บทนำสู่วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า
The Buddha’ s Process of Dsiderning Truth
บทคัดย่อ บทนำสู่วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า (The Buddha's Process of Discering Truth)
คำสำคัญ (Keywords) : วิธีพิจารณาความจริง, กาลามสูตร,อคติ ๔, ประจักษ์พยาน, สังคายนา, อริยมรรคมีองค์ ๘ ปัจจัตตัง
บทคัดย่อ บทความนี้เสนอการวิเคราะห์กระบวนการพิจารณาความจริงตามแนวพุทธเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติ ๔ ของมนุษย์ มักคำไปสู่ความคลุมเครือและการคาดเดาในโลกทัศน์เดิม พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานการสืบเสาะความจริงเชิงประจักษ์ผ่านวิพากษ์วิธี (Critical Doubt)ดังปรากฏในกาลามสูตร โดยการแบ่งกระบวนการพิสูจน์ความจริงออกเป็น ๖ ขั้นตอนได้แก่
๑) การตั้งข้อสงสัย
๒) การรวบรวมหลักฐาน (พยานบุคคล เอกสาร วัตถุและดิจิทัล) ๓) การวิเคราะห์หลักฐานเชิงตรรกะและโบราณคดี
๔) การประเมินความน่าเชื่อของข้อมูล
๕) การสรุปเหตุผลอย่างเป็นปราศจากอคติ และ
๖)การนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ปัญหา และดับทุกข์ตามหลัก "ปัจจัตตัง" และเอหิปัสสิโก"
๑.ที่มาและความสำคัญของปัญหา : ความจำกัดของมนุษย์กับความคลุมเรือในโลกทัศน์เดิม
โดยทั่วไปแล้ว "ปรัชญา" คือศาสตร์แห่งความรู้ และความจริงของมนุษย์ ซึ่งขับเคลื่อนแนวคิดโดย "นักปรัชญา" ผู้มุ่งอธิบายความจริงใน ๒ ระดับคือ สมมติสัจจะ (ความจริงระดับสมมติ/ทางโลก) และปรมัตถ์สัจจะ (ความจริงขั้นปรมัตถ์)
ในยุคก่อนสมัยพุทธกาล องค์ความรู้ต่าง ๆ ของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาถูกส่งผ่านระบบมุขปาฐะ(การท่องจำปากต่อปาก) เป็นหลัก ก่อนที่จะเริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในยุคต่อมา เช่น อักษรพราหมีบนเสาอโศก ณ ลุมพินี ประเทศเนปาล ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐานให้แก่สาขาวิชาต่าง ๆ เช่น จิตวิทยาในพระไตรปิฎก วิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนตรรกวิทยาในตะวันตกและวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทั่วไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เว้นแม้แต่นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา นักปรัชญาตะวันตกรวมถึงนักวิทยาศาสตร์ ล้วนมีข้อจำกัดทางอายตนะภายใน(การรับรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้นกายใจ) และยังตกอยู่ในอคติ ๔ (รัก โกรธ กลัว หลง) ส่งผลให้ทัศนะเกี่ยวกับจักรวาล มนุษยชาติ หรือการมีอยู่ของเทพเจ้า มักเป็นสมมติฐานตามปฏิภาณส่วนตนและการคาดคะเนจากสิ่งที่ได้ยินสืบกันมา (อนุสฺเสเวน)
นอกจากนี้ องค์ความรู้ในอดีต มักจะสูญหายหรือผิดเพี้ยนไป เมื่อผู้ทรงความรู้ล่วงลับ ดังตัวอย่างเช่นกรณีภายหลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน จึงได้ร่วมกันสร้างนวัตกรรมสำคัญคือการสืบทอดพระพุทธศาสนาผ่าน "การสังคายนาพระไตร ปิฎก" ด้วยระบบความจำและเรียกว่า ‘มุขปาฐะ”
ต่อมา ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้มีการประดิษฐ์อักษรพราหมี และสลักข้อความลงบนเสาอโศกจำนวนมากทั่วอนุทวีปอินเดีย ซึ่งเป็นการอนุมาน และบันทึกความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบสานประเพณีการปฏิบัติธรรมตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" อันเป็นแก่นแท้ของคำสอนที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเป็นรากฐานในการและความรู้เหล่านี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดไปสู่สาขาวิชาใหม่ ๆ เช่น จิตวิทยาพุทธศาสนา และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นต้น
ในทางกลับกัน คำอธิบายความจริงของนักคิดในยุคโบราณมักแสดงทัศนะบนหลักเหตุผลส่วนตัว (โดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบส่วนตน และคาดคะเนความจริง) โดยขาดการตรวจสอบเชิงประจักษ์ เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในและเปี่ยมไปด้วยอคติคำอธิบายเหล่านั้นจึงคลุมเครือ ถูกต้องบ้าง ผิดพลาดบ้าง และแปรเปลี่ยนไปตามเจตนาของผู้เสนอ
ดังเช่นในยุคพระเวท ระบบสังคมอินเดียโบราณถูกครอบงำด้วยพราหมณ์ที่อ้างตนเป็นผู้ชี้ขาดความจริงสูงสุดโดยสร้างค่านิยมว่า "พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะมาแต่กำเนิด" หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายระบบวรรณะจะสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะเดิม และถูกพระพรหมลงโทษ (พรหมทัณฑ์) โดยผู้สังคมในสังคมขับออกจากสังคมตลอดชีวิต แม้กระทั่งชนชั้นปกครองอย่างวรรณะกษัตริย์ที่เล่าเรียนมาถึง ๑๘ สาขาวิชา ก็นำความเชื่อเหล่านั้นไปใช้อธิบายปรากฏการณ์
เมื่อเราได้ยินความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เรามักจะสันนิษฐานว่า ความเห็นเหล่านี้นเชื่อถือได้ เพราะ ได้รับการถ่ายทอดมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ไว้วางใจจากสังคม ครูบาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงพร้อมคำอธิบายความจริงที่น่าเชื่อถือ ตำราเรียนมหาวิทยาลัยหรือคัมภีร์ทางศาสนา อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเหล่านี้ มักถูกถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ โดยโต้แย้งว่าความเห็นคิดเห็นของนักวิชาการนั้น ตั้งบนพื้นฐานหลักเหตุผลของตนเองและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมาเท่านั้น โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องนั้น การใช้เหตุผลของนักวิชาการเหล่านั้นเพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนั้น ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการรับรู้เหตุการณ์ได้จำกัดและมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ จึงไม่สามารถในการใช้เหตุผลและอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลได้ เป็นต้น
ในยุคพระเวท ระบบสังคมอินเดียโบราณถูกครอบงำด้วยสถาบันพราหมณ์ ซึ่งประกาศตนเป็นผู้ชี้ขาดความจริงผ่านคัมภีร์และพิธีกรรม พราหมณ์สร้างค่านิยมว่า " พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และแบ่งวรรณะมาแต่กำเนิด" หากผู้ใดละเมิด กฎหมายวรรณะ จะถูกลงโทษ ให้กลายเป็น "จัณฑาล" ไร้สิทธิ์ ไร้ศักดิ์ศรี และถูกขับออกจากสังคมนั้นให้ใช้ชีวิตเร่ร่อนข้างถนน แม้กระทั่งชนชั้นปกครอง อย่างวรรณะกษัตริย์ ที่เล่าเรียนศิลปศาสตร์ มา ๑๘ สาขาวิชา ก็นำความเชื่อเหล่านั้น ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างไร้การตั้งคำถาม ทำให้กาคำอธิบายเรื่องความจริงในยุคนั้นเต็มไปด้วยความคลุมเครือ บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ผิด และแปรเปลี่ยนความคิดเห็นไปตามเจตนาของเสนอ
๒.การตั้งข้อสงสัยของเจ้าชายสิทธัตถะ: จุดเริ่มแห่งกระบวนการพิจารณาความจริง
แม้ในปัจจุบัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากจนสามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติ ได้มากกว่าปรัชญาโบราณ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคง เป็นมนุษย์ที่มีอายตนะภายในอันข้อจำกัดและอาจมีอคติในการแสวงหาความจริง นักวิทยาศาสตร์จึงต้องพัฒนา "เครื่องมือและกระบวนการวิจัย" ขึ้นมาเพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ลดอคติของมนุษย์และรวบรวมข้อมูลเพื่อการอนุมานเชิงตรรกะในการพิสูจน์ความจริงของเรื่องเหล่านั้น
หากปราศจากเครื่องมือและสืบเสาะเชิงประจักษ์ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่ต่างจากนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลที่ใช้เพียงเหตุผลอธิบายส่วนตนมาคาดคะความจริง ซึ่งอาจถูกต้องหรือผิดพลาดก็ได้
เมื่อวิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะทรงสดับรับฟังคำอธิบายเรื่อง "พระพรหมสร้างโลกและลงโทษมนุษย์" พระองค์ไม่ได้ทรงด่วนปักใจเชื่อเพียง เพราะเป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง หรือ เป็นคัมภีร์พระเวทที่สืบทอดกันมา พระองค์ทรงใช้ความสงสัยเชิงวิพากษ์ (Critical Doubt) เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาความจริง
- มา อนุสฺสเวน - อย่างเพิ่งเชื่อถือเพียงเพราะฟังตามกันมา
- มา ปรมฺปรากาลมฺพเรน- อย่าเพิ่งเชื่อถือเพียงเพราะทำสืบ ๆ กันมา
- มา อิธกิราย- อย่าเพิ่งเชื่อถือเพียงเพราะเล่าลือ
- มาปิฎกสมฺปทาเนน- อย่าเพิ่งเชื่อถือเพียงเพราะอ้างตำราหรือคัมภีร์"
การไม่เชื่อทันทีไม่ได้เกิดจากความหลบหลู่ แต่เกิดจากการตระหนักว่าคำอธิบายเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ที่แท้จริงได้ พระองค์จึงทรงริ่เริ่ม "กระบวนการแสวงหาความจริงเชิงประจักษ์" (Empirical Process) ที่เป็นสากลและเปิดกว้างและเป็นอิสระจากอคติทางวรรณะ
๓.กระบวนการพิจารณาความจริง ๖ ขั้นตอน (The Buddha's Truth Verification Process) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติของมนุษย์พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐาน "วิธีพิจารณาความจริง" ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และตรรกวิทยาที่สมบูรณ์ ๖ ขั้นตอน ดังนี้ :
๓.๑ การเริมต้นด้วยความสงสัย (Formulating Questions& Doubt) เริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยในคำบอกเล่าหรือปรากฏการณ์ที่ยังไม่หลักฐานยืนยันชัดเจน เช่น การสงสัยในอำนาจของพระพรหมที่ลงโทษมนุษย์ เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" หรือสงสัยว่า "พระพรหมสร้างระบบวรรณะเป็นความจริงหรือไม่" การตั้งข้อสงสัยนี้ช่วยหยุดการยอมรับงมงายและเปิดทางไปสู่การสืบเสาะหาความจริงด้วยปัญญา
สาเหตุที่มนุษย์เริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสงสัยเกิดจากการตระหนักว่า ทั้งนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาหรือนักบวชในยุคโบราณต่างก็เป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน อีกทั้งตกอยู่ในอิทธิพลของอคติ ๔ (ความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความหลง) พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ส่งผลให้คำอธิบายเกี่ยวกับจักรวาลและชีวิตในยุคนั้นเต็มไปด้วยความคลุมเครือ เมื่อใช้เหตุผลเป็นคำอธิบายความจริง บางครั้งถูกบ้าง บางครั้งก็ไม่ถูกต้องบ้าง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลเป็นอย่างนี้หรือเป็นเช่นนั้นแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อทรงได้ยินความคิดเห็นที่ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นนี้ พระองค์ทรงไม่เชื่อในความคิดเห็นของคำตอบในเรื่องนั้นว่าเป็นความจริง
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทรงกำหนดวิธีพิจารณาความจริงขึ้นมาเพื่อแสวงหาความจริงที่ถูกต้อง และแม่นยำซึ่งสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาหรือการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาด้านศิลปศาสตร์ จากสำนักวิศวามิตรนั้นความรู้ด้านศิลปศาสตร์ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้พระองค์ทรงมีปัญญาในการเข้าใจความจริงขั้นปรมัตถ์ พระองค์อาจทรงใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า บางครั้งอาจใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลเป็นเช่นนั้น หรือบางครั้งอาจใช้เหตุผลเป็นเช่นนี้ เพื่อคลี่คลายความทุกข์ยากของประชาชนในอาณาจักรสักกะได้ อันเนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับความจริงของชีวิตที่มีอยู่ในยุคสมัยของพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น ความจริงที่ว่ามนุษย์ถูกสร้างโดยพระพรหมเป็นผู้สร้าง เมื่อตายแล้วมนุษย์ก็สูญหายจาก โลกมนุษย์และหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น
๓.๒.การวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการคาดเดา จำเป็นต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับหลักนิติวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ ได้แก่
เนื่องจากข้อจำกัดของการรับรู้ทางอายตนะภายในและมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของมนุษย์จึงมักถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด มนุษย์จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น หรือ ความจริงขั้นปรมัตถ์อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขามีบทบาทในสังคมในฐานะนักวิชาการสาขาต่าง ๆ เช่น นักบวช ครู อาจารย์มหาวิทยาลัย พนักงานสอบ พนักงานสืบสวน พนักงานอัยการ และคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ตามกฎหมายต่าง ๆ ที่จะต้องแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อสังคมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหากพวกเขาแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลอธิบายตามปฏิภาณของตนเอง และคาดคะเนความจริงในสิ่งที่ได้ยินมาจากข่าวลือในสังคม การใช้เหตุผล บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อความเห็นพวกเขานั้นยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว
วิญญูชนเมื่อได้ยินย่อมไม่น่าเชื่อถือ และไม่ยอมรับบุคคลดังกล่าวเป็นพยานยืนยันความจริงได้ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการรับรู้ความจริงของประจักษ์พยานในเรื่องต่าง ๆ พระพุทธเจ้าจึงทรงวางกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นมา ให้เป็นหลักสากลที่มนุษย์ทุกคนสามารถนำไปใช้ปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในสังคม เช่นกฎหมายวรรณะที่บัญญัติขึ้นในสมัยพุทธกาลที่แบ่งประชาชนออกเป็น ๔ วรรณะ คือ วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร เป็นต้น ส่วนพวกจัณฑาล ซึ่งเป็นผู้ไม่มีวรรณะ ถูกพระพรหมลงโทษฐานละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะ พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสังคมเดิมตลอดชีวิต เมื่อใช้เร่ร่อนข้างถนนพวกเขาจึงสืบพันธ์ลูกหลานออกมากลายเป็นกลุ่มชนไร้วรรณะใน ไม่มีสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ตามกฎหมายระบบวรรณะ
พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดกระบวนการค้นหาความจริง เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "พระพรหมลงโทษผู้คน" ในอาณาจักรสักกะ ผู้คนถูกขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิต สูญเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามวรรณะ ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเร่ร่อน แม้ในวัยชรา เจ็บป่วย และนอนตายอยู่บนถนน เป็นต้น พระองค์ก็ทรงไม่ได้เชื่อเรื่องราวนั้นในทันที พระพุทธเจ้าก็ยังทรงสงสัย จนกว่าจะทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงนั้น ในกระบวนการค้นหาความจริงนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานดังต่อไปนี้
๓.๒.๑ พยานบุคคล(witness) ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ พยานบุคคลหมายถึง บุคคลซึ่งรู้ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับคดี ไม่จะรู้โดยวิธีใดซึ่งอาจเป็นประจักษ์หรือพยานบอกเล่า เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราสงสัยข้อเท็จจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า เราจำเป็นต้องมีพยานบุคคลที่รู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หรือ รับรู้บริบทสังคมของอินเดียโบราณผ่านอายตนะภายในของตนเอง และเก็บเหตุการณ์เหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ ในสมัยพุทธกาล พระอานนท์และพระสารีบุตรเป็นประจักษ์พยานที่ยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน ในการมีอยู่ของเทพเจ้าเช่นพระพรหมและพระอิศวร ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์นั้น พวกพราหมณ์อ้างตนเองประจักษ์พยานยืนยันความจริงของเรื่องนี้
๓.๒.๒ พยานเอกสาร (Documentary Evidence) ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ พยานเอกสารหมายถึงเอกสารที่อ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน เช่น พระไตรปิฎก คัมภีร์ศาสนา อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา หรือเอกสารอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น แผนที่โลกสมัยโบราณ เป็นต้น
๓.๒.๓ พยานวัตถุ (Material Evidence)ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายว่า "พยานวัตถคือวัตถุที่อ้างเป็นพยานหลักฐาน ยกตัวอย่างเช่น เสาหินอโศกที่สวนลุมพินี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และบันทึกเรื่องราวการเสด็จพระราชดำเนินทรงมาค้นหาสวนลุมพินี ซึ่งสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าของพระเจ้าอโศกมหาราช ดังนั้นเสาอโศกจึงถือเป็นพยานวัตถุและเป็นพยานหลักฐานน่าเชื่อถือ ซึ่งพิสูจน์การมีอยู่ของพระพุทธเจ้าได้ เป็นต้น วัดมหาโพธิ ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร เป็นพยานวัตถุยืนยันสถานที่การตรัสรู้
๓.๒.๔ พยานเอกสารแบบออนไลน์ (Digital Documents) ในสมัยพุทธกาล ไม่มีเพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เกิดขึ้น
๓.๓.การวิเคราะห์พยานหลักฐาน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว นำหลักฐานที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้เชิงตรรกะแล้วใช้เหตุผลอธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้น (ข้อเท็จจริง)
ตัวอย่างการวิเคราะห์ทางโบราณคดี ตามหลักฐานพระไตรปิฎกระบุว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ณ สวนลุมพินี แคว้นสักกะ ปัญหาที่สงสัยต่อไปว่า สวนลุมพินีตั้งอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน (พยานวัตถุ) ข้อเท็จจริงนำสืบได้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเดินทางมาแสวงบุญและค้นหาสถานที่ประสูติ แล้วทรงสร้างวิหารมายาเทวี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระพุทธเจ้า ยุคต่อมาวิหารแห่งนี้กลายเป็นร้าง เพราะไม่มีภิกษุจำพรรษาและดูแลสถานที่ประสูติอีกต่อไป เหล่านักบวชฮินดูจึงเข้ามาครอบครองวิหารแห่งนี้ และใช้เป็นที่ประกอบพิธีบูชาน้ำและบูชาไฟ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางโบราณคดีนั้นบ่งชี้ว่าเคยเป็นวัดในพุทธศาสนามาก่อน คือเสาอโศกและจารึกบนเสาอโศกนั้น บ่งบอกว่าเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าสิทธัตถะมาก่อน
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘กองโบราณคดีของประเทศเนปาลได้ยึดวัดมายาเทวีจากนักบวชฮินดูมาเป็นของรัฐบาล เมื่อทำการขุดโบราณสถานคดีพบว่ารอยเท้าสลักหินของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อวิเคราะห์พยานเอกสารและพยานวัตถุแล้ว โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงตามหลักเหตุผล ผู้เขียนจึงเชื่อว่ารอยเท้าสลักหินนั้นได้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชอาณาจักรโมริยะ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
๓.๔. การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
การประเมินความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานและแหล่งอ้างอิงอย่างรอบด้าน เช่นการประเมินความถูกต้องของพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีและฉบับแปลต่าง ๆ (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและฉบับหลวง) โดยพิจารณาจากประวัติการสังคายนาที่ต่อเนื่องและมีระบบตรวจสอบทานที่เข้มงวด ดังนั้น พระไตรปิฎกนั้นจึงเป็นคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพราะมีประวัติความเป็นมาของการสังคายนาพระไตรปิฎกเหล่านี้อย่างชัดเจน
พยานวัตถุ เช่น เสาอโศกที่วัดมายาเทวี เป็นเสาหินทีมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างชัดเจนเพราะมีการแกะสลักด้วยอักษรพราหมีไว้อย่างชัดเจนซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กล่าวถึงพระองค์ได้เสด็จมาค้นหาสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
๓.๕.สรุปเหตุผล
การสังเคราะห์ผลจากการวิเคราะห์และประเมินหลักฐานทั้งหมด เพื่อสรุปเป็นข้อเท็จจริงที่ตรรกะ และหลักฐานสนับสนุนอย่างมีน้ำหนัก ปราศจากความลำเอียงและอคติ ๔
๓.๖.การนำไปประยุกต์ใช้
นำผลลัพท์จากกระบวนการพิจารณาความจริงไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาชีวิต และการดับทุกข์ ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "ปัจจัตตัง" (รู้และพิสูจน์ได้เฉพาะตน) และ "เอหิปัสสิโก" (ท้าทายให้มาพิสูจน์)ในพระพุทธศาสนา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น