โดยทั่วไป ปรัชญา พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ต่างได้รับการยอมรับว่าองค์ความรู้สากลของมนุษยชาติ โดยเจ้าขององค์ความรู้ทางปรัชญาเรียกว่า "นักปรัชญา" เจ้าขององค์ความรู้ทางพุทธเจ้าศาสนาเรียกว่าพระพุทธเจ้า และเจ้าขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า "นักวิทยาศาสตร์" แต่ทว่าในยุคก่อนพุทธกาลดินแดนอนุทวีปกลับตกภายใต้ความมืดมนทางปัญญา มนุษย์ส่วนใหญ่ขาดกรอบความคิดที่จะจำแนกระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติทางสังคม) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" ของชีวิตโดยเฉพาะในยุคนั้น ที่มีความเชื่อเรื่อง "การมีอยู่ของเทพเจ้า มนุษยชาติไม่สามารถพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง ต้องทำพิธีบูชายัญผ่านการรับรู้ของวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เมื่อชีวิตของมนุษย์ถูกครอบงำ ด้วยระบบจารีตประเพณีของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะซึ่งประกาศใช้เป็นกฎหมาย ที่มีสภาพบังคับอย่างเด็ดขาด ข้ออ้างทางสังคมนี้ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง ดังที่สะท้อนผ่านสะเทือนใขของกลุ่มคนจัณฑาล ที่ถูกขับไล่ออกจากสังคม ต้องเผชิญความแก่ เจ็บและตายอย่างโดดเดี่ยวบนท้องถนน เป็นต้น
ทำไมมนุษยชาติจึงต้องแสวงหาความรู้ ? โดยทั่วไปแล้ว ชีวิตมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและเก็บเรื่องราวไว้เป็น "ข้อมูลเชิงประจักษ์" หรือ "ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส" (Empirical Data/Sensory Experince) ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่ได้มีลักษณะเพียงแค่การรับรู้และสั่งสมเรื่องราวไว้เป็น "ข้อมูลเชิงประจักษ์"เท่านั้น มนุษย์ยังมีลักษณะการเป็นนักคิดอีกด้วย เมื่อรับรู้สิ่งใด จิตใจจะคิดจากสิ่งนั้นเมื่อคิดแล้ว พวกเขาก็ใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักปรัชญาในการอธิบายความคิดเห็นของตนของเรื่องนั้น ๆ เป็นต้น เมื่อมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด จึงขาดปัญญาที่จะแยกแยะ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) กับ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) เมื่อแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหล่านั้น บางครั้งก็ใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่งและบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อทรงได้ยินความคิดเห็นของมนุษย์ที่ใช้เหตุผลอธิบายความจริงยังคงคลุมเครือ และไม่ชัดเจนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระองค์ทรงไม่เชื่อว่าความคิดเห็นในเรื่องนั้นเป็นความจริง
ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นเห็นจัณฑาลใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนแม้อยู่ในวัยชรา เจ็บป่วย และนอนตายอยู่ข้างถนน และ นักบวชออกเดินทางไปแสวงหาทุกข์สัจธรรมของชีวิตตามสถานที่ต่าง ๆ เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงสงสัยใคร่รู้ถึงภูมิหลังของบุคคลเหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงสืบเสาะข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และรวบรวมพยานหลักฐานจากคำให้การของพราหมณ์ในสำนักต่าง ๆ เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้ว พระองค์จะทรงวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ แม้ว่ามหาราชาบางพระองค์จากอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดียจะได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองตักศิลา เมืองหลวงของอาณาจักรปัญจาบ สถาบันแห่งนี้เปิดสอนศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา ให้แก่เจ้าชายจากอาณาจักรต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดีย ยกตัวอย่าง เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในเมืองตักศิลา อาณาจักรปัญจาบ เป็นต้น
ปัญหาก็คือ ประวัติความเป็นมาของนิมิตทั้ง ๔ นี้เป็นอย่างไร ? เมื่อผู้เขียนศึกษานิมิตทั้ง ๔ นี้จากหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งบันทึกรายละเอียดไว้เพียงอย่างคลุมเครือและไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่านิมิตทั้ง ๔ นี้คืออะไรและมีประวัติความเป็นมาอย่างไร หากผู้เขียนแสดงความคิดเห็นในเรื่องนิมิต ๔ ของตนเองตามหลักเหตุผลและคาดคะเนความจริงแล้ว การใช้เหตุผลอธิบายความจริงในเรื่องนิมิต ๔ ของผู้เขียนคงเหมือนกับพราหมณ์ในโลกที่เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล บางครั้งใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง บ้างครั้งใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลในลักษณะนี้ หรือในลักษณะนั้น เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ที่ใช้ในการใช้เหตุผลอย่างคลุมเครือ และไม่ชัดเจน เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับนิมิตทั้ง ๔ ประการแล้ว วิญญูชนจะไม่เชื่อความเคิดเห็นดังกล่าวเป็นความจริง
เมื่อความคิดเห็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลนั้น ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากการใช้เหตุผลที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่าเพิ่งเชื่อว่าเป็นความจริงทันที ควรสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว วิเคราะห์หลักฐานเหล่านั้นโดยการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ใช้ในการอธิบายความจริงของคำตอบ การฟังความคิดเห็นของพยานเพียงคนเดียวมีน้ำหนักน้อย และไม่น่าเชื่อถือว่าเรื่องนั้นเป็นความจริง เพราะมนุษย์มีความสามารถในการรับรู้ข้อเท็จจริงจำกัด และมนุษย์มักมีอคติต่อผู้อื่น เนื่องจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความรักและความกลัวของตนเอง เป็นต้น พวกเขามักจะยืนยันข้อเท็จจริงที่่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปสู่เกิดความไม่บริสุทธิ์ และอยุติธรรม ในการอภิปรายประเด็นต่าง ๆ ในสังคม
สิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร? เพราะในยุคก่อนพุทธกาล เป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองอย่างไรก็ตาม ชีวิตของมนุษย์ในอนุทวีปอินเดียกลับตกอยู่ในความมืดมนทางปัญญา เพราะถูกครอบงำด้วยความเชื่อในคำสอนของพราหมณ์ซึ่งมีเหตุผลยืนยันความจริงที่ว่า พระพรหมได้สร้างมนุษยชาติ และวรรณะให้มนุษย์ที่พระองค์สร้างขึ้นมา เพื่อทำงานตามวรรณะที่พวกเขาเกิดมา อย่างไรก็ตาม คำสอนของพราหมณ์นั้นมีทั้งผู้ศรัทธาและผู้ไม่ศรัทธาปฏิบัติตาม เพราะเมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์โดยประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยเครื่องบูชาอันมีมูลค่า แต่เมื่อบูชาแล้วใช่ว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนา สิ่งนี้ทำให้มนุษย์เกิดความสงสัยการมีอยู่ของเทพเจ้า
พวกพราหมณ์แก้ปัญหานี้ โดยการสร้างเทพเจ้าองค์ใหม่ขึ้นเพื่อให้ยังคงศรัทธาในเทพเจ้าองค์ใหม่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลบุญอันยิ่งใหญ่จากการบูชา ยังสร้างความมั่งคั่งให้กับพราหมณ์อารยัน และพราหมณ์ดราวิเดียน เมื่อพวกพราหมณ์อารยันได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ขนบธรรม และจารีตประเพณี พวกเขาจึงมีอำนาจทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์จากการบูชา พราหมณ์อารยันในฐานะปุโรหิต จึงเสนอแนะความเห็นต่อรัฐสภาศากยวงศ์ ให้บัญญัติคำสอนของพราหมณ์เป็นทั้งคำสอนทางศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะและจารีตประเพณี เมื่อบัญญัติเป็นกฎหมายจารีตประเพณีแล้ว ย่อมมีสภาพบังคับตามกฎหมายให้ประชาชนต้องปฏิบัติตามคือห้ามประชาชนในแคว้นสักกะมีเพศสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะและห้ามประชาชนปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ผู้ใดฝ่าฝืน พระพรหมจะลงโทษผู้กระทำผิดต่อศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง เป็นต้น
เมื่อมีการตรากฎหมายวรรณะและจารีตประเพณีแล้ว ก็มีการลงโทษที่ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะ และห้ามประชาชนมิให้ปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อประชาชนเป็นบุคคลมีกิเลสตัณหาและเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ พวกเขากระทำผิดต่อคำสอนในศาสนาและกฎหมายวรรณะ พระพรหมจึงลงโทษพวกเขาโดยให้คนในสังคมลงโทษอย่างรุนแรงให้ขับไล่ออกจากสังคมไปตลอดชีวิต พวกเขาต้องหนีไปอยู่เมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์ เทวทหะ พาราณสี สาวัตถี เป็นต้น พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างคนไร้บ้านแม้จะอยู่ในวัยชรา เจ็บป่วยและนอนตายอยู่ข้างถนน เป็นต้น
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรสภาพอันเลวร้ายของพวกจัณฑาล ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในอาณาจักรสักกะ เพราะถูกจำกัดด้วยกฎหมายวรรณะและจารีตประเพณีในสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ในการประกอบอาชีพ การศึกษาและการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ การนับถือศาสนาตามความเชื่อของตนเอง และการไม่เคารพนับถือในสังคม เนื่องจากประชาชนละมิดคำสอนทางศาสนาและกฎหมายจารีตประเพณีการแบ่งชนชั้นวรรณะ พวกเขาจึงถูกพระพรหมลงโทษและพระพรหมทรงสั่งให้คนในสังคมขับไล่พวกเขาออกจากบ้านเรือนไปตลอดชีวิต พวกเขาต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่บนท้องถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ไปตลอดชีวิต แม้จะแก่ชรา เจ็บป่วย และเสียชีวิตบนถนนในเมืองใหญ่ เป็นต้น เมื่อพระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะปฏิรูปสังคมตามสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะที่พระองค์ประสูติ โดยเสนอร่างกฎหมายจารีตประเพณี เกี่ยวกับการยกเลิกวรรณะต่อรัฐสภาแห่งราชวงศ์ศากยะ เมื่อสมาชิกราชวงศ์ศายะทรงประชุมพิจารณาแล้ว สมาชิกรัฐสภาเห็นพ้องกันว่า กฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับการยกเลิกวรรณะของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดในการปกครองประเทศมาตรา ๓ ซึ่งห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว เป็นต้น
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้มนุษย์มีความรู้ความเข้าใจในชีวิต ชี้นำให้พวกเขาสามารถพัฒนาศักยภาพชีวิตเพื่อให้บรรลุถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ ด้วยการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ สิ่งนี้นำไปสู่ชีวิตที่เข้มแข็งโดยการฝึกฝนจิตใจให้มีสมาธิ บริสุทธิ ปราศจากความโกรธ อ่อนโยนเหมาะกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความมั่นคงและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคในชีวิต การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แสดงให้เห็นว่า "ปฏิสนธิจิตหรือ "วิญญาณขันธ์"ในครรภ์ของมารดา" ไม่ใช่สิ่งที่พระพรหมสร้างขึ้นตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน เมื่อจิตใจอยู่ในร่างกายและใช้อายตนะภายในเป็นสะพานเชื่อมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
เมื่อจิตใจแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เพื่อใช้หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบที่ต้องการ เมื่อได้รับคำตอบแล้ว ย่อมเชื่อว่าคำตอบนั้นเป็นความจริง และความรู้กลายเป็นความรู้และสั่งสมอยู่ในจิตใจ เมื่อความรู้ถูกสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณ ความรู้นั้นก็จะกลายเป็นสัญญาทางจิตใจและไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้นั้น เว้นแต่จะนำความรู้ไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในธุรกิจ เช่นเดียวกับบัณฑิตทุกระดับการศึกษา หากไม่นำความรู้ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจไปประกอบอาชีพได้ การทำธุรกิจหรือการช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความรู้ซึ่งเป็นความรู้อยู่ในจิตใจนั้นก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน เพราะเป็นการลงทุนทางศึกษาที่ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายนั้น
๒. โครงสร้างข้อสนับสนุน : พุทธศาสนาเป็นศาสนา ปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ ?
๒. โครงสร้างข้อสนับสนุน : พุทธศาสนาเป็นศาสนา ปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ ?
๒.๑ พระพุทธศาสนาในฐานะ " ปรัชญา" (philosophy) : เมื่อเราศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับมนุษยชาติในก่อนสมัยพุทธกาล ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากจิตใจของมนุษย์ ที่ใช้อายตนะภายในในการรับรู้ประสบการณ์ชีวิตและสั่งสมประสบการณ์เหล่านั้น เป็นข้อมูลทางอารมณ์ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติจิตใจมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับรู้ข้อมูล และสั่งสมประสบการณ์ชีวิตเป็นข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้นความสงสัยของเจ้าชายสิทธัตถะเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหม และพระอิศวรตามที่พราหมณ์ชาวอารยันสอนนั้น มาจากความเชื่อที่ว่า "พระพรหม" สร้างมนุษย์และวรรณะต่าง ๆ และทรงกำหนดหน้าที่ตามวรรณะของตน เมื่อพระองค์ทรงสังเกตว่าชีวิตของผู้คนในกรุงกบิลพัสดุ์ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทางปัญญา เนื่องจากข้อจำกัดด้านสิทธิและหน้าที่ในด้านการศึกษา อาชีพ ศาสนาพราหมณ์ และการมีส่วนร่วมในการปกครอง และการแต่งงานข้ามวรรณะ เป็นต้น
เมื่อพราหมณ์ในสมัยพุทธกาลซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์อธิบายความคิดเห็นของตน โดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบและคาดคะเนจากสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น เหตุผลของนักปรัชญาในสาขาเหล่านั้น บางครั้งก็ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง บางครั้งก็ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเรื่องนั้น เมื่อเหตุผลที่ใช้อธิบายความคิดเห็นของนักปรัชญาในสาขาเหล่านั้น คลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจะทรงไม่เชื่อถือความคิดเห็นของนักปรัชญาในสาขาเหล่านั้น ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็น "จัณฑาล" ที่พราหมณ์อ้างว่าถูกลงโทษโดยพระพรหม และตามกฎหมายวรรณะกำหนดหน้าที่ ให้ผู้คนในสังคมบังคับคดีตาม พระประสงค์ของพระพรหม ด้วยการเนรเทศพวกเขาออกจากบ้านตลอดชีวิต และถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนนในเมืองกบิลพัสดุ์ แม้กระทั่งในวัยชราภาพ เจ็บป่วย และตายอยู่ตามท้องถนนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จผ่าน ต่อมาพระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ โดยการเสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกวรรณะ อย่างไรก็ตาม สมาชิกแห่งรัฐสภาศากยะพิจารณาไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดหลักการแห่งถูกต้องชอบ "ธรรมของกษัตริย์" ซึ่งถือเป็น"รัฐธรรมจารีตประเพณีสูงสุด" แห่งราชอาณาจักรสักกะในการปกครองประเทศ เป็นต้น ดังนั้น พระพุทธศาสนาจะมีการใช้เหตุผลเชิงวิเคราะห์ :มีการใช้ตรรกะและเหตุผลอธิบายความจริงของโลกและชีวิต ซึ่งมีทั้ง "สมมติสัจจะ" และ" ปรมัตถ์สัจจะ" เพื่อตอบคำถามพื้นฐานของมนุษย์ว่า "มนุษย์มีความเป็นมาอย่างไร ?" "ทำไมมนุษย์ถึงทุกข์?" มนุษย์มีชีวิตหลังความตายหรือไม่"
๒.๒ พระพุทธศาสนาในฐานะ "ศาสนา" (Religion)
วิธีการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ : แตกต่างจากปรัชญาทั่วไปก็หยุดแค่ "ความคิด" แต่พระพุทธศาสนามี ระบบจริยธรรม ภาคปฏิบัติ (ศีล สมาธิ ปัญญา) และเป้าหมายสูงสุดคือ การยกระดับจิตใจสู่นิพพาน
๒.๓ พระพุทธศาสนาในฐานะ"วิทยาศาสตร"
กระบวนการสืบเสาะ: สอดคล้องกับ "กาลามสูตร"คือการไม่ยอมรับข้อเท็จจริงในทันที (สัจจะความเชื่อ) แต่เริ่มต้นจาก ความสงสัย การตั้งสมมติฐาน การเก็บรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์และการทดลองปฏิบัติ (อริยมรรคมีองค์ ๘) จนเห็นผลจริง
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปการเมืองผ่านระบบรัฐสภา โดยการยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี และเปลี่ยนความคิดของสมาชิกรัฐสภาศากยวงศ์ได้ในเรื่องความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ได้ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเพื่อออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงฝึกฝนศักยภาพของพระองค์ในหลากหลายด้าน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในการบรรลุความรู้ที่แท้จริงในชีวิต เส้นทางสุดท้ายพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเลือกปฏิบัติคือการปฏิบัติธรรมมรรคมีองค์๘ อันประเสริฐเพื่อบรรลุถึงความรู้แท้จริงของชีวิตในระดับอภิญญา ๖ ทรงตรัสรู้กฏธรรมชาติของชีวิตมนุษย์อันเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดชีวิตมนุษย์ใหม่ คือกายและจิตเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต ทั้งสองไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
ชีวิตมนุษย์ถูกควบคุมด้วยกฎไตรลักษณ์ เมื่อวิญญาณอุบัติในครรภ์มารดาแล้วเกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ดับไป การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือ การตระหนักรู้ในความจริงของชีวิตมนุษย์มนุษย์ทุกคนมีวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง จิตวิญญาณยังออกจากร่างของผู้ตายไปเกิดในภพภูมิอื่น ภพภูมิเหล่านั้นอาจเป็นนรก สวรรค์ หรือโลกมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองบางครั้งเรียกว่าอกุศลกรรมบ้าง บางครั้งเรียกว่ากุศลกรรมบ้าง ที่สั่งสมไว้ในจิตของตนเอง นี่คือกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ เราไม่สามารถหนีพ้นกฎแห่งกรรมนี้ได้ กรรมที่กระทำไป ทำให้จิตวิญญาณของผู้กระทำกรรมชั่วไปเกิดในทุคติภูมิ
สำหรับบรรดาผู้ทำความดี แม้มนุษย์จะพยายามป้องกันไม่ให้กรรมเหล่านั้นย้อนกลับมาหาตนด้วยการทำพิธีบูชายัญเทพเจ้าองค์ใด องค์หนึ่ง เพื่อช่วยให้พ้นจากกรรมของตนเอง แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากรรมนี้ได้ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิตเท่านั้น แต่ยังทรงประยุกต์ใช้ความรู้นี้มาใช้ด้วย พระองค์ทรงใช้อริยมรรคมีองค์ ๘ สอนให้ชาวอนุทวีปอินเดีย เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นรู้ให้หายมืดมนของชีวิต โดยสั่งสอนพวกเขาที่จะเข้าใจความจริงของชีวิต เช่น พระองค์ทรงสอนปัญจวัคคีย์ทั้งห้าให้เป็นพระอริยบุคคล ทรงสอนยสกุลบุตรและเพื่อนอีก ๕๔ คนจนเป็นพระอริยบุคคล ทรงสอนชลิฏ ๓ พี่น้องและพระสาวกอีก ๑,๐๐๐ รูปให้บรรลุพระอรหันต์ ทรงสั่งสอนพระเจ้าพิมพิสารและชาวราชคฤห์จนบรรลุธรรม ๑๑๐,๐๐๐ คน และสอนชาวกบิลพัสดุ์ให้บรรลุธรรม เป็นต้น
ดังนั้นผู้เขียนได้ยินคำถามว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนจึงไม่ได้ยอมข้อเท็จจริงในทันที ผู้เขียนจึงสงสัยไว้ก่อนว่ายังไม่เป็นความจริง จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้ว เนื่องจากผู้เขียนมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกายของตนเองและมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ส่งผลให้ผู้เขียนและมนุษย์ทุกคนเต็มไปด้วยความมืดมนของชีวิต และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น เช่นประวัติความเป็นมาของมนุษย์ชาติ หรือเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีก่อน และความจริงขั้นปรมัต์ เช่น สภาวะของอภิญญาหก ซึ่งเป็นความรู้อยู่เหนือประสาทสัมผัสขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป เราจะพิจารณาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว เราจะใช้หลักฐานทางอารมณ์เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ จากหลักฐานต่าง ๆ เช่น พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ อรรถกถาและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งจะใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์หรือไม่
บทความวิเคราะห์ชิ้นนี้ มุ่งแสวงหาคำตอบว่าพระพุทธศาสนา มีสถานะเป็นศาสนา ปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์อย่างไร โดยผ่านการสืบค้นองค์ประกอบความรู้ และระเบียบวิธีวิทยาในการเข้าถึงความจริงทั้งในระดับสมมติสัจจะและปรมัตถ์สัจจะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาเชิงวิเคราะห์ในสถาบันอุดมศีกษา อีกทั้งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับพระธรรมทูตในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ผู้แสวงบุญในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลนอกจากนี้ แนวทางพิสูจน์ความจริงเชิงปรัชญาพุทธภูมิ ที่ปรากฏในบทความนี้ ยังสามารถใช้เป็นหมุดหมายและระเบียบวิธีวิจัย สำหรับนักศึกษาระดับดุษฎีในสาขาปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ในการสืบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เพื่อรังสรรค์วิทยานิพนธ์ ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น