โดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนและนักปรพวัติศาสตร์ทั่วโลกต่างให้ความสนใจศึกษาเรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงสร้างความรู่งเรืองให้แก่จักรพรรดิโมริยะ (Maurya Empire) และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กลับมีบันทึกเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองน้อยมาก และแผนที่ภูมิศาสตร์พุทธศาสนาในยุคโบราณไว้อย่างจำกัด นักวิชาการสมัยใหม่ไม่สามารถจำลองแผนที่อินเดียโบราณที่ครอบคลุม ทุกแคว้นได้อย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนา "กระบวนการพิจารณาความจริง" ที่บูรณาการหลักปรัชญาพุทธภูมิ เข้ากับระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยจึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทางปัญญา ให้สามารถจำแนกและทำความเข้าใจระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และปรมัติสัจจะ (ความจริงขั้นสูงสุด) โดยพวกเขาใช้เหตุผลเชิงปรัชญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการอธิบายความจริงได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนชีวิตด้วยหลัก "พละ๕"(ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา) เพื่อให้มนุษย์สามารถเผชิญหน้ากับ อุปสรรคและพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นระบบ
ในอดีต พระเจ้าอโศกทรงเผยแผ่พระราชอำนาจ ผ่านสงครามจนสามารถรวมแคว้นต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดียให้เป็นบึกแผ่น แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ ในจักรพรรดิขณะนั้นจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา และหากย้อนกลับไปในอดีต นับแต่ช่วงถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ราชทูตแห่งเมืองปิปผลิวัน ทำสงครามเพื่อเปลี่ยนอาณาจักรเล็ก ๆ ให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก พระองค์ทรงใช้อิทธิพลทางการเมือง โดยส่งกองทัพไปรบในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก จนในที่สุดพระองค์ทรงขยายอาณาจักรโมริยะไปทั่วอนุทวีปอินเดีย ชาวโมริยะส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ (สายสัมพันธ์ของราชวงศ์โมริยะ) อย่างไรก็ตาม แปดวันหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ราชทูตแห่งอาณาจักรโมริะได้รับเพียงพระอังคาร (เถ้ากระดูก) ของพระพุทธเจ้าจากพระเจ้ามัลละแห่งเมืองกุสินารา ไปสักการะบูชาเท่านั้น เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงได้เปลี่ยนจากการใช้กำลังทางทหารมาเป็น "ธรรมวิชัย" หรือชนะด้วยธรรม ทรงส่งเสริมจริยธรรมและปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้า ให้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตของประชาชน เป็นต้น
สิ่งนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ทั่วโลก ยกย่องพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ การถ่ายทอดแนวคิด และบันทึกทางประวัติศาสตร์ผ่าน "เสาอโศก" (Asshoka Pillars)ที่จารึกด้วยอักษรพราหมี เสาหินเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าคำสอนและเหตุการณ์ทางสังคมในสมัยพุทธกาลเท่านั้น แต่ยังเป็นพยานวัตถุชิ้นที่สำคัญที่ยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ยิ่งไปกว่านั้น การส่งพระธรรมทูตไปยังดินแดนตะวันตกในยุคจักรพรรดิโมริยะ ยังทำให้นักคิดและนักปรัชญาได้เรียนรู้หลักการใช้เหตุผลเชิงพุทธ ซึ่งส่งอิทธิพลต่อพัฒนาทางความคิด ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา
เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่ไปสู่โลกตะวันตก นักปรัชญาและนักตรรกะศาสตร์ชาวตะวันตก ได้ศึกษาคำสอนและแนวปฏิบัติของมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้าจากหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งน่าจะบันทึกไว้เป็นอักษรพราหมี โดยผู้เขียนอนุมานความรู้ที่จารึกไว้บนเสาอโศก เป็นอักษรพราหมีที่วัดมายาเทวี สวนลุมพีนี จังหวัดลุมพินี ประเทศเนปาล และอีกหลายแห่งในสาธารณรัฐอินเดีย พระไตรปิฎกฉบับนี้ถูกส่งไปพร้อมกับพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรโมริยะไปยังโลกตะวันตกส่งผลต่อแนวคิดปรัชญาจริยธรรมของโลกตะวันตก โดยใช้เหตุผลในพระพุทธศาสนา เพื่ออธิบายความจริงในปรัชญาจริยธรรมของตน การใช้เหตุผลทางปรัชญาจึงกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง หนึ่ง แต่การเกิดขึ้นของเหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญา ใช้เพื่ออธิบายความรู้ที่อยู่เหนือขอบเขตการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์นั้น ได้ช่วยให้มนุษย์เกิดความรู้ความเข้าใจในความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ แต่การใช้เหตุผลแบบเทวนิยม ไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ เพื่อขจัดความสงสัยเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ นักปรัชญาตะวันตกจึงสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เพื่อช่วยยืนยันข้อเท็จจริงและเรียกตัวเองว่านักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน เป็นต้น
ประวัติศาสตร์ของจักรพรรดิโมริยะนั้น ปรากฏแก่ประชาคมโลกเมื่อผู้เขียนได้ศึกษาหลักฐานเอกสาร ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว ก็ได้ยินข้อเท็จจริงว่ากษัตริย์แห่งเมืองปิปผลิวันทรงทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงทรงส่งราชทูตไปทูลเจ้าชายมัลละแห่งเมืองกุสินาราว่า พระพุทธเจ้าประสูติในวรรณะกษัตริย์และพวกเราก็ประสูติในวรรณะกษัตริย์เช่นกัน เราควรได้รับส่วนแบ่งในพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เราจะสร้างเจดีย์และเฉลิมฉลองพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เจ้าชายมัลละแห่งเมืองกุสินาราตรัสว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไม่มีอีกแล้ว เราได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๘ เมืองไปหมดแล้ว พวกท่านควรนำพระอังคารไปจากที่นี่ ราชทูตแห่งเมืองปิปผลิวันนั้นจึงนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าไปจากเมืองกุสินารา
อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการ การรับรู้เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตั้งข้อสงสัย และการวิพากษ์หลักฐาน (Historical Criticism) เพื่อสืบค้นความจริง ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาและรวบรวมหลักฐานรอบด้านทั้งหลักฐานทางโบราณคดี พยานเอกสาร เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พยานวัตถุ เช่น เจดีย์บรรจุพระอังคารของพระพุทธเจ้า เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ดิจิทัล (Gogle Earth) เช่น แผนที่อนุทวีปอินเดียในสมัยพุทธกาลและแผนที่โลกกูเกิล เป็นต้น เพื่อพิสูจน์ที่ตั้งที่ตั้งอันแท้จริงของเมืองปิปผลิวัน และขอบขัณฑสีมาของจักรพรรดิโมริยะในอนุทวีปอินเดีย เมื่อพิจารณาแผนที่โบราณในสมัยพุทธกาลที่เผยแพร่กันทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับจักรพรรดิโมริยะ ซึ่งทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าจักรพรรดิโมริยะตั้งอยู่ส่วนใดของอนุทวีปอินเดีย มีเพียงเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุเถ้ากระดูก (พระอังคาร) ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งเมืองปิปผลิวันของราชวงศ์โมริยะได้ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวของราชวงศ์โมริยะ ซึ่งสร้างประเทศโมริยะ และเปลี่ยนแปลงชาติโมริยะให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลกในด้านการทหาร พระพุทธศาสนา เศรษฐศาสตร์ และวัฒนธรรมสิ่งนี้ทำให้มหาวิทยาลัยทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโมริยะ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจโลกมนุษย์อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะใช้ชีวิตตามโชคชะตาชีวิต ทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่จบสิ้น เป็นต้น


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น