The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การพิจารณาความจริงเกี่ยวกับมหาอำนาจโลกของพระพุทธเจ้า

    การพิจารณาความจริงเกี่ยวกับมหาอำนาจโลกของพระพุทธเจ้า

(Considering The truth about   The Buddha's worldly  power)

บทนำ

             การศึกษาวิวัฒนาการสู่การเป็นมหาอำนาจของจักรพรรดิโมริยะ (Mauurya Emprie) ผ่านประวัติศาสตร์พุทธศาสนามักเต็มไปด้วยทัศนะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  ซึ่งอาศัยการอนุมานความรู้และการคาดคะเนข้อเท็จจริงตามหลักเหตุผล อย่างไรก็ตาม เหตุผลในทางปรัชญาบริสุทธิ์มักมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน   บางครั้งการใช้เหตุผลถูกต้อง บางครั้งการใช้เหตุผลก็คลาดเคลื่อน   บางครั้งการใช้เหตุผลก็เป็นเช่นนี้ และบางครั้งก็เป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและข้อจำกัดของนักปรัชญาผู้ใช้เหตุผลอธิบาย   เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ทรงเป็นวิญญูชนจึงทรงตั้งข้อสงสัยต่อตรรกะเหล่านั้น จึงทรงคิดค้น "กระบวนวิธีพิจารณาความจริง" ขึ้น  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเรื่องนั้นอย่างแท้จริง  

๒.ขอบเขตของความรู้และอคติของมนุษย์      

             เมื่อมนุษย์รับรู้โลกผ่านอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ซึ่งมีข้อจำกัดในการรับรู้อีกทั้งยังตกอยู่ภายใต้พฤติกรรมของอคติ ๔  ประการได้แก่ ความรัก(ฉันทาคติ) ความเกลียดชัง (โทสาคติ)  ความกลัว (ภยาคติ) และความไม่รู้  (โมหาคติ) ส่งผลให้ทัศนะของนักวิชาการ นักกฎหมาย    หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสังคมมักสะท้อนเพียง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ขึ้น) ที่คลุมเครือไม่สามารถเข้าถึง "ปรมัตถสัจจะ"  (ความจริงแท้)ได้  

         พระพุทธเจ้าจึงทรงวางรากฐานกระบวนการพิจารณาความจริง เพื่อให้เป็นเกณฑ์สากลในการตัดสินข้อเท็จจริง สำหรับแก้ปัญหาชีวิตและสังคม  โดยแนวคิดนี้ถูกสืบทอดทอดไว้ทั้งในพระไตรปิฎกเถรวาทและมหายาน จนกลายเป็นรากฐานความคิดสำคัญ ที่ส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางกฎหมาย เช่นกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาในปัจจุบัน 

๒.ขัดติยพละ๕  (อำนาจตามธรรมชาติของผู้นำมหาอำนาจ)

               แนวคิดว่าด้วยกระบวนพิจารณาความจริงถูกสืบทอดและรักษาไว้ในพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน  ต่อมาพระภิกษุสงฆ์ได้นำภูมิปัญญานี้ไปเผยแผ่ในโลกตะวันตก  จนกลายเป็นรากฐานทางความคิดที่รัฐสภาของนานาประเทศนำไปพัฒนาเป็น "กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา"  เพื่อใช้เป็นกระบวนการยุติธรรมในการแก้ปัญหาและแก้ไขข้อพิพาททางสังคม   

          อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นต้นกำเนิดแห่งความรู้ผ่านอายตนะภายใน ( ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ) ของตนเองซึ่งมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน  อีกทั้งยังรับเอาชุดความรู้ที่ถ่ายทอดต่อ ๆ  กันมาจากครูบาจารย์ในสถาบันการศึกษาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจมนุษย์ยังตกอยู่ภายใต้อคติ ๔ ประการได้แก่ ความไม่รู้ (โมหาคติ)   ความกลัว (ภยาคติ)  ความเกลียดชัง (โทสาคติ)  และความรัก (ฉันทาคติ)  เป็นต้น  

               เมื่อจิตใจของมนุษย์ตกอยู่ในไปความมืดมิด  ย่อมส่งผลให้ขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์สมมติขึ้น)  และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงสูงสุด)   เมื่อมีการใช้ตรรกะและเหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผลลัพธ์จึงมักมีความคลุมเครือ  ไม่แน่อน  บางครั้งถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง   บางครั้งก็คลาดเคลื่อนไปในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น   ด้วยเหตุนี้วิญญูชนจึงเกิดข้อสงสัยในขอบเขตความรู้เกี่ยวกับการเป็นมหาอำนาจของโลก และจำเป็นต้องใช้กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความจริงในเรื่องนี้

           เพื่อก้าวข้ามความคลุมเครือและไม่ชัดเจนในเรื่องมหาอำนาจของโลกผ่านกรณีศึกษา "จักรพรรดิโมริยะ"  ผู้เขียนจึงได้กำหนดขอบเขตความรู้เรื่อง "ขัตติยพล"(พละห้าประการของกษัตริย์) ให้ชัดเจน โดยอ้างอิงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 

            คำว่า "ขัตติยพล" หมายถึง ศักยภาพหรืออำนาจตามธรรมชาติ ๕ ประการของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่  ซึ่งส่งผลให้สามารถปกครองแผ่นดินและก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจของโลกได้ โดยไม่จำกัดรูปแบบการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ราชอาณาจักรไทย  สาธารณรัฐ หรือ สหรัฐอเมริกา    ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าอำนาจตามธรรมชาติทั้ง ๕ ประการนี้เอง คือ คุณสมบัติหลักทำให้ผู้นำสามารถปกครองและนำพาผู้อื่นได้ ได้แก่ 

            ๑. พาหาพละ    อำนาจทางกายและกำลังทหาร     

            ๒. โภคพละ       อำนาจทางโภคทรัพย์และทรัพยากรเศรษฐิจ  

            ๓. อม้จพละ       อำนาจทางอำมาตย์และระบการบริหาร  

       ๔. อภิฉัจจพละ   อำนาจทางชาติกำเนิด  อัตลักษณ์และความสามัคคีของชนชาติ   

        ๕. ปัญญาพละอำนาจทางสติปัญญาและวิสัยทัศนะ ยุทธศาสตร์    

              ๒.๑.  พาหาพละ (อำนาจทางกายและกำลังทหาร)   ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า "พาหา" หมายถึง "แขน" ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายมนุษย์ในการจับถือและเคลื่อนไหว  เมื่อนำมารวมเป็น "พาหาพละ" จึงหมายถึง พลังแห่งกำลังกาย โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของกำลังแขนที่เกิดจากการฝึกฝนทั่วสรรพค์กาย    ส่งผลให้เกิดความคล่องแคล้ว  ว่องไว และมีความแม่นยำในการใช้อาวุธต่อสู้กับอริราชศัตรู 

ในประวัติศาสตร์ยุคพุทธกาล สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ   ทรงเป็นจอมทัพที่เสด็จออกนำกองทัพด้วยพระองค์เอง  ดังนั้น ความเข้มแข็งทางพระวรกายจึงเป็นปัจจัยยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทำให้พระองค์ทรงสามารถใช้เครื่องยุทธภัณฑ์และใช้อาวุธรบพึ่งต่อเนื่องบนยุทธภูมิ ได้เป็นเวลานาน ยกตัวอย่างเช่น 

            เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วย"มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ"  หรือ มหาบุรุษลักษณะ   และทรงเชี่ยวชาญในศิลปศาสตร์ด้านยุทธศาสตร์และทหาร  พวกพราหมณ์ทำนายไว้ว่า หากพระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพในทางโลก พระองค์จะทรงได้เป็น"พระเจ้าจักรพรรดิ"  ผู้เป็นนำมหาอำนาจของโลก หากพระองค์ทรงออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์  พระองค์จะทรงได้เป็น "ศาสดาเอกของโลก"  พระวรกายที่สมบูรณ์  พร้อมส่งผลให้พระองค์ทรงฝึกฝนยุทธวิธีได้อย่างชำนาญ เพื่อปกป้องแว่นแคว้นของราชวงศ์ศากะ อย่างไรก็ดี เมื่อทรงสละราชสมบัติออกผนวช พระองค์ได้ทรงใช้ความพยายามทางกายและใจในการค้นหาสัจธรรม และเสด็จจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยพระบาทเปล่าเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี   

                พระเจ้าอโศกมหาราช  ผู้ทรงแข็งแกร่งที่สุดในโลก และทรงมีพระวรกายสูงใหญ่และแข็งแรง พระองค์ทรงนำทัพเพื่อทำสงคราม จนสามารถขยายอาณาจักรพรรดิโมริยะได้อย่างกว้างขวาง จากเรื่องราวเกี่ยวกับพระชนม์ชีพของพระเจ้าอโศกมหาราช เราสามารถวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงได้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นทรงมีรูปร่างใหญ่โต และสง่างามของพระองค์สร้างความกลัวให้กับศัตรู ทำให้พระองค์ทรงสามารถต่อสู้กับศัตรูได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันโดยไม่หยุดพักได้     

        พระมหากษัตริย์ไทย (ในสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์) พระองค์ทรงเป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณ ในทางโลกทรงนำทัพออกศึกเพื่อปกป้องเอกราชและดูแลราษฎรผู้จงรักภักดี ให้พ้นจากการกดขี่ของศัตรูต่างชาติ    ในทางจิตวิญญาณ พระองค์ทรงน้อมนำหลักทศพิธราชธรรม    และอริยมรรคมีองค์ ๘ มาเป็นแนวทางในการปกครองแผ่นดินด้วยพระเมตตากรุณาของพระองค์   เป็นต้น 

             ในบริบทในยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง "พาหาพละ" ได้วิวัฒนนา การจากการใช้กำลังกาย และอาวุธระยะประชิดไปสู่เทคโนโลยี่ทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ระยะไกล สงครามไซเบอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)   ในยุคสารสนเทศ ความเป็นมหาอำนาจไม่ได้วัดกันที่กำลังกายของผู้นำ แต่วัดขีดที่ขีดความสามารถในการสั่งระบบเทคโนโลยี่ ป้องกันประเทศและเทคโนโลยี่ดิจิทัล  ซึ่มีอำนาจทำลายล้างสูงและสามารถตัดสินผลแพ้ชนะของสงครามระยะไกล 

            ๒.๒. โภคพละ   (อำนาจทางเศรษฐกิจและทรัพยากร)  เมื่อประเทศต่างๆ มีความมั่งคั่งทางการคลัง  ทรัพยากรธรรมชาติ และมีระบบภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมของสังคม   ตัวอย่างเช่น  พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงใช้ความั่งคั่งในการบริหารราชการ พระองค์จึงทรงเชื่อมั่นในการใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเห็นแสนยานุภาพของกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งทรงนำกองทัพมาโจมตีอนุทวีปอินเดีย และยึดครองแคว้นปัญจาบใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองด้วยพระองค์เอง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช อาณาจักรต่าง  ๆ ในอนุทวีปอินเดียประกาศตนเป็นเอกราช  และทำสงครามแย่งชิงอำนาจอธิปไตย  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตั้งปณิธานไว้  พระองค์ทรงนำทัพบุกโจมตีดินแดนต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดียอย่างขยันขันแข็ง เพื่อสถาปนาจักรพรรดิโมริยะและยึดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนต่าง  ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดียเพื่อป้องกันมิให้อาณาจักรมาซิโดเนีย หรืออาณาจักรอื่น ๆ  มารุกรานอนุทวีปอินเดีย ดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้อเล็กซานเดอร์มหาราชส่งผลให้พระองค์ทรงสามารถจัดเก็บภาษี  บริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างมั่งคั่ง และธำรงรักษาอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเหล่านั้นได้    

         พระเจ้าอโศกมหาราชทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่ออุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและคุณธรรมในสังคม  พระภิกษุและสามเณรตามแนวทางอริยมรรคมีองค์ ๘  โดยมุ่งหวังให้บรรลุสัจธรรมสูงสุด ส่งผลให้ภิกษุเหล่านี้สามารถช่วยเหลือพระองค์ในการพัฒนาประชาชนในอาณาจักรโมริยะให้เป็นผู้มีศรัทธาในประเทศชาติของตน     โดยพระภิกษุช่วยสั่งสอนประชาชนให้ศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างขยันขันแข็ง      พระภิกษุก็จะมีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลแห่งอาณาจักรโมริยะ โดยมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชาติผ่านการพัฒนาประชาชน  พระราชดำนี้มุงหมายให้พระภิกษุเหล่านี้  มีความตระหนักรู้ในบทบาทและความรับผิดชอบ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาของชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุภาระกิจและใช้ปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์เพื่อพัฒนาประชาชน  เป็นต้น 

              ๒.๓. อมัจจพละ  (อำนาจบริหารและข้าราชการ)       ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "อำมาตย์" คือ ข้าราชการ  หรือพนักงานของรัฐ     บุคคลากรรัฐเป็นตัวแทนของสถาบันของพระมหากษัตริย์ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของประชาชนชาวไทย   บุคลากรภาครัฐต้องมีศรัทธาในการรับใช้ชาติ   ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อความมั่นคงของชาติไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน    ข้าราชการต้องมีความเพียรพยายามในการศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตนเองเป็นกำลังที่สำคัญของชาติ  โดยนำปัญหาทุกข์ยากของประชาชนมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายของชาติ  ดังนั้น ข้าราชการเหล่านี้ต้องพัฒนาตนเองตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า "อำนาจ ๕ ประการ"  ข้าราชการ ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้าในการรับใช้ประชาชน เพื่อความมั่นคงของชาติและต้องขยันหมั่นเพียรในการทำงาน  เพื่อบรรลุนโยบายของประเทศที่กำหนดไว้ในแต่ละปี 

             ข้าราชการต้องตระหนักถึงความรู้ที่สั่งสมมาจากมหาวิทยาลัย และประสบการณ์ชีวิต และรู้นำความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างทันท่วงที  ข้าราชการต้องรู้จักทำสมาธิ  เพื่อให้จิตใจแน่วแน่ในการทำงานจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย หรือนโยบายที่กำหนดไว้โดยไม่ท้อถอยและไม่ล้มเลิกกลางคัน ซึ่งก่อให้ความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าราชการต้องมีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงทั้งความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัติ   โดยตระหนักว่าตำแหน่งหน้าที่ข้าราชการพลเรือนของตนนั้นก็เป็นสิ่งสมมติที่ไม่ยั่งยืน ก็จะต้องเกษียณอายุราชการไปคนอื่นก็มาดำรงตำแหน่งแทนที่   การใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ  ศาสนาและพระมหากษัตริย์ จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก อันควรค่าแก่การศึกษา และวิจัยอย่างไม่สิ้นสุด         

                     ๒.๔.อภิชาตพละ (อำนาจทางชาติกำเนิดและอัตลักษณ์ของชาติ)   ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๖๔ คำว่า "ชาติ" หมายถึง กษัตริย์  ผู้มีชาติกำเนิดสูงส่ง    เผ่าพันธ์ุนักรบ  หรือกลุ่มชนทีมีความรู้สึกเดียวกันในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา  ประวัติศาสตร์  ถิ่นกำเนิด  ขนบธรรมเนียม ประเพณี  และวัฒนธรรมหรืออยู่ภายใต้การปกครองรัฐบาลเดียวกัน 

          กล่าวคือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวทางเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ ภาษา ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม  ซึ่งสร้างความสามัคคีและพลังชาตินิยมในการปกป้องเอกราช 

พระเจ้าอโศกมหาราชประสูติในราชวงศ์โมริยะ   พระองค์ทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ทั้งในด้านวิชาการและการทหาร  เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย       กำลังถูกนักรบชาวตะวันตกยกทัพเข้ามารุกราน  พระองค์ทรงมีความมั่นใจในศักยภาพของพระองค์เอง ที่จะทำสงครามเพื่อขยายอำนาจอธิปไตยและรวมอาณาจักรต่างๆ ในอนุทวีปอินเดียให้รวมตัวกันเป็นบึกแผ่น     

         พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในด้านการศึกษาและพัฒนาตนเองเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนของพระองค์  พระองค์ทรงเป็นมกุฏราชกุมารผู้ยิ่งใหญ่     บุรุษผู้ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีญาณทัศนะอันลึกซึ้ง    ดังนั้น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชโจมตีประเทศต่าง ๆ   ในอนุทวีปอินเดีย  หากพระองค์ทรงปล่อยให้ชาติมหาอำนาจเข้ารุกรานอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย    และใช้อำนาจอธิปไตยปกครองโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน ชีวิตของประชาชนในอาณาจักรโมริยะจะมืดมนตลอดไป  เพราะขาดปัญญาที่จะเข้าใจความเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ถิ่นกำเนิด ขนบธรรม ประเพณีและวัฒนธรรมเดียวกัน ดังนั้นพระองค์ทรงมีปณิธานที่จะรวมชาติเป็นหนึ่ง  

                ๒.๕. ปัญญาพละ (อำนาจทางสติปัญญา)    เป็นอำนาจของผู้นำทัพที่จะแสดงขีดความสามารถที่สำคัญที่สุด เพราะกำลังทางร่างกายหรือทรัพยากรย่อมเสื่อมถอยได้ตามเวลา  แต่ปัญญาในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การยุทธศาสตร์  และการเข้าใจ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันขึ้น)  และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) อย่างรอบด้าน  จะทำให้ผู้ปกครองสามารถนำพาชาติรอดพ้นจากภัยคุกคามได้อย่างยั่งยืน

          ตัวอย่างเช่น แม้ว่ากษัตริย์อินเดียโบราณพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอโศกมหาราช  พระองค์จะทรงมีสุขภาพพระวรกายแข็งแรงโดยเฉพาะพระพาหา (แขน) ที่กำยำ  ทำให้พระองค์ทรงสามารถใช้อาวุธและต่อสู้กับศัตรูได้หลายวัน   แต่เมื่อพระชนมายุมากขึ้น  พระวรกายของพระองค์อาจทรงเสื่อมถอยลง  ดังนั้น พระองค์อาจทรงถูกมองว่าด้อยกว่าอำนาจของข้าราชการ อำนาจของความมั่งคั่ง และอำนาจของชาตินิยม  แม้ว่าอำนาจของข้าราชการจะเป็นอำนาจรองลงมา แต่ข้าราชการก็เป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้นเป็นอำนาจชั่วคราว หลังจากรับใช้ชาติมาสักระยะหนึ่ง  อำนาจนั้นก็จะสิ้นสุดลงหรือพวกเขาก็จะเกษียณอายุ  หากไม่มีค่าตอบแทน ยากที่จะรักษาความไว้วางใจและความศรัทธาในชาติ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ไว้  

          ดังนั้นอำนาจแห่งความมั่งคั่งจึงเป็นอำนาจลำดับที่สามและสำคัญที่สุดลำดับที่ ๔ คือชาตินิยมสูงสุด  ชาตินิยมต้องมาก่อน โดยเฉพาะความสำคัญของอัตลักษณ์ในแง่ชาติพันธ์  ศาสนา  ภาษา ประวัติศาสตร์ ประเพณีและขนบธรรมเนียม  แม้ว่าชาตินิยมจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่ออาศัยอยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง   พวกเขาก็จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของชุมชนนั้น  สติปัญญาเป็นพลังที่สำคัญที่สุดแม้แต่สำหรับผู้นำที่มีร่างกายแข็งแรง   อย่างไรก็ตาม ผู้นำต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ  ที่ส่งเสริมคุณค่าของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์  รวมถึงความรู้ที่ได้จากการเสด็จเยี่ยมราษฎรทั้งทางตรงและทางอ้อม และความรู้ที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ตัวอย่างจากสงครามในอดีตได้    

           พวกเขาต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ   โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการอนุมานความรู้  เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น   โดยใช้เหตุผล   ซึ่งเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง  ต้องมีสติปัญญาและทักษะในการต่อสู้  แต่หากความเข้มแข็งทางจิตใจ   สมาธิและปัญญา จะทำให้พวกเขาเสียเปรียบศัตรูในการทำสงคราม   

๓.วิธีพิจารณาความจริง (Method of Truth Verification)     

             แนวคิดเรื่อง "มหาอำนาจโลก" นั้น   ที่นักวิชาการกำหนดขึ้นส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้น (สมมติสัจจะ)       พระพุทธเจ้าจึงทรงใช้กระบวนการโยนิโสมนสิการ และการพิสูจน์ด้วยปัญญาญาณ  เพื่อให้มนุษย์ก้ามข้ามข้อจำกัดของอายตนะภายในและอคติ 

การพิจารณาความจริงที่แท้จริง  ต้องไม่พึ่งพาเพียงการอนุมานทางตรรกศาสตร์ แต่ต้องอาศัยการสังเกต ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์  การฝึกฝนให้เกิดสมาธิ และการใช้ปัญญาญาณบริสุทธิ์ ในการตัดสิน  เพื่อให้ข้อสรุปที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ และสังคมมนุษย์ 


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ