เหตุผลข้อที่สองในการเขียน "ปรัชญาพุทธภูมิ" : มนุษย์สร้างความรู้อย่างไร ?
The Second Reason for Writing Buddhaphumi Philosophy : How do Humans Create knowledge ?
คำสำคัญ ปรัชญา, ความรู้, มนุษยชาติ, ญาณวิทยา, ขันธ์๕,ปรัชญาพุทธภูมิ

๑.บทนำ: ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในบรรดากิจกรรมทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ (Grand Intellectual Activity) ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาพราหมณ์ พระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตก ปรัชญาตะวันออก หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในปัจจุบัน ล้วนอุบัติขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการดำรงอยู่ และการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ทั้งสิ้น ในโลกตะวันตก ปรัชญาได้รับการยกย่องว่าเป็น "มารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง" (The Mother of All Science) เนื่องจากเป็นรากฐานที่ให้กำเนิดระบบคิดและการตั้งคำถาม ก่อนที่ศาสตร์สมัยใหม่ จะแยกออกไปเป็นสาขาวิชาเฉพาะทาง
ทว่าหากเราสืบย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ทางปัญญาของอนุทวีปอินเดียโบราณ ผ่าน "พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทาลัย" ซึ่งเป็นพยานเอกสารชั้นปฐมภูมิที่บันทึกเหตุการณ์และพัฒนาความคิดอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งก่อนสมัยพุทธกาล สมัยพุทธกาลและหลังพุทธกาล เราจะพบร่องรอยการก่อตัวของระบบความรู้ และการแสวงหาความจริงในทางญาณวิทยา (Epistemology) ที่มีความลุ่มลึกและทรงคุณค่าไม่น้อยไปกว่าญาณวิทยาในปรัชญาตะวันตก
ในยุคก่อนพุทธกาล สังคมในอนุชมพูทวีปตกอยู่ภายใต้การปกครอง "ระบอบเทวธิปไตย" โดยมีศาสนาพราหมณ์เป็นสถาบันหลักในการกำหนดความรู้และความจริงของชีวิต เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาอย่างเชี่ยวชาญในหลักสูตรศิลปศาสตร์จำนวน ๑๘ สาขา รวมถึงปรัชญาพราหมณ์และพิธีกรรมบูชายัญ ณ สถาบันวิศวามิตร
ในโครงสร้างสังคมยุคนั้น คำสอนเกี่ยวกับ "เทพเจ้า"และ "เทวประสงค์ของพระพรหม" มิได้มีหน้าที่เพียงแค่ประโลมใจ ทว่าถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมเชิงอำนาจ (Legitimacy) เพื่อบังคับใช้ระบบวรรณะและกฎหมายจารีตประเพณีอย่างเข้มงวด เช่น การห้ามร่วมประเวณีกับคนต่างวรรณะ การจำกัดสิทธิในการศึกษาและการผูกขาดอาชีพ ส่งผลให้ศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์ถูกกดทับอยู่ใต้ความมืดมิดทางปัญญา (อวิชชา)
เมื่อพิจารณาในทางญาณวิทยา บรรดาพราหมณ์ คณาจารย์ และนักตรรกศาสตร์ในเวลานั้น มักแสดงทัศนะเกี่ยวกับมนุษยชาติ โลก และเทพเจ้า โดยอาศัยเพียงปฏิภาณไหวพริบส่วนตน และการคาดคะเนด้วยตรรกะเหตุผลเชิงคาดเดา (Speculative Deduction) ซึ่งเครื่องมือทางตรรกศาสตร์เหล่านั้น ล้วนมีข้อจำกัดทางข้อเท็จจริง มักมีอคติต่อผู้อื่นและยึดติดใสัมผัส ชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจสัจธรรมของชีวิต ส่งผลให้การอธิบายความจริงของนักวิชาการเหล่านั้น บางครั้งใช้เหตุผลอธิบายความจริงที่ถูกต้อง บางครั้งผิดพลาด หรือให้เหตุผลขัดแย้งกันเอง
เมื่อคำอธิบายความจริงเหล่านั้นไร้ความชัดเจนคลุม วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทรงปฏิเสขที่จะเชื่องมงายในทันที ทว่าทรงตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญา (Philosophyical Skepticism) ต่อคำกล่าวอ้างที่ไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรงซักถามพราหมณ์สำนักต่าง ๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของพระพรหม แล้วพบข้อเท็จจริงว่า ไม่มีพราหมณ์ผู้ใดเคยเห็น หรือพิสูน์การมีอยู่จริงของพระพรหมได้เลย
๒.มนุษย์ ขันธ์ ๕ และข้อจำกัดทางญาณวิทยา
ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ ระบบความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ปรัชญาตะวันตก ปรัชญาตะวันออกและวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ เป็นต้น มิได้เกิดขึ้นลอย ๆ อย่างเป็นอิสระ ทว่ามีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับ "ขันธ์ ๕ " ตามธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบมนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงและการผัสสะกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคมภายนอก
โครงสร้างจิตใจของมนุษย์มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะเป็น "นักคิดและนักอนุมาน" เมื่ออายตนะภายในรับรู้สิ่งใด ย่อมนำหลักฐานทางอารมณ์และประสบการณ์เหล่านั้น มาประมวลผล วิเคราะห์ และสรุปเป็นคลังความรู้ เพื่อการเอาตัวรอด ดังตัวอย่างในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ :
๒.๑ มนุษย์กับภยันตราย (การเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย) : การเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดจากการเผชิญหน้างูยักษ์หรือสัตว์ร้าย ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ผ่านผัสสะ แล้วถูกบันทึกไว้ในจิตใจในฐานะ "สัญญา" (ความจำได้หมายรู้) ทว่าจิตมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจำ แล้วนำหลักฐานนั้น มาวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์เหล่านั้น เพื่ออนุมานความรู้ (Deduce Knowledge) หาเหตุผลอธิบาย วิธีป้องกันและเอาตัวรอด ความรู้นี้เมื่อผ่านการพิสูจน์แล้ว จะกลายเป็นโครงสร้างปัญญาที่ฝังแน่นในจิต เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้เชิงประสบการณ์ชีวิต เพื่อเอาตัวรอด
๒.๒ มนุษย์กับภัยธรรมชาติ(ความแปรปรวนของท้องทะเล) : เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์ หรือแผ่นดินไหว ในยุคที่มนุษย์ขาดแคลนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ด่วนสรุปและอธิบายสาเหตุผ่านความกลัวและการปรุงแต่งของจิต (สังขาร) จนกลายเป็นเทวปกรณ์ ตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "เทพเจ้าพิโรธ" ซึ้งสะท้อนถึงอายตนะภายในที่ถูกบิดเบือนด้วยโมหะและอคติ
ข้อจำกัดทางญาณวิทยาและวิกฤตการศึกษาปรัชญา :
เมื่อมนุษย์รับรู้ปรากฏการณ์เช่น "คลื่นลมในทะเล"นั้น แล้วนำมาสร้างสมมติฐานทางอารมณ์ ข้อจำกัดทางประสาทสัมผัส ทำให้นักปรัชญาโบราณ อธิบายความจริงได้เพียงระดับ "สมมติสัจจะ"และมักตกอยู่ภายใต้อคติ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงต้องสร้าง " เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์" มาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และเก็บหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อไป
ความจำกัดทางอายตนะภายในและอคติในใจมนุษย์นี่เอง ที่ทำให้นักศึกษาและผู้คนในยุคปัจจุบัน ยังคงคำถามในโลกไซเบอร์ว่า " "ทำไมเราต้องเรียนปรัชญา ในเมื่อมันยากที่จะเข้าใจและจับต้อง " หรือปัญหาสำคัญเกิดจากระบบการศึกษาไทย เน้นท่องจำแนวคิดของนักปรัชญาเป็นรายบุคคล มากกว่าการสอน "กระบวนพิจารณาความจริง" (Methodology) ส่งผลให้บัณฑิตขาดทักษะการคิดขั้นสูง ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและแก้ปัญหาในองค์กร นำไปความมืดมิดในเส้นทางอาชีพ๓.การสร้างความสงสัยทางปรัชญา (Philosophical Inquiry) จากปัญหาคลุมเครือของความรู้และวิกฤษการศึกษาปรัชญา นำมาสู่การตั้งคำถามและข้อสงสัยเชิงญาณวิทยา ในปรัชญาพุทธภูมิว่า:
๓.๑ ต้นกำเนิดและโครงสร้างความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ คืออะไร ในเมื่อมนุษย์ถูกจำกัดด้วยขันธ์ ๕ และมักมีอคติต่อผู้อื่น ครอบงำจยยากที่จะเข้าใจถึงความจริงที่เรียกว่า "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ"
๓.๒ พระพุทธเจ้าทรงใช้กระบวนการพิจารณาความจริงอย่างไร ? ในการกลั่นกรองข้อเท็จจริง ท่ามกลางกระแส ข่าวสาร คำบอกเล่า และลัทธิความเชื่อถือที่สืบทอดกันมา โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์
๓.๓ เราจะผสมผสานวิธีวิทยาทางปรัชญาพุทธภูมิ เข้า กับวิทยาศาสตร์และศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างไร เพื่อเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้จากการท่องจำ คลังความรู้ไปสู่ปัญญาปฏิบัติ ที่สามารถนำไปเยี่ยวยาชีวิตและการทำงาน การทำงานของมนุษย์ในปัจจุบัน
๓.๔ มนุษย์กับบริบทสังคมร่วมสมัย : การเดินทางไปต่างประเทศ การพบปะชาวต่างชาติที่น่าสนใจออกเดท แต่ขาดความรู้พื้นฐานว่าเขาเป็นใคร มาจากไหนเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เราไม่มีทางรู้เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและมนุษย์ก็มักจะไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนให้ผู้อื่นรับรู้ในบทสนทนา พวกเขาจะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงและจุดมุ่งหมายในการสร้างความสัมพันธ์นั้น เว้นแต่จะสนิทสนมอย่างจริงใจ หรือเพื่อจุดประสงค์อื่นเท่านั้น ถือเป็นความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสที่มนุษย์ควรเรียนรู้และหาทางเอาตัวรอดเช่นกัน,
๔.นำไปสู่การศึกษาค้นคว้า : โครงสร้างและมาตรฐานความรู้
ด้วยเหตุผลและข้อสงสัยเชิงญาณวิทยาข้างต้น ผู้เขียนสนใจที่จะศึกษาใน "หัวข้อประการที่สอง : "มนุษย์สร้างความรู้ในปรัชญาพุทธภูมิ" โดยมุ่งวิเคราะห์ โครงสร้างความรู้ กระบวนการเข้าถึงความจริง และความสมเหตุสมผล (Justification) ของปัญญามนุษย์ ผ่านหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ทั้งสายเถรวาทและมหายาน ควบคู่ไปกับการเปรียบเทียบกับระเบียบวิธีวิจัยของปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย
บทความฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "พิมพ์เขียวทางปัญญา" เพื่อพิสูจน์ว่า "ปรัชญาไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอยที่ตายไปพร้อมกับผู้คิด ทว่ามีลักษณะเฉพาะทางญาณวิทยา ดังนี้ :
๔.๑ ลักษณะและการรักษาคลังความรู้ของมนุษย์
โดยทั่วไปแล้ว ความรู้เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ ทว่าจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่ไร้รูปทรง (ไม่มีรูปร่าง) ความรู้จึงจับต้องไม่ได้โดยปกติ และมักสูญหายไปพร้อมกับความตายของปัจเจกบุคคล มนุษย์ในอดีตจึงพยายามสร้างนวัตกรรม เพื่อรักษาความรู้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและปฏิบัติตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" เช่น การวาดภาพบนผนัง การสืบทอดด้วยระบบมุขปาฐะ การประดิษฐ์อักษรพราหมีและการสร้างศาสนวัตถุในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
เมื่อความรู้เหล่านี้ถูกส่งต่อมาถึงมหาวิทยาลัยในปัจจุบันศาสตร์สมัยเหล่านั้นจะุแยกตัวออกจากปรัชญาแล้วแต่ทว่านักวิชาการในสาขานั้นยังคงเอกลักษณ์ทางปรัชญาไว้ในศาสตร์ของตนเอง คือ "กระบวนการแสวงหาความจริง" ไปใช้ในสาขาของตน นักศึกษาที่เรียนปรัชญาเบื้องต้น จึงรับข้อมูลจาการบรรยายข้อมูลในรายวิชานี้จากการบรรยายของอาจารย์ประจำกลักสูตรผ่านอายตนะภายในของตนเองและเก็บเนื้อหารายวิชานี้ไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ เพื่อใช้ในการคิดวิเคราะห์ต่อไป
๔.๒ เครื่องมือตรวจวัดความจริงตามแนวปรัชญาพุทธภูมิ
เพื่อแก้ปัญหาการให้เหตุผลที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงวางกรอบ "ระเบียบวิธีพิจารณาความจริง" ไว้เป็นมาตรฐานสากล :
ขั้นตอนวิธีพิจารณาความจริง กระบวนการปฏิบัติ (Methodology
๑.ระงับความเชื่อดั้งเดิม ไม่ด่วนสรุปหรือเชื่อในทันที่ (Skeptical Suspension) เมื่อได้ยินคำบอกเล่าที่เล่าสืบทอดกัน มาเช่นเรื่องเทพเจ้าหรือเทวประสงค์
๒.สืบค้นและรวบรวมหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง ค้นพยาน (Empirical Investigation) บุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร
ที่เกี่ยวข้อง
๓.วิเคราะห์เชิงอนุมาน นำหลักฐานมาประมวลผลด้วย (Rational Inference) เหตุผลที่ปราศจากอคติ เพื่อค้นหา ต้นกำเนิดและโครงสร้างความรู้
๔.พิสูจน์ผ่านการปฏิบัติจริง ทดลองปฏิบัติและสังเกตผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้นจริงด้วยตนเอง
๕.สาขาหลักทางปรัชญา(องค์ประกอบ ๕ สาขา)
เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้างความรู้ การศึกษาของมนุษย์และการสร้างความรู้ต้องอาศัยการประมวลผ่านสาขาหลักทางปรัชญาทั้ง ๕ สาขา ได้แก่
๕.๑ ญาณวิทยา (Epitemology) : การศึกษาเรื่องบ่อเกิดความรู้ โครงสร้างและขอบเขตความรู้ของมนุษย์ วิธีพิจารณาความจริงและความสมเหตุสมผลของความรู้ (มนุษย์รู้ความจริงได้อย่างไร ?)
๕.๒ อภิปรัชญา (Metaphysics) : การสึกษาว่าด้วยความจริงแท้และธรรมชาติของสิ่งดำรงอยู่ (ความจริงคืออะไร? )
๕.๓ จริยศาสตร์ (Ethics) : การศึกษาว่าด้วยหลักเกณฑ์ความประพฤติ ความถุกต้อง ดี งาม(อะไรคือสิ่งที่ควรทำ ?)
๕.๔สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) : การศึกษาว่าด้วยความงาม ความอภิรมย์ และการรับรู้คุณค่าทางอารมณ์
๔.๕ตรรกศาสตร์ (Logic) : การศึกษาว่าด้วยกฎเกณฑ์แห่งการใช้เหตุผลและความสมเหตุสมผล
๖.วิกฤตการณ์ศึกษาปรัชญาในประเทศไทย
ในบริบทสังคมปัจจุบัน ปรัชญาเบื้องต้นถูกเปิดสอนอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทั้งในฐานะวิชาศึกษาทั่วไป และวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาทุกคณะ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทุกวิทยาเขตและวิทยาลัยสงฆ์เป็นวิชาบังคับที่นิสิตทุกคณะต้องศึกษา ทว่านักศึกษามหาวิทยาลัยมักตั้งคำถาม และถกเถียงกันกลุ่มของผู้เรียนในรายวิชานี้ตามเว็บไซต์ และสื่อสังคมออนไลน์ว่า "เรียนปรัชญาไปทำไม?" ในเมื่อปรัชญาเป็นรายวิชาที่เข้าใจยากและและจับต้องไม่ได้" และบัณฑิตที่จบปรัชญามักเผชิญความยากลำบากในการหางานทำ ทำให้อยู่ในสภาวะมืดมนทางอาชีพ ทำให้ผู้เขียนสงสัยในการจัดการเรียนการสอนปรัชญา เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ ผู้เขียนพบว่า สาเหตุสำคัญมาจาก ๒ ประการ :
ผู้สอนเน้นเพียง "เนื้อหาแนวคิด (Content) : มุ่งเน้นให้นักศึกษาท่องจำว่า นักปรัชญาในประวัติศาสตร์ แต่ละคนมีแนวคิดอย่างไร เกี่ยวกับโลก มนุษย์ หรือเทพเจ้า โดยเป็นการศึกษแบบสั่งสมข้อมูลไว้เป็นความทรงจำในใจเท่านั้น
ขาดการสอน "วิธีวิทยาพิจารณาความจริง" (Methodology) ผู้สอนไม่ได้สอนให้ผู้เรียนเข้าใจ ต้นกำเนิดความรู้ โครงสร้างความรู้ วิธีการแสวงหาความจริงที่เป็นสากล และความสมเหตุสมผลของความรู้ ทำให้นักศึกษาขาดทักษะคิดชั้นสูง (Critical Thinking) ที่จะนำไปในการวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทในองค์กรและชีวิตจริง
๗.ปรัชญาพุทธภูมิกับการประยุกต์ใช้ในประสบการณ์ชีวิตจริง
หลังจากผู้เขียนได้ศึกษาตำราปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงสร้างความรู้ กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า ไม่เคยมีตำราเล่มใดระบุถึงองค์ประกอบความรู้ทางปรัชญา ไว้อย่างเฉพาะเจาะจงเลย ผู้เขียนจึงมุ่งมั่นสืบค้น รวบรวมข้อมูลทั้งคัมภีร์ เอกสารและเว็บไซต์ต่าง ๆ นำมาประมวลผลร่วมกับหลัก "ขันธ์ห้า" จนสามารถตกผลึกได้ว่า "ลักษณะเฉพาะของปรัชญา คือ ความรู้ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ อันไร้รูปทรง จับต้องไม่ได้และมักจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของปัจเจกบุคคล"
มนุษย์ในอดีตจึงต้องคิดค้นนวัตกรรม เพื่อรักษาความรู้ไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ศึกษาและแสวงหาความรู้ เช่น ภาพวาดผนังถ้ำ มุขปาฐะในพระไตรปิฎก อักษรพราหมี และเสาหินอโศก คุณค่าที่แท้จริง ของปรัชญาพุทธภูมิ จึงไม่ใช่ท่องจำตรรกะ ที่เลื่อนลอย แต่คือ การสร้าง "ทักษะการเอาตัวรอด และอ่านความจริง ผ่านผัสสะตรงในประสบการณ์ชีวิต ซึ่งผู้เขียนสามารถ แบ่งออกเป็น ๒ มิติคือ
๗.๑ มิติชีวิต ส่วนตัว (การเดินทางและการออกเดท) : เมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ และพบปะชาวต่างประเทศที่น่าสนใจจนพัฒนาไปสู่การออกเดท มนุษย์มักซ่อนตัวตนที่แท้จริง และจุดมุ่งหมายซ่อนเร้นภายใต้บทสนทนาที่อ่นหวาน เราย่อมขาดความรู้พื้นฐาน ว่า เขาเป็นคนดีหรือร้าย ญาณวิทยาพุทธภูมิ สอนให้เราไม่ด่วนเชื่อหลักบานทางอารมณ์ ในแรกพบ แต่ต้องตั้งข้อสงสัย รวบรวมข้อมูล และใช้เวลา สัมผัสเรียนรู้อย่างจริงใจ เพื่อหาทางเอาตัวรอด ในความสัมพันธ์
๗.๒ มิติทำงานทางสังคม (ระบบราชการและการเมือง) การทำงานในฐานะข้าราชการในหน่วยงานราชการไทยท่ามกลางกระแสความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มนุษย์มักซ่อนเร้นกิเลสเจตนาและความต้องการไว้ในใจของตนเอง ไม่แสดงออกมาตรง ๆ ผ่านคำพูด หรือการกระทำ ปรัชญาพุทธภูมิจึงสร้างเครื่องมือในการ "ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและปราศจากอคติ " ไม่ด่วยสรุปตามกระแสสังคมออนไลน์ แต่ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงที่แท้จริง
๘.บทสรุปเชิงวิชาการ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้วิชาปรัชญาไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักศึกษาในปัจจุบัน เป็นเพราะผู้สอนมักเน้นย้ำการท่องจำ "เนื้อหาแนวคิดของนักปรัชญา"แต่ละคนมากกว่าการสอน "ระเบียบวิธีพิจารณาความจริง" (Philosophical Methodology) ซึ่งเป็นหลักการสากลที่มนุษย์ทุกคนสามารถนำไปใช้แก้ไขความขัดแย้งและข้อพิพาทในสังคมได้ เมื่อบัณฑิตขาดทักษะในการเข้าถึงความจริงระดับ"สมมติสัจจะ" ตลาดแรงงานและองค์กรต่าง ๆ จึงมองไม่เห็นความจำเป็นในการจ้างงาน นำมาสู่ความมืดมิดในเส้นทางอาชีพ
การศึกษา"ปรัชญาพุทธภูมิ : มนุษย์สร้างความรู้อย่างไร"
จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือวิชาชีพที่มืดมน ทว่าคือการติดอาวุธทางปัญญาสูงสุด (Critical Thinking ) ให้แก่นักศึกษาและนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ โครงสร้างความรู้ ของปรัชญาที่เริ่มต้นจาก "นักคิด" ผ่านกระบวนการตรวจสอบหลักฐาน และอนุมานความรู้อย่างมีเหตุผล คือเครื่องมือสากล ที่ทุกสาขาวิชาและทุกองค์กรที่ต้องการ เมื่อใดก็ตาม ที่ระบบการศึกษาสามารถเปลี่ยนผ่านจากการสอนให้ จึงเป็นการเปิดมิติใหม่ทางญาณวิทยาโดยผู้เขียนได้ทำการสืบค้น ตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานคลังข้อมูล จากพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัย เพื่อส่งมอบเครื่องมือการคิดขั้นสูง (Critical Thinking ) ให้แก่นักศึกษาและนักวิชาการในสาขาอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เขาคิดวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงงานวิจัยหรือ วิทยานิพนธ์ที่สมเหตุสมผล เที่ยงตรงและปราศจากข้อโต้แย้งในทางวิชาการสืบไป
อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว ความรู้มักจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของมนุษย์นั้น ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาวิธีที่จะรักษาความรู้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาจากหลักฐานที่มีอยู่ มนุษย์จึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และบันทึกข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้มากมาย ดังจะเห็นได้จากรูปภาพของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วบนผนังถ้ำ หรือวิธีมุขปาฐะจากพระไตรปิฎกฉบับต่าง ๆ การสร้างวัตถุทางศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หรือประดิษฐ์อักษรพราหมี เพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ และสร้างอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงงานเผยแผ่ของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ตามแนวคิดของมนุษย์ ปรัชญาแบ่งออกเป็น ๕ สาขาคือ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น