The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

๙. การใช้เหตุผลเพื่ออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

 ๙. การใช้เหตุผลเพื่ออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ?

(How can reasoning be used to explain the teachings of the Buddha?) 

๑.บทนำ        โดยทั่วไป     ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากการรวมตัวขององคืประกอบทางร่างกาย (รูปธรรม)   และจิตใจ (นามธรรม) ในครรภ์มารดาตลอดระยะเวลา ๙  เดือน      เมื่อเติบโตขึ้น    จิตใจมนุษย์จะทำหน้าที่ผ่านอายตนะภายภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น  กาย ใจ)   เพื่อรับรู้สิ่งเร้า และเหตุการณ์ต่าง ๆ  ในชีวิตและสั่งสมสิ่งเหล่านั้นกลายเป็น "หลักฐานทางอารมณ์ "ที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตสำนึก

อย่างไรก็ตาม          มนุษย์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บันทึกข้อมูลตามธรรมชาติเท่านั้น     แต่ยังเป็น "นักคิด" โดยสัญชาตญาณ       เมื่อรับรู้    สิ่งเร้า       (หลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ) จะถูกมาวิเคราะห์ด้วยกระบวนการอนุมานความรู้  (Inference) เพื่อค้นหาและพิสูจน์ความจริงของสิ่งนั้น  ๆ          การใช้เหตุผลซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญทางปรัชญาที่มนุษย์ใช้แสวงหาคำตอบเกี่ยวกับความจริงของชีวิต
   
๒.ข้อจำกัดของเหตุผลแบบมนุษย์กับความจริงแท้ในทางพุทธศาสนา             

            ในทัศนะของพระพุทธศาสนา    การใช้เหตุผลทางตรรกศาสตร์หรือปรัชญาทางโลกของมนุษย์ทั่วไป ยังข้อจำกัดอย่างยิ่ง เนื่องจากอายตนะภายในของปุถุชนมีความสามารถในการรับรู้ที่จำกัด         อีกทั้งกระบวนการคิดยังมักถูกครอบงำด้วยอคติและความไม่รู้ (อวิชชา)  ส่งผลให้การคาดคะเนความจริงของนักตรรกศาสตร์    หรือนักปรัชญาทางโลก    มักมีความไม่แน่นอนบางครั้งก็ถูกต้อง  บางครั้งผิดพลาด      หรือแปรเปลี่ยนไปตามมุมมองส่วนตนบุคคล 

ในทางกลับกัน "พระสัจธรรม " ของพระพุทธเจ้าคือความจริงแท้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา(อกาลิโก)และทนทานต่อการพิสูจน์     การเข้าถึงความจริงนี้ไม่ได้เกิดจากการยอมรับด้วยความเชื่ออย่างงมงายแต่ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีหลักการสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้  

            ๒.๑ การวิเคราะห์ตัวบทข้อความ  (Textual Analysis) เริ่มต้นจากการศึกษาคัมภีร์ขั้นปฐมภูมิ คือ  พระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)     ควบคู่ไปกับคัมภีร์ชั้นรองอย่าง อรรถกถา    ฏีกาและอนุฎีกาอย่างละเอียดถี่ถ้วน      เพื่อเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคำสอน  ป้องกันการตีความตามอำเภอใจหรือความเข้าใจผิวเผินส่วนตน     

             ๒.๒ การเปรียบเทียบและสังเคราะห์ (Comparison  and Synthesis) :   นำคำสอนในส่วนต่าง ๆ  มาเชื่อมโยงและเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของหลักธรรมต่าง ๆ      เพื่อให้เห็นภาพรวมที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวไม่ขัดแข้งกัน    

              ๒.๓ การใช้ตรรกะและเหตุผลที่ปราศจากอคติ (Logical  Reasonning)       ใช้หลักตรรกะตรวจสอบความสมเหตุสมผล  โดยหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ  ปราศจากความลำเอียงหรือความเชื่อส่วนบุคคล   

            ๒.๔ การอ้างอิงหลักฐานที่เป็นระบบ (Evidence - Based  Reference )   ทุกข้อสรุปต้องมีการอ้างอิงหลักฐานต่าง ๆ  (พยานเอกสารเช่น พระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา  ที่น่าเชื่อถือเพื่อยืนยันว่าแนวคิดนั้นสอดคล้องกับคำสอนดั้งเดิม

    ๒.๕  การพิสูจน์ผ่านประสบการณ์ตรง  (Empirical Verification)   พระพุทธเจ้าเน้นการเข้าถึงความจริงในระดับต่าง ๆ  คือ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)  คำอธิบายเชิงเหตุผล จึงเชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริงทั้งของตนเองและผู้อื่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่นำไปใช้ได้จริง

๓.ถอดรหัสกระบวนการคิดของพระพุทธเจ้า :จากมโนกรรม" สู่ "อภิญญา"
                  หากเราต้องการอธิบายคำสอนเรื่อง "ชีวิต" เราอาจเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์บริบทในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)  ซึ่งระบุแนวคิดของพราหมณ์โบราณเป็นนักตรรกศาสตร์ หรือนักปรัชญา พวกเขาเชื่องมงายว่า "พระพรหม" สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากอวัยวะต่าง ๆ ของพระองค์เอง          และจำกัดสิทธิ์ในการบูชายัญเทพเจ้าไว้เพียงวรรณะพราหมณ์เท่านั้น โดยอ้างกฎหมายจารีตประเพณี  (ระบบวรรณะ) มาปิดกั้นผู้อื่น 

แต่เมื่อวิเคราะห์ลึกซึ้ง "ต้นกำเนิดของความรู้ของพระพุทธเจ้า" จะพบว่าพระองค์ทรงเริ่มต้นจากประสบการณ์จริงผ่านอายตนะภายใน  มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมเป็นอารมณ์อยู่ในพระทัยของพระองค์เอง      จิตของพระทรงเป็นนักคิดชั้นเยี่ยม  ทรงนำข้อมูลทางอารมณ์และสิ่งเร้า มาวิเคราะห์ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "สังขาร"หรือ "มโนกรรม" (ความปรุงแต่งของจิต)   ซึ่งเป็น ๑ในขันธ์๕ 

             ความคิดภายในใจของคนเรานั้น  ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่บุคคลนั้นจะแสดงออกหรืออธิบายข้อเท็จจริง   หรือมีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ มาพิสูจน์ 

            พระพุทธเจ้าทรงใช้หลักจริยศาสตร์  จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบายหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า        วิเคราะห์ว่าการกระทำของมนุษย์ถูกหรือผิดตามหลักจริยศาสตร์ของพระพุทธศาสนา    และประเมินผลของการกระทำของมนุษย์ว่า     เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือจิตวิญญาณหรือไม่เมื่อพระพุทธศาสนาสอนความจริงของชีวิต  มนุษย์ทุกคนสามารถบรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้      โดยการพัฒนาศักยภาพชีวิตผ่านการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ   และบรรลุความรู้ในระดับ  "อภิญญา๖" ได้ 

            หลักฐานที่ชัดเจนในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยหลายฉบับ  จากการศึกษาหลักฐานต่างๆพบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ผ่านการสังคายนาพระไตรปิฎก (Buddhist councils) หลายครั้งก่อนที่จะถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน หรือพิมพ์เป็นพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและเรียบเรียงเป็นหนังสืออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า  คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกตีพิมพ์และแจกจ่ายให้กับผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้า           ทำให้คำสอนทางพระพุทธเจ้าทนทานต่อการพิสูจน์ความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยใช้อธิบายความจริงของคำตอบได้     

              เมื่อคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นความรู้ระดับบัณฑิต  ชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบศึกษา       โครงสร้างของพระพุทธศาสนา  เพราะทุกคนต่างให้ความสนใจพิธีกรรมมากกว่าสติปัญญาเพื่อแสวงหาในสิ่งที่ขาดด้วยความโลภและความพอใจ โดยไม่รู้จักใช้ความพยายามของตนเอง  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะเขียนปรัชญาพุทธภูมิให้ผู้คนทั่วโลกได้อ่าน และปฏิบัติตามตลอดเวลา     เพราะผู้คนทั่วโลกผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูล    โดยการอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องต่าง ๆ 

        การเขียนบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับพระไตรปิฎก จำเป็นต้องอธิบายคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อดึงดูดผู้อ่านและส่งเสริมความเข้าใจง่าย เริ่มต้นด้วยการระบุหัวข้อต่าง ๆ ที่เรารับรู้ผ่านอายตนะภายในและรวบรวมเรื่องนั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ  แต่เมื่อเราวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้น โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้อธิบายความจริง ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นในจิตใจของเราในบริบทประวัติศาสตร์ที่คลุมเครือ วิญญูชนได้ยินความคิดเห็นดังกล่าวย่อมสงสัยในเรื่องนั้น และปรัชญาสอนมนุษย์ไม่ควรเชื่อว่าเป็นความจริงจนกว่าจะพิสูจน์ด้วยหลักฐาน เพื่อสนับสนุนความจริงของคำตอบเหล่านั้น 

        ดังนั้นกระบวนการคิดเชิงปรัชญา       จึงสามารถนำใช้อธิบายหลักธรรมของพระพุทธศาสนาได้  ในปัจจุบัน โลกกำลังพัฒนาไปพร้อมกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เพราะมนุษย์ได้สร้างมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เพื่อช่วยในการรวบรวมข้อมูลได้แม่นยำยิ่งขึ้น  เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตถูกสร้างขึ้น เพื่อช่วยในการแบ่งปันข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญยิ่งขึ้น  นวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายของชีวิตไม่ได้มีเพียงความสุขของมนุษย์เพียงเท่านั้น  ความทุกข์ยังคงมีอยู่   เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมัวเมาในกิเลสตัณหาและขาดการพักผ่อน  พวกเขาก็จะยอมแลกความสุขกับสุขภาพของตนเอง     

           วิธีการทางศาสนา ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ แม้ว่าคำสอนของพุทธศาสนาจะมีการเผยทั่วไปบนเว็บไซต์และออนไลน์ต่าง ๆ    แต่ก็เป็นเพียงมุมมองทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น   แนวทางเชิงปรัชญาในการอธิบายศาสนาได้รับการสืบทอดกันมา และนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าแนวทางปรัชญา    สามารถนำมาใช้อธิบายคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ เมื่อผู้เขียนเห็นโอกาสที่จะอธิบายคำสอนพระพุทธเจ้าในเชิงปรัชญาได้ ผู้เขียนจึงตัดสินใจเขียน "ปรัชญาพุทธภูมิ "  โดยไม่กังวลว่าจะไม่มีใครอ่านปรัชญาพุทธภูมิ เนื่องจากเนื้อหาที่เขียนแตกต่างไปจากแนวทางกวิชาการทางพระพุทธศาสนา แม้ว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเชื่อว่าแก่นแท้ของพุทธศาสนาประกอบด้วยเพียงพิธีกรรม  การทำบุญด้วยการบริจาคทานและสร้างวัดเท่านี้ แต่ความจริงแล้วแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้นครอบคลุมที่ลึกซึ้งกว่า และลึกซึ้งกว่าที่เราคิดไว้มาก

         ในการเขียนปรัชญาพุทธศาสนาหรือรู้จักกันในชื่อ "ปรัชญาพุทธภูมิ" นั้น ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ  รวมถึงพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานดิจิทัล โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผล   ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบนั้น โดยหลีกเลี่ยงการคัดลอกเนื้อหาที่นักวิชาการพระพุทธศาสนาที่เขียนและตีพิมพ์ การเขียนเชิงวิชาการเกินไป จะทำให้ผู้อ่านที่สนใจเข้าใจได้ยากและเนื้อหาไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของพวกเขา

           ดังนั้น       เราอาจไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านมากนัก เพราะจิตใต้สำนึกของผู้อ่านส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะมี อยากเป็น และอยากบรรลุความฝันแห่งความสำเร็จในชีวิต ล้วนซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจเมื่อผู้เขียนตระหนักรู้ถึงเหตุผลของคำตอบดังกล่าวอย่างมีสติ เหตุใดจึงคิดเช่นนี้ ผู้เขียนจึงตัดสินใจเขียนบทความปรัชญาพุทธภูมิ โดยอิงแก่นแท้ของงานเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาใน ๔  สังเวชนียสถาน บทความนี้ จะเริ่มต้นจากความสงสัยในประเด็นหนึ่งประเด็นใดก่อน จากนั้น ผู้เขียนจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว  ผู้เขียนก็ใช้หลักฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอนุมานความรู้จากพยานเอกสาร  พยานวัตถุ พยานบุคคล  เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น คำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์นี้  จะเป็นความรู้ที่สมเหตุสมผลและปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลในความจริง  เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ