การพิจารณาความจริงเกี่ยวกับมหาอำนาจโลกของพระพุทธเจ้า
(Considering The truth about The Buddha's worldly power)
บทนำ
การศึกษาวิวัฒนาการสู่การเป็นมหาอำนาจของจักรพรรดิโมริยะ (Mauurya Emprie) ผ่านประวัติศาสตร์พุทธศาสนามักเต็มไปด้วยทัศนะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ซึ่งอาศัยการอนุมานความรู้และการคาดคะเนข้อเท็จจริงตามหลักเหตุผล อย่างไรก็ตาม เหตุผลในทางปรัชญาบริสุทธิ์มักมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน บางครั้งการใช้เหตุผลถูกต้อง บางครั้งการใช้เหตุผลก็คลาดเคลื่อน บางครั้งการใช้เหตุผลก็เป็นเช่นนี้ และบางครั้งก็เป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและข้อจำกัดของนักปรัชญาผู้ใช้เหตุผลอธิบาย เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ทรงเป็นวิญญูชนจึงทรงตั้งข้อสงสัยต่อตรรกะเหล่านั้น จึงทรงคิดค้น "กระบวนวิธีพิจารณาความจริง" ขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเรื่องนั้นอย่างแท้จริง
๒.ขอบเขตของความรู้และอคติของมนุษย์
เมื่อมนุษย์รับรู้โลกผ่านอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ซึ่งมีข้อจำกัดในการรับรู้อีกทั้งยังตกอยู่ภายใต้พฤติกรรมของอคติ ๔ ประการได้แก่ ความรัก(ฉันทาคติ) ความเกลียดชัง (โทสาคติ) ความกลัว (ภยาคติ) และความไม่รู้ (โมหาคติ) ส่งผลให้ทัศนะของนักวิชาการ นักกฎหมาย หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสังคมมักสะท้อนเพียง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ขึ้น) ที่คลุมเครือไม่สามารถเข้าถึง "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้)ได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงวางรากฐานกระบวนการพิจารณาความจริง เพื่อให้เป็นเกณฑ์สากลในการตัดสินข้อเท็จจริง สำหรับแก้ปัญหาชีวิตและสังคม โดยแนวคิดนี้ถูกสืบทอดทอดไว้ทั้งในพระไตรปิฎกเถรวาทและมหายาน จนกลายเป็นรากฐานความคิดสำคัญ ที่ส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางกฎหมาย เช่นกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาในปัจจุบัน
๒.ขัดติยพละ๕ (อำนาจตามธรรมชาติของผู้นำมหาอำนาจ)
แนวคิดว่าด้วยกระบวนพิจารณาความจริงถูกสืบทอดและรักษาไว้ในพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ต่อมาพระภิกษุสงฆ์ได้นำภูมิปัญญานี้ไปเผยแผ่ในโลกตะวันตก จนกลายเป็นรากฐานทางความคิดที่รัฐสภาของนานาประเทศนำไปพัฒนาเป็น "กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เพื่อใช้เป็นกระบวนการยุติธรรมในการแก้ปัญหาและแก้ไขข้อพิพาททางสังคม
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นต้นกำเนิดแห่งความรู้ผ่านอายตนะภายใน ( ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ) ของตนเองซึ่งมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน อีกทั้งยังรับเอาชุดความรู้ที่ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาจากครูบาจารย์ในสถาบันการศึกษาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจมนุษย์ยังตกอยู่ภายใต้อคติ ๔ ประการได้แก่ ความไม่รู้ (โมหาคติ) ความกลัว (ภยาคติ) ความเกลียดชัง (โทสาคติ) และความรัก (ฉันทาคติ) เป็นต้น
เมื่อจิตใจของมนุษย์ตกอยู่ในไปความมืดมิด ย่อมส่งผลให้ขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงสูงสุด) เมื่อมีการใช้ตรรกะและเหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผลลัพธ์จึงมักมีความคลุมเครือ ไม่แน่อน บางครั้งถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็คลาดเคลื่อนไปในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น ด้วยเหตุนี้วิญญูชนจึงเกิดข้อสงสัยในขอบเขตความรู้เกี่ยวกับการเป็นมหาอำนาจของโลก และจำเป็นต้องใช้กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความจริงในเรื่องนี้
เพื่อก้าวข้ามความคลุมเครือและไม่ชัดเจนในเรื่องมหาอำนาจของโลกผ่านกรณีศึกษา "จักรพรรดิโมริยะ" ผู้เขียนจึงได้กำหนดขอบเขตความรู้เรื่อง "ขัตติยพล"(พละห้าประการของกษัตริย์) ให้ชัดเจน โดยอ้างอิงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
คำว่า "ขัตติยพล" หมายถึง ศักยภาพหรืออำนาจตามธรรมชาติ ๕ ประการของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้สามารถปกครองแผ่นดินและก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจของโลกได้ โดยไม่จำกัดรูปแบบการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐ หรือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าอำนาจตามธรรมชาติทั้ง ๕ ประการนี้เอง คือ คุณสมบัติหลักทำให้ผู้นำสามารถปกครองและนำพาผู้อื่นได้ ได้แก่
๑. พาหาพละ อำนาจทางกายและกำลังทหาร
๒. โภคพละ อำนาจทางโภคทรัพย์และทรัพยากรเศรษฐิจ
๓. อม้จพละ อำนาจทางอำมาตย์และระบการบริหาร
๔. อภิฉัจจพละ อำนาจทางชาติกำเนิด อัตลักษณ์และความสามัคคีของชนชาติ
๕. ปัญญาพละอำนาจทางสติปัญญาและวิสัยทัศนะ ยุทธศาสตร์
๒.๑. พาหาพละ (อำนาจทางกายและกำลังทหาร) ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า "พาหา" หมายถึง "แขน" ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายมนุษย์ในการจับถือและเคลื่อนไหว เมื่อนำมารวมเป็น "พาหาพละ" จึงหมายถึง พลังแห่งกำลังกาย โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของกำลังแขนที่เกิดจากการฝึกฝนทั่วสรรพค์กาย ส่งผลให้เกิดความคล่องแคล้ว ว่องไว และมีความแม่นยำในการใช้อาวุธต่อสู้กับอริราชศัตรู
ในประวัติศาสตร์ยุคพุทธกาล สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ทรงเป็นจอมทัพที่เสด็จออกนำกองทัพด้วยพระองค์เอง ดังนั้น ความเข้มแข็งทางพระวรกายจึงเป็นปัจจัยยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทำให้พระองค์ทรงสามารถใช้เครื่องยุทธภัณฑ์และใช้อาวุธรบพึ่งต่อเนื่องบนยุทธภูมิ ได้เป็นเวลานาน ยกตัวอย่างเช่น
เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วย"มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ" หรือ มหาบุรุษลักษณะ และทรงเชี่ยวชาญในศิลปศาสตร์ด้านยุทธศาสตร์และทหาร พวกพราหมณ์ทำนายไว้ว่า หากพระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพในทางโลก พระองค์จะทรงได้เป็น"พระเจ้าจักรพรรดิ" ผู้เป็นนำมหาอำนาจของโลก หากพระองค์ทรงออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์จะทรงได้เป็น "ศาสดาเอกของโลก" พระวรกายที่สมบูรณ์ พร้อมส่งผลให้พระองค์ทรงฝึกฝนยุทธวิธีได้อย่างชำนาญ เพื่อปกป้องแว่นแคว้นของราชวงศ์ศากะ อย่างไรก็ดี เมื่อทรงสละราชสมบัติออกผนวช พระองค์ได้ทรงใช้ความพยายามทางกายและใจในการค้นหาสัจธรรม และเสด็จจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยพระบาทเปล่าเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี
พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงแข็งแกร่งที่สุดในโลก และทรงมีพระวรกายสูงใหญ่และแข็งแรง พระองค์ทรงนำทัพเพื่อทำสงคราม จนสามารถขยายอาณาจักรพรรดิโมริยะได้อย่างกว้างขวาง จากเรื่องราวเกี่ยวกับพระชนม์ชีพของพระเจ้าอโศกมหาราช เราสามารถวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงได้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นทรงมีรูปร่างใหญ่โต และสง่างามของพระองค์สร้างความกลัวให้กับศัตรู ทำให้พระองค์ทรงสามารถต่อสู้กับศัตรูได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันโดยไม่หยุดพักได้
พระมหากษัตริย์ไทย (ในสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์) พระองค์ทรงเป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณ ในทางโลกทรงนำทัพออกศึกเพื่อปกป้องเอกราชและดูแลราษฎรผู้จงรักภักดี ให้พ้นจากการกดขี่ของศัตรูต่างชาติ ในทางจิตวิญญาณ พระองค์ทรงน้อมนำหลักทศพิธราชธรรม และอริยมรรคมีองค์ ๘ มาเป็นแนวทางในการปกครองแผ่นดินด้วยพระเมตตากรุณาของพระองค์ เป็นต้น
ในบริบทในยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง "พาหาพละ" ได้วิวัฒนนา การจากการใช้กำลังกาย และอาวุธระยะประชิดไปสู่เทคโนโลยี่ทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ระยะไกล สงครามไซเบอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคสารสนเทศ ความเป็นมหาอำนาจไม่ได้วัดกันที่กำลังกายของผู้นำ แต่วัดขีดที่ขีดความสามารถในการสั่งระบบเทคโนโลยี่ ป้องกันประเทศและเทคโนโลยี่ดิจิทัล ซึ่มีอำนาจทำลายล้างสูงและสามารถตัดสินผลแพ้ชนะของสงครามระยะไกล
๒.๒. โภคพละ (อำนาจทางเศรษฐกิจและทรัพยากร) เมื่อประเทศต่างๆ มีความมั่งคั่งทางการคลัง ทรัพยากรธรรมชาติ และมีระบบภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมของสังคม ตัวอย่างเช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงใช้ความั่งคั่งในการบริหารราชการ พระองค์จึงทรงเชื่อมั่นในการใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเห็นแสนยานุภาพของกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งทรงนำกองทัพมาโจมตีอนุทวีปอินเดีย และยึดครองแคว้นปัญจาบใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองด้วยพระองค์เอง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช อาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดียประกาศตนเป็นเอกราช และทำสงครามแย่งชิงอำนาจอธิปไตย พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตั้งปณิธานไว้ พระองค์ทรงนำทัพบุกโจมตีดินแดนต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดียอย่างขยันขันแข็ง เพื่อสถาปนาจักรพรรดิโมริยะและยึดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดียเพื่อป้องกันมิให้อาณาจักรมาซิโดเนีย หรืออาณาจักรอื่น ๆ มารุกรานอนุทวีปอินเดีย ดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้อเล็กซานเดอร์มหาราชส่งผลให้พระองค์ทรงสามารถจัดเก็บภาษี บริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างมั่งคั่ง และธำรงรักษาอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเหล่านั้นได้
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่ออุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและคุณธรรมในสังคม พระภิกษุและสามเณรตามแนวทางอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยมุ่งหวังให้บรรลุสัจธรรมสูงสุด ส่งผลให้ภิกษุเหล่านี้สามารถช่วยเหลือพระองค์ในการพัฒนาประชาชนในอาณาจักรโมริยะให้เป็นผู้มีศรัทธาในประเทศชาติของตน โดยพระภิกษุช่วยสั่งสอนประชาชนให้ศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างขยันขันแข็ง พระภิกษุก็จะมีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลแห่งอาณาจักรโมริยะ โดยมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชาติผ่านการพัฒนาประชาชน พระราชดำนี้มุงหมายให้พระภิกษุเหล่านี้ มีความตระหนักรู้ในบทบาทและความรับผิดชอบ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาของชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุภาระกิจและใช้ปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์เพื่อพัฒนาประชาชน เป็นต้น
๒.๓. อมัจจพละ (อำนาจบริหารและข้าราชการ) ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "อำมาตย์" คือ ข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ บุคคลากรรัฐเป็นตัวแทนของสถาบันของพระมหากษัตริย์ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของประชาชนชาวไทย บุคลากรภาครัฐต้องมีศรัทธาในการรับใช้ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อความมั่นคงของชาติไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ข้าราชการต้องมีความเพียรพยายามในการศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตนเองเป็นกำลังที่สำคัญของชาติ โดยนำปัญหาทุกข์ยากของประชาชนมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายของชาติ ดังนั้น ข้าราชการเหล่านี้ต้องพัฒนาตนเองตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า "อำนาจ ๕ ประการ" ข้าราชการ ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้าในการรับใช้ประชาชน เพื่อความมั่นคงของชาติและต้องขยันหมั่นเพียรในการทำงาน เพื่อบรรลุนโยบายของประเทศที่กำหนดไว้ในแต่ละปี
ข้าราชการต้องตระหนักถึงความรู้ที่สั่งสมมาจากมหาวิทยาลัย และประสบการณ์ชีวิต และรู้นำความรู้เหล่านี้ มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างทันท่วงที ข้าราชการต้องรู้จักทำสมาธิ เพื่อให้จิตใจแน่วแน่ในการทำงานจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย หรือนโยบายที่กำหนดไว้โดยไม่ท้อถอยและไม่ล้มเลิกกลางคัน ซึ่งก่อให้ความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าราชการต้องมีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงทั้งความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัติ โดยตระหนักว่าตำแหน่งหน้าที่ข้าราชการพลเรือนของตนนั้นก็เป็นสิ่งสมมติที่ไม่ยั่งยืน ก็จะต้องเกษียณอายุราชการไปคนอื่นก็มาดำรงตำแหน่งแทนที่ การใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก อันควรค่าแก่การศึกษา และวิจัยอย่างไม่สิ้นสุด
๒.๔.อภิชาตพละ (อำนาจทางชาติกำเนิดและอัตลักษณ์ของชาติ) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๖๔ คำว่า "ชาติ" หมายถึง กษัตริย์ ผู้มีชาติกำเนิดสูงส่ง เผ่าพันธ์ุนักรบ หรือกลุ่มชนทีมีความรู้สึกเดียวกันในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ถิ่นกำเนิด ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมหรืออยู่ภายใต้การปกครองรัฐบาลเดียวกัน
กล่าวคือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวทางเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ ภาษา ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความสามัคคีและพลังชาตินิยมในการปกป้องเอกราช
พระเจ้าอโศกมหาราชประสูติในราชวงศ์โมริยะ พระองค์ทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ทั้งในด้านวิชาการและการทหาร เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย กำลังถูกนักรบชาวตะวันตกยกทัพเข้ามารุกราน พระองค์ทรงมีความมั่นใจในศักยภาพของพระองค์เอง ที่จะทำสงครามเพื่อขยายอำนาจอธิปไตยและรวมอาณาจักรต่างๆ ในอนุทวีปอินเดียให้รวมตัวกันเป็นบึกแผ่น
พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในด้านการศึกษาและพัฒนาตนเองเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นมกุฏราชกุมารผู้ยิ่งใหญ่ บุรุษผู้ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีญาณทัศนะอันลึกซึ้ง ดังนั้น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชโจมตีประเทศต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย หากพระองค์ทรงปล่อยให้ชาติมหาอำนาจเข้ารุกรานอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย และใช้อำนาจอธิปไตยปกครองโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน ชีวิตของประชาชนในอาณาจักรโมริยะจะมืดมนตลอดไป เพราะขาดปัญญาที่จะเข้าใจความเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ถิ่นกำเนิด ขนบธรรม ประเพณีและวัฒนธรรมเดียวกัน ดังนั้นพระองค์ทรงมีปณิธานที่จะรวมชาติเป็นหนึ่ง
๒.๕. ปัญญาพละ (อำนาจทางสติปัญญา) เป็นอำนาจของผู้นำทัพที่จะแสดงขีดความสามารถที่สำคัญที่สุด เพราะกำลังทางร่างกายหรือทรัพยากรย่อมเสื่อมถอยได้ตามเวลา แต่ปัญญาในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การยุทธศาสตร์ และการเข้าใจ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) อย่างรอบด้าน จะทำให้ผู้ปกครองสามารถนำพาชาติรอดพ้นจากภัยคุกคามได้อย่างยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น แม้ว่ากษัตริย์อินเดียโบราณพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จะทรงมีสุขภาพพระวรกายแข็งแรงโดยเฉพาะพระพาหา (แขน) ที่กำยำ ทำให้พระองค์ทรงสามารถใช้อาวุธและต่อสู้กับศัตรูได้หลายวัน แต่เมื่อพระชนมายุมากขึ้น พระวรกายของพระองค์อาจทรงเสื่อมถอยลง ดังนั้น พระองค์อาจทรงถูกมองว่าด้อยกว่าอำนาจของข้าราชการ อำนาจของความมั่งคั่ง และอำนาจของชาตินิยม แม้ว่าอำนาจของข้าราชการจะเป็นอำนาจรองลงมา แต่ข้าราชการก็เป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้นเป็นอำนาจชั่วคราว หลังจากรับใช้ชาติมาสักระยะหนึ่ง อำนาจนั้นก็จะสิ้นสุดลงหรือพวกเขาก็จะเกษียณอายุ หากไม่มีค่าตอบแทน ยากที่จะรักษาความไว้วางใจและความศรัทธาในชาติ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ไว้
ดังนั้นอำนาจแห่งความมั่งคั่งจึงเป็นอำนาจลำดับที่สามและสำคัญที่สุดลำดับที่ ๔ คือชาตินิยมสูงสุด ชาตินิยมต้องมาก่อน โดยเฉพาะความสำคัญของอัตลักษณ์ในแง่ชาติพันธ์ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ประเพณีและขนบธรรมเนียม แม้ว่าชาตินิยมจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่ออาศัยอยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง พวกเขาก็จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของชุมชนนั้น สติปัญญาเป็นพลังที่สำคัญที่สุดแม้แต่สำหรับผู้นำที่มีร่างกายแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ผู้นำต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ส่งเสริมคุณค่าของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงความรู้ที่ได้จากการเสด็จเยี่ยมราษฎรทั้งทางตรงและทางอ้อม และความรู้ที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ตัวอย่างจากสงครามในอดีตได้
พวกเขาต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง ต้องมีสติปัญญาและทักษะในการต่อสู้ แต่หากความเข้มแข็งทางจิตใจ สมาธิและปัญญา จะทำให้พวกเขาเสียเปรียบศัตรูในการทำสงคราม
๓.วิธีพิจารณาความจริง (Method of Truth Verification)
แนวคิดเรื่อง "มหาอำนาจโลก" นั้น ที่นักวิชาการกำหนดขึ้นส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) พระพุทธเจ้าจึงทรงใช้กระบวนการโยนิโสมนสิการ และการพิสูจน์ด้วยปัญญาญาณ เพื่อให้มนุษย์ก้ามข้ามข้อจำกัดของอายตนะภายในและอคติ
การพิจารณาความจริงที่แท้จริง ต้องไม่พึ่งพาเพียงการอนุมานทางตรรกศาสตร์ แต่ต้องอาศัยการสังเกต ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ การฝึกฝนให้เกิดสมาธิ และการใช้ปัญญาญาณบริสุทธิ์ ในการตัดสิน เพื่อให้ข้อสรุปที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ และสังคมมนุษย์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น