The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : การค้นพบตนเองดีกว่าการค้นพบผู้อื่นอย่างไร ?

   บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ  :  การค้นพบตนเองดีกว่าการค้นพบผู้อื่นอย่างไร ?(Introduction to BuddhaBhumi Philosophy :  How is Self-discovery  Better than Discoverying   Others ?)


สารบาญ
๑. บทนำ 
๒. การค้นหาตนเอง
๓. การค้นหาผู้อื่น

๑.บทนำ ความสำคัญและที่มาของปัญหา

     ในกระแสวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานคือ "ข้อจำกัดด้านอายตนะภายใน(การรับรู้)" และ "อคติส่วนตน" มนุษย์มักขับเคลื่อนชีวิตด้วยความไม่รู้ (อวิชชา) ทั้งในระดับ "สื่งสมมติ" และ "ระดับปรมัติ"  ส่งผลให้การมอิงโลกและการดำเนินชีวิตถูกบดบังด้วยความมืดมิด ภายใต้กฎไตรลักษณ์และกฎธรรมชาติที่ว่า "ทุกคนเกิดมาต้องตาย"  แม้ลึก ๆ แล้ว มนุษย์จะปรารถนาความสุขที่เป็นอมตะชั่วนิรันดร์  แต่ในความจริงเป็นจริงกลับต้องเผชิญกับความทุกข์จากการพลัดพราก ความเสื่อมถอยของสังขาร และความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตของชีวิตทุกเมื่อเมื่อเชื่อวัน  

           พระพุทธเจ้าทรงมองว่า "มนุษย์" หรือ "ตัวตน" เป็นเพียงความจริงโดยสมมติ (สมมติสัจจะ) แต่เพราะความติดสุข และเพลิดเพลินโนโลกียสุข มนุษย์ส่วนใหญ่จึงละเลยที่จะพัฒนาศักยภาพของตนตามอริยมรรคมีองค์ ๘  และหันไปให้ความสนใจ  พยายามสืบเสาะ แสวงหาความรู้เรื่องราวของ "ตนเอง" ทั้งที่ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายและมีกิเลสตัณหา ซ่อนเร้นอยู่อยู่ภายในจิตใจ ไม่ต่างกัน

             นับตั้งแต่อดีตที่มนุษย์ต้องดิ้นรนต่อสู้กับภัยธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดและแสวงหาปัจจัย ๔ จนกระทั่งรวมตัวกันเป็นสังคม  เมืองและรัฐ ทว่าความกลัวและความเห็นแก่ตัวกลับนำมาซึ่งอคติ ความขัดแย้งและการกดขี่ข่มเหงระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ในอดีตยุคศาสนาพราหมณ์      มนุษย์พยายามหาทางออกให้ชีวิตด้วยการพึ่งพาอำนาจดลบันดาลจากเทพเจ้า ยอมจำนนต่อระบบวรรณะที่ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ และปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง  จนกระทั่งการอุบัติขึ้นและการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงเปิดเผยความจริงเรื่องดวงวิญญาณและกฎแห่งกรรม ทรงชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในเสมอกัน และสามารถหลุดพ้นจากกรอบจารีตวรรณะแบบเดิมได้ 

          เมื่อตัดสลับมาสู่ยุคดิจิทัลในปัจจุบัน     แม้โลกจะก้าวหน้าไปไกลด้วยเทคโนโลยี่ และการแบ่งปันข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต  แต่มนุษย์กลับยิ่งใช้ประสาทสัมผัส (อินทรีย์ทั้ง ๖)  ไปในการแสวงหาสิ่งภายนอก เพื่อปรนเปรอตัณหา ความอยากรู้ อยากเห็น เสพติดความมั่งคั่ง ชื่อเสียงและการยอมรับในโลกออนไลน์  เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและความแปรปรวนทางอารมณ์ได้ง่ายขึ้น เมื่อไม่รู้จักตัวเองดีพอ  มนุษย์ยุคนี้จึงมักฝากชีวิตและแนวทางการตัดสินใจไว้กับคำแนะนำภายนอก เช่น หมอดู หรือที่ปรึกษา   มากกว่าจะเชื่อมั่นในสติปัญญา และการกระทำของตนเอง  


๒.คำถามวิจัยและความจำเป็นในการศึกษา  

       จากภาพสะท้อนทางสังคมดังกล่าว ผู้อ่านหรือผู้ศึกษาย่อมเกิดความสงสัยใคร่รู้ ภายใต้ข้อจำกัดของการรับรู้และอคติที่มีอยู่ว่า

        "ในเมื่อสิ่งเร้าภายนอกและเรื่องราวของผู้อื่นช่างน่าเย้ายวนใจ เหตุใดในทางปรัชญาพุทธภูมิ การค้นพบตัวเอง (Self-discovery) จึงมีความสำคัญ มีคุณค่าและดีกว่าการค้นพบผู้อื่น  (dicovery others) อย่างไร ? และกระบวนการเปลี่ยนแปลงผ่านจากการมองออกไปภายนอก สู่การมองย้อนกลับเข้าภายในนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?"

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ยังไม่มีคำอธิบายทางวิชาการที่ร้อยเรียงไว้อย่างเป็นระบบและชัดเจนเพียงพอ จึงเป็นที่มาให้ผู้เขียน เกิดความสนใจ ที่จะทำการศึกษาค้นคว้าเชิงลึก

๓.วัตถุประสงค์และระเบียบวิธีวิจัย

        บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐาน เชิงปรัชญาและพระพุทธศาสนา โดยอาศัยแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิที่สำคัญได้แก่ :

พระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)
คัมภีร์อรรถกถา
เอกสาร ตราสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

นำมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงตรรกะและปรัชญา  เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความเห็นของคำตอบที่สมเหตุสมผล ปราศจากข้อกังขา

        
             ในยุคปัจจุบัน คนทั่วโลกมีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญลายลักษ์อักษรของทุกประเทศทั่วโลก ทุกคนมีศักยภาพในการบรรลุความฝันในชีวิต        แต่ความสำเร็จไม่ได้มาง่าย ๆ  เพราะทุกคนต้องทำด้วยตนเอง     และต้องใช้ความอดทนอย่างมาก  อาจใช้เวลาหลายวัน   หลายเดือน หรือหลายปีในการบรรลุเป้าหมาย   การจ้างคนอื่นมาทำงานให้ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง   บางคนอ้างว่างานของคนอื่น เป็นของพวกเขาเอง      หรือบางคนเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย   มีเศรษฐกิจและสังคมที่ดี      แต่พวกเขาไม่ต้องการเป็นในสิ่งคนอื่นต้องการให้เป็น    ถึงแม้ว่่าพวกเขาจะเป็นแบบนั้นได้ แต่พวกเขาก็จะไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็น   ทุกวันนี้มี ผู้คนนับล้านเข้าสู่ระบบการศึกษาของชาติเป็นเวลาหลายปี       เพื่อค้นหาอาชีพที่เหมาะกับพวกเขา  แต่การค้นหาตัวเองต้องใช้ปัจจัยทางการเงินเมื่อไม่มีทุน พวกเขาก็ต้องละทิ้งความฝัน        เพื่อหาเงินมาลงทุนในความฝันของตนเอง  แต่มีบุคคลอีกประเภทหนึ่ง   ที่ไม่เคยค้นพบตัวเอง    พวกเขามีชีวิตที่อ่อนแอ  เพราะไม่เคยฝึกตนตัวเองให้เข้มแข็งด้วยการทำสมาธิ  แม้ว่าจะมีความทะเยอทะยานสูง แต่ก็ไม่บริสุทธิ์  มีอคติต่อผู้อื่นและ   มักจะอารมณ์แปรปรวน     พวกเขามีบุคลิกที่หยาบคาย ไม่เหมาะกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม    เป้าหมายชีวิตก็ไม่แน่นอนและอ่อนไหวต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่น ด้วยซื่อสัตย์และยุติธรรมได้ จึงมักใช้ชีวิตในทางที่เสื่อมเสีย   

            เมื่อไม่รู้จักตัวเองดีพอ      พวกเขามักจะปรึกษาคนอื่นเรื่องชีวิตของตนเอง  เช่น หมอดู  พระภิกษุและที่ปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน  ?     เพื่อให้รู้จักตัวเองมากขึ้น พวกเขาจึงเชื่อคำแนะนำของคนอื่น  มากกว่าที่เชื่อตัวเองในการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในชีวิต  แม้ว่าพวกเขาจะได้รับคำแนะนำที่ดี  คำอธิบายที่สมเหตุสมผล  คำตอบที่เข้าใจได้  แต่สุดท้ายแล้วความสำเร็จในชีวิต  เริ่มต้นจากการกระทำของเราเอง  

             การค้นพบตนเองของมนุษย์ เริ่มต้นเมื่อพวกเขาเป็นผู้ใหญ่  พวกเขาต้องเรียนหนังสือและอยากเป็นที่หนึ่งในชั้นเรียน หลังเรียนจบ  พวกเขาต้องการทำงานในหน่วยงานราชการ   ห้างสรรพสินค้า  บริษัทจำกัดหรือธุรกิจของตนเอง       เมื่อมีรายได้เพียงพอ พวกเขาต้องการแต่งงานและมีครอบครัว      แต่ความสำเร็จที่พวกเขาต้องการนั้นยากลำบาก   พวกเขาต้องอดทนตลอดชีวิต  บางครั้งพวกเขาต้องทำงานแลกกับสุขภาพของตนเอง นี่คือความจริงที่มนุษย์ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

             มีประเด็นที่เราต้องพิจารณาในการคิดเกี่ยวกับความสำเร็จในชีวิตของเรา      เพราะแต่ละคนมีความสนใจในชีวิตที่แตกต่างกัน  บางคนต้องการความมั่งคั่งจากการมีเงินมากมาย   บางคนต้องการชื่อเสียงจากการยกย่องในโลกออนไลน์      บางคนต้องการตำแหน่งเพื่อเป็นหนทางสู่ความสำเร็จในชีวิต เช่น ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะประสูติในโลกมนุษย์  พวกเขาเชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันว่า        มนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากกายของพระพรหมและทรงกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ให้ทำงานตามวรรณะที่เกิด   หากมนุษย์อยากประสบความสำเร็จในชีวิต  พวกเขาก็ต้องถวายเครื่องบูชาเพื่อขอเทพเจ้าช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิต  แต่เมื่อพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้นไม่ใช่ทุกคนจะสมหวังในชีวิต  และผู้ฝ่าฝืนกฎหมายจารีตวรรณะประเพณีจะต้องกลายเป็นคนจัณฑาลต้องละทิ้งสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพการศึกษา   และพิธีกรรมตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์     ปัญหาจัณฑาลนี้เป็นสาเหตุของการปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ (Sakka country)เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะจารีตประเพณีต่อรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ   แต่สมาชิกรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในการบริหารรัฐสักกะที่เรียกว่า "หลักอปริหานิยธรรม" ซึ่งบัญญัติว่าห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว  

       การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้ผู้คนรู้ว่าชีวิตมนุษยทุกคนมีวิญญาณอยู่ในร่างกายของมนุษย์   และเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ใหม่ในโลกมนุษย์  เมื่อคนตาย วิญญาณจะออกจากร่างไปสู่อีกโลกหนึ่ง  วิญญาณคือตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์และไม่สูญหายไปพร้อมกับความตายของมนุษย์  มนุษย์จึงไม่ได้ถูกพระพรหมสร้างขึ้นจากพระกายของพระพรหมตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน  แต่เดิมทีในสมัยพระเจ้าโอกกากราช ทรงเป็นมหาราชปกครองแคว้นโกลิยะและเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ศากยะพระองค์ทรงเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระพรหมและประกาศใช้บังคับให้คำสอนของพราหมณ์เป็นคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี   ให้แบ่งประชาชนในแคว้นของพระองค์ออกเป็น ๔ วรรณะ   ตามเจตจำนงของพระพรหมผู้สร้างมนุษย์     การออกกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะนั้น  ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความมืดมิดไม่มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของชีวิต เนื่องถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา การทำงาน และการบูชาตามความเชื่อของตนเองได้ เป็นต้น         

              ปัจจุบัน    โลกมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็จเพราะมนุษย์แบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสของตนบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต เมื่อมนุษย์เรียนรู้จากการอ่าน การฟัง  การเขียน   และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต มันถูกนำไปใช้ในการทำงาน และจิตใจอาศัยอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖  เป็นสะพานเชื่อมเรื่องราวภายนอกเกี่ยวกับโลก  จักรวาล  และจิตวิญญาณของมนุษย์    เมื่อสัมผัสสิ่งของต่างๆ  ย่อมทำให้จิตของมนุษย์มีความอยากที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ พวกเขาก็จะแสวงหาสิ่งภายนอกเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขา  และอยากสัมผัสมันอยู่ตลอดเวลา หากได้รับสิ่งใดแล้ว     จิตวิญญาณก็จะยินดีด้วยความพอใจและครอบครองมันต่อไป   แต่เมื่อจิตวิญญาณได้ครอบครองมัน      อยู่สักหนึ่งก็เบื่อหน่าย พวกเขาก็จะค้นหาสิ่งใหม่ ๆ  ต่อไปเพื่อสนองความต้องการของพวกเขาหรืออยากได้อะไรสักอย่าง    แต่ไม่ได้สิ่งนั้นก็จะเกิดทุกข์เพราะความไม่พอใจในอารมณ์นั้น ๆ  เป็นต้น    ตัวอย่างเช่น  ทะเลาะวิวาททำร่างกาย  ฆ่าผู้อื่น   ลักทรัพย์ผู้อื่น ล่วงประเวณีคนรักผู้อื่นและคู่ครองของกันและกัน  พูดจาดูถูกเหยียดหยามกัน การดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติดในสถานบันเทิง   ความมั่งคั่งและชื่อเสียงของประชาชนในสังคม  ฐานะทางการเงินและสามารถท่องเที่ยวรอบโลกได้  ยิ่งแบ่งปันพฤติกรรมในสังคมมากเท่าใด     ผู้คนก็ยิ่งสนใจตนมากขึ้นเท่านั้น  และพฤติกรรมของคนก็จะนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบมากขึ้นเท่านั้

         ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงที่ได้ยินยังไม่ชัดเจนว่าการแสวงหาตนดีกว่าคนอื่นได้อย่างไร? ทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยใคร่รู้และสนใจศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับค้นพบตนเองดีกว่าผู้อื่น (Finding yourself better than others)ต่อไป จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง  และรวบรวมหลักฐานจากแหล่งความรู้ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ อรรถกถา และเอกสารวิชาการอื่นๆและวิเคราะห์หลักฐานเพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ คำตอบในบทความนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมวิทยากรเพื่อใช้บรรยายกับผู้แสวงบุญในแดนพุทธภูมิ ให้มีเนื้อหาของความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน กระบวนการวิเคราะห์หาเหตุผลของคำตอบจากแหล่งที่มาของความรู้นั้น ๆ  คำตอบจะเป็นความรู้ที่สมเหตุสมผลโดยปราศจากความสงสัยในข้อเท็จจริงของคำตอบในเรื่องนี้อีกต่อไปสำหรับกระบวนการวิเคราะห์ในบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยของนิสิตปริญญาเอกสาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์หลักฐาน เพื่อให้ได้ความจริงอันเป็นที่สุดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้ความรู้ที่มีเหตุสมมีผลและเข้าใจในพระพุทธศาสนามากขึ้นไป.




6 ความคิดเห็น:

ภณ วงศ์ธรรมะ กล่าวว่า...

อนุโมทนาสาธุครับ

ภณ วงศ์ธรรมะ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ภณ วงศ์ธรรมะ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
Unknown กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
Unknown กล่าวว่า...

สาธุค่ะพระอาจารย์...

เพ็ญลดา ใจปิง กล่าวว่า...

สาธุคะพระอาจารย์

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ