The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทนำ : ปรัชญาพุทธภูมิ



"บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ" 

Introduction  to  Buddhaphumi philosophy

บทนำ 

       ทำความเข้าใจ "ปรัชญาพุทธภูมิ"  เมื่อพูดถึงคำว่า"พุทธภูมิ" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสภาวะจิตขั้นสูงสุดสูงสุดของพระโพธิสัตว์  หรือสังเวชนียสถานในอินเดียโบราณ   แต่ในบริบทของปรัชญาพุทธภูมิที่เราจะร่วมพูดคุยกันในบล็อคนี้มีความหมายที่ครอบคลุมมากกว่านั้น 
  • ในทางพระพุทธศาสนา : "พุทธภูมิ" คือระดับจิตและหนทางแห่งการสร้างบารมีเพื่อความรุ้แจ้ง
  • ในทางปรัชญาและวิชาการ : ปรัชญาพุทธภูมิ คือการนำประวัติศาสตร์  คัมภีร์ ข้อเท็จจริงทางสังคม และคำสอนในยุคพุทธกาล  มาวิเคราะห์ด้วยกระบวนทางปรัชญาและตรรกวิทยา  เพื่อค้นหาความจริงเชิงปรัชญา
บทความต่อจากนี้  จึงเป็นการเดินทางร่วมกัน เพื่อมองพุทธศาสนาผ่านเลนส์ของการใช้เหตุผล  ประวัติศาสตร์และปรัชญาชีวิต  

๑. ปฐมบทแห่งการแสวงหาความจริง(จากความฝันสู่ดินแดนพุทธภูมิ)            

      แรงบันดาลใจและการศึกษาต่อต่างประเทศคือ ผู้เขียนมีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่เยาว์วัย  จนกระทั่งปี ๒๕๔๕ ผู้เขียนมีอายุย่างเข้า ๔๓ ปี   ความฝันนั้นจะดูเลือนลางและดูห่างไกลออกไป ทว่าด้วยจินตนาการอันไร้ขอบเขตและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ผู้เขียนไม่เคยยอมแพ้และสั่งสมทุนการศึกษาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับ "การศึกษาต่อในประเทศอินเดีย" และโอกาสอันมีค่าจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมตัวเลือกในศึกษาต่อมหาวิทยาลัยหลายแห่งในต่างประเทศ  

      หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะพุทธศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่นในปี ค.ศ. ๒๐๐๒ (พ.ศ.๒๕๔๕)    ผู้เขียนได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาปรัชญาและศาสนา ณ มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University : BHU) สาธารณรัฐอินเดีย ดินแดนที่ค่าเล่าเรียนสมเหตุสมผล และได้รับการรับรองวิทยฐานะจากรัฐบาลไทย โดยมีหมุดหมายแรกเริ่มต้น คือ การกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ณ จังหวัดสกลนครควบคู่กับความปรารถนาที่จะเข้าถึงความสงบสุขภายในผ่านการปฏิบัติธรรมหรือปัญญาปฏิบัติ  

  •    โครงการเดินตามรอยพระพุทธบาท :คือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเกิดขึ้น ในเดือนกันยายนพ.ศ.๒๕๔๕ ผู้เขียนผ่านกระบวนการคัดเลือก และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู โดยฝ่ายวิเทศสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับสมาคมนักศึกษาไทยในเมืองพาราณสี  ในคราวนั้น หลังจากมหาวิทยาลัยบานารัสฮินดูอนุมัติใบสมัครเข้าศึกษาต่อปริญญาโทแล้วสมาคมนักศึกษาไทยในเมืองพาราณสี ได้จัดพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ในโครงการ "เดินตามรอยพระพุทธบาท" ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล จุดประสงค์ของโครงการนี้ เพื่อหล่อหลอมให้นักศึกษาใหม่เรียนรู้การร่วมกัน และพัฒนาศักยภาพแห่งสติปัญญาผ่านการสวดมนต์ การทำสมาธิ และการรับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเชิงลึก ณ สถานที่จริง โดยอ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานคัมภีร์อรรถกถา(คำอธิบาย)รวมถึงบันทึกการจาริกของพระภิกษุจาริกชาวจีนในสมัยนั้น
  •     บทบาทผู้บรรยายธรรมประสบการณ์การแสวงบุญในดินแดนพุทธภูมิเป็นเวลาหลายปี ได้มอบโอกาสอันหาได้ยากยิ่งให้แก่ผู้เขียนในการทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายธรรม และประวัติศาสตร์พุทธศาสนาแก่ผู้แสวงบุญ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ตลอดเส้นทางจาริกอันยาวไกลกว่า ๑,๒๐๐ กิโลเมตรเป็นเวลา ๘ วัน คณะผู้แสวงบุญเหล่านั้นประกอบด้วยพระภิกษุผู้มีชื่อเสียง นักวิชาการ นักธุรกิจ ภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ท้าทายของผู้เขียนทั้งในด้านการศึกษาระดับปริญญาเอก และงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อส่งต่อศรัทธาและปัญญาปฏิบัติแก่เพื่อนมนุษย์  ผู้เขียนจึงเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ค้นคว้าพระไตรปิฎกอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการค้นคว้าพระไตรปิฎกอย่างเข้มงวดในระดับบัณฑิตศึกษา 
  • เป้าหมายสูงสุดของการแสวงบุญ : จุดประสงค์ของการแสวงบุญจึงไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการเผยแพร่และการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ของพระพุทธเจ้าเพื่อเสริมสร้าง"พละ"(กำลัง)ให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองนำหลักธรรมไปใช้เข้าใจความจริงของชีวิต  การรักษาศีล ๕ และการทำสมาธิเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดกิเลสตัณหาอันเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ เพื่อเข้าถึงความงามจริงขั้นปรมัตถ์ (นิพพาน)  และนำปัญญากลับมาพัฒนาสังคมต่อไป 
๒.ข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษย์:ประสาทสัมผัส อคติและภาพลวงตาทางสังคม     
       
  • เป้าหมายของบทความในบล็อค: ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายให้ข้อมูลเชิงลึกแก่สาธารณชน เพื่อให้วิญญูชนเกิดปัญญา และสามารถแยกแยะระหว่าง "ความจริงที่สมมติขึ้น(สมมติสัจจะ)"และ"ความจริงขั้นปรมัตถ์"(ปรมัตถสัจจะ)ได้  
  • ความท้าทายของบทความทางวิชาการ : บทความวิชาการมักขาดข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทำให้อ่านเข้าใจได้ยากและมักขาดมิติที่เชื่อมโยงกับจิตใจ หรือจินตนาการภายในทำให้ผู้อ่านรู้สึกจับต้องไม่ได้และไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน บทความทางวิชาการที่ดีอย่างน้อยที่สุดควรให้ความพึ่งพอใจแก่ผู้อ่านผ่านการเรียนรู้และปลุกเร้าจินตนาการภายในที่งดงาม 
  •   กระบวนการพิสูจน์ความจริง : วิญญูชนเช่น นักวิชาการที่ดี เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว จะไม่เชื่อทันที แต่จะตั้งข้อสงสัยควรตรวจสอบหลักฐาน(เช่น พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลหรือหลักฐานดิจิทัลแล้ว)  และนำหลักฐานเหล่านั้นมาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ แล้วใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายเรื่องนั้นได้อย่างมีเหตุผล 
  •     หากบทความวิชาการขาดมิติที่เชื่อมโยงจิตใจหรือจิตนาการภายใน ผู้อ่านจะรู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ และไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้  หากบทความนั้นไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ สร้างความประทับใจที่ยั่งยืน หรือให้ความพึงพอใจแก่ผู้อ่านได้ ความไม่สามารถที่จะปลุกเร้าความสุขและจินตนาการที่สวยงามได้ อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้อ่านไม่ชอบอ่านบทความทางวิชาการ เพราะพวกเขาพบว่ามันยากที่จะเข้าใจและไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรืออย่างน้อยที่สุด  บทความวิชาการควรให้ความพึงพอใจแก่ผู้อ่านผ่านการเรียนรู้จากจินตนาการภายในของพวกเขา    
  • ปัญหาอคติในแวดวงวิชาการ:ปัจจุบัน บทความทางวิชาการออนไลน์ของปรัชญาและพระพุทธศาสนาซ้ำซ้อนและปราศจากข้อเท็จจริงใหม่ ๆ  ในการเขียนเพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาทางสังคม แม้ว่านักวิชาการเหล่านั้นจะใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาเพื่ออธิบายคำตอบ แต่นักวิชาการมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ และมักถูกครอบงำด้วยอคติ(ความไม่รู้ ความรัก ความหลง ความกลัว)  ส่งผลให้ชีวิตนักวิชาการเหล่านี้ ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ดังนั้น หากนักวิชาการเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะ และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินมานั้น  ทำให้การอธิบายความจริงทางปรัชญาและพระพุทธศาสนา บางครั้งใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง   เมื่อเหตุผลคลุมเครือ และไม่ชัดเจนวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้นจะไม่เชื่อ และไม่ยอมรับเป็นพยานยืนยันความจริงได้   
  • ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ ปรัชญา พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของความรู้ ความรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สัมพันธ์อยู่กับ  "ขันธ์ห้า" และการทำงานของ"อายตนะภายใน" (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจิตกับโลกภายนอก บันทึกเป็น "ข้อมูลทางอารมณ์และสัญญา"(ความจำได้หมายรู้)  แล้วประมวลผลเป็นองค์ความรู้เพื่อการอยู่รอด 
  • ตัวอย่างการเกิดความเชื่อ : เช่น มนุษย์ในอนุทวีปอินเดียประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นประสบการณ์เชิงประจักษ์ ด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัวที่ขาดปัญญาญาณในขณะนั้น จึงทำอนุมานความรู้และแสวงหาที่พึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพรหม เพื่อขอความคุ้มครอง ซึ่งเป็นตามธรรมชาติของจิตที่พยายามหาเหตุผลอธิบายความจริงตามปฏิภาณของตน  
  • เนื่องจากนักวิชาการมักให้ตัวอย่างไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความจริงทางปรัชญา และพุทธศาสนาได้อย่างครอบคลุม บทความทางวิชาการจึงขาดข้อมูล และข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือในประเด็นเหล่านี้  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการอ่านบทความทางปรัชญาในชีวิตประจำวัน  ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของผู้เขียนบทความทางวิชาการเหล่านี้มักคลุมเครือ ทำให้ไม่ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นนักอุดมคตินิยม นักเหตุผลนิยม นักปรัชญาสมัยใหม่  หรือนักปรัชญาการเมือง ในขณะที่บางคนอาจนำเสนอแนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านศึกษาถึงกระบวนการพิจารณาความเป็นจริง และนำแนวคิดเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน  แม้ว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่จะมาจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียง แต่การขาดข้อเท็จจริงใหม่ที่จะนำเสนอต่อสาธารณชนเพื่อการวิเคราะห์หมายความว่า เนื้อหาของบทความปรัชญาเหล่านั้น เป็นเพียงการทำนายความเป็นจริงในอนาคตโดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ
      อย่างไรก็ตามนี่คือธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ เมื่อจิตมนุษย์รับรู้เหตุการณ์ผ่านอายตนะภายใน  มันจะรวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์และสั่งสมไว้ในจิตใจ เมื่อจิตใจรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนเพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้มักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยอาศัย"ปฏิภาณ" ของตนเองและคาดคะเนจากสิ่งที่ได้ยินนั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้ใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลที่ถูกต้อง  บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลสำหรับคำตอบนั้นคลุมเครือ  และไม่ชัดเจนว่าความจริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ?  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นว่า เป็นความจริงและไม่ยอมรับบุุคคลเหล่านี้เป็นพยานความจริงได้ 
   
         ยกตัวอย่างเช่น ตามคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น พราหมณ์บางกลุ่มในโลกซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาเชื่อว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์จากพระวร กายของพระองค์เอง และทรงสร้างวรรณะขึ้นเพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำสอนของพราหมณ์เป็นทั้งหลักคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะ ซึ่งมีผลผูกพันให้ประชาชนในอาณาจักรสักกะต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ห้ามการมีเพศสัมพันธ์(สมสู่)กับคนต่างวรรณะ และห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น 

       ความกลัวและความไม่รู้นี้เอง  นำไปสู่การยอมรับระบบคุณค่าแบบสมมติเช่นระบบวรรณะในสังคมพราหมณ์โบราณซึ่งมีสถานะ เป็นทั้งหลักศาสนาและกฎหมายภาคบังคับให้แว่นแคว้นต่าง ๆรวมถึงแคว้นสักกะ ของเจ้าชายสิทธัตถะ มีการตรากฏเกณฑ์ ห้ามการสมสู่ข้ามวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น    โดยมีบทลงโทษอย่างรุนแรง เช่น "พรหมทัณฑ์" (ในความหมายทางโลกขณะนั้น คือการคว่ำบาตรทางสังคม อ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระพรหม) ผู้ฝ่าฝืนจะถูกขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิตมนุษย์ในยุคนั้น จึงดำเนินชีวิตอยู่ใต้ความมืดมิด  ขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และขาดปัญญาที่จะเข้าใจโครงสร้างที่แท้จริงของสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ
 
๓.กระบวนการพิจารณาความจริงและแสวงหาหลักฐานของเจ้าชายสิทธัตถะ : บทวิพากษ์ระบอบเทวธิปไตย 

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา  


         เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจเทวประสงค์และการลงโทษของพระพรหม พระองค์ในฐานะ "วิญญูชนนักคิด" จึงทรงปฏิเสขที่จะเชื่องมงายเหล่านั้นในทันที พระองค์ทรงใช้"ข้อสงสัยทางปรัชญา" (Philosophical Doubt) เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งกระบวนพิจารณาความจริง พระพุทธองค์ทรงตั้งกระบวนการซักถามพราหมณ์จากสำนักต่างๆ  จนพระองค์ทรงค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าไม่มีคณาจารย์คนใดเคยเห็น  หรือพิสูจน์การมีอยู่ของพระพรหมได้จริง   ทัศนะเหล่านั้นเป็นเพียงการคาดคะเนด้วยเหตุผลที่เลื่อนลอยหรือไร้หลักฐาน พระองค์จึงทรงปฏิเสขที่จะยอมรับพวกเขาเป็นพยานยืนยันความจริง และทรงสร้างแบบแผนทางปัญญาขึ้นใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมาสอดคล้องกับหลัก "กาลามสูตร"นั่นคือการด่วนไม่เชื่อสิ่งใด ๆ  เพียงเพราะข่าวลือ ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกลายเป็นจารีตประเพณีหรือคัมภีร์ทางศาสนา จนกว่าข้อเท็จจริงจะได้รับการตรวจสอบ และรวบรวมหลักฐานแล้วเมื่อพระองค์มีหลักฐานเพียงพอแล้ว พระองค์จึงทรงพิจารณาความจริงอย่างรอบคอบด้วยการไตร่ตรองอย่างชาญฉลาด(โยนิโสมนสิการ)กระบวนการนี้มีความคล้ายคลึงกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นักวิทยาศาสตร์พยายามเอาชนะ ข้อจำกัดของอายตนะภายในมนุษย์ และอคติทางอารมณ์ ด้วยการคิดค้นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ มาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ   ทว่าในขั้นตอนสุดท้าย การตีความคุณค่าของข้อมูลเพื่อนำไปใช้ดับทุกข์ของมนุษย์  ยังคงเป็นหน้าที่ร่วมกันของนักปรัชญา  นักวิทยาศาสตร์และพระพุทธเจ้า ในฐานะผู้ที่อาสารับใช้พระพุทธเจ้า ผู้เขียนต้องพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองผ่านการศึกษา วิจัยและแสวงหาความรู้ จากนั้น    ผู้เขียนแล้วจึงนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติธรรมแก่ผู้แสวงบุญในสี่เมืองศักดิ์สิทธิ์ เราไม่ควรละเลยหน้าที่นี้เพราะผู้แสวงบุญ (pilgrims) หลายท่านที่ฟังการบรรยายของเราอาจเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนาและวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหรือพระภิกษุที่มีชื่อเสียง ผู้เขียนต้องจัดสรรเวลาเพื่อศึกษาและค้นคว้าพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเพื่อเสริมการเทศนาแก่ผู้แสวงบุญ ผู้เขียนยังใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการอ่าน  เพื่อสั่งสมความรู้สำหรับการสอบปลายภาคปริญญาโท หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก และทำการวิจัยในหัวข้อที่น่าที่สนใจ ผู้เขียนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เช่นหลักฐานที่พบในพระไตรปิฎก อรรถกถาและเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ผู้เขียนจึงใช้หลักฐานเหล่านั้นในการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงนั้น โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง 

     ผู้เขียนเชื่อว่าการบรรยาย ๘ วันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาใน ๔ เมืองศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลควบคู่ไปกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู เป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ที่ต้องอาศัยศรัทธาและความเพียรพยายาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งทางวิชาชีพและทางวิชาการ นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพชีวิต นำไปสู่ความเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัต์ ซึ่งเป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ความรู้ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ผู้เขียนได้ศึกษาคำสอนเหล่านี้มาหลายปี โดยไตร่ตรองอย่างมีสติเกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และถ่ายทอดความรู้นี้แก่ผู้แสวงบุญ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังฝึกอบรมผู้แสวงบุญให้ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ประการ  พัฒนาสมาธิและปัญญา เพื่อให้เข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัติถ์ได้อย่างชัดเจน 
      
   
   
แม้ว่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ผู้เขียนเล่ามานั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วมีอยู่มาระยะหนึ่ง และจะเลือนหายไปในที่สุด ก่อนที่เรื่องราวเหล่านั้นจะเลือนหายไป จิตใจของผู้เขียนรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นแล้ว ก็จะเก็บเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจของตนเองเป็นความรู้ที่ผู้เขียนนำกลับมายังราชอาณาจักรไทย  เมื่อผู้เขียนรับหน้าที่สอนปรัชญา ความรู้เหล่านี้จึงถูกประยุกต์ใช้ในการสอนนักศึกษาหลักสูตรพระพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมาและยังคงดำเนินไปจนถึงทุกวันนี้

       ในฐานะเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตนครราชสีมา ผู้เขียนได้ศึกษาวิจัยและค้นพบข้อเท็จจริงว่าระบบการศึกษาในสถาบันการศึกษาทั่วโลกในปัจจุบันมักแยกปรัชญา พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด  ทว่ามองให้ลึกซึ้งศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้ที่ผุดบังเกิดขึ้นจากจิตใจของมนุษย์ความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ต้นกำเนิดของความรู้จึงอยู่ในมนุษย์ โครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ วิธีการได้มาซึ่งความรู้และความถูกต้องของความรู้ในสาขาต่าง ๆ   ล้วนเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความจริง   ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเป็นผลมาจากความรู้ของมนุษย์นักปรัชญาตะวันตกจึงยกย่อง "ปรัชญา" ว่าเป็น "มารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง"    การศึกษาปรัชญาที่ล้าสมัยมักเน้นเพียงการท่องจำ แนวคิดของนักปรัชญาในยุคสมัยต่าง ๆ โดยไม่ได้สอนกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อตัดสินความสมเหตุสมผลซึ่งทำให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์มากน้อยนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 


     เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลโดยธรรมชาติ และใช้เหตุผลในการอธิบายความเป็นจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต  เมื่อวิญญูชนเช่น เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า ทรงได้ยินความคิดเห็นของพราหมณ์  ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ โลก และการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ พระองค์จึงทรงสงสัยว่า ใครใช้เหตุผลถูกต้อง ใครใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางคนใช้เหตุผลแบบหนึ่ง ในขณะที่บางคนใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น เมื่อเหตุผลของคำตอบของพวกเขายังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน เพื่อแก้ไขความไม่น่าเชื่อถือของความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล และไม่สามารถเป็นพยานยืนยันความจริงได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริง ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ในสมัยพุทธกาล เป็นต้น 

        ในก่อนสมัยพุทธกาล  สังคมชมพูทวีปถูกครอบงำด้วยลัทธิจารีตประเพณีของศาสนาพราหมณ์  ซึ่งอ้างว่า "พระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์" อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมบูชายัญไม่ได้ประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนาเสมอไป  นำไปสู่ความเสื่อมถอยของศรัทธาในเทพเจ้าเหล่านั้น แม้ว่าพราหมณ์จะสร้างเทพเจ้าใหม่รักษาศรัทธาของตนไว้ได้ก็ตาม แต่เมื่อเหตุผลอธิบายความจริงบางอย่างได้ แต่มันก็ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเสมอไป เพื่อรักษาศรัทธาและผลประโยชน์ทางเมืองของตน  วรรณะกษัตริย์จึงได้บัญญติคำสอนทางศาสนาเป็นระบบวรรณะ  โดยอ้างว่าเมื่อพระพรหมสร้างวรรณะต่าง ๆ พระองค์ทรงกำหนดให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน  โดยมีสภาพทางสังคมทางสังคมและกฎหมายอย่างรุนแรงเช่นการลงโทษโดยพระพรหม ซึ่งเป็นบทลงโทษตามกฎหมายเรียกว่า "พราหมทัณฑ์" หากมีการสมสู่กับคนต่างวรรณะหรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น คำสอนทางศาสนาล้วนกดข่มศักยภาพของมนุษย์ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในอำนาจพระประสงค์ของเทพเจ้า          

      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวการลงโทษของพระพรหม พระองค์ในฐานะ "วิญญูชนนักคิด" ทรงปฏิเสขที่จะเชื่อในทันที และทรงใช้ "ข้อสงสัยทางปรัชญา" เป็นเครื่องมือต้นทาง โดยทรงตั้งกระบวนการพิจารณาความจริงไว้เป็นเกณฑ์ตัดสินดังนี้ เมื่อได้ยินข้อความบอกเล่า/ข่าวลือ/ คัมภีร์ทางศาสนาแล้ว ก็ตั้งข้อสงสัย  เป็นต้น หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าทรงซักถามพราหมณ์ในสำนักต่าง ๆ   พระองค์ทรงพบหลักฐานว่าไม่มีคณาจารย์คนใดเคยเห็น หรือพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าได้จริง ทัศนะเหล่านั้น เป็นเพียงการคาดคะเนด้วยเหตุผลที่คลุมเครือ พระพุทธองค์จึงทรงปฏิเสขที่จะยอมรับบุคคลดังกล่าวนั้น เป็นพยานยืนยันความจริงและทรงสร้างพิมพ์เขียวทางปัญญาขึ้นใหม่ซึ่งสอดคล้องกับหลักกาลามสูตร ในเวลาต่อมา นั่นคือการไม่ด่วนเชื่อสิ่งใด ๆ เพียงเพราะเป็นข่าวลือ ประเพณีสืบทอดกันมาหรือบันทึกในคัมภีร์ จนกว่าจะได้ตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์และการพิจารณาอย่างรอบคอบ  

   อย่างไรก็ตาม แม้แต่นักวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อรับรู้ความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ทางสังคมผ่านอาตนะภายใน และสั่งสมหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ แล้วใช้หลักฐานทางอารมณ์นี้ เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้ ก็ยังคงไม่สามารถหาสาเหตุของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะเอนเอียง(อคติ)ไปทางใดทางหนึ่งซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่มืดมิด  ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น(สมมติสัจจะ) และความจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถสัจจะ) และจึงไม่สามารถใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงจากประสบการณ์เหล่านี้ได้ ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็สนใจที่จะศึกษาประเด็นนี้ต่อไป พวกเขาได้คิดค้นวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยการสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตามขั้นตอนสุดท้ายในการตีความข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วนั้น อยู่กับนักปรัชญา พระพุทธเจ้าและนักวิทยาศาสตร์ ในการตีความข้อมูลทั้ง ๓ ประเภทนี้  

       เมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้   ผู้เขียนจึงเกิดคำถามว่าเราสามารถสอนพระพุทธศาสนา โดยใช้กระบวนการพิจารณาความจริงแบบเดียวกับนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ โดยอาศัยการอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงได้ และอธิบายความจริงนั้นด้วยเหตุผล หลังจากศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อได้ยินเรื่องราวของที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หรือประเพณีหรือเมื่อค้นคว้าคัมภีร์หรือตำรา  เราไม่ควรเชื่อสิ่งใด ๆ ในทันที เราควรข้อสงสัยเสียก่อนจนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เช่น พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลและหลักฐานดิจิทัล เป็นต้น  เมื่อเรามีหลักฐานเพียงพอ   เราสามารถใช้หลักฐานเหล่านั้น เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบโดยใช้เหตุผล  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง ดังนั้น กระบวนการแสวงหาความรู้ในพระพุทธศาสนา จึงสอดคล้องกับกระบวนการแสวงหาความรู้ในปรัชญาและวิทยาศาสตร์ เพราะทั้งสองวิชาเริ่มต้นด้วยความสงสัยเป็นต้น


ปรัชญา&แดนพุทธภูมิ
Sengupta International  Hostel  

      ในระหว่างที่ผู้เขียนยังเป็นนักศึกษาต่างชาติอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี  รัฐอุตตรประเทศ  ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ เมืองสังเวชนียสถาน  (The four Buddhist Holy places)ของพระพุทธเจ้า ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔   แห่งนี้ เป็นประจำทุกปีผู้เขียนได้ฟังพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พุทธศาสนา  และความรู้นี้ได้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของผู้เขียน    และผู้เขียนได้แบ่งปันความรู้นี้กับผู้แสวงบุญชาวไทย ระหว่างการเดินทางแสวงบุญไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔  แห่งนี้ ด้วยเหตุนี้  ผู้เขียนจึงได้รับนิมนต์ไปบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของพระพุทธเจ้าอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าจะเป็นงานที่ท้าทาย ซึ่งต้องใช้ทักษะในการถ่ายทอดความรู้ทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติโดยมีเป้าหมาย   เพื่อเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้แสวงบุญผ่านการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘  ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

        อย่างไรก็ตาม  การเดินทางไปแสวงบุญยังเมืองศักดิ์สิทธิ์นั้นยากลำบากยิ่งกว่านั้นแม้ว่าเราจะศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่หากไม่มีเวลา ผู้แสวงบุญก็ไม่สามารถเดินทางไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งนั้นได้ แม้ว่าเราจะมีศรัทธาและเวลาเดิน หากสุขภาพไม่ดี เราก็ไม่สามารถไปได้ แม้ว่าเราจะมีศรัทธา เวลา  และสุขภาพที่ดีแต่ขาดเงินทุนในการเดินทาง เราก็ไปไม่ได้   ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีศรัทธา เวลา   สุขภาพแข็งแรงและเงิน แต่หากปราศจากผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีความรู้ทั้งความจริงที่สมมติ  และความจริงขั้นปรมัตถ์  การพัฒนาศรัทธาและความเพียรพยายามในการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อบรรลุธรรมนั้นก็ยากลำบากไม่แพ้กัน 

        เนื่องจากนครศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔  แห่งของพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางการบูชา(worship)  ของชาวพุทธทั่วโลก ทั้งนิกายเถรวาทและมหายานแม้จะมีวิธีการบูชาที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังคงยึดมั่นในคำสอนของพระอาจารย์  ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณจนถึงปัจจุบัน   พวกเขายังคงปฏิบัติบูชาด้วยความศรัทธาอันแน่วแน่โดยเชื่อว่านี่คือหนทางเดียวที่จะยุติความทุกข์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น  การแสวงบุญไปยังประเทศอินเดียและเนปาลยังเป็นช่องทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา   สอนให้ผู้แสวงบุญปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘  ซึ่งรวมถึงการแสวงหาความรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิต  ผ่านอายตนะภายในและการสั่งสมความรู้ในจิตใจ   การปฏิบัติเช่นนี้หาได้ยาก เนื่องจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนานั้น ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ ดังนั้น จึงใช้การอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องต่าง ๆ     

        หากชาวพุทธไม่เคยเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย   และเนปาล      พวกเขาจะไม่รู้จักวิถีชีวิตแบบพหุเทวนิยม ซึ่งผู้คนยังคงยึดมั่นในกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางทางสังคมที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมอินเดีย ทุกปีมีรายงานข่าวออนไลน์ว่าการแต่งงานข้ามวรรณะกลายเป็นอาชญา กรรมในครอบครัวโดยพ่อเป็นผู้ฆ่าลูกสาวของตนเอง  แม้ว่ากฎหมายขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะจะถูกยกเลิกไปโดยปริยายแล้ว       เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอินเดียไม่ได้รับรองการแบ่งวรรณะไว้     เพื่อเลือกปฏิบัติผู้คนในสังคมอีกต่อไปแต่รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอินเดียได้กำหนดสิทธิเสรีภาพ เสรีภาพและหน้าที่ไว้เท่าเทียมกัน  สิ่งนี้ทำให้ผู้คนทั่วโลกยกย่องสาธารณรัฐอินเดียว่าเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก     อย่างไรก็ตาม สิทธิ  เสรีภาพ    และหน้าที่ที่เท่าเทียมกันภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรนั้น    ไม่สามารถทำลายความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะที่พระพรหมสร้างขึ้นต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา คำสอนนี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอินเดียมาจนถึงทุกวันนี้    

           ในขณะที่ชาวพุทธทั่วโลกเดินทางไปแสวงบุญที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งเป็นประจำทุกปี    สถานที่เหล่านี้ได้กลายเป็นสถานที่สั่งสอนพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก   ครูบาอาจารย์ชาวตะวันตกบางท่านได้ช่วยเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไปยังชาวพุทธทั่วโลกการตัดสินใจศึกษาปรัชญาและศาสนาที่มหาวิทยาลัยบาณารัสฮินดู   ทำให้ผู้เขียนได้เข้าใจลึกซึ้งถึงสถานที่ต่าง ๆ   ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา    ระหว่างการแสวงบุญที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง ๔ แห่งนี้ ผู้เขียนได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทย   ผู้อุทิศตนรับใช้พระพุทธเจ้าในการเดินทางแสวงบุญระยะทาง ๑,๒๐๐ กิโลเมตร เป็นเวลา ๘ วัน ผู้เขียนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่แตกต่างจากเคยศึกษาในตำราเรียนมาก่อน  
  
         บทความเกี่ยวกับปรัชญาพุทธภูมิของผู้เขียนไม่ได้มุ่งเน้นการศึกษาแนวคิดของนักปรัชญาคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปเหมือนในอดีตซึ่งเป็นวิธีการสอนปรัชญาที่ล้าสมัย ที่เน้นท่องจำแนวคิดของนักปรัชญาไม่ใช่กระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อตัดสินว่านักปรัชญาคนใดคนหนึ่งใช้เหตุผลอย่างถูกต้องหรือไม่  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง หรือใช้เหตุผลอธิบายความจริงผิด  บางครั้งเหตุผลก็ถูกใช้เพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนี้หรือบางครั้งนักปรัชญาก็อธิบายความจริงในลักษณะนั้นเป็นต้น  เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงรับฟังความเห็นของนักปรัชญาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจน พระองค์จะทรงไม่เชื่อว่าความคิดเห็นของนักปรัชญานั้นเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น   

       อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพียงแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคน    เมื่อเกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งในชีวิตประจำวัน  เป็นการยาก ที่จะวิเคราะห์ว่าแนวคิดของนักปรัชญาคนใดถูกหรือผิด  บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบนี้และบางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบนั้น เมื่อนักปรัชญาใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบอย่างคลุมเครือ  และไม่ชัดเจน  นักศึกษาปรัชญาอาจได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยจากการศึกษาปรัชญา  ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงสร้างวิธีพิจารณาความจริงตามหลักพระพุทธศาสนาขึ้น เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความจริงในชีวิตประจำวัน

 
๔.บทสรุปของการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ

           ข้อมูลในบล็อคปรัชญาพุทธภูมิของผู้เขียน บทความส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์และพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ในพระไตรปิฎก (โดยเฉพาะฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)ผ่านมุมองทางปรัชญา (Philosophy) ใน ๓ สาขาหลักคือ อภิปรัชญา    ญาณวิทยา และสุนทรียศาสตร์ โดยสามารถสรุปใจความสำคัญและแนวคิดหลักได้ดังนี้ :  

   ๔.๑.การมองพระพุทธศาสนาผ่านมิติทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ 

  • เครื่องมือของนักปรัชญา : น้นการใช้เหตุผลและวิธีพิจารณาความจริงในแบบของพระพุทธเจ้าเพื่อสืบค้นและตีความหมายของสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่ออย่างเดียว
  • การตั้งคำถามและความสงสัย :มีการศึกษา "ปัญหาทางญาณวิทยา" (เรารู้ได้อย่างไร) เช่น ข้อสงสัยของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏกในพระไตรปิฎก หรือปัญหาปรัชญาแห่งความสงสัยของชาวเกสปุตตะ (ที่มาของกาลามสูตร) ณ เกสริยาสถูปเพื่อแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนาเปิดโอกาสให้คิดวิเคราะห์และพิสูจน์ก่อนจะปักใจเชื่อ  
๔.๒ มิติทางสังคมและสิทธิมนุษยชนในยุคโบราณ 
  • การวิพากษ์ระบบวรรณะ บล็อคนี้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิเคราะห์ "ระบบวรรณะ"และกลุ่มจัณฑาล"ในฐานะผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในอินเดียโบราณ โดยเฉพาะหลักปรัชญาพุทธภูมิเข้ามาอธิบายการปฏิรูปสังคมและการมองคุณค่าของมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในพระไตรปิฎก
๔.๓ การตีความอภิปรัชญาและสิ่งเหนือธรรมชาติ
  • การพิสูจน์สิ่งนามธรรม :  มีการตั้งคำถามเชิงปรัชญา เช่น "เราจะได้อย่างไรว่าพระพรหมมีอยู่จริง"  หรือการวิเคราะห์โครงสร้าง สังคมและรัฐพราหมณ์ในอาณาจักรสักกะเพื่อแยกแยะระหว่างความจริง เชิงประวัติศาสตร์  ความเชื่อทางศาสนาและหลักปรัชญาพุทธภูมิ
๔.๔ พุทธประวัติและการสร้างอาณาจักรในเชิงบริบทโลก
  • การศึกษาและแรงจูงใจของเจ้าชายสิทธัตถะ :วิเคราะห์ปัญหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่ทรงผนวช รวมถึงการศึกษาด้าน "ศิลปศาสตร์"และกฎหมายในวัยเยาว์
  • ความยิ่งใหญ่ของพุทธภูมิ : มีความเชื่อมโยงประวัติศาสตร์พุทธศาสนากับความยิ่งใหญ่ในทางโลก เช่นการสร้างอาณาจักรโมริยะ (เมารยะ)ให้เป็นมหาอำนาจของโลกและบทบาทของพระเจ้าพิมพิสารในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาซึ่งส่งผลกระทบต่การเปลี่ยนแปลงของโลก
๔.๕สุนทรียศาสตร์(ความงาม)และการประยุต์ใช้ในชีวิต
  • สุนทรียศาสตร์เชิงอัตวิสัย : การตีความหมายและความงามพุทธสถานเช่นสวนลุมพินี สถานที่ประสูติ
  • การดำเนินชีวิต : การเสนอแนวคิดเรื่อง"ชีวิตที่พอเพียง"ตามอริยมรรคมีองค์ ๘  เพื่อตอบคำถามที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐและช่วยพัฒนาศักยภาพชีวิตของมนุษยชาติได้อย่างไร
สรุปในภาพรวมใจความสำคัญของ "ปรัชญาพุทธภูมิ"ในบล็อคนี้คือการนำหลักการทางปรัชญามาจับเพื่อวิเคราะห์พระไตรปิฎกและประวัติศาสตร์พุทธศาสนา  โดยมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาความจริงด้วยเหตุผล (ญาณวิทยา)  การมองเห็นคุณค่าความเท่าเทียมกันของมนุษย์(จริยศาสตร์/สังคม)และการเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และสังคมอินเดียโบราณ เพื่อให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีมิติที่เป็นทั้งศาสนา ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่เกื้อกูลต่อเพื่อมนุษย์                 

       

4 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สาธุครับ

Unknown กล่าวว่า...

สาธุค่ะ

Unknown กล่าวว่า...

สาธุครับ

Unknown กล่าวว่า...

หลังจากอ่านจบแล้วมีความรู้ความเข้าใจในแดนพุทธธรรมมากขื้ มีความคิดอยากไปแดนพุทธภูมิเพื่อศึกษาแดนพุทธภูมิและสักการะพระะทธเจ้า สาธุ

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ