บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : เรารู้ได้อย่างไรว่าพระพรหมมีอยู่จริง ?
Introduction to Buddhaphumi Philosophy : How do we know that Brahma truly existed ?
๑.บทนำ
๒.การศึกษาความเชื่อในพระพรหม
๓.วิเคราะห์แนวคิดเรื่องพระพรหมในพระไตรปิฎก
โดยทั่วไปแล้ว องค์ความรู้เกี่ยวกับศาสนวิทยาและปรัชญาไม่ว่าจะเป็นระบบความคิดของศาสนาพราหมณ์ หรือพระพุทธศาสนายึดถือเรียนกันในสถาบันการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วโลกนั้น ล้วนได้รับสืบทอดกันมาและการพัฒนาต่อเนื่อง ผ่านการขบคิดของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา มนุษยชาติพยายามใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมือหลักในการอธิบายความจริงของชีวิต และปรากฏการณ์ตามแง่มุมที่ผุดบังเกิดขึ้นเป็นปฏิภาณขึ้นในใจตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน หากสืบสาวไปถึงต้นกำเนิดมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ย่อมพบว่าสถาบันทาศาสนาและระบบความเชื่อของมนุษย์นั้น มีรากฐานสำคัญมาจาก "ความไม่รู้" (อวิชชา)
- ความไม่รู้และข้อจำกัดในยุคแรกเริ่ม : มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ในกลไกของชีวิตและธรรมชาติ จิตใจขาดความสมบูรณ์ของพลังห้าประการ (พละห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา) ส่งผลให้ขาดความเชี่ยวชาญและความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความเพียรพยายามที่จะศึกษาเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจโลก อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่รับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกาย จึงถูกสั่งสมไว้ในจิตใจในลักษณะของ "ข้อมูลทางอารมณ์"(Emotional Data) ที่ขาดสติไตร่ตรอง ขาดสติที่จะงับความทุกข์และขาดปัญญาที่จะแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับปรากฏการณ์) กับ "ปรมัตถสัจจะ "(ความจริงขั้นสูงสุด) องค์ความรู้ในยุคนั้นจึงเปราะบาง และมักสูญหายไปพร้อมกับความตายของตัวบุคคลหรือผู้เป็นศาสดา
- วิวัฒนาการเมื่อปัจจัยสี่พร้อม : ในเวลาต่อมา เมื่อมนุษย์ค้นพบแหล่งที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ มีปัจจัยพื้นฐาน เช่น บ้าน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคที่เพียงพอ มนุษย์เริ่มมีเวลาที่มากขึ้น เพราะพวกเขาจึงไม่จำเป็นล่าสัตว์และหาอาหารจากที่ไกล ๆ อีกต่อไป โอกาสนี้ทำให้มนุษย์เริ่มมีเวลาว่าเหลือพอ ที่จะหันหกลับมาศึกษาปรัชญาชีวิต ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
๒.ความกลัว อคติและการสถาปนาระบบความเชื่อ
แรงขับเคลื่อนประการที่สองที่ทำให้เกิดระบบความเชื่อเรื่อง "เทพเจ้า" เกิดจาก "ความกลัว" อันเนื่องมาจากมนุษย์มีอายตนะภายในของมนุษย์ที่ความจำกัดในการรับรู้ข้อเท็จจริง และมักมีอคติต่อสิ่งรอบตัวด้วยอำนาจโทสะ ความกลัว ความเกลียดชังและความหลงตน (โมหะ) สิ่งเหล่านี้บดบังจิตใจให้มืดมน ขาดปัญญาหยั่งรู้สัจธรรม และ ไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเองได้ มนุษย์จึงพยายามหาทางออกด้วยการหันไปพึ่งพาและปรึกษาผู้อาวุโสในสังคมที่ตนไว้วางใจ เช่นกลุ่มพราหมณ์ในสำนักต่าง ๆ
ทว่าเมื่อมนุษย์ขาดความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง ขาดความเพียรในการแสวงหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ ไม่มีสติระลึกรู้ ขาดสมาธิอันแน่วแน่ และขาดปัญญาที่จะมองเห็นต้นกำเนิดของปัญหา ระบบความรู้ในยุคโบราณ จึงถูกแบ่งความรู้ในยุคโบราณจึงถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ
ข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลกระทบมาถึงการศึกษาในยุคปัจจุบันหากนักศึกษาทั่วโลกมุ่งศึกษาเฉพาะศาสตร์วิชาที่ถูกแบ่งย่อยโดยไม่ทำความเข้าใจ ประวัติความเป็นมา และต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ ย่อมส่งผลให้ไม่เห็นขอบเขตที่แท้จริงของศาสตร์นั้น ๆ และไม่สามารถแยกแยะขอบเขตความรู้ได้อย่างชัดเจน
ดังเช่นกรณีของ "เจ้าชายสิทธัตถะ" แม้พระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาการศึกษาศิลปศาสตร์ถึง ๑๘ สาขาในทางโลก แต่เมื่อพระองค์ทรงเผชิญกับภาพควงามเป็นจริงในสังคมเช่นปัญหาของกลุ่มจัณฑาล ที่ถูกกีดและอ้างว่าเป็นผู้ถูกพระพรหมลงทัณฑ์ในอาณาจักรสักกะ พระองค์ก็ทรงเริ่มเกิดความทรงสงสัยเชิงปรัชญาต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ในเฉพาะประเด็น เรื่องการมีอยูจริงของเทพเจ้าและการสร้างโลก
๓.บริบททางประวัติศาสตร์และปมขัดแย้งในสังคม
ในแง่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เราต้องทำความเข้าใจ ร่วมกันก่อนว่า พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์สูงสุดในพระพุทธศาสนาไม่ได้ทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์ ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบเหมือนตำราประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน แต่เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริง และสถานการณ์แวดล้อม(บริบท) ของสังคมพราหมณ์ในมิติต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา
ในสมัยก่อนพุทธศาสนานั้น พราหมณ์นิกายต่าง ๆ ได้จัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้น เพื่ออบรมกุลบุตรตามระบบวรรณะ (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) มีการบัญญัติหลักสูตรศิลปศาสตร์เพื่อชนชั้นปกครองใช้บริหารประเทศ แม้ผู้คนส่วนหนึ่ง จะดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขภายใต้กรอบกฎหมายและจารีตประเพณี แต่ทว่าแต่ละคนกลับมีอินทรีย์ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งแง่ในศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิและปัญญา เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความสุขสุข มนุษย์มักเกิด "ความประมาทเลินเล่อ" ในการดำเนินชีวิต ขาดความละมัดระวังตามวิสัยพึงมี จนก่อให้กิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอันมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
ในสังคมยุคปัจจุบัน ผู้นำทั่วโลกต่างตระหนักดีว่าประชาชนส่วนใหญ่ละเลยหลักศีลธรรม ไม่สนใจการศึกษา และการปฏิบัติธรรมตามแนวทาง "อริยมรรคมีองค์ ๘" ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เกิดปัญญาญาณขั้นสูง (เช่น ญาณทิพย์ ที่สามารถมองเห็นดวงวิญญาณในสังสารวัฏ) ผู้คนในสังคมโลกสมมติมักหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง เพื่อทำจริยธรรม และเมื่อเห็นคนชั่ว บางคนสามารถหลบหนีคดีหมดอายุความและกลับมาเสวยสุขได้ มนุษย์จึงเริ่มหมดศรัทธาในความยุติธรรม ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องต้องนำหลักศีลธรรมพื้นฐานเข้าไปบัญญัติในกฎหมายบ้านเมือง เพื่อจัดระเบียบสังคม
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ทรงเปิดเผยความจริงแท้ของธรรมชาติว่า ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงกระแสของเหตุปัจจัยที่ประกอบขึ้นจากกายและจิต (รูปและกาย) ก่อตัวขึ้นในครรภ์มารดาเป็นเวลา ๙ เดือน ดำรงชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งและดับไปตามกฎไตรลักษณ์ จิตวิญญาณก็ยังหนาทั้งด้วยกิเลส ย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างไม่สิ้นสุด และแสวงหาความสุขผ่านอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รสโผฏรัพพะ)และสั่งสมทั้งวิบากและชั่วไว้ในกระแสจิตโดยไม่รู้ตัว
๔.จากความสุขทางประสาทสัมผัสสู่การค้นพบเครื่องมือทาง
วิทยาศาสตร์
ตราบใดที่จิตใจยังมีกิเลสอยู่ในจิตใจ มนุษย์ย่อมแสดงเจตนจำนง เพื่อสนองอารมณ์ตัณหาของตน ดังเช่น สภาวะจิตของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนออกผนวชที่ทรงเพลิดเพลินกับความสุขทางโลกีย์ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์อันน่ารื่นรมย์ในปราสาท ๓ ฤดู ณ พระราชวังกบิลพัสดุ์ หรือกรณีของพระยสะที่เสวยสุขในปราสาทในเมืองพาราณสีทว่าการเสพสุขผ่านประสาทสัมผัสเป็นเวลานาน ย่อมนำไปสู่ความเบื่อหน่ายในท้ายที่สุด พระโพธิสัตว์สิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยพัฒนาศักยภาพชีวิต เพื่อแสวงหาสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิตมนุษยชาตินั้น เมื่อลงมือปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ จนกระทั่งพระองค์ทรงบรรลุ "อภิญญา๖ "
การอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา จัดเป็นการปฏิบัติทางปัญญา เพราะพระองค์ทรงมองเห็นว่าระบบวรรณะของศาสนาพราหมณ์คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เป็นกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่สมมติขึ้น ที่สร้างการเลือกปฏิบัติในสังคม บังคับใช้แรงงานตามวรรณะที่ตนเกิดมาและห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะ และลงทัณฑ์ผู้ฝ่าฝืนด้วยการขับไล่ออกจากสังคมไปตลอดชีวิต กลายเป็นคนไร้บ้าน ต้งอาศัยอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ ๆ เช่น เมืองกบิลพัสดุ์ อาณาจักสักกะหรืออาณาจักรอื่น ๆ เป็นต้น
หลังพุทธกาลเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรโมริยะ ไปเผยแพร่คำสอนของพระพุทธศาสนาในโลกตะวันตก แนวคิดเหล่านี้ ได้เข้าไปจุดประกายของนักปรัชญาตะวันตก และผสมผสานความรู้ทางพระพุทธศาสนาในปรัชญาตะวันตก ทว่าหลักฐานในยุคแรกยังคงพึ่งพา "คำบอกเล่าของบุคคล" (พยานบุคคล) ซึ่งเต็มไปอคติ (เนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง) และความจำกัดของอายตนะภายใน ในการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ในยุคต่อมา นักวิชาการสมัยใหม่ จึงได้เริ่มพัฒนาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดคะเนความจริงอย่างมีเหตุผล
ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน : ในสมัยหลังพุทธกาล นักปรัชญาตะวันตก อย่างอาริสโตเติลและปโตเลมี เคยเชื่อวว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ต่อมาโคเปอร์นิโคลัสได้เสนอแย้งดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางจักรวาล จนกระทั่งกาลิเลโอ ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นมา เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ นำข้อมูลองศาของการขึ้นหรือลงของดวงอาทิตย์ มาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ และใช้เหตุผลอธิบายความจริงจนสามารถพิสูจน์ความจริงได้สำเร็จ ทำให้นักวิทยาศาสตร์แยกตัวออกจากศาสตร์ของปรัชญา มาตั้งเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยยังคงเก็บกระบวนการพิจารณาของนักปรัชญาชั้นครูอย่างพระพุทธเจ้า เพลโต อาริสโตเติล ไว้เป็นแกนกลาง
๕.โลกไร้พรมแดนกับคำถามอภิปรัชญา : พราหมลิขิตหรือกฎแห่งกรรม
ในโลกปัจจุบัน (๒๐๒๖) เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ได้เชื่อมต่อโลกให้กลายเป็นสังคมไร้พรมแดน มนุษย์สามารถปฏิสัมพันธ์กันข้ามซีกโลก นำมาซึ่งปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน เช่น ความรักและการแต่งงานของคนต่างเชื้อชาติ และศาสนา เมื่อมนุษย์พยายามหาเหตุผลอธิบายโชคชะตา หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดเหล่านี้ ความเชื่อจึงแตกออกเป็นสองกระแส :
- ฝ่ายเทวนิยม (พรมลิขิต) : เชื่อว่าทุกสิ่งในชีวิตไม่ว่า ครอบครัว อาชีพ หรือคนรัก ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ด้วยอำนาจดลบันดาลของ "พระพรหม" เป็นผู้ลิขิตชะตากรรมเพื่อประทานบทเรียน ชีวิตให้มนุษย์มีความสุขหรือความทุกข์
- ฝ่ายอเทวนิยมหรือฝ่ายปรัชญาพุทธภูมิ (กรรมลิขิต) : เชื่อว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากเจตนาและการกระทำ (กรรม) ของตนเองทั้งสิ้น การที่คนสองคนได้มาพบกันและแต่งงานกัน เกิดจากการสืบเนื่องของวิบากกรรมที่เคยทำบุญร่วมกัน มาตั้งแต่อดีตชาติ
แม้ว่าในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยี่สารสนเทศ การแพทย์ และจิตเวชจะเจริญก้าวหน้า จนเราสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้ โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง เพื่อตอบคำถามทางโลกได้อย่างแม่นยำ เพียงใดก็ตาม แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่ได้พัฒนาศักยภาพจิตใจ ผ่านการทำสมาธิภาวนาเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ และตั้งมั่นต่ออุปสรรค มนุษย์ผู้นั้น ย่อมมีสภาพจิตใจที่อ่อนแอ และไม่สามารถเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้
ทางเลือกในการแก้ปัญหาชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสังคม จึงยังคงเป็นการเดินทางไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องสักการะ พวงมาลัย เพื่อขอพรจากพระพรหม ก่อเกิดเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและอุตสาหกรรมความเชื่อที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลในปัจจุบัน
๖.ประเด็นคำถามเชิงญาณวิทยาและปรัชญาพุทธภูมิที่ต้องศึกษา

ด้วยเหตุที่เรื่องราวการมีอยู่ของพระพรหมถูกบอกเล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและตามหลักพุทธภาวะใน "กาลามสูตร" ที่ทรงสอนว่า ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ เพียงเพราะฟังตามกันมา (อนุกรรม) ผู้เขียนจึงเกิดความสงสัยเชิงวิชาการว่า แท้จริงแล้วพระพรหมคือใคร ? และเหตุใดสถาบันความเชื่อนี้ จึงมีอิทธิพลครอบงำมนุษย์มายาวนานจนถึงยุคดิจิทัล ?
เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและสืบค้นน้ำหนักความจริงในมิติ "อภิปรัชญา" บทความวิชาการชิ้นนี้ จึงมุ่งศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหม โดยบูรณการแหล่งความรู้แหล่งความรู้สำคัญ ๓ ส่วนคือ :
๑.คัมภีร์หลักและคัมภีร์รอง : พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, คัมภีร์อรรถกถา, และเอกสารคัมภีร์โบราณต่าง ๆ ๒.บันทึกประวัติศาสตรืเชิงประจักษ์ : บันทึกการเดินทางของสมณะจีน ผู้จาริกแดนพุทธภูมิทั้งสองรูป (พระถังซำจั่งและพระภิกษุฟาเหียน)๓.เทคโนโลยี่ดิจิทัลร่วมสมัย : ข้อมูลภูมิศาสตร์และระบบแผนที่โลกของ Google (Google Map)
ผลของการวิเคราะห์เชิงลึกผ่านหลักฐานทางเอกสาร สาร, พยานบุคคล, พยานวัตถุ, และหลักฐานทิจิทัลในครั้งนี้ จะนำไปสู่คำตอบ ที่ผ่านกระบวนการตัดสินที่สมเหตุสมผล มีน้ำหนักความจริง อันเป็นที่สุด เพื่อขจัดข้อกังขาเชิงญาณวิทยาให้หมดไป
นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่ได้จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างต่อ "พระวิทยากร" ในการนำไปใช้ในการบรรยายและถ่ายทอดธรรมทาน แก่พุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางไป จาริกแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน ทั้ง ๔ ตำบล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมาตรฐานวิชาชีพเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นแนวทางเชิงระเบียบวิธีวิจัยสำหรับ "นิสิตระดับปริญญาเอก" ในสาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา เพื่อนำไปใช้ขยายผลในการทำวิทยานิพนธ์ระดับสูง ช่วยตอบประเด็นข้อสงสัยทางอภิปรัชญาให้มีความลึกซึ้งและชัดแจ้งสืบไป


3 ความคิดเห็น:
ติดตามบล็อกเหล่านี้
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆและมีสาระ อ่านเข้าใจง่ายด้วยครับ^^
อ่านแล้วสบายใจครับ
แสดงความคิดเห็น