The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

๗. การสร้างตัวตนในสังคมด้วยแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต

 ๗. การสร้างตัวตนในสังคมด้วยแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต

(Building a social identity with Internet platforms) 


           เมื่อมนุษย์ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์และสัจธรรมแห่งธรรมชาติ    นั่นคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป      ในอดีตมนุษย์รับรู้ความจริงนี้ผ่านอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัส)      แล้วสั่งสมเป็น "หลักฐานทางอารมณ์"      ไว้ในจิตใจเมื่อสั่งสมประสบการณ์มากพอ   จิตใจจึงทำหน้าที่เป็นนักคิดโดยนำหลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้นมาวิเคราะห์ด้วยการอนุมานความรู้ แล้วใช้ "เหตุผล"  อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ เชิงตรรกะ     

         เมื่อชีวิตมนุษย์เกิดมาต้องตายกันทุกคน  ความรู้ที่เกิดการปรุงแต่ง(คิด)แล้วย่อมสั่งสมไว้ในจิตใจของมนุษย์นั้น  ก็จะดับสูญไปพร้อมกับความตายของมนุษย์เอง   เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์นั้นฟังความจริงได้เป็นที่ยุติเช่นนี้ พระอรหันต์ในฐานะนักปรัชญาเช่นพระโมคคัลลานะ  พระอานนท์  จึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่เพื่อรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ ด้วยการสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับหลวงครั้งแรกในพระพุทธศาสนา (ในสมัยรัชกาลพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ) ในการบันทึกพระธรรมวินัยไว้ในจิตใจของพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐  รูป  เมื่อพระธรรมวินัยที่ผ่านมุขปาฐะลงในจิตของพระอรหันต์นั้น  มักดับสูญไปพร้อมกับพระอรหันต์เหล่านั้น พระอรหันต์ในยุคต่อมา จึงสร้างนวัตกรรมใหม่ด้วยการบันทึกธรรมวินัยจากจิตใจของพระอรหันต์ลงบนตำราและคัมภีร์ทางศาสนา เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวัน  เมื่อพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาและอนุฎีกามีเนื้อมากขึ้น  การสืบค้นหาข้อเท็จจริงและพระธรรมวินัยต้องใช้เวลามาก  ไม่สะดวกต่อการสืบค้นหัวข้อในพระไตรปิฎกที่ต้องการ   จึงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับออนไลน์หรือฉบับดิจิทัลขึ้น   เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นเนื้อหาในพระไตรปิฎกและเสียเวลาน้อยลง    

จากตำราสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

       ในยุคก่อนพุทธกาล เมื่อบุคคลหนึ่งล่วงลับ  เรื่องราวและอัตลักษณ์ของของเขามักลบเลือนไปตามกาลเวลา ความทรงจำของผู้คนร่วมสมัย คนรุ่นหลังต้องกลับมารับวัฏจักรเดิม ๆ  โดยหมกมุ่นอยู่กับประโยชน์ส่วนตน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ทุกคน  ไม่ว่าจะดีหรือร้าย  ล้วนเป็นบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าตัวอักษรในหนังสือ ในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์ได้เข้ามาแทนที่ตำรากระดาษกลายเป็นเครื่องมือบันทึกตัวตนและส่งต่อปัญญาที่ไม่ดับสูญ 
 
แนวทางทรงพลังในการสร้างอัตลักษณ์บนโลกออนไลน์

            ๑.  ค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริง (Self-Identity)  จุดเริ่มต้นคือ  การรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ ทั้งความชอบ ความถนัด จุดแข็งและจุดอ่อนและเป้าหมายชีวิตอย่างไร หากคุณเป็นนักคิดหรือผู้เชี่ยวชาญ(เช่น นักวิชาการ  นักปรัชญา อาจารย์มหาวิทยาลัย  ผู้พิพากษา  อัยการ  พนักงานสอบสวน หรือพระภิกษุสงฆ์ และนำองค์ความรู้นั้นมาถ่ายทอดอย่างจริงใจ แม้เสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดียจะมีทั้งคำชมและคำวิจารณ์  แต่ถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากตัวตนที่แท้จริง จะเป็นอัตลักษณ์ที่ภาคภูมิใจอยู่เสมอ 

          ๒. เลือกแฟลตฟอร์ให้เหมาะสม    เมื่อเข้าใจตัวเองแล้ว   ควรเลือกช่องทางสื่อสารให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ศิลปินหรือผู้สร้างสรรคงานทัศนะศิลป์ อาจใช้ Instagram เพื่อเน้นการนำเสนอภาพและผลงาน  ส่วนนักวิชาการในหลากหลายสาขา  หรือนักเขียน ที่ต้องการนำเสนอเนื้อหาเชิงลึก การสร้างบล็อคจะเปิดโอกาสให้ถ่ายทอดบทความยาว ๆ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นระบบและอิสระ 

      ๓.  สร้างเนื้อหาทรงคุณค่าและประณีต เนื้อหาต้องมีประโยชน์ ตรงปก(ตัวตน) และนำเสนออย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะผ่านข้อความ  รูปภาพ หรือวีดีโอ  ต้องหมั่นพัฒนาทักษะ การเขียน การถ่ายภาพ และการตัดต่อ จะช่วยยกระดับผลงานให้โดดเด่น และน่าเชื่อถือ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากเป็นนักเขียน คุณควรเขียนบทความที่มีคุณภาพสูง  มีการเรียบเรียงเนื้อหาที่ดีและน่าสนใจ  หากคุณเป็นศิลปิน คุณควรสร้างผลงานที่สร้างสรรค์และมีคุณภาพสูง  ดังนั้น  เรียนรู้เทคนิคการเขียน  การถ่ายภาพ หรือการถ่ายวิดีโอ เพื่อช่วยคุณสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพได้  

          ๔. การมีส่วนร่วมกับชุมชนออนไลน์  การสร้างตัวตนไม่ได้สิ้นสุดที่การลง "โพสต์" แต่คือต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  ตอบคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสุภาพ ให้เกียรติ และเข้าร่วมกลุ่มที่มีความสนใจร่วมกัน  เพื่อสร้างเครือข่ายและขยายขอบเขตการเรียนรู้ 

          ๕.   สุจริตและความสม่ำเสมอ การสร้างอัตลักษณ์ต้องใช้เวลาและความอดทน  ควรกำหนดตารางการสร้างสรรค์ เนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เช่นการโพสต์สัปดาห์ละครั้ง หรือการตอบข้อซักถามเป็นประจำ เพื่อรักษาความเชื่อมโยงกับผู้อื่นไว้อย่างเนื่อง 

การก้าวข้ามข้อจำกัดในอดีต สู่ยุคแห่งการเรียนรู้เสรี

         ในสมัยก่อนพุทธกาล (เช่น ศาสนาพราหมณ์) โครงสร้างสังคมและระบบวรรณ  ได้จำกัดสิทธิ หน้าที่  โอกาสทางการศึกษาและบทบาทของมนุษย์ตามชนชั้นที่ตนกำเนิดมานั้น แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบันได้ทลายปราการ (กำแพง) เหล่านั้นลง  เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้เท่าเทียมตลอด ๒๔ ชั่วโมง 
 
         ปัจจุบัน ใบปริญญาไม่อาจเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป  อินเตอร์เน็ตได้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แห่งใหม่ที่เน้นการแสดงศักยภาพที่เป็นรูปธรรม  การส่งงานผ่านห้องเรียนออนไลน์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ช่วยให้ผู้คนนำความรู้ไปแก้ปัญหาชีวิตและพัฒนาอาชีพได้อย่างแท้จริง  

ความท้าทายในโลกดิจิทัลและการปรับตัว

      แม้เทคโนโลยี่จะเชื่อมโลกเข้าด้วยกันแต่ก็สร้างความท้าทายใหม่   มนุษย์กลับมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นอยู่กับความสนใจเฉพาะตน ขาดปฏิสัมพันธ์มีความเป็นส่วนตัวสูง  ขาดทักษะทางสังคม   ขาดการสนทนาแลกเปลี่ยน และขาดการสร้างความไว้วางใจในระหว่างกัน ยิ่งไปกว่านั้น การนำเทคโนโลยี่ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การแชร์สื่อที่ไม่เหมาะสม การเอาเปรียบผู้ดอยโอกาส หรือการยึดติดกับอารมณ์ชั่ววูบ  ยิ่งส่งผลให้มนุษย์ขาดปัญญา ในการแก้ปัญหาชีวิต    

     เมื่อนักวิทยาศาสตร์พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต   เพื่อสร้างฐานความรู้ขนาดใหญ่และแบ่งปันความรู้นี้ กับผู้คนทั่วโลกที่ขาดโอกาสเข้าถึงสถาบันการศึกษาทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาผ่านแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต พวกเขาสามารถนำความรู้นี้ไปพัฒนาศักยภาพชีวิตและทักษะในสาขาต่าง ๆ และสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น  พวกเขาสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความซื่อสัตย์ ยุติธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ตรวจสอบผลงาน มีความรู้และทักษะที่เหมาะสมกับองค์กรใดๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เหนือกว่าประเทศอื่น ๆ  

        เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี่ด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต  ไปจนถึงการนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด โดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต เช่น การแชร์รูปภาพ เสียง วีดีโอ และข้อความที่ไม่เหมาะสมในเอกสารดิจิทัล การเอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส จนจิตใจจึงมักจะยึดติดกับอารมณ์นั้นทำให้เสี่ยงต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต  การขาดความมั่นใจในกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ นำไปสู่การขาดปัญญาในการแก้ปัญหา ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพชีวิตและการสั่งสมความรู้ภายในจิตใจอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย และเป็นรูปธรรมมากขึ้น  เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพและการเงิน  ปัจจุบัน ผู้คนแสดงความสามารถผ่านการทำงาน และทักษะในหลากหลายสาขาผ่านแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย  สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ต้องการทำงานบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต  พวกเขาอัพโหลดไฟล์หลายล้านไฟล์     เพื่อนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาให้สาธารณชนได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน  การมีวุฒิปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก  ไม่ได้รับประกันความสำเร็จทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต 

          ดังนั้น การศึกษายุคใหม่ จึงไม่อาจมุ่งเน้น เพียงการสั่งสมความรู้ไว้ภายในจิตใจ เท่านั้น  แต่ต้องนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อแสดงศักยภาพเป็นรูปธรรม  ส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพ สถาบันการศึกษาอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป  เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้กลายเป็นเวที แสดงผลงาน และแหล่งการเรียนรู้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล   ไร้ข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ นักเรียนสามารถส่งการบ้านให้ครูได้จากที่บ้าน ผ่านห้องเรียนออนไลน์ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง 

       ทุกวันผู้คนทั่วโลก สามารถเรียนรู้จากเนื้อหาบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตและนำความรู้นี้ ไปประยุกต์ใช้กับงานของตนได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ ยกตัวอย่างเช่น ในยุคทองของศาสนาพราหมณ์ ชนชั้นกษัตริย์ได้บัญญัติกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ       เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่ของมนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นให้ทำงานตามวรรณะที่ตนเกิดมา      การศึกษาผ่านโซเซียลมีเดีย ช่วยขจัดอุปสรรคทางการศึกษาที่บังคับให้นักศึกษาลงทะเบียน ชำระค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยและได้รับคำแนะนำตลอดเวลา   การศึกษาผ่านโซเชียลมีเดีย  ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องราวหลากหลาย ที่ผู้คนแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส  การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่าที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตได้

           หากเรายึดติดกับความสำเร็จในอดีต  หรือกรอบความคิดเดิม ๆ  ความรู้เหล่านั้นก็ย่อมเป็นความคิดเห็นทางวิชาการที่ล้าสมัยไปตามกาลเวลา เมื่อความคิดเห็นของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ที่เรียนรู้ทางออนไลน์ เราจึงต้องก้าวให้ทันโลก ด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Leaning)ผ่านโลกออนไลน์

บทสรุปของเจตนารมณ์แห่งปรัชญาพุทธภูมิ

             ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ผู้เขียนจึงตั้งใจสร้างสรรค์ในการเขียนบล็อค "ปรัชญาพุทธภูมิ"  เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะออนไลน์ในการแบ่งปันเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา  ช่วยให้ผู้สนใจได้เข้าใจกระบวนการพิจารณาความจริงตามหลักและเหตุผล พร้อมนำหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ ไปฝึกหัดปฏิบัติ  เพื่อยกระดับจิตใจ พัฒนาศักยภาพภายในให้เข้มแข็ง และพร้อมเผชิญหน้ากับทุกความท้าทายในโลกยุคดิจิทัลด้วยสติและปัญญา 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ