองค์เป็นที่พึ่งของมนุษย์ ผ่านการสื่อสารและพิธีกรรมการบูชาโดยพราหมณ์อารยัน
ในพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ รูปลักษณ์ของพระองค์ทรงมีลักษณะ ๓๒ ประการของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ดังที่อธิบายไว้ในมหาปทานสูตร และลักขณสูตร เป็นต้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ และเสด็จออกบิณฑบาตรในเมืองราชคฤห์ รูปลักษณ์อันงดงามของพระองค์ทำให้ชาวเมืองราชคฤห์เกิดความเชื่อถือ พวกเขาติดตามพระองค์และถวายทานแก่พระองค์ในขณะที่พรองค์ออกบิณฑบาตรเพื่อหาอาหาร และพระองค์ทรงมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ชาวเมืองราชคฤห์
๑.๒ ปัญญาและความรู้ : ศาสดามักมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต จักรวาล และสัจธรรม บางครั้งความรู้นี้ถูกอ้างว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยในศาสนาเทวนิยม ส่วนในศาสนาอเทวนิยม เช่น พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงมีความรู้ความเข้าใจในความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ด้วยการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ ด้วยพระองค์เอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้าศากยมุนี เดิมทีพระองค์ทรงมีพระนามว่า "เจ้าชายสิทธัตถะ" และทรงศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา หลังจากสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ พระราชบิดาของพระองค์ทรงสร้างพระราชวัง ๓ แห่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ และอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา เจ้าชายสิทธัตถะทรงอยู่อย่างมีความสุขร่วมกับพระสนม ๔๐,๐๐๐ คน เป็นเวลานานกว่า ๑๓ ปี จนกระทั่งพระองค์ทรงพอพระทัยในความสุขที่ถูกจำกัดอยู่ในพระราชวังกบิลพัสดุ์ เมื่อพระองค์ทรงเบื่อหน่ายในความสุขเหล่านั้นแล้ว พระองค์จึงทรงเสด็จไปทอดพระเนตรพระราชอุทยานในพระนครกบิลพัสดุ์ ในระหว่างเสด็จประพาสอยู่นั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นจัณฑาล ซึ่งเป็นนักโทษที่ถูกประชาชนในอาณาจักรสักกะ ถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง จึงถูกขับออกจากบ้านตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมได้อีกเลย
๑.๓ คุณธรรม : ศาสดามักมีคุณธรรมสูง เช่น ความเมตตา กรุณา ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ ความอดทน และความเสียสละ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาเรื่องระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะที่ประชาชนถูกลงโทษโดยพระพรหม เป็นต้น
๑.๔ ประสบการณ์พิเศษ : บรรดาศาสดามักมีประสบการณ์พิเศษ เช่นการตรัสรู้ การได้รับวิวรณ์จากสิ่งเหนือธรรมชาติหรือการแสดงปาฏิหาริย์ซึ่งยืนยันความถูกต้องของคำสอนของพวกเขา
๒.องค์ประกอบด้านคำสอนและหลักธรรม :
๒.๑ คำสอนทางศีลธรรม : บรรดาศาสดามักนำเสนอคำสอนทางศีลธรรม เพื่อชี้นำให้ผู้คนดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง มีคุณธรรมและมีความสุข
๒.๒หลักปฏิบัติ : บรรดาศาสดามักกำหนดการปฏิบัติ เช่น การสวดมนต์ การทำสมาธิ การรักษาศีล และการทำบุญ เพื่อให้ผู้คนสามารถปฏิบัติตามและบรรลุเป้าหมายทางจิตวิญญาณของตน
๒.๓เป้าหมายสูงสุด : ศาสดามักกำหนดเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เช่น การหลุดพ้นจากความทุกข์ การบรรลุธรรม การเข้าถึงพระเจ้า หรือการกลับคืนสู่สวรรค์
๒.๔ความเชื่อและพิธีกรรม : ศาสดามักมีส่วนสร้างความเชื่อ พิธีกรรมและประเพณี เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าร่วมในพิธีกรรมและแสดงความศรัทธาของตนได้
๓.องค์ประกอบของการเผยแพร่คำสอน :
๓.๑ การสอนและการเผยแพร่ : ผู้นำทางศาสดามักมีส่วนร่วมในการสร้างศรัทธาและเผยแพร่คำสอนของตน เพื่อผู้คนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ดังนั้น หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์จึงทรงทดสอบผลแห่งการตรัสรู้ โดยการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับความจริงของชีวิตมนุษย์และวัฏสงสาร
๓.๒ การเขียนคัมภีร์ทางศาสนา : ผู้นำทางศาสนามักมีส่วนร่วมในการเขียนคัมภีร์ ไม่ว่าจะเขียนเอง หรือให้ผู้อื่นบันทึกคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้คำสอนคงอยู่ต่อไป ดังนั้น แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดียเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา และแม้ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเขียนพระไตรปิฎกด้วยพระองค์เอง แต่พระอานนท์ซึ่งเป็นสาวกของพระองค์และได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ามากมายที่พระองค์ทรงแสดงในสถานที่ต่าง ๆ
๓.๓ การก่อตั้งชุมชนทางศาสนา : ผู้นำทางศาสนามักก่อตั้งชุมชน หรือองค์กรทางศาสนาเพื่อรวมผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อปฏิบัติธรรมทางจิตวิญญาณและเผยแพร่คำสอนของตนเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเข้าใจเกี่ยวกับศาสดายังคลุมเครือ และยังไม่ชัดเจน ผู้เขียนจึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่ครอบคลุม เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้เกี่ยวกับศาสดาในศาสนานี้ โดยอิงตามคำจำกัดความจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คำจำกัดความนี้ระบุว่า "ศาสดา" หมายถึงผู้ก่อตั้งศาสนาต่าง ๆ เช่น พระพุทธเจ้าศากยมุนี ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา ผู้เผยแผ่คำสอนเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตมนุษย์และการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งทำให้ผู้คนทั่วโลกผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุถึง "อภิญญา ๖ ได้
จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้เรียกว่า "นิมิต ๔" ซึ่งหมายถึงสิ่งที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเห็น เช่น คนแก่ คนป่วย คนตาย และนักบวช เป็นต้น เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีเมตตาต่อชาวจัณฑาลอย่างยิ่ง พระองค์ทรงคิดหาวิธีที่จะช่วยเหลือชาวจัณฑาลให้พ้นจากความทุกข์ และกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมได้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงวินิจฉัยสาเหตุแห่งความทุกข์ของชาวจัณฑาล โดยรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของเหล่าพราหมณ์ที่ปรึกษาของพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินข้อเท็จจริงจากปุโรหิตที่ว่าพระพรหม และพระอิศวรได้สร้างมนุษย์ และระบบวรรณะสำหรับมนุษย์ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตนเอง นอกจากนี้เหล่าพราหมณ์ยังยืนยันข้อเท็จจริงว่าพราหมณ์รุ่นก่อน ๆ เคยเห็นพระพรหมในอาณาจักรสักกะอย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบถามเกี่ยวกับประวัติของพระพรหม และพระอิศวร ก็ไม่มีพราหมณ์คนใดตอบพระองค์ได้ เมื่อคำให้การของบรรดาปุโรหิตนั้นคลุมเครือ และไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร พระองค์จึงทรงไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร ดังนั้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมโดยเสนอต่อรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ ให้ยกเลิกกฎหมายระบบวรรณะ อย่างไรก็ตาม กฏหมายดังกล่าวไม่ได้รับการอนุมัติจากสมาชิกรัฐสภาศากยะ เพราะการยกเลิกกฎหมายระบบวรรณะนั้นขัดต่อหลักธรรมของกษัตริย์ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในการปกครองประเทศ ที่รู้จักกันในชื่อว่า "หลักอปริหานิยธรรม " เป็นต้น
![]() |
| ธัมเมฆสถูปBy Manit Nitiphon |
เมื่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายรัฐธรรมนูญของอาณาจักรสักกะ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสังคม เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถยกเลิกระบบวรรณะได้ เพราะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสักกะ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญต่อพระพรหม เพื่อยกเลิกระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะได้ หากพระองค์ทรงฝ่าฝืนโดยทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เองแล้ว ก็จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น จะถูกลงโทษโดยพระพรหม ที่ห้ามผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญ
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดั่งนี้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่าหากพระองค์ยังทรงมีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของวรรณะกษัตริย์อยู่ พระองค์ก็ทรงไม่สามารถแก้ไขปัญหาจัณฑาลได้ เมื่อพระองค์ทรงสงสัยในความมีอยู่ของพระพรหม เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์อารยันจริงหรือไม่ ?
แล้วเราจะรู้ความจริงนี้ได้อย่างไร ? เมื่อการมีอยู่ของพระพรหมเป็นความรู้ที่เหนือขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์ แม้พราหมณ์ในนิกายต่าง ๆ จะอ้างว่าสามารถเข้าถึงเทพเจ้าได้ด้วยการบูชายัญ แต่การบูชายัญไม่ใช่หลักปฏิบัติสากลที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ เพราะการมีอยู่ของเทพเจ้านััน สามารถเข้าถึงได้โดยวรรณะพราหมณ์เท่านั้น ส่วนวรรณะอื่นไม่สามารถบูชายัญได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีแล้ว ผู้นั้นจะถูกลงโทษโดยคนในสังคม เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถทำบูชายัญต่อเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ได้ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยละทิ้งวรรณกษัตริย์และผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตเป็นเวลาหลายปี ที่พระองค์ทรงเสด็จไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อแสวงหาหนทางพัฒนาศักยภาพชีวิตเพื่อเข้าถึงเทพเจ้า พระองค์ทรงค้นพบการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนกระทั่งมีญาณทิพย์ และทรงเห็นดวงวิญญาณของสัตว์เล็กและใหญ่ไปเกิดในภพอื่น เป็นต้น พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงพัฒนาศักยภาพของชีวิต จนกระทั่งพระองค์ตรัสรู้กฎแห่งธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเมื่อบุคคลตายไป ส่วนวิญญาณจะออกจากร่างไปเกิดในภพอื่น ส่วนวิญญาณจะไปเกิดใหม่ที่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมที่สั่งสมไว้เป็นสัญญาในใจของผู้กระทำ ถ้ากรรมดีเรียกว่า "กุศลกรรม" วิญญาณของผู้กระทำก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี หากกรรมชั่วเรียกว่า "อกุศลกรรม" วิญญาณก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี" เป็นต้น
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงกฎธรรมชาติอันเป็นความรู้แจ้งที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ หลังจากตรัสรู้พระองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์แต่ละคนมีจุดแข็งหรือจุดอ่อที่แตกต่างกัน แต่มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมีพระประสงค์เผยแผ่หลักธรรมแห่งชีวิตมนุษย์เพื่อให้ประชาชนในดินแดนต่าง ๆ ได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสตัณหา จนปัจจุบันมีผู้ศรัทธานับหลายร้อยล้านคนดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีพระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงเป็นพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วทรงยกพระธรรมวินัยขึ้นเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา
ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ผู้เขียนจึงสงสัยว่าพระพุทธเจ้าคือผู้ก่อตั้งศาสนาที่ปฏิรูปสังคมในพระไตรปิฎกหรือไม่ เหตุผลคืออะไร ? ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอหลักฐานเหล่านั้น จะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงคำตอบในเรื่องนี้ คำตอบที่ได้จากการคิดวิเคราะห์จะถูกเขียนขึ้นในรูปแบบของบทความวิเคราะห์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของประเทศไทย ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่เน้นให้นักเรียนนักศึกษาได้ศึกษาเชิงวิเคราะห์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทยในต่างประเทศ ได้ใช้บทความดังกล่าว ในการเทศนาสั่งสอนแก่ชาวพุทธทั่วโลกและใช้ในการบรรยายแก่ผู้แสวงบุญชาวไทยพุทธในสั่งเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ส่วนแนวทางการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้านั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตปริญญาเอกสาขาพระพุทธศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในการวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อให้ได้ผลลัพท์เป็นความรู้ที่สมเหตุสมผล เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น