The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
บล็อค"ปรัชญาพุทธภูมิ"นี้จัดทำขึ้น เพื่อบันทึกการเรียนรู้ และเส้นทาง การคิดและเส้นทางชีวิตในโลกมนุษย์แห่งนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์ และมีความยินดีที่จะได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับทุกคน

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เหตุผลที่๒ในการเขียนปรัชญาพุทธภูมิ : มนุษย์สร้างความรู้อย่างไร ?


 

 เหตุผลข้อที่สองในการเขียน "ปรัชญาพุทธภูมิ"  : มนุษย์สร้างความรู้อย่างไร ?

  The  Second Reason for Writing  Buddhaphumi Philosophy  :  How do Humans Create knowledge ?

คำสำคัญ ปรัชญา, ความรู้,  มนุษยชาติ, ญาณวิทยา, ขันธ์๕,ปรัชญาพุทธภูมิ

๑.บทนำ: ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

    ในบรรดากิจกรรมทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ            (Grand Intellectual  Activity)           ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาพราหมณ์ พระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตก ปรัชญาตะวันออก   หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในปัจจุบัน ต่างอุบัติขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการดำรงอยู่ และการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ทั้งสิ้น  ในโลกตะวันตกปรัชญาได้รับการยกย่องว่าเป็น   "มารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง" (The Mother of All Science)          เนื่องจากเป็นรากฐานในการวางระบบคิดและการตั้งคำถาม    ก่อนที่ศาสตร์สมัยใหม่ จะแตกแขนงออกไปเป็นสาขาวิชาเฉพาะทาง   

            ทว่าหากเราสืบย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ทางปัญญาของอนุทวีปอินเดียโบราณผ่าน"พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ซึ่งเป็นเอกสารชั้นปฐมภูมิที่บันทึกพัฒนาการทางความคิดไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนพุทธกาล  สมัยพุทธกาล จนถึงหลังพุทธกาล เราจะพบร่องรอยการก่อตัวของระบบความรู้และการแสวงหาความจริงทางญาณวิทยา (Epistemology) ที่มีความลุ่มลึกและทรงคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าญาณวิทยาในปรัชญาตะวันตกร่วมสมัย

         ในยุคก่อนพุทธกาล โครงสร้างสังคมในอนุชมพูทวีปตกอยู่ภายใต้ระบบ "เทวธิปไตย" โดยมีศาสนาพราหมณ์เป็นสถาบันหลักในการกำหนดความรู้และความจริงของชีวิต    เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์จำนวน ๑๘ สาขา รวมถึงปรัชญาพราหมณ์และพิธีกรรมบูชายัญ ณ    สถาบันวิศวามิตรอย่างเชี่ยวชาญ  

          ในยุคนั้น คำสอนเกี่ยวกับ "เทพเจ้า"และ "เทวประสงค์ของพระพรหม" มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ประโลมใจให้ชีวิตมนุษย์มีความหวัง   ทว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมเชิงอำนาจ(Legitimacy) ในการบังคับใช้ระบบวรรณะและจารีตประเพณีอย่างเข้มงวด  เช่น การห้ามร่วมประเวณี     หรือแต่งงานกับคนต่างวรรณะ การจำกัดสิทธิทางการศึกษา        และการผูกขาดอาชีพ ส่งผลให้ศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์ ถูกกดทับอยู่ใต้ความมืดมิดทางปัญญา (อวิชชา)     
    
       เมื่อพิจารณาในทางญาณวิทยา บรรดาพราหมณ์ คณาจารย์ และนักตรรกศาสตร์ยุคนั้นมักแสดงทัศนะเกี่ยวกับ มนุษย  โลกและเทพเจ้า โดยอาศัยเพียงปฏิภาณไหวพริบส่วนตน และการคาดคะเนด้วยตรรกะเชิงคาดเดา (Speculative Deduction) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัดทางข้อเท็จจริง เต็มไปด้วยอคติต่อผู้อื่น และยึดติดอารมณ์ทางประสาทสัมผัส  ชีวิตมนุษย์จึงมีแต่ความมืดมิด  มนุษย์จึงขาดปัญญาในการเข้าใจสัจธรรมของชีวิต    นำไปสู่การอธิบายความจริงที่คลุมเครือ บางครั้งถูกต้อง  บางครั้งก็ผิดพลาดหรือให้เหตุผลขัดแย้งกันเอง 

           เมื่อคำอธิบายความจริงไร้ความชัดเจน   วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงปฏิเสขที่จะเชื่องอย่างมงาย ทว่าทรงตั้ง "ข้อสงสัยเชิงปรัชญา   (Philosophyical Skepticism)   ต่อคำกล่าวอ้างที่ไร้หลักฐานเชิงประจักษ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรงซักถามพราหมณ์จากสำนักต่าง ๆ  เกี่ยวกับต้นกำเนิดของพระพรหม  แล้วพบข้อเท็จจริงว่า ไม่มีพราหมณ์ผู้ใดเคยเห็นหรือสามารถพิสูจน์การมีอยู่จริงของพระพรหมได้เลย

๒.มนุษย์ ขันธ์ ๕  และข้อจำกัดทางญาณวิทยา 

           ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ ระบบความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ  เช่น ปรัชญาตะวันตก ปรัชญาตะวันออกและวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ มิได้เกิดขึ้นลอย ๆ อย่างเป็นอิสระ  ทว่ามีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับ "ขันธ์ ๕ " ตามธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ  มนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)   เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงและผัสสะกับปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมภายนอก       

        โครงสร้างจิตใจของมนุษย์มีธรรมชาติที่เป็น "นักคิดและนักอนุมาน"  เมื่ออายตนะภายในรับรู้สิ่งใด  ย่อมนำหลักฐานทางอารมณ์และประสบการณ์เหล่านั้นมาประมวลผล  วิเคราะห์   และสรุปเป็นคลังความรู้เพื่อการเอาตัวรอด ดังตัวอย่างในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ :    

               ๒.๑ มนุษย์กับภยันตราย  (การเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย) การเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดจากการเผชิญหน้างูยักษ์หรือสัตว์ร้าย  ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ผ่านผัสสะ แล้วถูกบันทึกไว้ในจิตใจในฐานะ  "สัญญา" (ความจำได้หมายรู้)  ทว่าจิตมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจำ แต่นำหลักฐานเหล่านั้นมาวิเคราะห์ เพื่ออนุมานความรู้  (Deduce Knowledge) หาเหตุผลอธิบายวิธีป้องกันและเอาตัวรอด  ความรู้นี้เมื่อผ่านการพิสูจน์แล้ว  จะกลายเป็นโครงสร้างปัญญาที่ฝังแน่นในจิต  เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้เชิงประสบการณ์ชีวิต  

               ๒.๒ มนุษย์กับภัยธรรมชาติ (ความแปรปรวนของท้องทะเล) เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์หรือแผ่นดินไหว  ในยุคที่ขาดแคลนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์  มนุษย์ด่วนสรุปและอธิบายสาเหตุผ่านความกลัวและการปรุงแต่งของจิต (สังขาร) จนกลายเป็นเทวปกรณ์  ตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "เทพเจ้าพิโรธ"  ซึ้งสะท้อนถึงอายตนะภายในที่ถูกบิดเบือนด้วยโมหะและอคติ  

ข้อจำกัดทางญาณวิทยาและวิกฤตการศึกษาปรัชญา :

                   เมื่อมนุษย์รับรู้ปรากฏการณ์ แล้วนำมาสร้างสมมติฐานทางอารมณ์            ข้อจำกัดทางประสาทสัมผัสทำให้นักปรัชญายุคโบราณ  อธิบายความจริงได้เพียงระดับ "สมมติสัจจะ"      และมักตกอยู่ภายใต้อคติ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องคิดค้นสร้าง"เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์" มาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อไป

                ความจำกัดทางอายตนะภายในและอคติในใจมนุษย์นี่เอง ที่ทำให้นักศึกษาและผู้คนในยุคปัจจุบัน       ยังคงคำถามในโลกไซเบอร์ว่า " "ทำไมเราต้องเรียนปรัชญา ในเมื่อมันเข้าใจยากและจับต้อง ไม่ได้"      ปัญหาสำคัญเกิดจากระบบการศึกษาไทยที่เน้นการท่องจำแนวคิดของนักปรัชญาเป็นรายบุคคลมากกว่าการสอน "กระบวนพิจารณาความจริง" (Methodology) ส่งผลให้บัณฑิตขาดทักษะการคิดขั้นสูง  (Critical   Thinking)     ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน   และแก้ปัญหาในองค์กร นำไปความมืดมิดในเส้นทางอาชีพ

๓.การตั้งข้อสงสัยทางปรัชญา (Philosophical Inquiry)      จากปัญหาคลุมเครือของความรู้และวิกฤตการศึกษาปรัชญา นำมาสู่การตั้งคำถามและข้อสงสัยเชิงญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ ๔ ประการ คือ 

          ๓.๑  ต้นกำเนิดและโครงสร้างความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร ?  ในเมื่อมนุษย์ถูกจำกัดด้วยขันธ์ ๕ และมักมีอคติครอบงำ  จนยากที่จะเข้าใจถึงความจริงทั้งในระดับ "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ"  
     
         ๓.๒  พระพุทธเจ้าทรงใช้กระบวนการพิจารณาความจริงอย่างไร ?     ในการกลั่นกรองข้อเท็จจริง ท่ามกลางกระแสข่าวสาร คำบอกเล่า  และลัทธิความเชื่อถือที่สืบทอดกันมา โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์  

               ๓.๓  เราจะผสมผสานวิธีวิทยาทางปรัชญาพุทธภูมิ เข้า กับวิทยาศาสตร์และศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างไร ? เพื่อเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้จากการท่องจำคลังความรู้ไปสู่ "ปัญญาปฏิบัติ" ที่นำมาใช้เยี่ยวยาชีวิตและการทำงานในปัจจุบัน   

         ๓.๔ มนุษย์จะเอาตัวรอดจากความซับซ้อนในบริบทสังคมร่วมสมัยได้อย่างไร ?   เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ การออกเดทหรือการสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า   ซึ่งมนุษย์มักไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง  และจุดมุ่งหมายซ่อนเร้นในบทสนทนา  ความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส  จึงเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ต้องเรียนรู้เพื่อหาทางเอาตัวรอด  
  
๔.นำไปสู่การศึกษาค้นคว้า : โครงสร้างและมาตรฐานความรู้   

              ด้วยเหตุผลและข้อสงสัยเชิงญาณวิทยาข้างต้น ผู้เขียนสนใจที่จะศึกษาใน "หัวข้อประการที่สอง : "มนุษย์สร้างความรู้ในปรัชญาพุทธภูมิ"  โดยมุ่งวิเคราะห์ โครงสร้างความรู้ กระบวนการเข้าถึงความจริงและความสมเหตุสมผล (Justification)  ของปัญญามนุษย์ ผ่านหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ทั้งสายเถรวาทและมหายาน  ควบคู่ไปกับการเปรียบเทียบกับระเบียบวิธีวิจัยของปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย
บทความฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "พิมพ์เขียวทางปัญญา" เพื่อพิสูจน์ว่า "ปรัชญาไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอยที่ตายไปพร้อมกับผู้คิด ทว่ามีลักษณะเฉพาะทางญาณวิทยา ดังนี้ : 

             ๔.๑ ลักษณะและการรักษาคลังความรู้ของมนุษย์  โดยทั่วไปแล้ว  ความรู้เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ ทว่าจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่ไร้รูปทรง (ไม่มีรูปร่าง)  ความรู้จึงจับต้องไม่ได้โดยปกติ และมักสูญหายไปพร้อมกับความตายของปัจเจกบุคคล   มนุษย์ในอดีตจึงพยายามสร้างนวัตกรรม เพื่อรักษาความรู้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและปฏิบัติตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘"   เช่น  การวาดภาพบนผนัง การสืบทอดด้วยระบบมุขปาฐะ  การประดิษฐ์อักษรพราหมีและการสร้างศาสนวัตถุในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช 

เมื่อความรู้เหล่านี้ถูกส่งต่อมาถึงมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน แม้ศาสตร์สมัยใหม่จะแยกตัวออกจากปรัชญาแล้ว ทว่านักวิชาการยังคงนำ "กระบวนการแสวงหาความจริง" ไปใช้ในสาขาของตน นิสิตนักศึกษาที่เรียนปรัชญาเบื้องต้น จึงรับข้อมูลผ่านอายตนะภายในจากการบรรยายของอาจารย์ แล้วบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เพื่อนำวิเคราะห์ต่อไป 

       ๔.๒ เครื่องมือตรวจวัดความจริงตามแนวปรัชญาพุทธภูมิเพื่อแก้ปัญหาการให้เหตุผลที่คลุมเครือของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงวางกรอบ "ระเบียบวิธีพิจารณาความจริง" ไว้เป็นมาตรฐานสากล  ๔ ขั้นตอนคือ

ขั้นตอนวิธีพิจารณาความจริง                        กระบวนการปฏิบัติ                                                                          (Methodology
๑.ระงับความเชื่อดั้งเดิม                ไม่ด่วนสรุปหรือเชื่อในทันที่            (Skeptical Suspension)         เมื่อได้ยินคำบอกเล่าที่เล่าสืบทอดกัน                     มาเช่นเรื่องเทพเจ้าหรือเทวประสงค์

๒.สืบค้นและรวบรวมหลักฐาน      ตรวจสอบข้อเท็จจริง ค้นพยาน        (Empirical Investigation)         บุคคล  พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร
                                               ที่เกี่ยวข้อง
๓.วิเคราะห์เชิงอนุมาน                นำหลักฐานมาประมวลผลด้วย    (Rational Inference)              เหตุผลที่ปราศจากอคติ เพื่อค้นหา                                                    ต้นกำเนิดและโครงสร้างความรู้
๔.พิสูจน์ผ่านการปฏิบัติจริง       ทดลองปฏิบัติและสังเกตผลลัพธ์ที่                                                    เกิดขึ้นจริงด้วยตนเอง

๕.องค์ประกอบ ๕  สาขาหลักทางปรัชญา

      เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้างความรู้ การศึกษาและการสร้างความรู้ของมนุษย์ ต้องอาศัยการประมวลผลผ่านสาขาหลักทางปรัชญา ๕  สาขา ได้แก่

   ๕.๑ ญาณวิทยา (Epitemology)   เป็นวิชาว่าด้วยการศึกษา บ่อเกิดความรู้  โครงสร้าง ขอบเขตความรู้   วิธีพิจารณาความจริงและความสมเหตุสมผลของความรู้ (มนุษย์รู้ความจริงได้อย่างไร ?)

    ๕.๒  อภิปรัชญา  (Metaphysics)   เป็นวิชาว่าด้วยการศึกษาด้วยความจริงแท้ และธรรมชาติของสิ่งดำรงอยู่ (ความจริงคืออะไร? )

  ๕.๓ จริยศาสตร์ (Ethics)  เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเกณฑ์ความประพฤติ ความถุกต้อง ดี งาม (อะไรคือสิ่งที่ควรทำ ?)

  ๕.๔สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics)   เป็นวิชาว่าด้วยการศึกษาความงาม ความอภิรมย์ และการรับรู้คุณค่าทางอารมณ์ (ความงามคืออะไร

  ๔.๕ตรรกศาสตร์ (Logic) เป็นวิชาว่าด้วยการศึกษากฎเกณฑ์แห่งการใช้เหตุผลและความสมเหตุสมผล  (การอธิบายเหตุผลแบบใดเที่ยงตรง ?) 

๖.วิกฤตการณ์ศึกษาปรัชญาในประเทศไทย

           ในบริบทสังคมปัจจุบัน  ปรัชญาเบื้องต้นถูกเปิดสอนอย่างแพร่หลายในประเทศไทยทั้งในฐานะวิชาศึกษาทั่วไป และวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาทุกคณะ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทุกวิทยาเขตและวิทยาลัยสงฆ์เป็นวิชาบังคับที่นิสิตทุกคณะต้องศึกษา ทว่านักศึกษามหาวิทยาลัยมักตั้งคำถามและถกเถียงกันกลุ่มของผู้เรียนในรายวิชานี้ตามเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ว่า  "เรียนปรัชญาไปทำไม?" ในเมื่อปรัชญาเป็นรายวิชาที่เข้าใจยากและและจับต้องไม่ได้" และบัณฑิตที่จบปรัชญามักเผชิญความยากลำบากในการหางานทำ  ทำให้อยู่ในสภาวะมืดมนทางอาชีพ 

เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ พบว่า สาเหตุวิกฤตการศึกษาปรัชญาในประเทศไทย มาจาก ๒ ประการ ดังนี้ 

               ๖.๑ ผู้สอนเน้นเพียง "เนื้อหาแนวคิด" (Contents) โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาท่องจำ แนวคิดและทฤษฎีของนักปรัชญาแต่ละคน ในประวัติศาสตร์มีความคิดอย่างไร ? เกี่ยวกับโลก มนุษย์ หรือเทพเจ้า ซึ่งเป็นเพียงการสะสมข้อมูลไว้ในความทรงจำ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดเข้าใจในต้นกำเนิดความรู้   โครงสร้างความรู้      วิธีการแสวงหาความจริงที่เป็นสากล และความสมเหตุสมผลของความรู้        

                ๖.๒ ขาดการสอน"วิธีวิทยาพิจารณาความจริง" เมื่อผู้สอนไม่ได้สอนให้เข้าใจถึงต้นกำเนิด โครงสร้างความรู้ และวิธีการแสวงหาความรู้ที่เป็นสากล และความสมเหตุสมผลของความรู้    นักศึกษาจึงขาดทักษะคิดขั้นสูง (Critical Thinking)  ที่จะนำไปใช้วิเคราะห์ หรือแก้ไขข้อพิพาทและความขัดแย้งในชีวิตจริง 
 
เมื่อโครงสร้างทางการศึกษาปรัชญายังคงความคลุมเครือ      และขาดประโยชน์เชิงประจักษ์     การศึกษาปรัชญาถูกมองว่าเป็นเรื่องยาก จับต้องไม่ได้เลือนลอย และเป็นเพียงทฤษฎีในตำรา ส่งผลให้ผู้เขียนเกิดคำถามว่า "ทำไมต้องเรียนปรัชญา และนำไปสู่ความมืดมิด ในเส้นทางอาชีพวิชาการทางปรัชญาของผู้เรียนในที่สุด 

๗.ปรัชญาพุทธภูมิกับการประยุกต์ใช้ในประสบการณ์ชีวิตจริง 

                  หลังจากผู้เขียนได้ศึกษาตำราปรัชญาต่าง ๆ         เกี่ยวกับโครงสร้างความรู้ กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า        ไม่เคยมีตำราเล่มใดระบุถึงองค์ประกอบความรู้ทางปรัชญา     ไว้อย่างเฉพาะเจาะจงเลย  ผู้เขียนจึงมุ่งมั่นสืบค้น    รวบรวมข้อมูลทั้งคัมภีร์    เอกสารและเว็บไซต์ต่าง  ๆ   นำมาประมวลผลร่วมกับหลัก "ขันธ์๕"  จนสามารถตกผลึกได้ว่า  "ลักษณะเฉพาะของปรัชญา     คือ ความรู้ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ อันไร้รูปทรง     จับต้องไม่ได้และมักจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของปัจเจกบุคคล"        

               มนุษย์ในอดีตจึงต้องคิดค้นนวัตกรรม  เพื่อรักษาความรู้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและแสวงหาความรู้ เช่น ภาพวาดผนังถ้ำ   มุขปาฐะในพระไตรปิฎก   อักษรพราหมีและเสาหินอโศก   คุณค่าที่แท้จริง ของปรัชญาพุทธภูมิ  จึงไม่ใช่ท่องจำตรรกะที่เลื่อนลอย     แต่คือ การสร้าง "ทักษะการเอาตัวรอดและอ่านความจริง ผ่านผัสสะตรงในประสบการณ์ชีวิต   ซึ่งผู้เขียนสามารถแบ่งออกเป็น ๒ มิติคือ 

                ๗.๑ มิติชีวิต ส่วนตัว  (การเดินทางและการออกเดท) เมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ  และพบปะชาวต่างประเทศที่น่าสนใจจนพัฒนาไปสู่การออกเดท     มนุษย์มักซ่อนตัวตนที่แท้จริง และจุดมุ่งหมายซ่อนเร้นภายใต้บทสนทนาที่อ่นหวาน  เราย่อมขาดความรู้พื้นฐาน ว่า เขาเป็นคนดีหรือร้าย    ญาณวิทยาพุทธภูมิ สอนให้เราไม่ด่วนเชื่อหลักบานทางอารมณ์ ในแรกพบ     แต่ต้องตั้งข้อสงสัย   รวบรวมข้อมูล  และใช้เวลา  สัมผัสเรียนรู้อย่างจริงใจ เพื่อหาทางเอาตัวรอด ในความสัมพันธ์

               ๗.๒ มิติทำงานทางสังคม (ระบบราชการและการเมือง)      การทำงานในฐานะข้าราชการในหน่วยงานราชการไทยท่ามกลางกระแสความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย           เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มนุษย์มักซ่อนเร้นกิเลสเจตนาและความต้องการไว้ในใจของตนเอง ไม่แสดงออกมาตรง ๆ  ผ่านคำพูด หรือการกระทำ  ปรัชญาพุทธภูมิจึงสร้างเครื่องมือในการ  "ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและปราศจากอคติ "    ไม่ด่วนสรุปตามกระแสสังคมออนไลน์   แต่ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงที่แท้จริง

 

๘.บทสรุปเชิงวิชาการ


          สาเหตุสำคัญที่ทำให้วิชาปรัชญาขาดความน่าสนใจสำหรับนักศึกษาในปัจจุบัน   เกิดจากระบบการศึกษามุ่งเน้นย้ำการท่องจำ "เนื้อหาแนวคิดของนักปรัชญา" มากกว่าการถ่ายทอด "ระเบียบวิธีพิจารณาความจริง" (Philosophical Methodology) ซึ่งเป็นเครื่องมือสากลในการแก้ไขปัญหาและข้อพิพาทในสังคม เมื่อบัณฑิตขาดทักษะการเข้าถึงความจริงระดับ "สมมติสัจจะ"   ตลาดแรงงานจึงมองไม่เห็นความจำเป็นในการจ้างงาน  นำมาสู่ความมืดมิดในเส้นทางอาชีพ 

           การศึกษา"ปรัชญาพุทธภูมิ : มนุษย์สร้างความรู้อย่างไร" 
จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือนำไปวิชาชีพที่มืดมน   ทว่าคือการติดอาวุธทางปัญญาสูงสุด (Critical Thinking ) ให้แก่นักศึกษา และนักวิชาการในสาขาต่าง ๆโครงสร้างความรู้ที่เริ่มต้นจาก "นักคิด"  ผ่านกระบวนการตรวจสอบหลักฐานและอนุมานความรู้อย่างมีเหตุผล คือเครื่องมือสากลที่ทุกสาขาวิชาและทุกองค์กรต้องการ  

         เมื่อระบบการศึกษาสามารถเปลี่ยนการสอนให้  จึงเป็นการเปิดมิติใหม่ทางญาณวิทยาโดยผู้เขียนได้ทำการสืบค้น  ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานคลังข้อมูล จากพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัย เพื่อส่งมอบเครื่องมือการคิดขั้นสูง (Critical  Thinking ) ให้แก่นักศึกษาและนักวิชาการในสาขาอื่น ๆ  ซึ่งจะช่วยให้เขาคิดวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงงานวิจัยหรือ วิทยานิพนธ์ที่สมเหตุสมผล เที่ยงตรงและปราศจากข้อโต้แย้งในทางวิชาการสืบไป

                    เนื่องจากความรู้มักจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของปัจเจกบุคคล มนุษย์จึงคิดค้นนวัตกรรมเพื่อบันทึกและรักษาสัจธรรมไว้ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดผนังถ้ำ  การท่องจำแบบมุขปาฐะ การสืบทอดผ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับต่าง      ๆ    การประดิษฐ์อักษรพราหมีหรือการสร้างเสาหินอโศกมหาราช       การสังเคราะห์ปรัชญาพุทธภูมิ  ร่วมกับศาสตร์สมัยใหม่       และการประมวลผ่านสาขาหลักทางปรัชญาทั้ง ๕ สาขาจึงเป็นการเปิดมิติใหม่ทางญาณวิทยา     ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถคิดวิเคราะห์และแสวงหาความจริงได้อย่างเที่ยงตรง สมเหตุสมผลและปราศจากข้อโต้แย้งทางวิชาการสืบไป  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ