๙. การใช้เหตุผลเพื่ออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ?
(How can reasoning be used to explain the teachings of the Buddha?)
๑.บทนำ โดยทั่วไป ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากการรวมตัวขององคืประกอบทางร่างกาย (รูปธรรม) และจิตใจ (นามธรรม) ในครรภ์มารดาตลอดระยะเวลา ๙ เดือน เมื่อเติบโตขึ้น จิตใจมนุษย์จะทำหน้าที่ผ่านอายตนะภายภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพื่อรับรู้สิ่งเร้า และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตและสั่งสมสิ่งเหล่านั้นกลายเป็น "หลักฐานทางอารมณ์ "ที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตสำนึก
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บันทึกข้อมูลตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็น "นักคิด" โดยสัญชาตญาณ เมื่อรับรู้ สิ่งเร้า (หลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ) จะถูกมาวิเคราะห์ด้วยกระบวนการอนุมานความรู้ (Inference) เพื่อค้นหาและพิสูจน์ความจริงของสิ่งนั้น ๆ การใช้เหตุผลซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญทางปรัชญาที่มนุษย์ใช้แสวงหาคำตอบเกี่ยวกับความจริงของชีวิต
๒.ข้อจำกัดของเหตุผลแบบมนุษย์กับความจริงแท้ในทางพุทธศาสนา

ในทัศนะของพระพุทธศาสนา การใช้เหตุผลทางตรรกศาสตร์หรือปรัชญาทางโลกของมนุษย์ทั่วไป ยังข้อจำกัดอย่างยิ่ง เนื่องจากอายตนะภายในของปุถุชนมีความสามารถในการรับรู้ที่จำกัด อีกทั้งกระบวนการคิดยังมักถูกครอบงำด้วยอคติและความไม่รู้ (อวิชชา) ส่งผลให้การคาดคะเนความจริงของนักตรรกศาสตร์ หรือนักปรัชญาทางโลก มักมีความไม่แน่นอนบางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งผิดพลาด หรือแปรเปลี่ยนไปตามมุมมองส่วนตนบุคคล
ในทางกลับกัน "พระสัจธรรม " ของพระพุทธเจ้าคือความจริงแท้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา(อกาลิโก)และทนทานต่อการพิสูจน์ การเข้าถึงความจริงนี้ไม่ได้เกิดจากการยอมรับด้วยความเชื่ออย่างงมงายแต่ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีหลักการสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้
๒.๑ การวิเคราะห์ตัวบทข้อความ (Textual Analysis) เริ่มต้นจากการศึกษาคัมภีร์ขั้นปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ควบคู่ไปกับคัมภีร์ชั้นรองอย่าง อรรถกถา ฏีกาและอนุฎีกาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคำสอน ป้องกันการตีความตามอำเภอใจหรือความเข้าใจผิวเผินส่วนตน
๒.๒ การเปรียบเทียบและสังเคราะห์ (Comparison and Synthesis) : นำคำสอนในส่วนต่าง ๆ มาเชื่อมโยงและเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของหลักธรรมต่าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวไม่ขัดแข้งกัน
๒.๓ การใช้ตรรกะและเหตุผลที่ปราศจากอคติ (Logical Reasonning) ใช้หลักตรรกะตรวจสอบความสมเหตุสมผล โดยหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ปราศจากความลำเอียงหรือความเชื่อส่วนบุคคล
๒.๔ การอ้างอิงหลักฐานที่เป็นระบบ (Evidence - Based Reference ) ทุกข้อสรุปต้องมีการอ้างอิงหลักฐานต่าง ๆ (พยานเอกสารเช่น พระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ที่น่าเชื่อถือเพื่อยืนยันว่าแนวคิดนั้นสอดคล้องกับคำสอนดั้งเดิม
๒.๕ การพิสูจน์ผ่านประสบการณ์ตรง (Empirical Verification) พระพุทธเจ้าเน้นการเข้าถึงความจริงในระดับต่าง ๆ คือ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) คำอธิบายเชิงเหตุผล จึงเชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริงทั้งของตนเองและผู้อื่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่นำไปใช้ได้จริง
๓.ถอดรหัสกระบวนการคิดของพระพุทธเจ้า :จากมโนกรรม" สู่ "อภิญญา"
หากเราต้องการอธิบายคำสอนเรื่อง "ชีวิต" เราอาจเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์บริบทในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ซึ่งระบุแนวคิดของพราหมณ์โบราณเป็นนักตรรกศาสตร์ หรือนักปรัชญา พวกเขาเชื่องมงายว่า "พระพรหม" สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากอวัยวะต่าง ๆ ของพระองค์เอง และจำกัดสิทธิ์ในการบูชายัญเทพเจ้าไว้เพียงวรรณะพราหมณ์เท่านั้น โดยอ้างกฎหมายจารีตประเพณี (ระบบวรรณะ) มาปิดกั้นผู้อื่น
แต่เมื่อวิเคราะห์ลึกซึ้ง "ต้นกำเนิดของความรู้ของพระพุทธเจ้า" จะพบว่าพระองค์ทรงเริ่มต้นจากประสบการณ์จริงผ่านอายตนะภายใน มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมเป็นอารมณ์อยู่ในพระทัยของพระองค์เอง จิตของพระทรงเป็นนักคิดชั้นเยี่ยม ทรงนำข้อมูลทางอารมณ์และสิ่งเร้า มาวิเคราะห์ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "สังขาร"หรือ "มโนกรรม" (ความปรุงแต่งของจิต) ซึ่งเป็น ๑ในขันธ์๕
ความคิดภายในใจของคนเรานั้น ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่บุคคลนั้นจะแสดงออกหรืออธิบายข้อเท็จจริง หรือมีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ มาพิสูจน์
พระพุทธเจ้าทรงใช้หลักจริยศาสตร์ จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบายหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า วิเคราะห์ว่าการกระทำของมนุษย์ถูกหรือผิดตามหลักจริยศาสตร์ของพระพุทธศาสนา และประเมินผลของการกระทำของมนุษย์ว่า เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือจิตวิญญาณหรือไม่เมื่อพระพุทธศาสนาสอนความจริงของชีวิต มนุษย์ทุกคนสามารถบรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้ โดยการพัฒนาศักยภาพชีวิตผ่านการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ และบรรลุความรู้ในระดับ "อภิญญา๖" ได้
หลักฐานที่ชัดเจนในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยหลายฉบับ จากการศึกษาหลักฐานต่างๆพบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ผ่านการสังคายนาพระไตรปิฎก (Buddhist councils) หลายครั้งก่อนที่จะถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน หรือพิมพ์เป็นพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและเรียบเรียงเป็นหนังสืออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกตีพิมพ์และแจกจ่ายให้กับผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้า ทำให้คำสอนทางพระพุทธเจ้าทนทานต่อการพิสูจน์ความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยใช้อธิบายความจริงของคำตอบได้
เมื่อคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นความรู้ระดับบัณฑิต ชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบศึกษา โครงสร้างของพระพุทธศาสนา เพราะทุกคนต่างให้ความสนใจพิธีกรรมมากกว่าสติปัญญาเพื่อแสวงหาในสิ่งที่ขาดด้วยความโลภและความพอใจ โดยไม่รู้จักใช้ความพยายามของตนเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะเขียนปรัชญาพุทธภูมิให้ผู้คนทั่วโลกได้อ่าน และปฏิบัติตามตลอดเวลา เพราะผู้คนทั่วโลกผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องต่าง ๆ 
การเขียนบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับพระไตรปิฎก จำเป็นต้องอธิบายคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อดึงดูดผู้อ่านและส่งเสริมความเข้าใจง่าย เริ่มต้นด้วยการระบุหัวข้อต่าง ๆ ที่เรารับรู้ผ่านอายตนะภายในและรวบรวมเรื่องนั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ แต่เมื่อเราวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้น โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้อธิบายความจริง ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นในจิตใจของเราในบริบทประวัติศาสตร์ที่คลุมเครือ วิญญูชนได้ยินความคิดเห็นดังกล่าวย่อมสงสัยในเรื่องนั้น และปรัชญาสอนมนุษย์ไม่ควรเชื่อว่าเป็นความจริงจนกว่าจะพิสูจน์ด้วยหลักฐาน เพื่อสนับสนุนความจริงของคำตอบเหล่านั้น
ดังนั้นกระบวนการคิดเชิงปรัชญา จึงสามารถนำใช้อธิบายหลักธรรมของพระพุทธศาสนาได้ ในปัจจุบัน โลกกำลังพัฒนาไปพร้อมกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เพราะมนุษย์ได้สร้างมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เพื่อช่วยในการรวบรวมข้อมูลได้แม่นยำยิ่งขึ้น เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตถูกสร้างขึ้น เพื่อช่วยในการแบ่งปันข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญยิ่งขึ้น นวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายของชีวิตไม่ได้มีเพียงความสุขของมนุษย์เพียงเท่านั้น ความทุกข์ยังคงมีอยู่ เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมัวเมาในกิเลสตัณหาและขาดการพักผ่อน พวกเขาก็จะยอมแลกความสุขกับสุขภาพของตนเอง
วิธีการทางศาสนา ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ แม้ว่าคำสอนของพุทธศาสนาจะมีการเผยทั่วไปบนเว็บไซต์และออนไลน์ต่าง ๆ แต่ก็เป็นเพียงมุมมองทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น แนวทางเชิงปรัชญาในการอธิบายศาสนาได้รับการสืบทอดกันมา และนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าแนวทางปรัชญา สามารถนำมาใช้อธิบายคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ เมื่อผู้เขียนเห็นโอกาสที่จะอธิบายคำสอนพระพุทธเจ้าในเชิงปรัชญาได้ ผู้เขียนจึงตัดสินใจเขียน "ปรัชญาพุทธภูมิ " โดยไม่กังวลว่าจะไม่มีใครอ่านปรัชญาพุทธภูมิ เนื่องจากเนื้อหาที่เขียนแตกต่างไปจากแนวทางกวิชาการทางพระพุทธศาสนา แม้ว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเชื่อว่าแก่นแท้ของพุทธศาสนาประกอบด้วยเพียงพิธีกรรม การทำบุญด้วยการบริจาคทานและสร้างวัดเท่านี้ แต่ความจริงแล้วแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้นครอบคลุมที่ลึกซึ้งกว่า และลึกซึ้งกว่าที่เราคิดไว้มาก
ในการเขียนปรัชญาพุทธศาสนาหรือรู้จักกันในชื่อ "ปรัชญาพุทธภูมิ" นั้น ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ รวมถึงพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานดิจิทัล โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบนั้น โดยหลีกเลี่ยงการคัดลอกเนื้อหาที่นักวิชาการพระพุทธศาสนาที่เขียนและตีพิมพ์ การเขียนเชิงวิชาการเกินไป จะทำให้ผู้อ่านที่สนใจเข้าใจได้ยากและเนื้อหาไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของพวกเขา
ดังนั้น เราอาจไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านมากนัก เพราะจิตใต้สำนึกของผู้อ่านส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะมี อยากเป็น และอยากบรรลุความฝันแห่งความสำเร็จในชีวิต ล้วนซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจเมื่อผู้เขียนตระหนักรู้ถึงเหตุผลของคำตอบดังกล่าวอย่างมีสติ เหตุใดจึงคิดเช่นนี้ ผู้เขียนจึงตัดสินใจเขียนบทความปรัชญาพุทธภูมิ โดยอิงแก่นแท้ของงานเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาใน ๔ สังเวชนียสถาน บทความนี้ จะเริ่มต้นจากความสงสัยในประเด็นหนึ่งประเด็นใดก่อน จากนั้น ผู้เขียนจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว ผู้เขียนก็ใช้หลักฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอนุมานความรู้จากพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น คำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์นี้ จะเป็นความรู้ที่สมเหตุสมผลและปราศจากข้อสงสัยในเหตุผลในความจริง เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น