Considering The truth about The Buddha's worldly power
บทนำ
เมื่อเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจักรพรรดิเมารยะ ผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาหลายคน แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยการอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริงของเรื่องต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เหตุผลของนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ในสมัยพุทธ กาลนั้น บางครั้งก็ใช้เหตุผลถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลเป็นเช่นนี้ และบางครั้งก็ใช้เหตุผลเป็นเช่นนั้น เมื่อนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะย่อมทรงสงสัยว่าเหตุผลใดถูกต้อง และเหตุผลใดไม่ถูกต้อง และไม่เชื่อถือในบุคคลเหล่านั้นด้วย ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงคิดค้นวิธีพิจารณาความจริง เพื่อใช้เป็นกระบวนการพิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้
๒.ขอบเขตของความรู้หรือองค์ประกอบความรู้
เมื่อมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ และมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของพวกเขาก็จะเต็มไปด้วยความมืดมน ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นในฐานะพราหมณ์ นักปรัชญา นักตรรกะศาสตร์ นักวิชาการตำรวจ พนักงานสอบ อัยการและผู้พิพากษา โดยพวกเขาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว เหตุผลมักจะคลุมเครือ และไม่ชัดเจน เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าทรงได้ยินความคิดเห็นเหล่านี้ พระองค์ทรงเห็นว่าความคิดเห็นของมนุษย์มีความถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าทรงกำหนดกระบวนการพิจารณาความจริง เป็นแนวทางแสวงหาความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ และแนวปฏิบัติสากลที่ทุกคนนำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง สังคมประเทศชาติ และทั่วโลกได้
แนวคิดเหล่านี้ได้รับการรักษาไว้ในพระไตรปิฎกเถรวาทและมหายาน พระภิกษุเถรวาทและมหายานได้นำความรู้ในพระไตรปิฎก มาเผยแพร่ในโลกตะวันตก ความรู้นี้ได้รับการพัฒนาต่อไป โดยรัฐสภาในประเทศต่าง ๆ ได้ออกกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางสังคม ทั้งนี้ในฐานะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นต้นกำเนิดแห่งความรู้ผ่านอายตนะภายในของตนเอง ที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริง ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูในโรงเรียนและอาจารย์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันยิ่งไปกว่านั้น และจิตใจมนุษย์มักมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก เป็นต้น
เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน ย่อมส่งผลให้ขาดปัญญาในการเข้าใจทั้งความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บางครั้งเหตุผลก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลคลุมเครือและไม่ชัดเจน ก็จะขาดความน่าเชื่อในฐานะเป็นความจริง วิญญูชนสงสัยในขอบเขตความรู้ของตนเกี่ยวกับมหาอำนาจของโลก โดยใช้วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้าเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความจริงในเรื่องนี
เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับเรื่องมหาอำนาจโลกยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน และขอบเขตความรู้ที่ใช้ในการตัดสินความจริงก็ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นกัน ผู้เขียนยังคงแสวงหาความรู้เกี่ยวกับ "จักรพรรดิโมริยะ"ในฐานะมหาอำนาจโลก ดังนั้น ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรู้เกี่ยวกับ "พละห้าประการของกษัตริย์" หรือที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า"ขัตติยพล" ให้ชัดเจน คำนิยามนี้อ้างอิงตามหลักฐานที่พบในพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หมายถึง อำนาจของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถปกครองประเทศ หรือ ผู้นำที่สามารถก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกได้ โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบการปกครอง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐ หรือ สหรัฐอเมริกา พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าผู้นำต้องมีคุณสมบัติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อำนาจตามธรรมชาติ ๕ ประการคือ สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถปกครองผู้อื่นได้ :
๑. พาหาพละ อำนาจทางกาย
๒. โภคพละ อำนาจทางโภคทรัพย์
๓. อม้จพละ อำนาจทางอำมาตย์
๔. อภิฉัจจพละ อำนาจทางชาติสูง
๕. ปัญญาพละ อำนาจทางสติปัญญา เป็นต้น
กล่าวคือ
๑. พาหาพละหรืออำนาจทางกาย โดยทั่วไปแล้วคำว่า "พาหา" ได้รับนิยามไว้ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า "แขน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คำว่า "พาหาพละ" ซึ่งมาจากทุกส่วนของร่างกาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความแข็งแรงของแขน ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้อาวุธต่อสู้กับศัตรูได้ตามต้องการ ในสมัยพุทธกาล สมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐ พระองค์ได้ทรงนำทัพไปปราบปรามศัตรูด้วยพระองค์เอง ดังนั้น พระองค์จึงทรงมีพระวรกายที่แข็งแรง ทำให้พระองค์ทรงสามารถใช้อาวุธได้อย่างชำนาญและคล่องแคล้ว ความแข็งแกร่งทางพระวรกายที่ยอดเยี่ยมของพระองค์ ทำให้ทรงสามารถใช้อาวุธได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง
ยกตัวอย่างเช่น เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีคุณลักษณะ ๓๒ ประการที่เรียกว่า"มหาปุริสลักษณะ" หรือ มหาบุรุษลักษณะ พวกพราหมณ์ทำนายดวงชะตาของพระองค์ไว้ว่า หากพระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นฆราวาส พระองค์จะทรงเป็นผู้นำมหาอำนาจของโลก หากพระองค์ทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์จะทรงเป็นศาสดาเอกของโลก พระทรงมีพระวรกายใหญ่โต พระบาททรงแบนราบและลวดลายคล้ายล้อรถม้า เพราะถือว่าพระวรกายของพระองค์เป็นที่สถิตย์ของจิตวิญญาณ พระองค์จึงทรงเปี่ยมด้วยศรัทธาในการเรียนรู้ การวิจัยและแสวงหาความรู้ ทำให้พระองค์ทรงฝึกฝนการใช้อาวุธอย่างขยันขันแข็ง เพื่อต่อสู้กับศัตรูอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยราชวงศ์ศากยะ เป็นต้น
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสละทางโลกออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ แม้ว่าพระองค์จะทรงจะสูญเสียสิทธิและหน้าที่ในการปกครองราชอาณาจักรสักกะ ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมตามระบบวรรณะได้ พระองค์ทรงแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ เมื่อตรัสรู้กฎธรรมชาติแล้ว พระองค์จึงเสด็จเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยพระองค์เป็นเวลาถึง ๔๕ ปี
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พระองค์ทรงมีพระวรกายสูงใหญ่และแข็งแรง พระองค์ทรงเป็นนำทัพด้วยพระองค์เองมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อขยายอาณาจักรพรรดิโมริยะจากเรื่องราวเกี่ยวกับพระชนม์ชีพของพระเจ้าอโศกมหาราช เราสามารถวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงได้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นทรงมีรูปร่างใหญ่โต และสง่างามของพระองค์สร้างความกลัวให้กับศัตรู ทำให้พระองค์ทรงสามารถต่อสู้กับศัตรูได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันโดยไม่หยุดพักได้
ในสมัยอาณาจักรอยุธยา และสมัยรัตรโกสินทร์ พระมหากษัตริญ์ทุกพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไป เพื่อทรงนำทัพไปทำสงครามกับศัตรูด้วยพระองค์เองเพื่อปกป้องประเทศชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นผู้นำทั้งโลกและทางจิตวิญญาณด้วยพระองค์ ในทางโลกพระองค์ทรงทำหน้าที่ปกครองด้วยพระปรีชาญาณ ดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และปกป้องพวกเขาจากการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบในชีวิตประจำวัน ในทางจิตวิญญาณ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ในฐานะพระโพธิสัตว์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่พระราชภารกิจทั่วแผ่นดินด้วยความเมตตากรุณาของพระองค์ เป็นต้น
๒. โภคพละ อำนาจแห่งความมั่งคั่ง เช่นความมั่งคั่งของทรัพยากรธรรมชาติ ข้าว พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเชื่อมั่นในการใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศของพระองค์ พระองค์ทรงเห็นแสนยานุภาพของกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งทรงนำกองทัพมาโจมตีอนุทวีปอินเดีย และยึดครองแคว้นปัญจาบใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองด้วยพระองค์เอง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช อาณาจักรต่างๆในอนุทวีปอินเดียประกาศตนเป็นเอกราช และทำสงครามแย่งชิงอำนาจอธิปไตย พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตั้งปณิธานไว้ พระองค์ทรงนำทัพบุกโจมตีดินแดนต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดียอย่างขยันขันแข็ง เพื่อสถาปนาจักรพรรดิโมริยะและยึดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดีย เพื่อป้องกันมิให้อาณาจักรมาซิโดเนีย หรืออาณาจักรอื่น ๆ มารุกรานอนุทวีปอินเดีย ดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้อเล็กซานเดอร์มหาราชส่งผลให้พระองค์ทรงสามารถจัดเก็บภาษี บริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างมั่งคั่ง และธำรงรักษาอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเหล่านั้นได้
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อพัฒนาพระภิกษุและสามเณรตามแนวทางอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยมุ่งหวังให้บรรลุสัจธรรมสูงสุด ส่งผลให้ภิกษุเหล่านี้สามารถช่วยเหลือพระองค์ในการพัฒนาประชาชนในอาณาจักรโมริยะให้เป็นผู้มีศรัทธาในประเทศชาติของตน โดยพระภิกษุช่วยสั่งสอนประชาชนให้ศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างขยันขันแข็ง พระภิกษุก็จะมีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลแห่งอาณาจักรโมริยะ โดยมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชาติผ่านการพัฒนาประชาชน พระราชดำนี้มุงหมายให้พระภิกษุเหล่านี้ มีความตระหนักรู้ในบทบาทและความรับผิดชอบ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาของชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุภาระกิจและใช้ปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์เพื่อพัฒนาประชาชน เป็นต้น
๓. อม้จพละ หมายถึง อำนาจของอำมาตย์ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "อำมาตย์" คือ ข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ บุคคลเหล่านี้เป็นตัวแทนของสถาบันของพระมหากษัตริย์ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของประชาชนชาวไทย ข้าราชการที่ดีต้องมีศรัทธาในงานของตนเพื่อรับใช้ชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อความมั่นคงของชาติไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ดังนั้น ข้าราชการจึงเป็นกำลังสำคัญของชาติ โดยนำปัญหาทุกข์ยากของประชาชนมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายของชาติ ข้าราชการเหล่านี้ต้องพัฒนาตนเองตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า "อำนาจ ๕ ประการ" ข้าราชการต้องมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้าในการรับใช้ประชาชน เพื่อความมั่นคงของชาติ และต้องขยันหมั่นเพียรในการทำงาน เพื่อบรรลุนโยบายของประเทศที่กำหนดไว้ในแต่ละปี
ข้าราชการต้องตระหนักถึงความรู้ที่สั่งสมมาจากมหาวิทยาลัย และประสบการณ์ชีวิต และรู้นำความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างทันท่วงที ข้าราชการต้องมีสมาธิแน่วแน่ในการทำงานจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย หรือนโยบายที่กำหนดไว้โดยไม่ท้อถอยและไม่ล้มเลิกกลางคัน ซึ่งก่อให้ความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าราชการต้องมีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงทั้งความจริงที่สมมติขึ้นและ ความจริงขั้นปรมัติ ความจริงของชีวิตพวกเขาเป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้น ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนของตนเองนั้น ดำรงอยู่ไม่นานก็ต้องเกษียณอายุราชการ การใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก อันควรค่าแก่การศึกษาและวิจัยอย่างไม่สิ้นสุด
๔.อภิชัจจพละ แปลว่าอำนาจแห่งชาติอันสูงส่ง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๖๔ คำว่า "ชาติ" หมายถึงกษัตริย์ ผู้มีชาติกำเนิดสูงส่ง เผ่าพันธ์ุนักรบ หรือกลุ่มชนทีมีความรู้สึกเดียวกันในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ถิ่นกำเนิด ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมหรืออยู่ภายใต้การปกครองรัฐบาลเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระเจ้าอโศกมหาราชประสูติในราชวงศ์โมริยะ พระองค์ทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ทั้งในด้านวิชาการและการทหาร เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย กำลังถูกนักรบชาวตะวันตกยกทัพเข้ามารุกราน พระองค์ทรงมีความมั่นใจในศักยภาพของพระองค์เอง ที่จะทำสงครามเพื่อขยายอำนาจอธิปไตยและรวมอาณาจักรต่างๆ ในอนุทวีปอินเดียให้เป็นบึกแผ่น
พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในด้านการศึกษาและพัฒนาตนเองเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นมกุฏราชกุมารผู้ยิ่งใหญ่ บุรุษผู้ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีญาณทัศนะอันลึกซึ้ง ดังนั้น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชโจมตีประเทศต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย หากพระองค์ทรงปล่อยให้ชาติมหาอำนาจเข้ารุกรานอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย และใช้อำนาจอธิปไตยปกครองโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน ชีวิตของประชาชนในอาณาจักรโมริยะจะมืดมนตลอดไป เพราะขาดปัญญาที่จะเข้าใจความเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ถิ่นกำเนิด ขนบธรรม ประเพณีและวัฒนธรรมเดียวกัน ดังนั้นพระองค์ทรงมีปณิธานที่จะรวมชาติเป็นหนึ่ง
๕. ปัญญาพละหรืออำนาจทางปัญญา แม้ว่ากษัตริย์อินเดียโบราณ จะทรงมีสุขภาพพระวรกายแข็งแรงโดยเฉพาะพระพาหา (แขน) ที่กำยำ ทำให้พระองค์ทรงสามารถใช้อาวุธและต่อสู้กับศัตรูได้หลายวัน แต่เมื่อพระชนมายุมากขึ้น พระวรกายของพระองค์ก็ทรงอาจเสื่อมถอยลงได้ง่าย ดังนั้น พระองค์อาจทรงถูกมองว่าด้อยกว่าอำนาจของข้าราชการ อำนาจของความมั่งคั่ง และอำนาจของชาตินิยม แม้ว่าอำนาจของข้าราชการจะเป็นอำนาจรองลงมา แต่ข้าราชการก็เป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้นเป็นอำนาจชั่วคราว หลังจากรับใช้ชาติมาสักระยะหนึ่ง อำนาจนั้นก็จะสิ้นสุดลงหรือพวกเขาก็จะเกษียณอายุ หากไม่มีค่าตอบแทน ยากที่จะรักษาความไว้วางใจและความศรัทธาในชาติ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ไว้
ดังนั้นอำนาจแห่งความมั่งคั่งจึงเป็นอำนาจลำดับที่สามและสำคัญที่สุดลำดับที่ ๔ คือชาตินิยมสูงสุด ชาตินิยมต้องมาก่อน โดยเฉพาะความสำคัญของอัตลักษณ์ในแง่ชาติพันธ์ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ประเพณีและขนบธรรมเนียม แม้ว่าชาตินิยมจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่ออาศัยอยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง พวกเขาก็จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของชุมชนนั้น สติปัญญาเป็นพลังที่สำคัญที่สุด แม้แต่สำหรับผู้นำที่มีร่างกายแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ผู้นำต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ส่งเสริมคุณค่าของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงความรู้ที่ได้จากการเสด็จเยี่ยมราษฎรทั้งทางตรงและทางอ้อม และความรู้ที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ตัวอย่างจากสงครามในอดีตได้
พวกเขาต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง ต้องมีสติปัญญาและทักษะในการต่อสู้ แต่หากความเข้มแข็งทางจิตใจ สมาธิและปัญญา จะทำให้พวกเขาเสียเปรียบศัตรูในการทำสงคราม
๓.วิธีพิจารณาความจริง
เมื่อมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมักมีความคิดเห็นที่ลำเอียงส่งผลให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ การเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกนั้น มนุษย์ซึ่งเป็นนักวิชาการได้สมมติขึ้นมาเพื่ออธิบายความจริง ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดผู้นำของประเทศต่าง ๆ โดยพวกเขาใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือเพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนี้ แต่แนวคิดเหล่านี้เป็นความจริงที่สมมติขึ้น โดยไม่คำนึงถึงสภาพแท้จริงของการเป็นมหาอำนาจของโลก เหตุของนักวิชาเหล่านั้น บางครั้งก็ใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนั้นเช่นนี้ บางครั้งก็ใช้เหตุผลในลักษณะเช่นนั้น เป็นต้น วิญญูชนได้ยินความคิดเห็นเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ก็จะสงสัยว่าใครมีความคิดเห็นที่ถูกต้องหรือใครมีความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้อง เจ้าชายสิทธัตถะสร้างกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้น เป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษยชาติ เป็นต้น


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น