Introduction to Buddhaphumi Philosophy : The Existence of Brahma in the Tripitaka
๑.บทนำ
๒.การศึกษาความเชื่อในพระพรหม
๓.วิเคราะห์แนวคิดเรื่องพระพรหมในพระไตรปิฎก
๑. บทนำ ที่มาและความสำคัญของพระพรหม
โดยทั่วไปแล้ว ความรู้เกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ เช่น ศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนาที่สอนในสถาบันการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วโลกนั้น ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมายาวนานโดยมนุษยชาติในฐานะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้แสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับความจริงของชีวิต โดยอาศัยปฏิภาณเกิดขึ้นโดยฉับพลันในขณะนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงของศาสนาต่าง ๆ ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน สำหรับสาเหตุของการเกิดศาสนาต่าง ๆ ของมนุษย์นั้น ต้นกำเนิดของศาสนานั้นเกิดจากความไม่รู้ของมนุษยชาติ
มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ (อวิชชา) เกี่ยวกับชีวิตของตนเอง ทำให้ชีวิตของพวกเขาขาดพลังห้าประการ (พละ๕) ส่งผลให้ชีวิตพวกเขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความเพียรพยายามในการศึกษาและแสวงหาความรู้เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และสั่งสมความรู้เหล่านั้นเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ ขาดสติในการไตร่ตรองความรู้ทางอามณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ และขาดสมาธิที่จะทำให้จิตใจสงบนั้นจากความทุกข์เป็นอารมณ์เกิดขึ้นจิต และขาดปัญญาที่จะเข้าใจที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ทางศาสนาของตนเอง ความรู้เกี่ยวกับศาสนาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มักจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของศาสดา ดังนั้น มนุษย์รุ่นหลังจึงเริ่มแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เมื่อมนุษย์ค้นพบแหล่งที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้นและมีปัจจัยพื้นฐาน เช่น บ้าน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคที่เพียงพอ มนุษย์เริ่มมีเวลาที่มากขึ้น เพราะพวกเขาจึงไม่จำเป็นล่าสัตว์และหาอาหารจากที่ไกล ๆ อีกต่อไป พวกเขาเริ่มศึกษาปรัชญาชีวิตมากขึ้น
ประการที่สองน่าจะเกิดจากความกลัวของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นในชีวิตและมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ความกลัว ความเกลียดชังและความหลงตน เป็นต้น สิ่งนี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปมัตถ์ เป็นต้น มนุษย์ไม่สามารถใช้เหตุผลเป็นเครื่องมืออธิบายความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองได้ มนุษย์จึงหาทางออกของชีวิต เพื่อปรึกษาผู้อาวุโสในบ้านเมื่อที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ยกตัวอย่างเช่น พราหมณ์ในสำนักต่าง ๆ แต่เมื่อมนุษย์ขาดความมั่นใจในความรู้และความสามารถของตนเอง พวกเขาขาดความเพียรพยายามในการแสวงหาความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ไม่มีสติระลึกถึงความรู้ที่ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของตนเอง ขาดสมาธิแน่วแน่ในเกิดความสงบในจิตใจ และขาดปัญญาที่จะเข้าใจต้นกำเนิดปัญหา องค์ความรู้เกิ่ยวกับปัญหา กระบวนพิจารณาความจริง เป็นต้น
หากนักศึกษาศึกษา ค้นคว้าและแสวงหาความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่แบ่งความรู้ออกเป็นส่วน ๆ โดยไม่เข้าประวัติความเป็นมาของแต่ละวิชา นักศึกษาทั่วโลกที่ศึกษา ค้นคว้าและแสวงหาความรู้ในสาขาวิชาเหล่านั้น ก็จะไม่ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดความรู้มนุษย์ องค์ประกอบของความรู้มนุษย์ วิธีการแสวงหาความรู้มนุษย์และความสมเหตุสมผลของความรู้ในแต่ละวิชา เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดความท้าทายต่อหลายสวิชาต่าง ๆ เนื่องจากนักศึกษาไม่สามารถเข้าใจเห็นขอบเขตที่แท้จริงของแต่ละสาขาวิชา จึงไม่สามารถแยกแยะขอบเขตความรู้ภายในแต่ละสาขาวิชาได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์มาแล้ว ๑๘ สาขา เมื่อพระองค์ทรงเผชิญปัญหาพวกจัณฑาล ซึ่งถูกพระพรหมลงโทษในอาณาจักรสักกะ พระองค์ก็ทรงเริ่มสงสัยปรัชญาพราหมณ์เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์
ประการแรก เราต้องเข้าใจว่าพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้อธิบายประวัติศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์อย่างเป็นระบบเหมือนตำราประวัติศาสตร์ที่สอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วโลก แต่พระไตรปิฎกรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ในบริบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ตามพจนานุกรมราช บัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "บริบท" หมายถึงข่าวสารหรือสถานการณ์แวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความเข้าใจความหมายของภาษาหรือถ้อยคำ เป็นต้น
ในสมัยก่อนพุทธศาสนานั้น พราหมณ์นิกายต่าง ๆ ก่อตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นหลายแห่ง เพื่อให้ประชาชนทุกวรรณะสามารถส่งบุตรหลานไปศึกษาเล่าเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตนได้ มีการจัดตั้งหลักสูตรศิลปศาสตร์สำหรับชนชั้นวรรณะกษัตริย์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปกครองประเทศ แม้ว่าประชาชนในสังคมจะดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข โดยยึดหลักศีลธรรมปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และกฎหมายของประเทศ แต่ความรู้เหล่านี้ ได้ถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ของมนุษย์ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมในจิตใจมาเป็นเวลานาน สาเหตุเกิดจากประชากรที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดระเบียบสังคมผ่านกฎหมาย การศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นต้น แม้ว่าประชาชนจะมีความสงบสุขโดยอาศัยหลักศีลธรรม และกฎหมาย อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่มีศรัทธา มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ สมาธิและปัญญาที่จะเข้าใจความจริงได้อย่างเท่าเทียมกัน ในยามสงบสุข ผู้คนจะประมาทเล่นเล่อในการดำเนินชีวิต โดยขาดความระมัดระวังที่บุคคลในสถานการณ์เช่นนี้ พึงกระทำตามวิสัยและพฤติการณ์ของตน ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังได้ แต่ไม่เพียงพอซึ่งเราเรียกว่า "ความประมาท" ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี เป็นต้น
ในยุคปัจจุบัน ผู้นำทั่วโลกต่างตระหนักดีว่า ประชาชนไม่ปฏิบัติตามหลักศีลธรรม และกฎหมาย โดยละเลยชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น พวกเขาละเลยการศึกษาคำสอนของพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เพื่อให้ได้มาซึ่งญาณทิพย์ เห็นดวงวิญญาณของคนชั่วชดใช้กรรมในนรก หรือดวงวิญญาณของคนดีมีความสุขในสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเห็นคนชั่วหลายคนหลบเลี่ยงการดำเนินคดีจนกระทั่งหมดอายุความ แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในสังคม เป็นต้น เมื่อปัญหาทางศีลธรรมเพิ่มมากขึ้น ผู้นำรัฐบาลจึงบัญญัติหลักศีลธรรมลงในประมวลกฎหมายอาญาซึ่ง เป็นหลักการที่ประชาชนทั่วโลกควรยึดถือ และปฏิบัติต่อกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน เพราะมนุษย์มักหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตนถูกต้อง
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ทรงเปิดเผยกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์แสดงให้เห็นว่า ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยทางร่างกายและทางจิตวิญญาณ ชีวิตก่อตัวขึ้นในครรภ์มารดาเป็นเวลา ๙ เดือน ดำรงชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็ตายไป ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงไม่เที่ยง จิตวิญญาณหมุ่นเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่สิ้นสุด เมื่อเกิดใหม่เป็นมนุษย์ พวกเขาเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ จึงแสวงหาความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ ที่เกิดขึ้นในจิตใจ โดยไม่รู้ว่าชีวิตของตนนั้น จิตวิญญาณถูกห่อหุ้มด้วยกิเลสทำให้จิตวิญญาณเวียนว่ายตายแล้วเกิดใหม่ไม่รู้จบสิ้น นี่คือตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา อาศัยอยู่ในร่างกายและสั่งสมความดีและความชั่วไว้ในจิตวิญญาณ
เมื่อคนเรายังมีกิเลสอยู่ในจิตใจ พวกเขาก็แสดงเจตนาของตน โดยการแสวงหาความรู้ในสิ่งที่ตนชอบเพื่อสนองอารมณ์ของตน ตัวอย่างช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเพลิดเพลินกับ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์อันน่ารื่นรมย์ในพระราชวัง ๓ ฤดูซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังกบิลพัสดุ์ ส่วนยสะบุตรชายเศรษฐี ก็พบความสุขในปราสาทในเมืองพาราณสีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การสั่งสมความสุขผ่านประสาทสัมผัสเป็นเวลานาน ในที่สุดความสุขก็เกิดความเบื่อหน่ายในความสุขนั้น ต่อมาพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงพัฒนาศักยภาพชีวิตเพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษยชาตินั้น ดังที่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนในพระไตรปิฎกเถรวาท และคำสอนของพระองค์เองโดยการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการ พระองค์ทรงบรรลุสัจธรรมชีวิตมนุษย์ที่เรียกว่า "อภิญญา๖ "
การพัฒนาความรู้ของมนุษย์ ตั้งแต่ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ไปจนถึงสู่ยุคศิวิไลซ์ในสมัยพุทธกาล เริ่มต้นขึ้นเจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักว่าคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และระบบวรรณะ ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ระบบวรรณะเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ นำไปสู่การเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงในสังคม ผู้คนถูกบังคับให้ทำงานตามวรรณะของตน การแต่งงานข้ามวรรณะเป็นสิ่งต้องห้าม และสมาชิกในสังคมคอยตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพื่อให้แน่ใจว่าวรรณะนั้นมีความบริสุทธิ์ และผู้คนในวรรณะนั้นต้องเผชิญกับการลงโทษ เช่นการขับไล่ออกจากสังคมไปตลอดชีวิต รวมถึงการโดดเดี่ยวทางสังคมด้วยการไม่คบค้าสมาคม และการห้ามไม่ให้ใช้ทรัพย์สินสาธารณะร่วมกับคนวรรณะสูง หลายคนถูกบังคับให้หนีออกจากสังคมเดิมไปใช้ชีวิตคนไร้บ้านตามท้องถนนในเมืองใหญ่เช่นเมืองกบิลพัสดุ์ อาณาจักสักกะหรืออาณาจักรอื่น ๆ เป็นต้น
หลังพุทธกาล พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรโมริยะ ไปเผยแพร่คำสอนของพระพุทธศาสนา และหลักปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ไปยังโลกตะวันตก เมื่อนักปรัชญาตะวันตก จึงนำความรู้ทางพระพุทธศาสนามาอธิบายปรัชญาตะวันตก นำไปสู่ยุคศิวิไลซ์ทางปรัชญาตะวันตก อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางปรัชญามากจากคำบอกเล่าของพยานบุคคล(นักปรัชญา) ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชังและความรัก เป็นต้น ส่งผลให้มนุษยชาติมีชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์
เมื่อพวกเขาดำรงตำแหน่งทางกฎหมายในฐานะวิชาการในสาขาต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องอธิบายความคิดเห็นของตนต่อสังคมและประเทศชาติเกี่ยวกับข่าวลือต่าง ๆ โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือเพื่ออธิบายความจริงโดยอาศัยปฏิภาณของตนเอง และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา คำอธิบายของพวกเขาบางครั้งก็ถูกต้อง บ้างครั้งก็ผิด บางครั้งคำอธิบายของพวกเขาแบบหนึ่งและบางครั้งคำอธิบายของพวกเขาเป็นอีกแบบหนึ่ง ทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมนุษย์ โลก จักรวาล ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นและแม้แต่หลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้าตามที่นักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญานำเสนอยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินคำอธิบายเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และไม่ยอมรับบุคคลดังกล่าวเป็นพยานยืนยันความจริง
เมื่อนักปรัชญาอ้างว่าการให้เหตุผลของพวกเขามาจากคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์อาจเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิต และผ่านอายตนะภายในของตนเองจริง ทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับความจริงของคำให้การ ส่งผลให้เกิดข้อโต้เถียงและการโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด ในยุคต่อมา นักวิชาการสมัยใหม่ ได้พัฒนาความรู้ทางปรัชญาตะวันตก โดยสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยนักปรัชญาตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ก็จะนำมาใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ โดยอนุมานหรือการคาดคะเนความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เมื่อวิเคราะห์แล้ว พวกเขาก็ใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น
ตัวอย่างเช่น กาลิเลโอมีความสงสัยเกี่ยวกับความจริงของแนวคิดทางปรัชญาโบราณว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีนักปรัชญาชื่อเกลาดีโอส ปโตเลไมโอส และอาริสโตเติลสนับสนุนแนวคิดในเรื่องนี้ ต่อมาโคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์เสนอแนวคิดที่ว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาลแทนที่จะเป็นโลกโดยมีโลก ดาวพุธ ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม เป็นต้น เมื่อกาลิเลโอเป็นมนุษย์ขึ้นหนึ่ง ที่มีอายตนะภายในร่างกายในการรับรู้ โลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ อย่างจำกัดและมีอคติต่อผู้อื่น ทำให้ชีวิตมืดมนและขาดความสามารถในการคิดใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในเรื่องนี้ ได้อย่างสมเหตุสมผล
กาลิเลโอจึงสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับเวลาและองศาของการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ทุกวันโดยการใช้กล้องโทรทรรศน์ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว กาลิเลโอก็ใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆเพื่อพิสูจน์ความจริง โดยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงในเรื่องเหล่านี้
เมื่อนักปรัชญาใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงเรื่องต่าง ๆ ได้เนื้อสาระสำคัญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงพอแล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงแยกเนื้อหาของวิทยาศาสตร์ ออกจากปรัชญามาเปิดหลักสูตรวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จนถึงทุกวันนี้ แม้นักวิทยาศาสตร์จะแยกเนื้อหาวิทยาศาสตร์ออกไปจากปรัชญาแล้วก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ละทิ้งปรัชญาในฐานะมารดาแห่งวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาได้นำกระบวนการพิจารณาความจริงของนักปรัชญาได้แก่ พระพุทธเจ้า เพลโตและอาริสโตเติล มาใช้กับวิทยาศาสตร์ของพวกเขามาจนถึงปัจจุบันเป็นต้น
ในยุคปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อเชื่อมต่อและสร้างโลกใหม่ไร้พรหมแดน ผู้คนเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ห่างไกลได้มากขึ้นทางอินเตอร์เน็ต ทำให้ผู้คนไปต่างประเทศมากขึ้น ทำให้คนต้องพบเจอกับโชคชะตาและเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายในชีวิตเช่นความรักของคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม อยู่คนละซีกโลก แต่ได้พบกันและตกหลุมรักกันโดยสมัครใจ หลายคนอาจเคยได้ยินในเรื่องราวนี้และคิดว่าคงช่วยจะยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนี้แล้ว คิดว่าพระพรหมลิขิต เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิต หลายคนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว รวมถึงครอบครัวที่เรามีและทุกสิ่งที่เรามี แม้แต่คนรักที่เราพบ และอาชีพที่เราอยากเป็น
หลายคนเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะพระพรหมกำหนดชะตาไว้แล้ว คนที่เราพบเจอเพราะได้รับแรงบันดาลใจให้รู้จักกันเป็นบทเรียนชีวิต ทำให้เราทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่เชื่อว่าพระพรหมไม่กำหนดชีวิตใคร ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาในการกระทำของเราเองและหลายคนก็เถียงว่า จะมีคู่ครองหรือไม่อยู่ที่ตัวเราเลือกเอง ไม่มีใครถูกบังคับให้แต่งงานและเสียสินสอดนับล้าน แต่ก็ยังหาสามีหรือภรรยาที่ดีไม่ได้อย่างที่หวังและหลายคู่มองหน้ากัน เมื่อมองหาเหตุผลของคำตอบนี้ หลายคนคิดว่าสองคนนี้เคยทำบุญร่วมกันตั้งแต่ชาติที่แล้ว ตามหลักพุทธศาสนาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ เป็นต้น

แม้ว่านักปรัชญาจะรู้จักใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือของตนเองในการอธิบายว่าพฤติกรรมของมนุษย์นั้นดีหรือชั่ว และพัฒนาศักยภาพของตน ในการสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ จิตเวช ฯลฯ เข้าด้วยกัน เราจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลชีวิตของตนเองหรือผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง จนกระทั่งเราสามารถหาเหตุผล มายืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องที่เราต้องการรู้และไม่สงสัยข้อเท็จจริงของคำตอบในเรื่องนั้นอีกต่อไป
แต่เมื่อบุคคล นั้น ยังขาดการพัฒนาศักยภาพชีวิตให้เข็มแข็งด้วยการทำสมาธิ ชำระจิตใจบริสุทธิ์ ปราศจากอคติ ไม่ขุ่นมัว อ่อนโยน ไม่หยาบกระด้าง เขายังคงในปณิธาน และไม่หวั่นไหวกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตแล้ว ถือว่าบุคคลนั้น ยังมีชีวิตที่อ่อนแอและไม่สามารถพึงพาจิตใจของตนเองในการแก้ปัญหาชีวิตได้ ทางเลือกในการแก้ปัญหาชีวิตของพวกเขา คือ การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหมและถวายเครื่องสักการะด้วยดอกไม้และพวงมาลัย เพื่อขอพรจากพระพรหมให้ประสบความสำเร็จ ดังน้้น สถานศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหมทั่วโลกจึงยังคงเต็มไปด้วยเครื่องบูชา ดอกไม้และเครื่องบูชาอื่น ๆ นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลจากการบูชาดังกล่าว
เมื่อผู้เขียนได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงในเรื่องใดเนื่องหนึ่ง ที่ฟังต่อ ๆ กันมา อย่าไม่ควรเชื่อทันที เราควรสงสัยเสียก่อนว่าพระพรหมเป็นใคร และเหตุใด จึงเป็นที่ยอมรับในสังคมตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ พิสูจน์ความจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพรหม เป็นต้น เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นที่น่าสงสัย แต่ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป ก็จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมในพระไตรปิฎก โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาฯ อรรถกถา เอกสารคัมภีร์ต่างๆ, บันทึกของสมณะจีน ๒ รูปและแผนที่โลกของ Google เป็นต้น
บทความที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล จะเป็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพระวิทยากรในการนำไปใช้บรรยายกับพุทธศาสนิกชนชาวไทย และนานาชาติที่จาริกแสวงบุญในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบลเพื่อถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลจากที่มาของความรู้จากหลักฐานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุและพยานเอกสารดิจิทัลนั้น ผลของการวิเคราะห์จะได้คำตอบที่การผ่านการตัดสินที่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักของความจริงอันเป็นที่สุด ไม่สงสัยในข้อเท็จจริงอีกต่อไป และเป็นประโยชน์ต่อนิสิตระดับปริญญาเอกสาขาพระพุทธศาสนาและปรัชญาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเขียนวิจัยในงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลหาเหตุผลของคำตอบในประเด็นที่สงสัย ลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย.



3 ความคิดเห็น:
ติดตามบล็อกเหล่านี้
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆและมีสาระ อ่านเข้าใจง่ายด้วยครับ^^
อ่านแล้วสบายใจครับ
แสดงความคิดเห็น