The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

บทนำ วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า

The Buddha’s Process of Dsiderning  Truth
บทนำ: วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า

บทนำ : 

                        โดยทั่วไปแล้วปรัชญาคือศาสตร์แห่งความรู้ของมนุษย์        ซึ่งขับเคลื่อนแนวคิดโดย "นักปรัชญา"   ผู้มุ่งแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริงใน ๒ ระดับคือ     ความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ)         และความจริงขั้นปรมัตถ์  (ปรมัตถสัจจะ) ความรู้นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของนักตรรกศาสตร์         นักปรัชญา    พระพุทธเจ้า  นักปรัชญาตะวันตก        รวมถึงนักวิทยาศาสตร์  ในยุคก่อนพุทธกาล      พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้ใช้เหตุผล              เป็นเครื่องมือหลักในการอธิบายความเป็นไปและปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ในชีวิตมนุษย์อย่างเป็นระบบ           

          อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ทางปรัชญา  พระพุทธศาสนา  ปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์  มักจะสูญหายหรือผิดเพี้ยนไป      เมื่อผู้ทรงความรู้เหล่านั้นล่วงลับ        ตัวอย่างเช่น   วิชาพระพุทธศาสนาไว้  เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย       พระอรหันตสาวกในสมัยหลังพุทธปรินิพพานได้ ๓   เดือน  จึงได้ร่วมกันสร้างนวัตกรรมสำคัญคือการสืบทอดพระพุทธศาสนาผ่าน "การสังคายนาพระไตร ปิฎก"     ด้วยระบบความจำและเรียกว่า ‘มุขปาฐะ”     

                 ต่อมา ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้มีการประดิษฐ์อักษรพราหมี   และสลักข้อความลงบนเสาอโศกจำนวนมากทั่วอนุทวีปอินเดีย       ซึ่งเป็นการอนุมาน และบันทึกความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบสานประเพณีการปฏิบัติธรรมตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘"     อันเป็นแก่นแท้ของคำสอนที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน            อีกทั้งเป็นรากฐานในการและความรู้เหล่านี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดไปสู่สาขาวิชาใหม่  ๆ     เช่น จิตวิทยาพุทธศาสนา    และวิปัสสนากรรมฐาน  เป็นต้น 

                  ในทางกลับกัน   เมื่อเราได้รับฟังทัศนะของนักวิชาการเกี่ยวกับมนุษยชาติ   โลก  จักรวาล หรือหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้า     นักคิดเหล่านั้นมักแสดงความคิดเห็น    โดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบส่วนตน และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา   โดยเหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเอง        เมื่อนักวิชาการเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้และมักมีอคติต่อผู้อื่น        ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด     จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น(สมมติสัจจะ) และความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ)            เมื่อพวกเขาใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเอง            บางครั้งก็ถูกต้อง   บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง     บางครั้งก็แสดงความคิดเห็นแบบหนึ่ง     หรือบางครั้งพวกเขาก็แสดงความเห็นอีกแบบหนึ่ง        เมื่อนักวิชาการมีความคิดเห็นคลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นนี้    วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงสดับรับฟังความคิดเห็นคลุมเครือ      และขาดความชัดเจนจากเหล่านักปรัชญาหรือศาสดาในยุคนั้น  พระองค์ย่อมทรงด่วนปักใจเชื่อว่าเป็นความจริง  

              เมื่อเราได้ยินความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เรามักจะสันนิษฐานว่า  ความเห็นเหล่านี้นเชื่อถือได้  เพราะ   ได้รับการถ่ายทอดมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ไว้วางใจจากสังคม     ครูบาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงพร้อมคำอธิบายความจริงที่น่าเชื่อถือ        ตำราเรียนมหาวิทยาลัยหรือคัมภีร์ทางศาสนา       อย่างไรก็ตาม      ความคิดเห็นเหล่านี้    มักถูกถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ          โดยโต้แย้งว่าความเห็นคิดเห็นของนักวิชาการนั้น          ตั้งบนพื้นฐานหลักเหตุผลของตนเองและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมาเท่านั้น     โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน         เพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องนั้น  การใช้เหตุผลของนักวิชาการเหล่านั้นเพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนั้น    ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ได้         ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการรับรู้เหตุการณ์ได้จำกัดและมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน  ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าความจริงที่สมมติขึ้น        และความจริงขั้นปรมัตถ์        จึงไม่สามารถในการใช้เหตุผลและอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลได้  เป็นต้น

               ในยุคพระเวท    ประชาชนในอนุทวีปอินเดียต่างศึกษาศิลปศาสตร์ (Liberal  arts)  จากสำนักพราหมณ์ต่าง ๆ  โดยพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้   ซึ่งประกาศตนเป็นศาสดาและอาจารย์ ผู้ทำหน้าที่สอนทุกวรรณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณะกษัตริย์     ซึ่งเป็นผู้ปกครอง แม้ชนชั้นปกครองจะแสวงหาความจริงของชีวิต ที่เป็นทั้งความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) และความจริงขั้นปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ)  ในฐานะปุถุชน ที่มีอายตนะภายในอันจำกัดและมีอคติต่อผู้อื่น ย่อมทำให้ชีวิตตกอยู่ภายใต้ความมืดมน    เนื่องจากขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์   เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศและบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน       

              หากวรรณะกษัตริย์ขาดศึกษา ค้นคว้าและสืบค้นความจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  การแสดงทัศนะหรือการตัดสินใจย่อมตั้งอยู่เหตุผลที่คลุมเครือ   บางครั้งพวกเขาก็จะใช้เหตุผลอธิบายความจริงถูกบ้าง     บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอธิบายผิดบ้าง    บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอธิบายในลักษณะนี้ หรือใช้เหตุผลอธิบายในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบคลุมเครือและไม่ชัดเจน เมื่อวิญญูชนได้ยินความคิดเห็นนั้น พวกเขายอมสงสัยในความคิดเห็นนั้นยกตัวอย่างเช่น  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสดับเรื่อง "พระพรหมลงโทษมนุษย์"ในอาณาจักรสักกะ พระองค์ไม่ได้ทรงเชื่อในทันที  แต่พระองค์ทรงใช้กระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ    โดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัย    แล้วตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมนั้น    เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว พระองค์ก็ทรงนำข้อมูลมาวิเคราะห์    โดยการอนุมานความรู้จากข้อมูลเหล่านั้น  เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุด     

๒.กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า    
          

                แม้ในปัจจุบัน   ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะมีความก้าวหน้าไปมาก       ซึ่งสามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติทั่วโลกได้เหนือกว่าปรัชญา       พระพุทธศาสนา  ปรัชญาตะวันตก และสาขาอื่น ๆ    อย่างไรก็ตาม    เมื่อนักวิทยาศาสตร์ก็เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้    พวกเขามักจะหาเหตุผลมาสนับสนุนการ กระทำของตน  อย่างไรก็ตาม       เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต   และมักมีความคิดที่ลำเอียงต่อผู้อื่น จึงยืนยันความจริงเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง      ชีวิตมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ปัญหาเหล่านี้ขัดขวางไม่ให้มนุษย์ มีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์  เพื่อเอาชนะข้อจำกัดของอายตนะภายในของมนุษย์     นักวิทยาศาสตร์จึงได้พัฒนาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริง  และรวบรวมข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความจริงของเรื่องต่าง ๆ  นั้น    
   
                 หากปราศจากเครื่องมือเหล่านี้ที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ ก็คงไม่ต่างจากนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล  พวกเขามักจะแสดงทัศนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์และเรื่องอื่น ๆ ของตนเองโดยใช้เหตุผลอธิบายและคาดคะความจริงในลักษณะนั้น  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีเหตุผลในการกระทำโดยเจตนา และมักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ โดยใช้เหตุผลในการอธิบายความจริง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอธิบายความจริงได้อย่างถูกต้อง      บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอย่างผิด   ๆ   เพื่ออธิบายความจริง   างครั้งพวกเขาใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลของนักวิทยาศาสตร์อธิบายคำตอบยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน 

              เมื่อวิญญูชนเช่นพระพุทธเจ้าทรงได้ยินความคิดเห็นดังกล่าว  วิญญูชนย่อมสงสัยว่าความคิดเห็นของใครถูก และเหตุผลของใครผิด เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกระบวนสากลที่เรียกว่า "วิธีพิจารณาความจริง" เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความจริงของชีวิตมนุษย์  เป็นกระบวนการแสวงหาความจริงที่เปิดกว้างให้กับผู้คนทั่วโลกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
กระบวนการนี้เริ่มต้นจากต้นกำเนิดของความรู้ของมนุษย์ เริ่มจากความสงสัยในสิ่งที่ยินมา หัวข้อวิจัยหรือประเด็นที่สงสัยหรือได้ยินมานั้น  องค์ประกอบของความรู้ของมนุษย์    วิธีพิจารณาความจริง และความสมเหตุสมผลของความรู้ ดังนั้น กระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการแสวงหาความจริงสากล ที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้อย่างเท่าเทียมกัน  กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธศาสนานั้น มีมาตั้งสมัยพุทธกาลแล้ว เราสามารถสรุปขั้นตอนของกระบวนการแสวงหาความจริงของพระพุทธเจ้าได้ ดังนี้       

๒.๑.เริ่มต้นด้วยความสงสัย    

              ในยุคก่อนพุทธกาล   เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราว "พระพรหมลงโทษมนุษย์"   จากพวกพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกวิทยาและนักปรัชญา     พวกเขามักวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “พระพรหมลงโทษมนุษย์” โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมืออธิบายความจริงของเรื่องราวของพระพรหมลงโทษนี้ว่า เมื่อพระพรหมสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง และสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะโดยกำเนิด พราหมณ์เหล่านั้นตั้งใจให้ชาวอนุทวีปอินเดียประกอบพิธีบูชายัญด้วยด้วยวัตถุมีค่าต่าง ๆ      เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับพวกเขา  เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เชื่อเรื่องราวนี้ทันที  เพราะพระองค์ทรงไม่เคยสื่อสารกับเทพเจ้า ผ่านพิธีกรรมบูชายัญเช่นเดียวกับพราหมณ์พระองค์ทรงสงสัยไว้ก่อน   

          อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเป็นมนุษย์ที่มีการรับรู้อย่างจำกัดและอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้  ความเกลียดชัง ความกลัว และความหลง   เป็นต้น   ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์   พวกเขาขาดความสามารถในการใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริง บางครั้งนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาก็ใช้เหตุผลอย่างถูกบ้าง บางครั้งก็ไม่ถูกต้องบ้าง  บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลเช่นนี้  บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลเช่นนั้น เมื่อพราหมณ์ใช้เหตุผลที่คลุมเครือ และไม่ชัดเจนเพื่ออธิบายความจริง  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อทรงได้ยินความคิดเห็นที่ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นนี้ พระองค์ทรงไม่เชื่อในความคิดเห็นของคำตอบในเรื่องนั้นว่าเป็นความจริง     

                 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า     ทรงกำหนดวิธีพิจารณาความจริงขึ้นมาเพื่อแสวงหาความจริงที่ถูกต้อง   และแม่นยำซึ่งสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาหรือการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ  อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น       เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาด้านศิลปศาสตร์ จากสำนักวิศวามิตรนั้นความรู้ด้านศิลปศาสตร์ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้พระองค์ทรงมีปัญญาในการเข้าใจความจริงขั้นปรมัตถ์    พระองค์อาจทรงใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า บางครั้งอาจใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลเป็นเช่นนั้น หรือบางครั้งอาจใช้เหตุผลเป็นเช่นนี้  เพื่อคลี่คลายความทุกข์ยากของประชาชนในอาณาจักรสักกะได้ อันเนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับความจริงของชีวิตที่มีอยู่ในยุคสมัยของพระองค์      ยกตัวอย่างเช่น ความจริงที่ว่ามนุษย์ถูกสร้างโดยพระพรหมเป็นผู้สร้าง เมื่อตายแล้วมนุษย์ก็สูญหายจาก โลกมนุษย์และหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้า  เป็นต้น 

๒.๒.การวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริง       

                  เนื่องจากข้อจำกัดของการรับรู้ทางอายตนะภายในและมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของมนุษย์จึงมักถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด  มนุษย์จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น หรือความจริงขั้นปรมัตถ์อย่างไรก็ตาม   เมื่อพวกเขามีบทบาทในสังคมในฐานะนักวิชาการสาขาต่าง ๆ เช่น  นักบวช ครู อาจารย์มหาวิทยาลัย  พนักงานสอบ    พนักงานสืบสวน  พนักงานอัยการ และคณะรัฐมนตรี    มีหน้าที่ตามกฎหมายต่าง ๆ ที่จะต้องแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อสังคมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากพวกเขาแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลอธิบายตามปฏิภาณของตนเอง และคาดคะเนความจริงในสิ่งที่ได้ยินมาจากข่าวลือในสังคม การใช้เหตุผล     บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ให้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง    เมื่อความเห็นพวกเขานั้นยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว     

            วิญญูชนเมื่อได้ยินย่อมไม่น่าเชื่อถือ และไม่ยอมรับบุคคลดังกล่าวเป็นพยานยืนยันความจริงได้        เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการรับรู้ความจริงของประจักษ์พยานในเรื่องต่าง ๆ  พระพุทธเจ้าจึงทรงวางกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นมา ให้เป็นหลักสากลที่มนุษย์ทุกคนสามารถนำไปใช้ปฏิบัติ  เพื่อเข้าถึงความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในสังคม เช่นกฎหมายวรรณะที่บัญญัติขึ้นในสมัยพุทธกาลที่แบ่งประชาชนออกเป็น   ๔ วรรณะ คือ วรรณะพราหมณ์  วรรณะกษัตริย์    วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร   เป็นต้น  ส่วนพวกจัณฑาล  ซึ่งเป็นผู้ไม่มีวรรณะ ถูกพระพรหมลงโทษฐานละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะ พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสังคมเดิมตลอดชีวิต  เมื่อใช้เร่ร่อนข้างถนนพวกเขาจึงสืบพันธ์ลูกหลานออกมากลายเป็นกลุ่มชนไร้วรรณะใน ไม่มีสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ตามกฎหมายระบบวรรณะ  

               พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดกระบวนการค้นหาความจริง เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "พระพรหมลงโทษผู้คน" ในอาณาจักรสักกะ ผู้คนถูกขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิต สูญเสียสิทธิ  เสรีภาพ และหน้าที่ตามวรรณะ     ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเร่ร่อน แม้ในวัยชรา  เจ็บป่วย  และนอนตายอยู่บนถนน  เป็นต้น    พระองค์ก็ทรงไม่ได้เชื่อเรื่องราวนั้นในทันที พระพุทธเจ้าก็ยังทรงสงสัย จนกว่าจะทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงนั้น  ในกระบวนการค้นหาความจริงนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานดังต่อไปนี้ 

          ๒.๒.๑  พยานบุคคล(witness) ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔    พยานบุคคลหมายถึง บุคคลซึ่งรู้ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับคดี       ไม่จะรู้โดยวิธีใดซึ่งอาจเป็นประจักษ์หรือพยานบอกเล่า เป็นต้น  ตัวอย่างเช่น    เมื่อเราสงสัยข้อเท็จจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า เราจำเป็นต้องมีพยานบุคคลที่รู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หรือ รับรู้บริบทสังคมของอินเดียโบราณผ่านอายตนะภายในของตนเอง และเก็บเหตุการณ์เหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ ในสมัยพุทธกาล  พระอานนท์และพระสารีบุตรเป็นประจักษ์พยานที่ยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า  ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน  ในการมีอยู่ของเทพเจ้าเช่นพระพรหมและพระอิศวร   ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์นั้น     พวกพราหมณ์อ้างตนเองประจักษ์พยานยืนยันความจริงของเรื่องนี้   

                   ๒.๒.๒ พยานเอกสาร  (Documentary Evidenceตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔  พยานเอกสารหมายถึงเอกสารที่อ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน  เช่น พระไตรปิฎก  คัมภีร์ศาสนา  อรรถกถา    ฎีกา    อนุฎีกา หรือเอกสารอื่น   ๆ    ที่มีความสำคัญ  เช่น  แผนที่โลกสมัยโบราณ  เป็นต้น 
  
                   ๒.๒.๓  พยานวัตถุ  (Material Evidence)ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายว่า "พยานวัตถคือวัตถุที่อ้างเป็นพยานหลักฐาน ยกตัวอย่างเช่น เสาหินอโศกที่สวนลุมพินี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และบันทึกเรื่องราวการเสด็จพระราชดำเนินทรงมาค้นหาสวนลุมพินี ซึ่งสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าของพระเจ้าอโศกมหาราช ดังนั้นเสาอโศกจึงถือเป็นพยานวัตถุและเป็นพยานหลักฐานน่าเชื่อถือ ซึ่งพิสูจน์การมีอยู่ของพระพุทธเจ้าได้ เป็นต้น วัดมหาโพธิ ตำบลพุทธคยา   อำเภอคยา รัฐพิหาร   เป็นพยานวัตถุยืนยันสถานที่การตรัสรู้

                  ๒.๒.๔  พยานเอกสารแบบออนไลน์ (Digital   Documents)    ในสมัยพุทธกาล ไม่มีเพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เกิดขึ้น

๒.๓.การวิเคราะห์พยานหลักฐาน

               เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว  เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องนั้น     โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงในเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล ยกตัวอย่างเช่นสวนลุมพินี  ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้านั้นหลังจากสมัยพุทธกาล พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเดินทางมาแสวงบุญและค้นหาสถานที่ประสูติ และทรงสร้างวิหารมายาเทวีเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระพุทธเจ้า   ยุคต่อมา วิหารแห่งนี้กลายเป็นร้างเพราะไม่มีภิกษุจำพรรษาและดูแลสถานที่ประสูติอีกต่อไป      เหล่านักบวชฮินดูจึงเข้ามาครอบครองวิหารแห่งนี้ และใช้เป็นที่ประกอบพิธีบูชาน้ำและบูชาไฟ   อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางโบราณคดีนั้น บ่งชี้ว่าเคยเป็นวัดในพุทธศาสนามาก่อน คือเสาอโศกและจารึกบนเสาอโศกนั้น บ่งบอกว่าเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าสิทธัตถะมาก่อน   ในปีพ.ศ. ๒๕๓๘  กองโบราณคดีของประเทศเนปาลได้ยึดวัดมายาเทวีปจากนักบวชฮินดู มาเป็นของรัฐบาล เมื่อทำการขุดโบราณสถานแห่งนี้พบรอยเท้าสลักหินของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อวิเคราะห์พยานเอกสารและพยานวัตถุแล้ว โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงตามหลักเหตุผล ผู้เขียนจึงเชื่อว่ารอยเท้าสลักหินนั้นได้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชอาณาจักรโมริยะ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น        

๒.๔. การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและพยานหลักฐานที่ใช้อ้างอิง เพื่อยืนความจริงเรื่องอาณาจักรสักกะ อาณาจักรโกลิยะ หรือเรื่องอื่น ๆ   ยกตัวอย่างเช่น  พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีที่มีการแปลเป็นพระไตรปิฎกภาษาไทยหลายฉบับเช่น พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและพระไตรปิฎกฉบับหลวง เป็นต้น  ถือว่าพระไตรปิฎกนั้นเป็นคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพราะมีประวัติความเป็นมาของการสังคายนาพระไตรปิฎกเหล่านี้อย่างชัดเจน  

       พยานวัตถุ เช่นเสาอโศกที่วัดมายาเทวี เป็นเสาหินทีมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างชัดเจน เพราะมีการแกะสลักด้วยอักษรพราหมีไว้อย่างชัดเจนซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช    กล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาค้นหาสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า  เป็นต้น  

๒.๕.สรุปเหตุผล  

             สรุปผลการพิจารณาความจริงโดยอ้างอิงหลักฐานและเหตุผล  

๒.๖.การนำไป 

              นำผลลัพท์จากการพิจารณาความจริงไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจและแก้ปัญหา    
                              








ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ