The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๘.แนวคิดเชิงปรัชญาของผู้เขียน


 

๘.แนวคิดเชิงปรัชญาของผู้เขียน

The author's philosophical Paradigm)

              มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติคือ "นักคิด" แต่การก้าวสู่ "นักปรัชญา" :    ถอด รหัสระเบียบวิธีคิดจากพุทธภูมิสู่โลกสมัยใหม่    มนุษย์โดยธรรมชาติมีเจตจำนงและศักยภาพในการคิด (Thinking  Organism)      เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติ   และโครงสร้างทางสังคมที่รายล้อมทว่าความแตกต่างระหว่าง  "นักคิดทั่วไป" กับ "นักปรัชญา"  อยู่ที่    "ระเบียบวิธีเชิงวิพากษ์"(Critical Methodology)          นักคิดทั่วไปอาจคิดและตัดสินคุณค่าจากชุดประสบการณ์  ด่วยสรุปจากข้อมูลเฉพาะหน้า หรือตกอยู่ภายใต้อคติของอายตนะภายใน   และตัณหาภายในจิตใจแต่นักปรัชญาจะเริ่มต้นคิดจาก"การตั้งข้อสังสัยเชิงระบบ (Methodological   Skeptic ) การแสวงหาพยานหลักฐานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์    การแยกแยะความจริง แท้ (ปรมัต์สัจจะ)   ออกจากความจริงสมมติ(สมมติสัจจะ)  และการใช้ตรรกวิทยาอนุมานความรู้ เพื่ออธิบายสัจจภาวะอย่างปราศจากความคลางแคลงใจ

๑.ภูมิหลังเชิงประวัติศาสตร์  และญาณวิทยา (Historical &  Epistemological   Background)   

              แนวคิดทางปรัชญาของผู้เขียนฝังรากอยู่บนการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างบริบทภูมิรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและคัมภีร์ปฐมภูมิในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย      โดยมุ่งวิเคราะห์สภาวะการณ์ในอนุทวีปอินเดียโบราณ  ซึ่งอุดมไปด้วยนักตรรกศาสตร์และนักคิดหลายสำนัก  : 

  1. มายาคติแห่งระบบวรรณะและการท้าทายทางญาณวิทยา :  ในบริบทสังคมอินเดียโบราณที่มีระบบวรรณะเป็นทั้งกฎหมายและจารีตประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์  เจ้าชายสิทธ้ตถะทรงตั้งข้อสังเกตและสงสัยเชิงวิพากษ์ต่อความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับเทวสิทธิ์และการมีอยู่ของเทพเจ้า         ทรงเห็นความทุกข์ทรมานอย่างไม่เป็นธรรมของกลุ่ม"จัณฑาล"ที่ต้องเผชิญกับ "พรหมทัณฑ์"  (การคว่ำบาตรและขับไล่ออกจากสังคม)        เพียงเพราะข้อจำกัดทางเชื่อชาติกำเนิดที่สังคมสมมติขึ้น 
  2. การสืบค้นและระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ของพระพุทธองค์: เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงจากปุโรหิต เจ้าลัทธิและพราหมณ์สำนักต่าง ๆ แล้ว   ทรงพบว่าไม่มีสำนักใดสามารถอธิบายประวัติศาสตร์  หรือพิสูจน์การมีอยู่ของพระพรหมได้อย่างมีเหตุผล  พระพุทธองค์จึงทรงใช้กระบวนการทางแสวงหาความจริงเชิงประจักษและตรรกวิทยา อนุมานความรู้จนนำไปสู่การเสด็จออกผนวช เพื่อสืบค้นความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิตมนุษย์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการคิดเชิงปรัชญาและวิทยาศาสตร์สาก

๒.คุณค่าและความสำคัญเชิงมโนทัศนะ (Philosophical Signification)

       การศึกษาปรัชญาพุทธภูมิ ในงานเขียนชิ้นนี้ มิใช่การมองพระพุทธศาสนาในฐานะ"ความเชื่อเชิงพิธีกรรม" (Ritualistic  Belief) แต่เป็นการยกระดับสู่ระบบปรัชญาและวิทยาศาสตร์สากลผ่านนัยสำคัญ ๓ ประการ :

๒.๑ การทลายกรอบความเลื่อมล้ำทางปัญญา :        ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์เดิม   จำกัดสิทธิการเข้าถึงสัจธรรมขั้นสูงไว้เฉพาะวรรณะพราหมณ์     แต่ปรัชญาพุทธภูมินำเสนอ "อริยมรรคมีองค์ ๘"    ในฐานะระเบียบวิธีสากลที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในวรรณะใด     ย่อมมีศักยภาพในการพัฒนาอายตนะภายในเพื่อเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดได้เสมอกัน

๒.๒ การวิเคราะห์แยกแยะประเภทความจริง :       ช่วยให้ผ่านเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "สมมติสัจจะ"            (ความจริงที่สมมติหรือโครงสร้างทางสังคม   ชนชั้นวรรณะ กฎหมายมนุษย์ )  และ "ปรมัตถ์สัจจะ"       (ความจริงแท้ชั้นสูงตามธรรมชาติที่ดำรงอยู่เหนือการเวลา) เพื่อให้มนุษย์เท่าทันโครงสร้างที่สังคมอุปโลกน์ขึ้น

๒.๓การใช้เหตุผลและปัจจัยเป็นเครื่องมือส่องโลก : เน้นย้ำว่าพุทธศาสนาคือวิทยาศาสตร์ที่มองโลกตามความเป็นจริง (Realism ) ไม่ใช่เรื่องอภินิหารที่เลือนลอย แต่คือการมองโลกตามความเป็นจริงผ่านความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัย 

 

๓.กระบวนทัศนะและเหตุผลวิทัศนะในการรังสรรค์บทความนี้  

                 มนุษย์ปุถุชนทั่วไปมักมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ที่ห่างไกล         ลี้ลับ หรือเหตุการณ์ในอดีต       (ก่อนพุทธกาล พุทธกาล และหลังพุทธกาล )     ซ้ำร้ายยังมีแนวโน้มที่จะมองโลกผ่านแว่นตาของตัณหาและอคติส่วนตน        (Subjective  Bias)           แม้แต่นักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล       บางครั้งก็ใช้เหตุผลอธิบายความจริงอย่างบิดเบือน ตกอยู่ในความมืดมนของมโนทัศน์เรื่อง "อัตตา" หรือ "โลกเที่ยง"   

               เพื่อแก้ปัญหาความคลุมเครือและไม่ชัดเจน  ทางความคิดดังกล่าว   พระพุทธเจ้าจึงทรงวางรากฐานระเบียบวิธีคิดเชิงปรัชญาไว้ว่า " เมื่อได้ยินข้อมูลหรือความจริงใด ๆ  มา      อย่าเพิ่งเชื่อทันที(ตามหลักกาลามสูตร) แต่ให้ตั้งข้อสงสัยเชิงวิพากษ์ไว้ก่อน" จากนั้นจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง      รวบรวมพยานหลักฐานแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผลวิพากษ์     เพื่อค้นหาคำตอบอันเป็นสัจจะและใช้ความรู้นั้น เป็นเข้มทิศในการดำเนินชีวิต 

               ผู้เขียนมุ่งหวังที่จะนำเสนอ       อัตลักษณ์ทางปรัชญาของผู้เขียนซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม  "ปรัชญาจิตนิยมเชิงพุทธ"      (Buddhist Idealism)  ที่เชื่อมั่นในอภิญญาญาณและกฎธรรมชาติแห่งจิต(Citta-niyama)  ผ่านการปะทะสังสรรค์ทางป้ญญากับศาสตร์สมัยใหม่ :

                  การปะทะสังสรรค์กับปรัชญาตะวันตก :  แม้นักปรัชญาตะวันตกจะพยายามบูรณาการปรัชญาพุทธภูมิเข้ากับแนวคิดของตน แต่การใช้เหตุผลบริสุทธิ์แบบตะวันตก (Western Rationalism) บ่อยครั้งทำได้เพียงแค่การอธิบายโลก  แต่ไม่สามารถนำจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความทุกข์เชิงประจักษืได้   

                 การบูรณาการกับวิทยาศาสตร์  :  แม้นักวิทยาศาสตร์จะสร้างเครื่องมืออันล้ำสมัย เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานใหม่ ๆ  ในโลกกายภาพ  แต่คำสอนเรื่อง  "อริยสัจ ๔  และอริยมรรคมีองค์ ๘  ของพระพุทธองค์ยังคงดำรงสัจภาวะทีทนทานต่อการพิสูจน์  (Ehipassiko) ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล คอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตก็ตาม

บทสรุปเชิงคุณูปการ  (Philosophical  Contribution)

                  บทความวิชาการชิ้นนี้มิได้หยุดแค่การตีความตัวบทแต่เป็น การวางพิมพ์เขียวทางปัญญา มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมไม่รู้ (อวิชชา) และมีวิญญาณที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏจักรตามกฎธรรมชาติการเปลี่ยนผ่านจากนักคิดไปสู่นักปรัชญาตามแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ         คือการขับเคลื่อนชีวิตด้วยสติปัญญา และการคิดเชิงวิเคราะห์เชิงระบบ 
องค์ความรู้นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน ๒ มิติคือ
 
๑.เป็นกรอบแนวคิดที่เป็นเอกภาพให้แก่พระะรรมทูตสายต่างประเทศในการเผยแผ่แก่นแท้ของปรัชญาพุทธภูมิในระดับสากลและ

๒.เป็นระเบียบวิธีวิจัยและวิธีพิจารณาความจริง (Critieria of Turth) สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาเอก) สาขาวิชาปรัชญาและพระพุทธศาสนา     ในการสร้างสรรค์วิทยานิพนธ์ที่สมเหตุสมผล พัฒนามนุษย์ให้ก้าวพ้นจากกรอบคอดที่สยบต่อโชคชะตา  และสร้างคุณูปการอันยั่งยืนต่อสังคมโลกสืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ