8. The education System for Human development in Kingdom of Thailand.
คำสำคัญ ระบบการศึกษาแห่งอนาคต สร้างคน มนุษย์
บทนำ ความเป็นมา
นับตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลในชมพูทวีป ระบบการศึกษา และการปกครองมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้มีอำนาจ เช่น ในยุคพราหมณ์อารยัน ที่มีการสร้าง"ระบบวรรณะ" ขึ้นมาจำกัดสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ โดยอ้างเทวลิขิต(พรหมทัณฑ์)ส่งผลให้มนุษย์ในยุคนั้น ตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด ขาดโอกาสพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายของชีวิต
ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ทรงจุดประทีปแห่งปัญญา ด้วยการประกาศ "อริยมรรคมีองค์ ๘" และกฎแห่งกรรม เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความเชื่อเดิม พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายใน (หู ตา จมูก ลิ้น กายและใจ) ที่จำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริง จึงมักมีอคติ (ความไม่รู้ ความยึดติด ความเกลียดชัง ความกลัว) ส่งผลให้ชีวิตถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์ทั่วโลกเต็มไปด้วยความมืดมิด (อวิชชา) พวกเขาจึงผู้ประมาท ขาดความเพียร ปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนได้อย่างถูกต้อง เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นและพวกเขาต้องตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกเขาตัดสินใจทำผิดพลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น
ในยุคปัจจุบัน (ปี๒๐๒๖) แม้โลกจะก้าวเข้าสู่วิทยาศาสตร์และอินเตอร์เน็ต มีนวัตกรรมอย่างแผนที่กูเกิล กล้องจุลทรรศน์หรือปัญญาประดิษฐ์ มาช่วยขยายขีดความสามารถในการรับรู้ทางกายภาพ แต่ระบบการศึกษา กระแสหลักยังคงเน้นไปที่การผลิตคนเพื่อสนองต่อระบบเศรษฐกิจและการแข่งขัน ทอดทิ้งการพัฒนาจิตวิญญาณขั้นปรมัตถ์ ส่งผลให้ผู้คนยังคงเผชิญความมืดมิดทางปัญญา เจ็บปวดจากพิษทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
การหยิบยก "ปรัชญาพุทธภูมิ" มาเป็นฐานคิดของการศึกษาแห่งอนาคต จึงเป็นการสืบทอดอุดมการณ์ของพระโพธิสัตว์ ผู้ไม่เพียงแต่เรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดในสังสารวัฏเท่านั้น แต่เรียนรู้เพื่อสร้าง
๒.ความสำคัญระบบการศึกษาแห่งอนาคตตามแนวพุทธภูมิ (Significance)
ระบบการศึกษาตามแนวพุทธภูมิ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ "สร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์" ในโลกอนาคต โดยมีมติดังต่อไปนี้ :
- เปลี่ยนจาก "ผู้บริโภคความรู้" เป็น "ผู้สร้างปัญญาเพื่อมวลมนุษยชาติ " (Bodhisattva Mindsets) : การศึกษาทั่วไปสอนสอนให้คนเก่ง เพื่อหาเงิน แต่การศึกษาแนวพุทธภูมิสอนให้คนเก่งเพื่อนำความรู้และเทคโนโลยี่ (เช่นแพลตฟอร์มออนไลน, AI, เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ) มาช่วยแก้ไขความทุกข์ยากและลดความสูญเสียในสังคม
- ทลายข้อจำกัดของอายตนะภายในและอคติ : ขัดเกลาให้ผู้เรียนรู้เท่าทัน "ความไม่รู้" (อวิชชา) ของตนเอง สอนให้ตั้งข้อสงสัย ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยพยานหลักฐาน (ตามหลักกาลามสูตร และกระบวนอนุมานมางปรัชญา) ก่อนจะเชื่อหรือตัดสินใจ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงที่สร้างความเสียหายระดับแสนล้านทุกปี
- ผสาน "สมมติสัจจะ" เข้ากับ "ปรมัตถสัจจะ" : เป็นระบบการศึกษาที่เชื่อมโลกทางโลก (เทคโนโลยี่, กฎหมาย, การเมือง) เข้ากับโลกทางธรรม (คุณธรรม,การเวียนว่ายตายเกิด, อุดมการณ์โพธิสัตว์) เพื่อให้มนุษย์สามารถดีไชน์ชะตากรรมของตนและสังคมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์
๓. ความสงสัยและประเด็นที่ควรศึกษาในเรื่องนี้ (Philosophical Question Doubts)
เพื่อให้บทความในบล็อคปรัชญาพุทธภูมิมีมติชวนคิดและเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการหรือชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้อ่านจากอเมริกา)ได้เข้ามาคอมเม้นต์ถกเถียง อาจารย์สามารถตั้งข้อเสนอแนะ และประเด็นความสงสัยไว้ท้ายบทนำดังนี้
ความย้อนแย้งระหว่าง"เทคโนโลยี่"กับ "ปัญญาภายใน :
ประเด็นชวนคิด : ในเมื่อระบบการศึกษาในอนาคตพึงพาอินเตอร์เน็ตและเครื่องวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพื่อขยายขอบเขตการรับรู้ของอายตนะภายในของมนุษย์ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้มนุษย์ เข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์" (สภาวะนิพพาน หรือ การดับอคติในใจ)ได้จริงหรือไม่ ? หรือเทคโนโลยี่จะเป็นเพียงแค่สิ่งสมมติ ที่ทำให้มนุษย์หลงทางและห่างไกลจากปัญญาที่แท้จริง ?
การประเมินผลความเป็น "มนุษย์ที่สมบูรณ์ "ในทางปฏิบัติต่างจากระบบเดิมอย่างไร ? :
ประเด็นชวนคิด : ระบบการศึกษาปัจจุบัน วัดผลด้วยเกรด (GPA) และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ระบบการศึกษาแนวปรัชญาพุทธภูมิ ที่มุ่งสร้าง "จิตโพธิสัตว์" จะมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายและการบริหารการศึกษา ? เราจะวัด "ความเสียสละ และการพึ่งตนเองเพื่อผู้อื่น ออกมาเป็นคะแนนได้อย่างไร ?
ความเป็นไปได้ในการนำ "ปรัชญาพุทธภูมิ"ไปปรับใชในระดับสากล (Universal Application) :
ประเด็นชวนคิด : ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา เราจะสามารถถอดรหัส (Decode) ปรารถนาพุทธภูมิ และหลักอริยมรรคมีองค์๘ ให้กลายเป็นหลักสูตรโลกหรืองานวิจัยสากลที่คนทุกศาสนา (หรือคนที่ไม่นับถือศาสนาเลย) สามารถยอมรับและนำไปใช้ พัฒนาตนเอง นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของชีวิตอย่างมีเหตุผลได้ เมื่อพวกเขาเป็นนักบวช นักปกครอง นักการค้า นักเกษตรกร พวกเขามักจะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ทางสังคม เมื่อมนุษย์กระทำการใด ๆ จิตใจของมนุษย์จะรับรู้เหตุการณ์เหล่านั้น และบันทึกเป็นข้อมูลทางอารมณ์เกี่ยวกับการกระทำของตนยกตัวอย่างเช่น การฆาตกรรม การลักขโมย การประพฤติผิดทางเพศ การดูหมิ่นผู้อื่นและการดื่มแอลกอฮอล์และการใช้ยาเสพยาแม้ว่ามนุษย์จะประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้โดยตรง แต่เมื่ออายตนะภายในมีความสามารถจำกัดในการรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ในชีวิต มนุษย์มักจะมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก เป็นต้น
เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งของตนเอง ตามหลักเหตุผลหรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินนั้น การใช้เหตุผลของผู้คนทั่วโลกในการอธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลในลักษณะเช่นนี้ และบางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน เนื่องจากความไม่รู้ พวกเขาจึงตัดสินใจผิดพลาดโดยหลงเชื่อมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องจัดเก็บภาษีจากประชาชน เพื่อชดเชยความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาทุกข์ทรมานในชีวิตของพวกเขา เป็นต้น
การพัฒนาระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้าและความท้าทายใหม่ ๆ การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงวิธีการสอนแบบเดิม ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นต่อไปรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกต้องการบุคคลที่มีทักษะความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ที่ชีวิตมนุษย์กำลังเผชิญอยู่ นี่เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับความสามารถของประเทศไทยในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ขับเคลื่อนประเทศสู่ความก้าวหน้าที่ยั่งยืน และปรับตัวให้เข้ากับความคิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้คนทั่วโลก ผ่านการเรียนรู้ออนไลน์ และนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
เมื่ออายตนะภายในของผู้คนจำกัดความสามารถในการรับรู้ข่าวสารและเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศ และจิตใจของพวกเขามักจะเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมนและขาดความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น คนเหล่านี้จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์ เช่น เหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และการป้องกันประเทศดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาและความทุกข์เหล่านี้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า รัฐบาลทั่วโลกจึงได้จัดตั้งสถานบันการศึกษา และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ เมื่อรัฐบาลตระหนักถึงความกังวลของประชาชน ที่แสดงความคิดเห็นออกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หน้าที่ของรัฐบาลคือการตรวจสอบประเด็นเหล่านั้นผ่านกระบวนการสอบสวนโดยอิงข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรเชื่อความคิดเห็นเหล่านั้นทันที่ เจ้าหน้าที่รัฐควรสงสัยไว้ก่อนจนกว่าเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว พวกเขาสามารถใช้หลักฐานดังกล่าวเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของประเด็นเหล่านั้นอย่างมีสมเหตุผล ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐแก้ไขปัญหาทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของประเทศได้อย่างทันทวงที
นับตั้งแต่สมัยพราหมณ์พราหมณ์บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญา พวกเขาสามารถใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า และสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าเหล่านั้นผ่านการบูชายัญของพราหมณ์อารยัน เพื่อให้ช่วยบรรลุเป้าหมายที่ปรารถนา อย่างไรก็ตาม เมือความเชื่อในเทพเจ้าเหล่านั้นสร้างความร่ำรวยให้กับพราหมณ์อารยันและพราหมณ์ดราวิเดียน จนกลายเป็นปัญหาทางการเมือง เมื่อพวกพราหมณ์อารยันพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและรักษาเสถียรภาพทางการเมือง พวกเขาจึงใช้อำนาจที่ปรึกษาทางการเมืองออกกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณี เพื่อจำกัดสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของชาวดราวิเดียน ซึ่งก่อนหน้านี้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของอนุทวีปอินเดียมาก่อนส่งผลให้เกิดยุคมืดสำหรับมนุษย์ชาติทั่วโลก
ยุคความจริงขั้นปรมัตถ์ของพระพุทธศาสนา เป็นยุคแห่งการแสวงหาความจริงจากความสงสัยเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นผู้คนในอนุทวีปถูกลงโทษโดยพระพรหม หรือที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" โดยให้สังคมขับพวกเขาออกจากสังคมตลอดชีวิตและไม่อาจกลับคืนสู่สถานเดิมในสังคมได้ และถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนไปตลอดชีวิต เป็นต้น
ยุคปรัชญาตะวันตก เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรโมริยะ ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในโลกตะวันตก รวมทั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้นำนักบวชแห่งชมพูทวีปอินเดียกลับมายังมาซิโดเนียด้วย เพื่อปรึกษาปัญหาชีวิต ส่งผลทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าแพร่หลายไปสู่โลกตะวันตก และบาทหลวงในโลกตะวันตกไปบูรณาการคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้ากลับกับปรัชญาตะวันตก ทำให้ปรัชญาตะวันตกมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยการให้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า แม้ว่าการใช้เหตุผลทางศาสนาจะช่วยให้ชาวตะวันตก เกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เหตุผลก็ไม่สามารถนำพวกเขาไปความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่พระเจ้าได้
ยุควิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แก้ไขข้อจำกัดในการรับรู้ของมนุษย์ด้วยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมข้อมูล กล่าวคือเมื่อนักวิทยาศาสตร์เป็นมนุษย์มีอายตนะภายในเป็นต้นกำเนิดของความรู้ โดยเกิดจากปัจจัยทางจิตใจ อาศัยอายตนะภายในที่จำกัดความสามารถในการรับรู้และมีอคติต่อผู้อื่น จึงมีชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมนเช่นมนุษย์ทั่วไป ส่งผลให้ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น เช่นโลก จักรวาล หลุมดำ ดวงอาทิตย์และความจริงขั้นปรมัตถ์ เช่น สภาวะนิพพาน วิญญาณเป็นต้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงที่สมมติขึ้นโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงดังกล่าวข้างต้น บางครั้งนักวิทยาศาสตร์อาจใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง อาจใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง อาจใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้นก็ได้ เมื่อการใช้เหตุผลของนักวิทยาศาสตร์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ยินความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน ย่อมไม่เชื่อถือว่าเป็นความจริง เพื่อแก้ปัญหาความคิดเห็นไม่น่าเชื่อถือของนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาจึงสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของสิ่งต่าง ๆ
เพราะมนุษย์มีความสามารถในการรับรู้สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดที่อยู่เหนือการรับรู้ทางประสาทสัมผัส หรือวัตถุที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของเราอย่างจำกัด เช่น ดวงฤกษ์ลอยอยู่ในหลุมดำ นักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องสร้างกล้องโทรทรรศน์ เพื่อสังเกตุการณ์ดาวเคราะห์ต่าง ๆ เช่น ดาวอังคารและดาวพูลโต เป็นต้น ส่วนเชื้อโรคขนาดเล็กที่สุดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ขยายภาพของเชื้อโรคนั้นให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่างๆ มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบ เพื่อทราบว่าเป็นเชื่อโรคนั้นเป็นเชื้อโรคชนิดใด
นักภูมิศาสตร์ได้สร้างแผนที่โลกของกูเกิลขึ้น เพื่อระบุตำแหน่งของสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งอย่างชัดเจน ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร และอยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ของอายตนะภายในของมนุษย์ ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกสามารถใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่อยากรู้ผ่านอินเตอร์เน็ต ดังนั้น อินเตอร์เน็ตจึงเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่และนวัตกรรมใหม่ ๆ กำลังได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถแบ่งปันความรู้ของตนทางออนไลน์ และมอบโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้บนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องเสียเวลาและความพยายามเดินทางไปยังสถาบันการศึกษาอีกต่อไป การใช้แพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่ทำงานแทนการเดินทางไปสถานทำงาน การทำธุรกรรมทางการเงินและเรียนออนไลน์จากที่บ้านก็เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงตามอารยธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้น ในการศึกษาและค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ผ่านการหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมหลักฐาน เช่น พยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานเอกสารดิจิทัล เป็นต้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของประเด็นนั้น ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นได้ผ่านการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลและความจริงนี้ในรูปแบบของภาพนิ่ง วีดีโอและบทความวิชาการหรือข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้อื่นเรียนรู้และเข้าใจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและแอปพลิเคชั่นบาง อย่างอาจสร้างรายได้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม การศึกษาในระบบการศึกษาแห่งชาติยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนยุคใหม่ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตแต่ตราบใดที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือพวกเขาสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างง่ายดาย
บางคนอาจเชื่อว่า การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตสามารถสร้างรายได้ผ่านแอพพลิเคชั่นอินเตอร์เน็ต และความสามารถในการทำวิจัยอิสระได้ อย่างไรก็ตามหลายคนเชื่อว่าการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นอีกต่อไป แม้ว่าปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกจะเป็นมาตรฐานสำหรับการสั่งสมความรู้ในจิตใจของบัณฑิต แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกิจกรรมการวิจัย และการแสวงหาความรู้ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้ทางอารมณ์ในจิตใจของบัณฑิตแต่ละคน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น