๘.แนวคิดเชิงปรัชญาของผู้เขียน
The author's philosophical Paradigm)
มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติคือ "นักคิด" แต่การก้าวสู่ "นักปรัชญา" : ถอด รหัสระเบียบวิธีคิดจากพุทธภูมิสู่โลกสมัยใหม่ มนุษย์โดยธรรมชาติมีเจตจำนงและศักยภาพในการคิด (Thinking Organism) เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และโครงสร้างทางสังคมที่รายล้อมทว่าความแตกต่างระหว่าง "นักคิดทั่วไป" กับ "นักปรัชญา" อยู่ที่ "ระเบียบวิธีเชิงวิพากษ์"(Critical Methodology) นักคิดทั่วไปอาจคิดและตัดสินคุณค่าจากชุดประสบการณ์ ด่วยสรุปจากข้อมูลเฉพาะหน้า หรือตกอยู่ภายใต้อคติของอายตนะภายใน และตัณหาภายในจิตใจแต่นักปรัชญาจะเริ่มต้นคิดจาก"การตั้งข้อสังสัยเชิงระบบ (Methodological Skeptic ) การแสวงหาพยานหลักฐานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ การแยกแยะความจริง แท้ (ปรมัต์สัจจะ) ออกจากความจริงสมมติ(สมมติสัจจะ) และการใช้ตรรกวิทยาอนุมานความรู้ เพื่ออธิบายสัจจภาวะอย่างปราศจากความคลางแคลงใจ
๑.ภูมิหลังเชิงประวัติศาสตร์ และญาณวิทยา (Historical & Epistemological Background)
แนวคิดทางปรัชญาของผู้เขียนฝังรากอยู่บนการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างบริบทภูมิรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและคัมภีร์ปฐมภูมิในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมุ่งวิเคราะห์สภาวะการณ์ในอนุทวีปอินเดียโบราณ ซึ่งอุดมไปด้วยนักตรรกศาสตร์และนักคิดหลายสำนัก :
- มายาคติแห่งระบบวรรณะและการท้าทายทางญาณวิทยา : ในบริบทสังคมอินเดียโบราณที่มีระบบวรรณะเป็นทั้งกฎหมายและจารีตประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ เจ้าชายสิทธ้ตถะทรงตั้งข้อสังเกตและสงสัยเชิงวิพากษ์ต่อความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับเทวสิทธิ์และการมีอยู่ของเทพเจ้า ทรงเห็นความทุกข์ทรมานอย่างไม่เป็นธรรมของกลุ่ม"จัณฑาล"ที่ต้องเผชิญกับ "พรหมทัณฑ์" (การคว่ำบาตรและขับไล่ออกจากสังคม) เพียงเพราะข้อจำกัดทางเชื่อชาติกำเนิดที่สังคมสมมติขึ้น
- การสืบค้นและระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ของพระพุทธองค์: เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงจากปุโรหิต เจ้าลัทธิและพราหมณ์สำนักต่าง ๆ แล้ว ทรงพบว่าไม่มีสำนักใดสามารถอธิบายประวัติศาสตร์ หรือพิสูจน์การมีอยู่ของพระพรหมได้อย่างมีเหตุผล พระพุทธองค์จึงทรงใช้กระบวนการทางแสวงหาความจริงเชิงประจักษและตรรกวิทยา อนุมานความรู้จนนำไปสู่การเสด็จออกผนวช เพื่อสืบค้นความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิตมนุษย์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการคิดเชิงปรัชญาและวิทยาศาสตร์สาก
๒.คุณค่าและความสำคัญเชิงมโนทัศนะ (Philosophical Signification)
การศึกษาปรัชญาพุทธภูมิ ในงานเขียนชิ้นนี้ มิใช่การมองพระพุทธศาสนาในฐานะ"ความเชื่อเชิงพิธีกรรม" (Ritualistic Belief) แต่เป็นการยกระดับสู่ระบบปรัชญาและวิทยาศาสตร์สากลผ่านนัยสำคัญ ๓ ประการ :
๒.๑ การทลายกรอบความเลื่อมล้ำทางปัญญา : ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์เดิม จำกัดสิทธิการเข้าถึงสัจธรรมขั้นสูงไว้เฉพาะวรรณะพราหมณ์ แต่ปรัชญาพุทธภูมินำเสนอ "อริยมรรคมีองค์ ๘" ในฐานะระเบียบวิธีสากลที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในวรรณะใด ย่อมมีศักยภาพในการพัฒนาอายตนะภายในเพื่อเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดได้เสมอกัน
๒.๒ การวิเคราะห์แยกแยะประเภทความจริง : ช่วยให้ผ่านเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติหรือโครงสร้างทางสังคม ชนชั้นวรรณะ กฎหมายมนุษย์ ) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ชั้นสูงตามธรรมชาติที่ดำรงอยู่เหนือการเวลา) เพื่อให้มนุษย์เท่าทันโครงสร้างที่สังคมอุปโลกน์ขึ้น
๒.๓การใช้เหตุผลและปัจจัยเป็นเครื่องมือส่องโลก : เน้นย้ำว่าพุทธศาสนาคือวิทยาศาสตร์ที่มองโลกตามความเป็นจริง (Realism ) ไม่ใช่เรื่องอภินิหารที่เลือนลอย แต่คือการมองโลกตามความเป็นจริงผ่านความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัย
๓.กระบวนทัศนะและเหตุผลวิทัศนะในการรังสรรค์บทความนี้
มนุษย์ปุถุชนทั่วไปมักมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ที่ห่างไกล ลี้ลับ หรือเหตุการณ์ในอดีต (ก่อนพุทธกาล พุทธกาล และหลังพุทธกาล ) ซ้ำร้ายยังมีแนวโน้มที่จะมองโลกผ่านแว่นตาของตัณหาและอคติส่วนตน (Subjective Bias) แม้แต่นักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล บางครั้งก็ใช้เหตุผลอธิบายความจริงอย่างบิดเบือน ตกอยู่ในความมืดมนของมโนทัศน์เรื่อง "อัตตา" หรือ "โลกเที่ยง"
เพื่อแก้ปัญหาความคลุมเครือและไม่ชัดเจน ทางความคิดดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงทรงวางรากฐานระเบียบวิธีคิดเชิงปรัชญาไว้ว่า " เมื่อได้ยินข้อมูลหรือความจริงใด ๆ มา อย่าเพิ่งเชื่อทันที(ตามหลักกาลามสูตร) แต่ให้ตั้งข้อสงสัยเชิงวิพากษ์ไว้ก่อน" จากนั้นจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผลวิพากษ์ เพื่อค้นหาคำตอบอันเป็นสัจจะและใช้ความรู้นั้น เป็นเข้มทิศในการดำเนินชีวิต
ผู้เขียนมุ่งหวังที่จะนำเสนอ อัตลักษณ์ทางปรัชญาของผู้เขียนซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม "ปรัชญาจิตนิยมเชิงพุทธ" (Buddhist Idealism) ที่เชื่อมั่นในอภิญญาญาณและกฎธรรมชาติแห่งจิต(Citta-niyama) ผ่านการปะทะสังสรรค์ทางป้ญญากับศาสตร์สมัยใหม่ :
การปะทะสังสรรค์กับปรัชญาตะวันตก : แม้นักปรัชญาตะวันตกจะพยายามบูรณาการปรัชญาพุทธภูมิเข้ากับแนวคิดของตน แต่การใช้เหตุผลบริสุทธิ์แบบตะวันตก (Western Rationalism) บ่อยครั้งทำได้เพียงแค่การอธิบายโลก แต่ไม่สามารถนำจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความทุกข์เชิงประจักษืได้
การบูรณาการกับวิทยาศาสตร์ : แม้นักวิทยาศาสตร์จะสร้างเครื่องมืออันล้ำสมัย เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานใหม่ ๆ ในโลกกายภาพ แต่คำสอนเรื่อง "อริยสัจ ๔ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธองค์ยังคงดำรงสัจภาวะทีทนทานต่อการพิสูจน์ (Ehipassiko) ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล คอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตก็ตาม
บทสรุปเชิงคุณูปการ (Philosophical Contribution)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น