องค์ประกอบที่ ๓ ของพระพุทธศาสนาคือนักบวช
The third element of Buddhism is the monks
บทนำ

คำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุเรียกว่า "อภิญญา๖" ซึ่งเป็นพลังเหนือธรรมชาติ ๖ ประการที่ได้มาจากการตรัสรู้ได้แก่ อิทธิวิธีคือพลังเหนือธรรมชาติได้ ทิพโสตคือพลังการได้ยินอันศักดิ์สิทธิ์ เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดรู้ถึงจิตใจของผู้อื่น) เป็นต้น หากพระพุทธเจ้าทรงไม่ได้เผยแพร่คำสอนเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตแก่ผู้คนในอนุทวีปอินเดียเพื่อให้พวกเขาได้ศึกษาและพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองความรู้เรื่อง"อภิญญา๖" ก็จะสูญหายไปพร้อมกับการปรินิพพานของพระองค์
การปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการเพื่อบรรลุสัจธรรมแห่งชีวิตเผยให้มนุษยชาติเห็นว่า ชีวิตของพวกเขากำเนิดมาจากปัจจัยทางกายและจิตใจ เมื่อวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นเวลาเก้าเดือน เมื่อเกิดมาแล้ว คลอดออกจากครรภ์มารดา บิดาหรือมารดาจะตั้งชื่อและนามสกุลให้แก่บุตรแรกเกิด เนื่องจากทารกนั้นรับรู้ได้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์ที่เกิดขึ้น ดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วสูญหายไปจึงถือว่าทารกเป็นมนุษย์เป็นความจริงที่สมมติขึ้น ดังนั้น พระพรหมจึงไม่ได้สร้างมนุษย์ตามคำสอนของพราหมณ์อารยันที่สืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ความรู้ที่ได้จากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จะหายไปจากโลกมนุษย์ เมื่อพระองค์ปรินิพพาน ชีวิตมนุษย์จะยังคงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดของความเชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้าต่อไป จนกระทั่งพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ปรากฏขึ้นในโลกมนุษย์พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะเผยแผ่คำสอนในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายต่อไปตลอดระยะเวลากว่า ๔๕ ปีของการเผยแพร่คำสอนเหล่านั้นได้สั่งสมอยู่ในจิตใจของผู้คนในอนุทวีปอินเดีย หลายคนศึกษาและปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการจนบรรลุธรรม สำเร็จเป็นพระอรหันต์
๒.ศาสนบุคคลในพระพุทธศาสนา
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผู้เขียนย่อมมีข้อจำกัดในการรับรู้โลกผ่านอายตนะภายในของตนเอง และมักมีอคติต่อผู้อื่นเพื่อยืนยันความจริงที่เกิดขึ้นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ จินตนาการของผู้เขียนนั้นไร้ขอบเขตความรู้ ทำให้เกิดภาพในจิตใจที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน ดังนั้น ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรู้เกี่ยวกับศาสนบุคคลในพระพุทธศาสนา โดยใช้คำนิยามจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานฉบับปี ๒๕๕๔ พจนานุกรมนี้ให้คำนิยามว่า "ศาสนบุคคล คือนักบวชในศาสนา" เช่น พระภิกษุ สามเณรในพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม คำว่า "ศาสนิกชน" หมายถึง บุคคลที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ดังนั้นศาสนบุคคลในพระพุทธศาสนาจึงมักถูกเรียกว่า"ชาวพุทธ" เป็นต้น
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงเข้าใจกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ พระองค์จึงทรงค้นพบแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์ คือ "วิญญาณ" ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษยชาติ วิญญาณนี้สถิตอยู่ในร่างกายชั่วคราว เพื่อรับรู้เรื่องราวของโลกเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสังคม และเก็บข้อมูลเหล่านั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ มนุษย์ทุกคนดำเนินชีวิตตามกรรมที่ตนสร้างไว้และสั่งสมกรรมเป็นคำสัญญา(ความทรงจำ) ในจิตใจ
เมื่อฤาษีทั้งห้าคน (ปัญจวัคคีย์) ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า พวกเขาก็เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติและความขุ่นเคือง พวกเขามีอุปนิสัยอ่อนโยน เหมาะสมกับที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม พวกเขายึดมั่นในอุดมการณ์ของการปฏิบัติธรรมและมีความแน่วแน่ในการปฏิบัติตนต่อหน้าผู้อื่น พวกเขาสามารถระลึกรู้ถึงความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ และใช้ความรู้นั้นในการแก้ไขปัญหาของตนเอง เมื่อฤาษีทั้งห้า (ปัญจวัคคีย์) เกิดศรัทธาและได้รับการบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา พวกเขารู้จักกันในนามว่า "นักบวช" เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน ฆราวาสได้ฟังธรรมเทศนาของพระภืกษุ ก็ยึดมั่นในพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธองค์ และพระสงฆ์ตลอดชีวิตของพวกเขา พวกเขาเหล่านี้เป็นที่รู้จักในนามเรียกว่า "พุทธศาสนิกชน"(ผู้ติดตาม) เป็นต้น
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะทรงเริ่มสอนหลักธรรม และหนทางบรรลุสัจธรรม พระองค์ทรงตระหนักว่าหลักการแห่งการตรัสรู้ ซึ่งครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับมนุษยชาติ นั้นลึกซึ้ง และยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว พระองค์ทรงตระหนักว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดจากการรวมกันของปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดชีวิตใหม่ด้วยจิตวิญญาณที่สั่งสมความรู้ตามความสนใจของตนเองพระองค์ทรงใช้พระปัญญาพิจารณาว่ามนุษยชาติมีระดับสติปัญญาที่แตกต่างกัน และยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะรับฟังคำสอนของพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป
ดังที่ปรากฎในคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ วินัยปิฎกเล่มที่ ๔ มหาวรรคภาค ๑ [๑ มหาขันธกะ] ๕. พรหมจนคาถาเรื่องพิจารณาเปรียบเวไนยสัตว์เปรียบเหมือนดอกบัว ข้อ๙.ว่า "ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาค ทรงรับคำทูลอาราธนาของพรหมและเพราะอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ เมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย (มนุษย์) ผู้มีธุลีในตาน้อยก็มีมีธุลีในตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ที่มีอาการดี ที่มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี มีอุปมาเหมือนในกออุบล ในกอปทุมหรือในกอบุณฑริก ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ อยู่เสมอน้ำ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ ไม่แตะน้ำฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย (มนุษย์) ผู้มีธุลีในตาน้อยก็มี มีธุลีในตามาก มีอินทรีย์แก่กล้ามีอินทรีย์อ่อน ที่มีอาการดี ที่มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มีบางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี".
พระพุทธเจ้าทรงตั้งใจที่จะแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรกกล่าวคือหลังจากพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตรัสรู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ พุทธศาสนิกชนขนานพระนามว่า "พระพุทธเจ้า" พระองค์ทรงตัดสินพระทัย ที่จะแสดงหลักธรรมที่ทรงค้นพบแก่มนุษยชาติทั่วโลก โดยเฉพาะบุคคลที่ช่วยเหลือพระองค์ในการแสวงหาการหลุดพ้นจากความมืดมิดของชีวิตและภัยในวัฏสงสาร เมื่อทรงค้นพบสัจธรรมของชีวิตแล้ว พระพุทธองค์ทรงระลึกถึงผู้มีศรัทธาในพระองคือย่างแน่วแน่และไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ทางโลก ซึ่งรู้จักในนามว่า "โลกธรรม ๘" เช่นเดียวกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษา มีงานที่ดี และมีทรัพย์สิน ควรจะระลึกถึงผู้มีศรัทธาในตน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก
๑) อาฬารดาบส เมื่อทรงตรัสรู้แจ้งไป ๔๙ วัน ทรงระลึกถึงบุคคลที่จะทรงแสดงธรรมให้ฟังคืออาฬารดาบส แต่อาฬาร ดาบสนั้น เสียชีวิตไปก่อนพระองค์ตรัสรู้ได้ ๗ วันแล้ว ดังปรากฎหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่ม ๔ ฉบับมหาจุฬา ฯพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ มหาสวรรคภาค ๑. ว่าด้วยพระภิกษุปัญจวัคคีย์ว่าด้วยอาฬารดาบส กาลามโคตร ข้อ.๑๐ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจะรู้จักธรรมได้ฉับพลัน แล้วทรงดำริต่อไปอีกว่า อาฬารดาบส กาลามโคตรนี้เป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีในตาน้อยมานาน ถ้ากระไร เราจะแสดงธรรมแก่อาฬารดาบส กาลามโคตรก่อน เธอจักรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน. ลำดับนั้นเทวดาผู้ไม่ปรากฏกายมาทูลพระผู้มีพระภาคว่า "พระองค์ผู้เจริญ อาฬารดาบส กาลามโคตรทำกาละได้ ๗ วันแล้ว แม้แต่พระผู้มีพระภาคก็ได้เกิดญาณขึ้นว่าอาฬารดาบส กาลามโคตรทำกาละได้ ๗ วันแล้ว จึงทรงดำริว่าอาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นผู้เสื่อมนานหนอเพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ ก็จะพึงรู้ได้ฉับพลัน.
๒) อุททกดาบส รามบุตร เมื่อทรงตรัสรู้แจ้งไป ๔๙ วัน ทรงระลึกถึงบุคคลที่จะทรงแสดงธรรมให้ฟังคืออุททกดาบส เสียชีวิตไปก่อนพระองค์ตรัสรู้ได้ ๑ วันแล้ว ดังปรากฎหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่ม ๔ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ มหาสวรรคภาค ๑. ว่าด้วยพระภิกษุปัญจวัคคีย์เรื่องว่าด้วยอุททกดาบส รามบุตรข้อ.๑๐ .... ต่อมาพระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจะรู้จักธรรมได้ฉับพลัน แล้วทรงดำริต่อไปอีกว่า อุททกดาบส รามบุตร เป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีในตาน้อยมานาน ถ้ากระไร เราจะแสดงธรรมแก่อุททกดาบส รามบุตรก่อน เธอจักรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน
ลำดับนั้นเทวดาผู้ไม่ปรากฎกาย มาทูลพระผู้มีพระภาคว่า "พระองค์ผู้เจริญอุททกดาบส รามบุตร ทำกาละได้เมื่อวานนี้แล้ว.
แม้แต่พระผู้มีพระภาค ก็ได้เกิดญาณขึ้นว่าอุททกดาบส รามบุตรทำกาละได้เมื่อวานนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า อุททกดาบส รามบุตร เป็นผู้เสื่อมนานหนอเพราะถ้าเธ๓)
๓.ปัญจวัคคีย์ เมื่อทรงตรัสรู้แจ้งไป ๔๙ วันเมื่อทรงรู้ว่าอาจารย์ทั้งสองท่านเสียชีวิตไปทั้งหมดแล้วทรงระลึกถึงบุคคลที่จะทรงแสดงธรรมให้ฟังคือ อาฬารดาบส ในพระไตรปิฎกเล่ม ๔ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ มหาสวรรคภาค ๑. ว่าด้วยพระภิกษุปัญจวัคคีย์เรื่องว่าด้วยอุททกดาบส รามบุตรข้อ.๑๐..... ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำริดังนี้ว่า เราจะแสดงธรรมแก่ผู้ใดก่อนหนอ ใครจักได้รับรู้ธรรมได้ฉับพลัน จึงทรงดำริว่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะแก่เรามากที่ได้ปรนนิบัติเราผู้มุ่งหน้าบำเพียรมา ถ้ากระไร เราจะพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน แล้วทรงดำริต่อไปอีกว่า บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ....ก็เห็นภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์."
๓.ปัญจวัคคีย์ เมื่อทรงตรัสรู้แจ้งไป ๔๙ วันเมื่อทรงรู้ว่าอาจารย์ทั้งสองท่านเสียชีวิตไปทั้งหมดแล้วทรงระลึกถึงบุคคลที่จะทรงแสดงธรรมให้ฟังคือ อาฬารดาบส ในพระไตรปิฎกเล่ม ๔ ฉบับมหาจุฬา ฯ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ มหาสวรรคภาค ๑. ว่าด้วยพระภิกษุปัญจวัคคีย์เรื่องว่าด้วยอุททกดาบส รามบุตรข้อ.๑๐..... ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำริดังนี้ว่า เราจะแสดงธรรมแก่ผู้ใดก่อนหนอ ใครจักได้รับรู้ธรรมได้ฉับพลัน จึงทรงดำริว่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะแก่เรามากที่ได้ปรนนิบัติเราผู้มุ่งหน้าบำเพียรมา ถ้ากระไร เราจะพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน แล้วทรงดำริต่อไปอีกว่า บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ....ก็เห็นภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์."
จากข้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ นั้น เราวิเคราะห์ได้ว่าพระพุทธองค์จึงตัดสินใจเดินทางจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคมปัจจุบันเรียกว่า "พุทธคยา" ห่างจากป่าอิปตนมฤคทายวัน ๒๕๕ กิโลเมตร เพื่อแสดงธรรมให้แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เพราะพวกเขาเป็นผู้มีอุปการะคุณแก่พระพุทธองค์ขณะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ภูเขาดงคสิรินั้น ได้ช่วยเหลือปรนนิบัติรับใช้พระองค์ เชื่อว่าพระองค์จะบรรลุธรรมด้วยการบำเพ็ญทุกรกิริยาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้.
1 ความคิดเห็น:
สาธุๆๆๆ🥰😇
แสดงความคิดเห็น