The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569

บทนำ การสร้างจักรพรรดิโมริยะเป็นมหาอำนาจของโลก


 บทนำเรื่องการสถาปนาจักรพรรดิโมริยะสู่มหาอำนาจของโลกโดยพระเจ้าอโศกมหาราช 
Introduction to the Creation of the Mauryan Empire as a World Power by King Ashoka the Great

ผู้เขียน พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

บทคัดย่อ  

                 บทความวิชาการมีวัตุประสงค์เพื่อวิพากษ์และสืบค้นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการขยายอำนาจ          และการสถาปนา "จักรพรรดิโมริยะ"  (Maurya Empire)      ให้กลายมหาอำนาจของโลกยุคโบราณ       ผ่านมุมมองการตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญา (Philosophical   Skepticism) และวิธีการวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ (Historical Criticism)  โดยมุ่งสำรวจสอบพยานเอกสาร เช่นพระไตรปิฎก     (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)      บันทึกประวัติศาสตร์การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุและพระอังคารแก่กษัตริย์เมืองปิปผลิวัน ร่วมกับพยานหลักฐานเช่น เสาอโศก (Ashoka Pillars)จารึกอักษรพราหมี และเทคโนโลยี่ภูมิสารสนเทศดิจิทัล (Google Earth) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า         แม้จักรพรรดิโมริยะ จะเริ่มต้นสร้างความเป็นเอกภาพทางการทหาร     และการปกครอง      แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับให้อาณาจักรกลายเป็นมหาอำนาจทางปัญญาและอารยธรรมระดับสากล      คือการเปลี่ยนผ่านจาก "วิชิตชัย"   (Victory by Conquest) มาสู่ "ธรรมวิชัย " (Victory by Dharma)ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช            การบูรณาการหลักปรัชญาพุทธภูมิเข้ากับระเบียบวิธีวิจัยสมัยใหม่นี้     ไม่เพียงช่วยกระตุ้นขอบเขตภูมิศาสตร์พุทธศาสนาในอดีตได้อย่างสมเหตุสมผล      แต่ยังเป็นองค์ความรู้สำคัญสำหรับพระธรรมทูตไทยในการเผยแผ่ศาสนาในระดับสากล     ตลอดจน ตลอดจนเป็นโมเดลการคิดวิเคราะห์เชิงบูรณาการสำหรับศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาต่อไป 

คำสำคัญ  จักรพรรดิโมริยะ, พระเจ้าอโศกมหาราช,ปรัชญาพุทธภูมิ, การวิพากษ์หลักฐาน,  ธรรมวิชัย 

๑.บทนำ   ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 
 

               ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานกว่ากว่า ๒,๕๐๐ ปีในประวัติศาสตร์  เรื่องราวของ "จักรพรรดิโมริยะ" (Maurya Empire)และพระเจ้าอโศกมหาราช (Emperor Ashoka the Great)    ได้รับการยกย่องและจดจำในฐานะมหาอำนาจยุคโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอนุทวีปอินเดีย ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิมิได้ปรากฏในมิตการทหาร การปกครอง และขยายขันธสีมา(ศาสนาสถาน) เท่านั้น    ยังครอบคลุมถึงระบบบริหารราชการแผ่นดิน  และการเป็นองค์อุปถัมภ์หลักในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขยายตัวจากศาสนาท้องถิ่นไปสู่ศาสนาระดับสากล

เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์   ราชวงศ์โมริยะมีจุดเริ่มต้นที่สัมพันธ์กับพุทธประวัติอย่างใกล้ชิด ภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธฦ สารีริกธาตุ โดยอ้างสิทธิในวรรณะกษัตริย์ เช่นเดียวกับดังนั้น การตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญา  (Philosophical  Skepticism) และการวิพากษ์หลักฐาน  (Hitorical Criticism) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ด่วนสรุป ว่า จักรพรรดิโมริยะ เป็นมหาอำนาจในทันที จนกว่าจะได้ตรวจสอบพยานวัตถุ เช่นเสาอโศก และการใช้เครื่องมือการพัฒนา "กระบวนการพิจารณาความจริง" ที่บูรณาการหลักปรัชญาพุทธภูมิ  เข้ากับระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยจึงมีความสำคัญยิ่ง     เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทางปัญญา ให้สามารถจำแนกและทำความเข้าใจระหว่าง  "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น)   และ "ปรมัติสัจจะ"  (ความจริงขั้นสูงสุด)     โดยพวกเขาใช้เหตุผลเชิงปรัชญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการอธิบายความจริงได้อย่างสมเหตุสมผล     ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนชีวิตด้วยหลัก "พละ๕"  (ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  และปัญญา)  เพื่อให้มนุษย์สามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรค และพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นระบบ ผ่านสงครามจนสามารถรวมแคว้นต่าง ๆ     ในอนุทวีปอินเดียให้เป็นบึกแผ่น  แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่    ในจักรพรรดิขณะนั้นจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา และหากย้อนกลับไปในอดีต      นับแต่ช่วงถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ    ราชทูตแห่งเมืองปิปผลิวัน  ทำสงครามเพื่อเปลี่ยนอาณาจักรเล็ก ๆ ให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก พระองค์ทรงใช้อิทธิพลทางการเมือง โดยส่งกองทัพไปรบในดินแดนต่าง   ๆ ทั่วโลก  จนในที่สุดพระองค์ทรงขยายอาณาจักรโมริยะไปทั่วอนุทวีปอินเดีย  ชาวโมริยะส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ        (สายสัมพันธ์ของราชวงศ์โมริยะ)     อย่างไรก็ตาม  แปดวันหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน  ราชทูตแห่งอาณาจักรโมริะได้รับเพียงพระอังคาร (เถ้ากระดูก)    ของพระพุทธเจ้าจากพระเจ้ามัลละแห่งเมืองกุสินารา ไปสักการะบูชาเท่านั้น เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา    พระองค์ทรงได้เปลี่ยนจากการใช้กำลังทางทหารมาเป็น "ธรรมวิชัย"     หรือชนะด้วยธรรม  ทรงส่งเสริมจริยธรรมและปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้า  ให้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตของประชาชน  เป็นต้น    

                 สิ่งนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ทั่วโลก         ยกย่องพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก       คือ การถ่ายทอดแนวคิด  และบันทึกทางประวัติศาสตร์ผ่าน "เสาอโศก" (Asshoka Pillars)ที่จารึกด้วยอักษรพราหมี            เสาหินเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าคำสอนและเหตุการณ์ทางสังคมในสมัยพุทธกาลเท่านั้น     แต่ยังเป็นพยานวัตถุชิ้นที่สำคัญที่ยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า        และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ยิ่งไปกว่านั้น การส่งพระธรรมทูตไปยังดินแดนตะวันตกในยุคจักรพรรดิโมริยะ   ยังทำให้นักคิดและนักปรัชญาได้เรียนรู้หลักการใช้เหตุผลเชิงพุทธ    ซึ่งส่งอิทธิพลต่อพัฒนาทางความคิด ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา   

                     เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่ไปสู่โลกตะวันตก     นักปรัชญาและนักตรรกะศาสตร์ชาวตะวันตก    ได้ศึกษาคำสอนและแนวปฏิบัติของมรรคมีองค์        ๘ ของพระพุทธเจ้าจากหลักฐานในพระไตรปิฎก    ฉบับพระเจ้าอโศกมหาราช          ซึ่งน่าจะบันทึกไว้เป็นอักษรพราหมีโดยผู้เขียนอนุมานความรู้ที่จารึกไว้บนเสาอโศก   เป็นอักษรพราหมีที่วัดมายาเทวี    สวนลุมพีนี  จังหวัดลุมพินี  ประเทศเนปาล   และอีกหลายแห่งในสาธารณรัฐอินเดีย  พระไตรปิฎกฉบับนี้ถูกส่งไปพร้อมกับพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรโมริยะไปยังโลกตะวันตกส่งผลต่อแนวคิดปรัชญาจริยธรรมของโลกตะวันตก   โดยใช้เหตุผลในพระพุทธศาสนา  เพื่ออธิบายความจริงในปรัชญาจริยธรรมของตน    การใช้เหตุผลทางปรัชญาจึงกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง หนึ่ง         แต่การเกิดขึ้นของเหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญา            ใช้เพื่ออธิบายความรู้ที่อยู่เหนือขอบเขตการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์นั้น      ได้ช่วยให้มนุษย์เกิดความรู้ความเข้าใจในความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ แต่การใช้เหตุผลแบบเทวนิยม ไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้           เพื่อขจัดความสงสัยเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ     นักปรัชญาตะวันตกจึงสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมา      เพื่อช่วยยืนยันข้อเท็จจริงและเรียกตัวเองว่านักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน  เป็นต้น 

                  ประวัติศาสตร์ของจักรพรรดิโมริยะนั้น  ปรากฏแก่ประชาคมโลกเมื่อผู้เขียนได้ศึกษาหลักฐานเอกสาร  ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว  ก็ได้ยินข้อเท็จจริงว่ากษัตริย์แห่งเมืองปิปผลิวันทรงทราบข่าวว่า       พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่เมืองกุสินารา  จึงทรงส่งราชทูตไปทูลเจ้าชายมัลละแห่งเมืองกุสินาราว่า พระพุทธเจ้าประสูติในวรรณะกษัตริย์และพวกเราก็ประสูติในวรรณะกษัตริย์เช่นกัน  เราควรได้รับส่วนแบ่งในพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า       เราจะสร้างเจดีย์และเฉลิมฉลองพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า        เจ้าชายมัลละแห่งเมืองกุสินาราตรัสว่า    พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไม่มีอีกแล้ว    เราได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๘  เมืองไปหมดแล้ว  พวกท่านควรนำพระอังคารไปจากที่นี่   ราชทูตแห่งเมืองปิปผลิวันนั้นจึงนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าไปจากเมืองกุสินารา   

                       อย่างไรก็ตาม  ในเชิงวิชาการ  การรับรู้เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ      จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตั้งข้อสงสัย          และการวิพากษ์หลักฐาน (Historical  Criticism)   เพื่อสืบค้นความจริง ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาและรวบรวมหลักฐานรอบด้านทั้งหลักฐานทางโบราณคดี         พยานเอกสาร เช่น     พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย        พยานวัตถุ เช่น เจดีย์บรรจุพระอังคารของพระพุทธเจ้า               เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ดิจิทัล (Gogle  Earth)    เช่น      แผนที่อนุทวีปอินเดียในสมัยพุทธกาลและแผนที่โลกกูเกิล   เป็นต้น   เพื่อพิสูจน์ที่ตั้งที่ตั้งอันแท้จริงของเมืองปิปผลิวัน   และขอบขัณฑสีมาของจักรพรรดิโมริยะในอนุทวีปอินเดีย    เมื่อพิจารณาแผนที่โบราณในสมัยพุทธกาลที่เผยแพร่กันทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่พบหลักฐานใด   ๆ เกี่ยวกับจักรพรรดิโมริยะ  ซึ่งทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า จักรพรรดิโมริยะตั้งอยู่ส่วนใดของอนุทวีปอินเดีย       มีเพียงเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุเถ้ากระดูก(พระอังคาร)ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น    ที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งเมืองปิปผลิวันของราชวงศ์โมริยะได้อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวของราชวงศ์โมริยะ  ซึ่งสร้างประเทศโมริยะ           และเปลี่ยนแปลงชาติโมริยะให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลกในด้านการทหาร  พระพุทธศาสนา เศรษฐศาสตร์ และวัฒนธรรม           สิ่งนี้ทำให้มหาวิทยาลัยทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโมริยะ     เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจโลกมนุษย์อย่างต่อเนื่อง     แทนที่จะใช้ชีวิตตามโชคชะตาชีวิต ทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่จบสิ้น เป็นต้น 

๒.ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโมริยะ     

                อาณาจักรโมริยะ (Maurya Empire)    นับเป็นยุคทองที่วางรากฐานทางการเมืองและศาสนาที่ส่งอิทธิพลตกทอดมาจนถึงโลกปัจจุบันในหลายมิติดังนี้  

    ๒.๑.การรวมแผ่นดินอินเดียเป็นหนึ่งเดียวก่อนตั้งจักรพรรดิเมารยะ       ชมพูทวีปแตกออกเป็นแว่นแคว้นปกครองตนเอง   (มหาชนบท ๑๖ แคว้น)    การสถาปนาราชวงศ์โมริยะของพระเจ้าจัณฑคูุปต์เมารยะ   ได้ทำการรวบรวมแคว้นต่าง    ๆ   เข้าด้วยกัน       จนกลายเป็นจักรพรรดิที่กว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย    ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของอนุทวีปอินเดีย                ตลอดจนพื้นที่บางส่วนของปากสถานและอัฟกานิสถานในปัจจุบัน

๒.๒.ระบบการบริหารส่วนกลางและยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง มีการจัดตั้งระเบียบการบริหารแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพสูง     มีการเก็บภาษีที่เป็นระบบ     ระบบสายลับ (Espionage)          และการทหารที่เกรงขามวรรณกรรมชิ้นสำคัญอย่าง "อรรถศาสตร์"   ของจาณักยะ  ซึ่งตำราว่าด้วยการเมือง การปกครอง     และยุทธศาสตร์การทหารได้ถูกเขียนขึ้นในยุคนี้   และกลายเป็นแม่แบบการปกครองของรัฐในเอเซียได้ในเวลาต่อมา

           ๒.๓.การทำนุบำรุงและแผ่ขยายพระพุทธศาสนา        ในรัชสมัยพระเจ้าอโศก (Emperor Ashoka)          จักรพรรดิเมารยะได้เปลี่ยน แปลงทิศทางจากการขยายดินแดนสงครามมาเป็นการใช้ธรรมะปกครอง  (ธรรมวิชัย) หลังจากสงครามกลิงคะ

  • การสังคายนาพระไตรปิฎก : ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การสังคายนา  พระไตรปิฎกครั้งที่ ๓  ณ  เมืองปาฏลีบุตร
  • การส่งสมณทูต :   ทรงพระภิกษุไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนต่าง ๆ   ๙ สาย รวมถึงสายของพระโสณะและพระอุตตรมายังดินแดนสุวรรณภูมิ  (เอเซียตะวันออกเฉียงใต้)    ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาระดับนานาชาติ  

๔.เสาอโศกและศิลาจารึก (Ashoka's Edicts) 

                      พระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้สลักหลักธรรมคำสอน กฎหมายและนโยบายการบริหาร ไว้บนหน้าผา และเสาหินทรายขนาดใหญ่ (เสาอโศก) ทั่วราชอาณาจักร            จาริกเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้   ที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง "สิทธิมนุษยชน"  การคุ้มครองสัตว์และความอดทนอดกลั้นทางศาสนา

๕.มรดกตกทอด สู่สัญญลักษณ์ชาติอืนเดียอินเดียยุคใหม่

                หัวสิงห์แกะสลักบนเสาอโศกที่เมืองสารนารถ (Lion Capital of Ashoka) ได้รับเลือกให้เป็น "ตราแผ่นดินของอินเดีย" ในปัจจุบัน  และวงล้อธรรมจักร   (Ashoka  Chakra) ปรากฏอยู่ตรงกลาง "ธงชาติอินเดีย" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอารยธรรมและความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเมารยะยังคงเป็นจิตวิญญาณ    และสัญญาลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของประเทศอินเดียมาจนถึงทุกวันนี้

๖.ข้อสงสัยและสมมติฐานเชิงปรัชญาในการเขียนบทความนี้           ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ที่ว่า       "พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสถาปนา "จักรวรรดิโมริยะให้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจของโลก"      ในทัศนะทางปรัชญาจึงยังมิควรด่วนสรุป  หรือยอมรับในทันทีเราไม่ควรเชื่อทันที   เราควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าสิ่งนั้นไม่เป็นความจริง   จนกว่าเราจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจักรพรรดิโมริยะ             เป็นมหาอำนาจของโลกและรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้    เมื่อรวบรวมได้หลักฐานเพียงพอแล้ว   ผู้เขียนจะนำหลักฐานนั้น  เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ตามหลักเเหตุผล        หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้        โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงในเรื่องนั้นอย่างมีเหตุผล    ผลการศึกษาเชิงวิเคราะห์นั้น จะเขียนเป็นบทความวิชาการด้านปรัชญา     ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตสายต่างประเทศของราชอาณาจักรไทย ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในวัดต่าง ๆทั่วโลกไปในทิศทางเดียวกัน  
    
                   ท้ายที่สุด กระบวนการวิเคราะห์หลักฐานหรือวิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาของไทย ในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ช่วยให้นักศึกษาสามารถบูรณาการปรัชญาพุทธภูมิเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  เกิดการคิดวิเคราะห์ไม่สยบต่อโชคชะตาและใช้พลังสมาธิ สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาชีวิต  ส่วนกระบวนการพิจารณาความจริงจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาเอก) สาขาปรัชญา และพระพุทธศาสนา  ในการใช้เป็นแนวทางสร้างสรรค์วิทยานิพนธ์ที่สมเหตุสมผล   ปราศจากความคลางแคลงใจ และสร้างองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมสืบไป 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ