The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

บทนำ : ปณิธานของสุเมธดาบสในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ

Introduction : The  Resolution  of Sumedha, a Ascetic in the Tripitaka of Mahachulalongkornrajavidyalaya    
        
สารบาญ 
๑. บทนำ 
๒. ความหมายของปณิธาน 
๓. ปณิธานของสุเมธดาบสในพระไตรปิฎก

๑.บท  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 

           โดยทั่วไป  ตามคำสอนเรื่องกฎธรรมชาติของพระพุทธเจ้านั้น  มนุษยชาติมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ  ที่เข้ามาในชีวิต   และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ในความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์เกี่ยวกับความทุกข์ของตนเอง สาเหตุของความทุกข์   เป้าหมายของชีวิตในการดับทุกข์และวิธีการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์  ความไม่รู้ทำให้ชีวิตมนุษยชาติเต็มไปด้วยความมืดมิด   ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิต  

        เมื่อมนุษย์สวมบทบาทในสังคมในฐานะพราหมณ์เป็นนักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ และนักวิชาการในสาขาวิชาต่าง ๆ  พวกเขามักจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องใดๆตัวอย่างเช่น  มนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นต้น พวกเขามักจะใช้เหตุผลในการอธิบายและคาดเดาความจริงของตนเองเกี่ยวกับความจริงของเรื่องนั้น   อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุผลของมนุษย์ในการอธิบายความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บางครั้งบางคนใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้อง  บางครั้งบางคนอาจใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลอธิบายเป็นอย่างนั้นบ้าง  บางครั้งบางคนอาจใช้เหตุผลเป็นอย่างนี้บ้าง เมื่อการใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบยังคลุมเครือ และไม่ชัดเจนในความเป็นมาของเรื่องนั้น  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ย่อมไม่เชื่อว่าความคิดเห็นของคำตอบเรื่องนั้นเป็นความจริงและไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นพยานยืนยันความจริงในเรื่องนั้นได้

        ในปัจจุบัน  มนุษยชาติเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ ส่งผลให้ผู้คนในทุกชาติถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด เนื่องจากพวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อผู้คนสวมบทบาทในสังคมในฐานะครู อาจารย์ พราหมณ์      นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา   นักวิชาการในสาขาอื่น ๆ   เป็นต้น     เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามปฏิภาณของตนเอง  โดยอาศัยเหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงหรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น   อย่างไรก็ตามเหตุผลของนักวิชาการเหล่านี้  บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง  เมื่อความคิดเห็นทางวิชาการคลุมเครือและไม่ชัดเจน  มันจะนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเกี่ยวกับประเทศ  ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้การกระทำที่ผิดกฎหมาย 

           ดังนั้น  เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคตรัฐบาลทั่วโลก จึงได้จัดตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพพล เมือง ผ่านระบบการศึกษาของชาติในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย  พลเมืองได้รับความรู้ และความเข้าใจในสาขาวิชาชีพที่หลากหลาย เพื่อดำรงชีวิตอย่างมั่นใจ  และพัฒนาทักษะทางวิชาอาชีพให้บรรลุเป้าหมายประจำปี โดยหน่วยงานรัฐ  บริษัทจำกัดและองค์กรเอกชนกำหนดไว้ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง และครอบครัว ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พวกเขาเชื่อว่าชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นกว่าเดิมพวกเขามุ่งมั่นที่จะแสวงหาความรู้ผ่านการฝึกสติและสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา  พวกเขาสามารถระลึกถึงประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในและเก็บไว้ในจิตใจ   พวกเขาสามารถใช้ความรู้เหล่านี้  เพื่อพัฒนาปัญญาในการแก้ไขปัญหาในชีวิต การทำงาน และภัยพิบัติต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ พวกเขาสามารถเอาตัวรอดและปลอดภัยจากความชั่วร้าย อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตามหลักศีลธรรมอันดีของประชาชนและกฎหมาย       

              นอกจากนี้   เมื่อนักวิศวคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต     นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต      แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์การแลกเปลี่ยนความรู้      โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วโลกทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่หลากหลาย    โดยไม่ต้องไปโรงเรียนช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนที่บ้าน  ซื้อสินค้าออนไลน์  ทำธุรกรรมทางการเงิน และใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ   โทรศัพท์มือถือ วิทยุและโทรทัศน์  ดาวเทียม และเรดาร์เพื่อการสื่อสาร   อย่างไรก็ตาม   ชีวิตผู้คนยังไม่มั่นคงเนื่องจากการเลิกจ้าง   ความผิดหวังในความรัก     การเกษียณอายุการทำงาน      รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและปัญหาสุขภาพ เป็นต้น   
                        
           ปัญหาความจริงของการมีอยู่ของพระพรหม  ซึ่งเป็นความรู้ที่เหนือความเข้าใจของมนุษย์นั้นซับซ้อน     พราหมณ์อารยันซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญสามารถใช้เหตุผล อธิบายการดำรงอยู่ของพระพรหมได้อย่างสมเหตุสมผล     อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่สามารถรับรู้การดำรงอยู่ของพระพรหมได้ โดยใช้เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ในทางวิทยาศาสตร์ การดำรงอยู่ของพระพรหมถือว่าเป็นสิ่งพิสูจน์ไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานใดมายืนยันความจริงในเรื่องนี้ และ  เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใด ที่สามารถตรวจข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงได้ ดังนั้น   หากคำสอนของพราหมณ์ชาวอารยันที่ว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะของตนที่เกิดมา  การให้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงข้อนี้ จึงขาดความน่าเชื่อถือ   และไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของพระพรหมได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความรู้ที่เหนือการรับรู้ของมนุษย์ ยังไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ความจริงข้อนี้หรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นสากลเพื่อเข้าถึงความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้าที่ผู้คนทุกชนชั้นและวรรณะสามารถปฏิบัติได้ เป็นต้น   

         เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ และเผยแพร่ความรู้แห่งความจริงของชีวิต    เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้บรรลุธรรมแห่งชีวิตในระดับอภิญญา ๖      พระองค์ทรงมีญาณหยั่งรู้เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป พระองค์ทรงเห็นดวงวิญญาณออกจากร่างไปเกิดในภพภูมิอื่น ซึ่งดวงวิญญาณมนุษย์ต้องรับผลกรรมเดียวกันและไม่มีใครสามารถหลุดพ้นกฎธรรมชาตินี้ได้    เมื่อผู้คนทั่วโลกปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ พวกเขาก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับอภิญญา ๖ เช่นเดียวกัน 

        การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ นำไปสู่การปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ในอนุทวีปอินเดีย เมื่อผู้คนละทิ้งพระพรหมและพระอิศวร เลิกบูชาเทพเจ้าผ่านการทำพิธีกรรมกับพราหมณ์  พวกเขาเข้าหันหาพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์    และพัฒนาศักยภาพตนเองด้วยการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘    เพื่อดำเนินชีวิตที่เข้มแข็งด้วยการทำสมาธิ จนจิตใจบริสุทธิ์  ปราศอคติและอารมณ์ขุ่นมัว   มีจิตใจอ่อนโยน เหมาะสมกับการทำงานร่วมกับผู้อื่นและมุ่งมั่นแน่วแน่ไม่หวั่นไหวในการหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรม พวกเขาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยสติ  วิจารณญาณ และปัญญาของตนเอง 

       แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า ๒๖๐๐ ปี   มนุษย์ได้รับสิทธิ และหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรของประเทศของตนเองและทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในสังคม เนื่องจากมนุษย์มีอคติต่อผู้อื่นทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เป็นต้น ดังนั้น มนุษย์จึงมองวัตถุภายนอก เป็นเพียงเครื่องประดับที่สะท้อนสถานะสาธารณะของผู้คนและผูกพันตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยในการตัดสินใจใด ๆ  ทั้งสิ้น  ด้วยเหตุนี้ ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความหวัง และความผิดหวังอยู่ตลอดเวลา ดังนี้ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย    พระเจ้าสุทโธทนะทรงปรารถนาให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสักกะ และเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตามที่พราหมณ์คำทำนายไว้ พระองค์ทรงส่งเสริมให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาด้านศิลปศาสตร์  ๑๘ สาขาจากสำนักวิศวามิตร พระองค์ทรงสร้างปราสาท ๓ หลัง  ภายในเขตพระราชวังกบิลพัสดุ์ให้พระองค์ประทับอยู่อย่างมีความสุขร่วมกับบริวาร  ๔๐,๐๐๐  คน  เป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตามความสุขสูงสุดคือ ความเบื่อหน่ายในความสุขนั้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชน และการเสด็จพระดำเนินเยือนอุทยานหลวงกบิลพัสดุ์เป็นการสวนพระองค์  ระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน พระองค์ทรงได้เห็นปัญหาของจัณฑาลหรือที่เรียกว่า "คนแตะต้องไม่ได้" พวกเขาถูกพระพรหมลงโทษ ด้วยการให้สังคมขับไล่ออกจากบ้านเรือนไปตลอดชีวิตพวกจัณฑาลต้องอยู่ตามท้องถนน แม้ในวัยชรา เจ็บป่วย และนอนตายบนท้องถนน เป็นต้น  แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะทรงผิดหวัง  และทรงไม่อาจฝืนพระทัยให้พระองค์ทรงดำรงอิศยยศในวรรณะกษัตริย์อีกต่อไป  

       เมื่อมนุษย์ขาดการพัฒนาศักยภาพและทักษะชีวิตในการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการ   แน่นอนต้องกลับมาเกิดใหม่พร้อมกับกรรมเก่า  ๆ   ที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานหรือความผิดหวังในความรักเช่นเดิม  คือ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และขาดความพากเพียรในการศึกษาเพื่อหาความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ทำขาดสติระลึกถึงรู้ถึงความรู้ที่ตนมีอยู่ ขาดสมาธิแน่วแน่ที่จะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไป ส่งผลชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยมืดมน   และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์นั้น จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงได้อย่างสมเหตุผล เมื่อชีวิตต้องแสดงบทบาทในหน้าที่การงานของตนเอง ในฐานะนักวิชการในสาขาวิชาต่าง ๆ  เช่น พระภิกษุ พราหมณ์  นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  ต้องใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงในเรื่องต่าง ๆ ต่อสังคม บางครั้งพวกเขาใช้เหตุที่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง  บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง   

       วิธีสุดท้ายที่ควรทำ ก็คือ การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต  ดังนั้น สถานศักดิ์สิทธิ์ทั่วโลกจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการประสบความสำเร็จในการสวดมนต์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย  ความสมหวังในความรัก สำเร็จการศึกษา มีชื่อเสียง มีทรัพย์สิน เงินฝาก  หน้าที่การงาน  โดยเชื่อกันว่า การบูชาจะช่วยความเป็นสิริมงคลและโชคลาภจากการพนัน  

            ดังนั้น   ผู้เขียนจึงสงสัยว่าการสวดมนต์ (Prayer) ของผู้คนในสถานที่ทางศาสนาทั่วโลก เป็นหนทางเดียวที่สุเมธดาบสสวดมนต์หรือไม่   เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผู้เขียนชอบศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริง  และรวบรวมหลักฐานเช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ   อรรถกถา คัมภีร์พุทธศาสนา และเอกสารวิชาการอื่น ๆ  เป็นต้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ผู้เขียนจึงใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้   โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนี้ โดยเขียนบทวิเคราะห์ใน Bloggerนี้ความรู้ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย   ที่ไปเทศนาสั่งสอนผู้แสวงบุญใน  ๔ เมืองศักดิ์สิทธิ์ในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล 

              ส่วนวิธีการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญาใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ  เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ ก็จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงของหัวข้อการวิจัยในระดับปริญญาเอก โดยการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา อธิบายความจริงในหัวข้อนั้น  ๆ  ความรู้ที่ได้จากการวิจัยจะเป็นความจริงที่สมเหตุสมผล โดยไม่มีข้อเท็จจริงที่น่าสงสัยอีกต่อไป  

8 ความคิดเห็น:

Unknown กล่าวว่า...

ชีวิตอุทิศ...เพื่อพระพุทธศาสนา
ครับผม......

Unknown กล่าวว่า...

เขียนใด้ดีครับ สาธุ

Unknown กล่าวว่า...

ศรัทธาความเชื่อ สาธุครับ

Unknown กล่าวว่า...

การอธิฐานบารมีน่าจะเหมือนการถวายสัจจะไหมครับ

Yuthana Pulperm กล่าวว่า...

ใช่ครับ

Yuthana Pulperm กล่าวว่า...

การตั้งสัจจะตั้งใจว่าทำ ส่วนอธิษฐานบารมี ให้การบำเพ็ญความดีทีทำให้เกิดผลอย่างไรที่ตนปรารถนา

สมใจ/อ๊อด กล่าวว่า...

พิธีกรรม/ความเชืือ

สมใจ/อ๊อด กล่าวว่า...

สาธสาธุคับ

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ