๗. การสร้างตัวตนในสังคมด้วยแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต
7. Building a social identity with Internet platforms
โดยทั่วไปนั้นชีวิตมนุษย์ตกอยู่ภายใต้สังธรรมแห่งกฎธรรมชาติ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป มนุษย์รับรู้ความจริงนี้มาตั้งแต่อดีตผ่านอายตนะภายใน(ประสาทสัมผัส)และสั่งสมประสบการณ์ไว้เป็น "หลักฐานทางอารมณ์"ในจิตใจ เมื่อมีข้อมูลมากพอ รวบรวมหลักฐานได้เพียงพอ จิตใจจะทำหน้าที่เป็นนักคิด นำหลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้น มาวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้ และอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ด้วยเหตุผลทางปรัชญา
เมื่อความจริงปรากฏชัดว่า มนุษย์ทุกคนไม่อาจพ้นตาย ไม่ว่าจะบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ดีที่สุด พักผ่อนในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์เพียงใด ร่างกายก็ยังต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ประกอบกับความรู้ที่สั่งสมไว้ในจิตใจ ย่อมดับสูญไปพร้อมกับความตาย มนุษย์ในฐานะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา จึงสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อรักษาความรู้นี้ไว้ โดยถ่ายทอดความรู้หรือบันทึกไว้ในตำราและคัมภีร์ทางศาสนา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อยอดความรู้และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
เมื่อบุคคลใดตายไป ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะจ่างหายไปพร้อมกับความทรงจำของผู้คนร่วมสมัย อัตลักษณ์ของพวกเขาในฐานะส่วนของสังคมนั้นจะหมดความสำคัญ และในที่สุดเรื่องราวของพวกเขาก็จะหายไปจากสังคมเช่นกัน ผู้ที่เกิดใหม่จะไม่รู้จักพวกเขาอีกต่อไป และเพื่อนมนุษย์ก็จะอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน คือการเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้และความตาย เมื่อคนรุ่นหลังสอบถามถึงพวกเขา พวกเขาก็จะไม่มีใครรู้จักในโลกมนุษย์ เพราะทุกคนต่างหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ของตนเองและมองข้ามผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษย์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาและเรียนรู้ เพราะมันให้บทเรียนโดยตรงจากประสบการณ์ชีวิต ซึ่งเป็นความรู้ที่เหนือกว่าความรู้ในหนังสือ เจตนาของมนุษย์นั้นลึกซึ้งกว่าความรู้ที่ได้จากหนังสือ และชีวิตมนุษย์นั้นยากที่จะเข้าใจด้วยสติปัญญาของตนเอง เนื่องจากขอบเขตการรับรู้ที่จำกัดและอคติเกิดจากความไม่รู้ ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมน จึงไม่สามารถได้คิดอย่างมีเหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของชีวิต การสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและน่าจดจำนั้นต้องอาศัยความพยายาม ความอดทน และความเข้าใจในตนเอง รวมถึงความเข้าใจในสังคม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ นี่คือแนวทางบางประการที่จะช่วยสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและน่าจดจำ
ประการที่๑ ค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตนเอง การรู้จักตัวเองคือจุดเริ่มต้นสำคัญ ต้องสำรวจตัวเองว่ามีความชอบ ความถนัด จุดแข็งและจุดอ่อนและเป้าหมายชีวิตอย่างไร เช่นหากคุณเป็นนักคิดชอบวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ คุณอาจสร้างอัตลักษณ์ในฐานะนักวิชาการ นักปรัชญา อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้พิพากษา อัยการ พนักงานสอบสวน หรือพระภิกษุสงฆ์ แล้วองค์ความรู้นั้นมาถ่ายทอดสู่สังคมผ่านสื่อออนไลน์
ในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่อข่ายระดับโลกที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก เมื่อมีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือศาสนา และวัฒนธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เสียงสะท้อนจากสาธารณชน เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน เสียงชมเชยอาจเป็นพลังผลักดัน แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ก็อาจเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วง อย่างไรก็ตาม หากเราฝึกฝนการค้นหาตนเอง และถ่ายทอดความรู้อย่างจริงใจ ทุกถ้อยคำที่เราสื่อสารออกไป จะกลายเป็นอัตลักษณ์ที่เราสามารถภาคภูมิใจได้
ประการที่ ๒ เลือกแฟลตฟอร์ที่เหมาะสม เมื่อเข้าใจตัวเองแล้ว ควรเลือกช่องทางสื่อสารให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ศิลปินหรือผู้สร้างสรรคงานทัศนะศิลป์ อาจใช้ Instagram เพื่อเน้นการนำเสนอภาพและผลงาน ส่วนนักวิชาการในหลากหลายสาขา หรือนักเขียน ที่ต้องการนำเสนอเนื้อหาเชิงลึก การสร้างบล็อคจะเปิดโอกาสให้ถ่ายทอดบทความยาว ๆ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นระบบและอิสระ
ประการที่ ๓ สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ เนื้อหาต้องมีความน่าสนใจ มีประโยชน์ และตรงกับตัวตน ไม่ว่าจะผ่านข้อความ รูปภาพหรือวีดีโอ ต้องผ่านการเรียบเรียง อย่างพิถีพิถัน และนำเสนออย่างเป็นมืออาชีพ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากเป็นนักเขียน คุณควรเขียนบทความที่มีคุณภาพสูง มีการเรียบเรียงเนื้อหาที่ดีและน่าสนใจ หากคุณเป็นศิลปิน คุณควรสร้างผลงานที่สร้างสรรค์และมีคุณภาพสูง ดังนั้น เรียนรู้เทคนิคการเขียน การถ่ายภาพ หรือการถ่ายวิดีโอ เพื่อช่วยคุณสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพได้
ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมกับชุมชนออนไลน์ การสร้างตัวตนไม่ได้จบลงที่การโพสต์คอนเทนต์เท่านั้น แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ตอบคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสุภาพ ให้เกียรติ และเข้าร่วมกลุ่มที่มีความสนใจร่วมกัน เพื่อสร้างเครือข่ายและขยายขอบเขตการเรียนรู้
ประการที่ ๕ สุจริตและความสม่ำเสมอ
การสร้างอัตลักษณ์ต้องใช้เวลาและความอดทน ควรกำหนดตารางการสร้างสรรค์ เนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เช่นการโพสต์สัปดาห์ละครั้ง หรือการตอบข้อซักถามเป็นประจำ เพื่อรักษาความเชื่อมโยงกับผู้อื่นไว้อย่างเนื่อง
กระบวนการเรียนรู้ผ่านอินเตอร์เน็ต ได้ก้าวข้ามพ้นข้อจำกัดของโครงสร้างสังคมแบบดั้งเดิม ในอดีตเช่น ยุคทองของศาสนาพราหมณ์ ชนชั้นกษัตริย์ได้บัญญัติกฎหมายจารีจตประเพณี เกี่ยวกับระบบวรรณะ เพื่อจำกัดสิทธิ หน้าที่และโอกาสในการศึกษาของมนุษย์ ตามวรรณะที่ตนเกิดมา แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ได้ทำลายปราการเหล่านั้น ช่วยให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต กันได้อย่างเท่าเที่ยมกันตลอดเ ๒๔ ชั่วโมง
ปัจจุบันวุฒิการศึกษาตามระบบอาจไม่ใช่เครื่องยืนยันความสำเร็จเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แพลอตฟอร์มอินเตอร์เน็ตได้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แห่งใหม่ และเป็นเวทีแสดงศักยภาพของนักคิดยุคใหม่ หากเรารับรู้ข้อมูลแล้วนมาวิเคราะห์ ด้วยเหตุผล ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี่ อย่างมีจริยธรรม ไม่นำไปใช้เอาเปรียบผู้อื่น หรือสร้างคววามขัดแย้งความรู้เหล่านั้นก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด
การได้ยินข้อเท็จจริงเหล่านี้ ทำให้เราตระหนักว่ามนุษย์มักให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่าสิ่งอื่นใด ส่งผลให้มีความเป็นส่วนตัวสูง ขาดทักษะทางสังคม ขาดการสนทนา และขาดอัตลักษณ์ทางสังคมในการแลกเปลี่ยนความรู้ หรือทำธุรกิจร่วมกัน แม้ว่าเราจะมีทักษะและความรู้มากมาย แต่เราก็ยังขาดการเรียนรู้ที่จะสร้างความไว้วางใจ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อสร้างฐานความรู้ขนาดใหญ่และแบ่งปันความรู้นี้ กับผู้คนทั่วโลกที่ขาดโอกาสเข้าถึงสถาบันการศึกษาทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาผ่านแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต พวกเขาสามารถนำความรู้นี้ไปพัฒนาศักยภาพชีวิตและทักษะในสาขาต่าง ๆ และสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น พวกเขาสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความซื่อสัตย์ ยุติธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ตรวจสอบผลงาน มีความรู้และทักษะที่เหมาะสมกับองค์กรใด ๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เหนือกว่าประเทศอื่น ๆ
เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี่ด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ไปจนถึงการนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด โดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต เช่น การแชร์รูปภาพ เสียง วีดีโอ และข้อความที่ไม่เหมาะสมในเอกสารดิจิทัล การเอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส จนจิตใจจึงมักจะยึดติดกับอารมณ์นั้น ทำให้เสี่ยงต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต การขาดความมั่นใจในกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ นำไปสู่การขาดปัญญาในการแก้ปัญหา ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพชีวิตและการสั่งสมความรู้ภายในจิตใจอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย และเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพและการเงิน ปัจจุบัน ผู้คนแสดงความสามารถผ่านการทำงานและทักษะในหลากหลายสาขาผ่านแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ต้องการทำงานบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต พวกเขาอัพโหลดไฟล์หลายล้านไฟล์ เพื่อนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาให้สาธารณชนได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน การมีวุฒิปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ไม่ได้รับประกันความสำเร็จทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต
ดังนั้น คอนเทนต์แพลตฟอร์มจึงได้สร้างนักคิดเชิงปรัชญา ที่สามารถอธิบายและนำเสนอผลงานของตนต่อโลก ในรูปแบบที่เหมาะสม สร้างความเพลิดเพลินและความเข้าใจผ่านบทความนับล้าน ในอนาคต สถาบันการศึกษา อาจไม่ใช่ศูนย์กลางการเรียนรู้อีกต่อไป เพราะแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แทนที่สถาบันการศึกษา และจะทำหน้าที่เป็นเวทีแสดงผลงานออนไลน์ของผู้คน เปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลก ได้เรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจของตนเอง นักเรียนสามารถส่งการบ้านให้ครูได้จากที่บ้าน ผ่านห้องเรียนออนไลน์ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทุกวันผู้คนทั่วโลก สามารถเรียนรู้จากเนื้อหาบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตและนำความรู้นี้ ไปประยุกต์ใช้กับงานของตนได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ ยกตัวอย่างเช่น ในยุคทองของศาสนาพราหมณ์ ชนชั้นกษัตริย์ได้บัญญัติกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่ของมนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นให้ทำงานตามวรรณะที่ตนเกิดมา การศึกษาผ่านโซเซียลมีเดีย ช่วยขจัดอุปสรรคทางการศึกษาที่บังคับให้นักศึกษาลงทะเบียน ชำระค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยและได้รับคำแนะนำตลอดเวลา การศึกษาผ่านโซเชียลมีเดีย ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องราวหลากหลาย ที่ผู้คนแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่าที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตได้
หากเรายึดติดกับความสำเร็จในอดีต และเหตุผลเดิม ๆ ความรู้เหล่านั้นและความคิดเห็นทางวิชาการก็จะล้าสมัย เมื่อความคิดเห็นของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ที่เรียนรู้ทางออนไลน์ เราจึงต้องก้าวให้ทันโลก ด้วยความสามารถในการเรียนรู้จากผู้อื่นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ตลอดเวลา และมี Wi-Fi สาธารณะให้บริการจึงไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอีกต่อไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้ตั้งใจเขียนบล็อคเกี่ยวกับ "ปรัชญาพุทธภูมิ" เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะออนไลน์ให้ผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา เข้าใจกระบวนการพิจารณาความจริงและนำหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ ไปฝึกหัดปฏิบัติ เพื่อยกระดับจิตใจ พัฒนาศักยภาพที่อ่อนแอให้เข้มแข็ง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกความท้าทายในโลกยุคดิจิทัลอย่างมีปัญญา


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น