"บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ"
Introduction to Buddhaphumi philosophy
บทนำ
เมื่อเอยถึงคำว่า "พุทธภูมิ" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสภาวะจิตขั้นสูงสุดของพระโพธิสัตว์ ผู้มุ่งสู่อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือนึกถึงดินแดนสังเวชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ในอินเดียโบราณ ทว่าในบริบทของ "ปรัชญาพุทธภูมิ" บนพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดในบล็อคแห่งนี้ ขอบเขตความหมายได้ถูกขยายให้ลึกซึ้งและครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ในมิติทางศาสนา"พุทธภูมิ" คือระดับจิตของมนุษย์และหนทางแห่งการบำเพ็ญบารมีเพื่อความรุ้แจ้ง
- ในมิติทางวิชาการและปรัชญา ปรัชญาพุทธภูมิคือกระบวนการนำประวัติศาสตร์ คัมภีร์ บริบททางสังคมและพระธรรมคำสอนในยุคพุทธกาล มาวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางปรัชญาและตรรกวิทยา เพื่อค้นหาความจริงเชิงสัจธรรม
บทความต่อจากนี้ จึงเป็นเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมออกเดินทางไปมองพุทธศาสนาผ่านเลนส์แห่งการใช้เหตุผล ประวัติศาสตร์เชิงประจักษ์และปรัชญาชีวิต
๑. ปฐมบทแห่งการแสวงหาความจริง (จากความฝันสู่ดินแดนพุทธภูมิ) แรงบันดาลใจและการศึกษาต่อต่างประเทศ คือ
ผู้เขียนมีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่เยาว์วัย จนกระทั่งปี ๒๕๔๕ ผู้เขียนมีอายุย่างเข้า ๔๓ ปี ความฝันนั้นจะดูเลือนลาง และดูห่างไกลออกไป ทว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และจินตนาการอันไร้ขอบเขต ชีวิตจึงมีไม่เคยย่อท้อ ผู้เขียนได้เพียรสั่งสมทุนทางปัญญาเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับคำแนะนำอันมีค่าจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ชี้ช่องทางการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย ณ สาธารณรัฐอินเดีย หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะพุทธศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ในปี ค.ศ.๒๐๐๒ (พ.ศ.๒๕๔๕) ผู้เขียนได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาปรัชญาและศาสนา ณ มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (Banaras Hindu University : BHU) เมืองพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะจากรัฐบาลไทย โดยมีเป้าหมายแรกเริ่มคือการกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ณ จังหวัดสกลนคร ควบคู่ไปกับความปรารถนาส่วนตัวในการเข้าถึงความสงบภายในด้วยการปฏิบัติธรรม หรือ"ปัญญาปฏิบัติ"

โครงการเดินตามรอยพระพุทธบาทคือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกันยายนพ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อผู้เขียนผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อปริญญาโท โดยการประสานงานระหว่างฝ่ายวิเทศสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (วัดมหาธาตุ) และสมาคมนักศึกษาไทยในเมืองพาราณสี ในคราวนั้นได้จัดพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ในโครงการ "เดินตามรอยพระพุทธบาท" ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล เพื่อหล่อหลอมให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้การร่วมกัน และพัฒนาศักยภาพแห่งสติปัญญาผ่านการสวดมนต์ การทำสมาธิ และรับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเชิงลึก ณ สถานที่จริง
การบรรยายดังกล่าว ยึดหลักฐานจากพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน คัมภีร์อรรถกถา ตลอดจนจดหมายเหตุบันทึกการจาริกของพระภิกษุจาริกชาวจีนในสมัยนั้น อาทิ พระฟาเหียน (Faxian) และพระหวนจัง (ZXuanzang/หลวงจีนหวนจัง)
บทบาทผู้บรรยายธรรม
การแสวงบุญในมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ จึงไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชมโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการเผยแผ่และการลงมือปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อเสริมสร้าง "พละ" (กำลังทางจิตปัญญา) ให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง นำหลักศีล ๕ และสมาธิมาชำระจิตใจ ขจัดกิเลสตัณหาอันเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ เพื่อสัมผัสถึงความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถ์สัจจะ) และนำปัญญานั้น กลับมาขับเคลื่อนพัฒนาสังคม
ผู้เขียนการได้รับโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ในการทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายธรรมและประวัติศาสตร์พุทธศาสนาแก่คณะผู้แสวงบุญ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงนักวิชาการ นักธุรกิจ ตลอดเส้นทางจาริกอันยาวไกลกว่า ๑,๒๐๐ กิโลเมตร เป็นเวลา ๘ วัน ภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ท้าทายของผู้เขียน ทั้งมิติในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ค้นคว้าพระไตรปิฎกอย่างเข้มงวดเพื่อส่งต่อศรัทธาและปัญญาปฏิบัติแก่เพื่อนมนุษย์
๒.ข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษย์ ประสาทสัมผัส อคติและภาพลวงตาทางสังคม
เป้าหมายของบทความทางวิชา และจุดยืนทางปรัชญาของผู้เขียน เป้าหมายหลักของบล็อคนี้คือการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ผู้อ่านเกิดปัญญา สามารถจำแนกแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ /ข้อตกลงของสังคม) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุดขั้นปรมัตถ์) ได้
เพื่อความชัดเจนในตัวตนทางปรัชญาผู้เขียนขอนิยามจุดยืนของตนเองในฐานะ "นักปรัชญาเหตุผลเชิงประจักษ์ทางพระพุทธศาสนา" (Buddhist Empirical - Rationalist) ที่เชื่อว่าความรู้ต้องผ่านการตรวจสอบด้วย "เหตุผล" (Rationalism) ควบคู่ไปกับหลักฐานเชิงประจักษ์และการปฏิบัติจริง (Empiricism) ไม่ใช่การยอมรับอย่างงมงาย
บทความวิชาการจำนวนมากในปัจจุบัน มักขาดข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทำให้อ่านเข้าใจได้ยาก และตัดขาดจากทางมิติทางจิตใจหรือจินตนาการภายใน ส่งผลให้ผู้อ่านรู้สึกจับต้องไม่ได้และไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง บทความทางวิชาการที่ดีจึงควรทำหน้าที่ดีปลุกเร้าสติปัญญาถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและสร้างบันดาลใจงดงามให้แก่ผู้อ่านไปพร้อมกัน
ญาณวิทยา(Epistemology)และปัญหาอคติในแวดวงวิชาการ
ในทางญาณวิทยา การพิสูจน์ความจริงของวิญญูชนหรือนักวิชาการที่ดี เมื่อได้รับข้อมูลใด มาย่อมไม่ด่วนเชื่อทันที แต่จะตั้งข้อสงสัย ตรวจสอบหลักฐาน (เช่น พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลหรือหลักฐานดิจิทัลแล้ว) แล้วนำหลักฐานเหล่านั้นมาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ด้วยเหตุผล
อย่างไรก็ดี บทความทางวิชาการออนไลน์ด้านปรัชญาและพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน มักมีความซ้ำซ้อน และขาดข้อเท็จจริงใหม่ ๆ แม้ นักวิชาการจะใช้เหตุผลอธิบายคำตอบ แต่เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน (ตา หูจมูก ลิ้น กายและใจ) และมักถูกครอบงำด้วยอคติ ๔ (ความไม่รู้ ความรัก ความหลง ความกลัว) ส่งผลให้นักวิชาการเหล่านี้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ดังนั้น
หากนักวิชาการเหล่านั้น แสดงทัศนะโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะ และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินมานั้น ส่งผลให้ตีความทางปรัชญาและพระพุทธศาสนา บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ผิดพลาด บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่งและบางครั้งก็กลับใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลคลุมเครือและเลือนลอยไม่ชัดเจนวิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจึงไม่อาจยอมรับความคิดเห็นเหล่านั้น เป็นพยานยืนยันความจริงได้
ขันธ์ ๕ อายตนะภายในและกำเนิดแห่งความเชื่อ
ในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ พระพุทธศาสนาปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของความรู้ ความรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สัมพันธ์อยู่กับ "ขันธ์ห้า" และการทำงานของ "อายตนะภายใน" (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจิตกับโลกภายนอกบันทึกเป็น "ข้อมูลทางอารมณ์และสัญญา"(ความจำได้หมายรู้) แล้วประมวลผลเป็นองค์ความรู้เพื่อการอยู่รอด
- ตัวอย่างการเกิดความเชื่อ เมื่อมนุษย์ในอนุทวีปอินเดียประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งเป็นประสบการณ์เชิงประจักษ์ ด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัวที่ขาดปัญญาญาณในขณะนั้น จึงทำอนุมานความรู้และแสวงหาที่พึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพรหมเพื่อขอความคุ้มครอง ซึ่งเป็นตามธรรมชาติของจิตที่พยายามหาเหตุผลอธิบายความจริงตามปฏิภาณของตน
เนื่องจากนักวิชาการมักให้ตัวอย่างไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความจริงทางปรัชญาและพุทธศาสนาได้อย่างครอบคลุม บทความทางวิชาการจึงขาดข้อมูล และข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือในประเด็นเหล่านี้ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการอ่านบทความทางปรัชญาในชีวิตประจำวันยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนในแนวคิดของผู้เขียนบทความทางวิชาการเหล่านี้มักคลุมเครือทำให้ไม่ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นนักอุดมคตินิยมนักเหตุผลนิยม นักปรัชญาสมัยใหม่ หรือนักปรัชญาการเมือง ในขณะที่บางคน อาจนำเสนอแนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านศึกษาถึงกระบวนการพิจารณาความเป็นจริง และนำแนวคิดเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่จะมาจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียง แต่การขาดข้อเท็จจริงใหม่ที่จะนำเสนอต่อสาธารณชน เพื่อการวิเคราะห์หมายความว่า เนื้อหาของบทความปรัชญาเหล่านั้น เป็นเพียงการทำนายความเป็นจริงในอนาคตโดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตามนี่คือธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ เมื่อจิตมนุษย์รับรู้เหตุการณ์ผ่านอายตนะภายใน มันจะรวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์และสั่งสมไว้ในจิตใจ เมื่อจิตใจรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนเพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้มักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยอาศัย "ปฏิภาณ" ของตนเองและคาดคะเนจากสิ่งที่ได้ยินนั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้ ใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลสำหรับคำตอบนั้นคลุมเครือ และไม่ชัดเจนว่าความจริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ? วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นว่า เป็นความจริงและไม่ยอมรับบุุคคลเหล่านี้เป็นพยานความจริงได้
ยกตัวอย่างเช่น ตามคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น พราหมณ์บางกลุ่มในโลกซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาเชื่อว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์จากพระวร กายของพระองค์เอง และทรงสร้างวรรณะขึ้นเพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำสอนของพราหมณ์เป็นทั้งหลักคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะ ซึ่งมีผลผูกพันให้ประชาชนในอาณาจักรสักกะต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ห้ามการมีเพศสัมพันธ์(สมสู่)กับคนต่างวรรณะ และห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น
- ภาพลวงตาทางสังคม ความกลัวและความไม่รู้นี้เอง นำไปสู่การยอมรับระบบคุณค่าแบบสมมติเช่นระบบวรรณะในสังคมพราหมณ์โบราณซึ่งมีสถานะ เป็นทั้งหลักศาสนาและกฎหมายภาคบังคับให้แว่นแคว้นต่าง ๆ รวมถึงแคว้นสักกะของเจ้าชายสิทธัตถะ มีการตรากฏเกณฑ์ ห้ามการสมสู่ข้ามวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น โดยมีบทลงโทษอย่างรุนแรงเช่น "พรหมทัณฑ์" (ในความหมายทางโลกขณะนั้น คือการคว่ำบาตรทางสังคม อ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระพรหม) ผู้ฝ่าฝืนจะถูกขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิตมนุษย์ในยุคนั้น จึงดำเนินชีวิตอยู่ใต้ความมืดมิด ขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและขาดปัญญาที่จะเข้าใจโครงสร้างที่แท้จริงของสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ
๓. กระบวนการพิจารณาความจริงของเจ้าชายสิทธัตถะในการบทวิพากษ์ระบอบเทวธิปไตย
ข้อสงสัยทางปรัชญาและการแสวงหาหลักฐานเชิงประจักษ์ ในยุคก่อนพุทธกาลสังคมชมพูทวีปตกอยู่ในอิทธิพลของเทวธิปไตย และความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ซึ่งอ้างว่า "พระพรหมและพระอิศวรคือผู้สร้างมนุษย์" มีการกำหนดโครงสร้างทางสังคมผ่านกฎหมายจารีตประเพณีอย่างเด็ดขาด (กฎหมายวรรณะ) โดยอ้างเทวประสงค์ว่า หากผู้ใดฝ่าฝืนด้วยสมสู่ข้ามวรรณะหรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น จะต้องได้รับบทลงโทษทางกฎหมายและศาสนาที่เรียกว่า " พรหมทัณฑ์"
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะในฐานะ"วิญญูชนนักคิด" ทรงได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ อำนาจเทวประสงค์ การสร้างโลกและการลงโทษของพระพรหม พระองค์ทรงปฏิเสขที่จะเชื่ออย่างงมงาย พระองค์ทรงใช้"ข้อสงสัยทางปรัชญา"(Philosophical Doubt) เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งกระบวนพิจารณาความจริง
พระพุทธองค์ทรงซักถาม และเสวนาธรรมกับคณาจารย์พราหมณ์จากสำนักต่าง ๆ จนพระองค์ทรงค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าไม่มีคณาจารย์คนใดเคยเห็น หรือพิสูจน์การมีอยู่ของพระพรหมได้เลย ทัศนะเหล่านั้น เป็นเพียงการคาดคะเนด้วยตรรกะที่คลุมเครือ และเลื่อนลอยไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ พระองค์จึงทรงปฏิเสขที่จะยอมรับบุคคลเหล่านั้นในฐานะ"พยานยืนยันความจริง"
การตั้งคำถามของพระองค์ ได้กลายแบบแผนทางปัญญาซึ่งสอดคล้องกับหลัก "กาลามสูตร" ในเวลาต่อมา นั่นคือการไม่ด่วนเชื่อเพียงเพราะข่าวลือ การปฏิบัติตามจารีตประเพณี หรือข้อความที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ทางศาสนา จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และผ่านการไตร่ตรองด้วยปัญญาอย่างรอบคอบ (โยนิโสมนสิการ)
การเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์ ปรัชญาและพระพุทธศาสนา
ในกระบวนการค้นหาความจริงของพระพุทธเจ้ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับนี้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
นักวิทยาศาสตร์พยายามเอาชนะข้อจำกัดของอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอคติทางอารมณ์ของมนุษย์ ด้วยการสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขึ้นมาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์
อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนสุดท้าย การตีความคุณค่าของข้อมูลเพื่อนำไปใช้ดับทุกข์และพัฒนาศักยภาพชีวิตมนุษย์ ยังคงเป็นหน้าที่ร่วมกันของนักปรัชญานักวิทยาศาสตร์และพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา
ผู้เขียนในฐานะเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา ผู้เขียนได้ศึกษาวิจัยและค้นพบข้อเท็จจริงว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันมักแยกปรัชญา พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ในความเป็นจริง ศาสตร์เหล่านี้ ล้วนผุดบังเกิดขึ้นจากจิตใจของมนุษย์และมีเป้าหมายร่วมกัน คือ "การแสวงหาความจริง"
การเรียนการสอนปรัชญาแบบเดิมที่เน้นท่องจำ จำพวกทฤษฎีไม่อาจตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ การนำกระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า มาบูรณาการเข้ากับตรรกวิทยาและประวัติศาสตร์ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์อย่างความสมเหตุสมผลนำไปสู่การปฏิรูปปัญญาและการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
ผู้เขียนในฐานะผู้ที่อาสารับใช้พระพุทธเจ้า ผู้เขียนต้องพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองผ่านการศึกษา วิจัยและแสวงหาความรู้ จากนั้นผู้เขียนแล้ว จึงนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติธรรมแก่ผู้แสวงบุญในสี่เมืองศักดิ์สิทธิ์ เราไม่ควรละเลยหน้าที่นี้เพราะผู้แสวงบุญ (pilgrims) หลายท่านที่ฟังการบรรยายของเรา อาจเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนาและวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหรือพระภิกษุที่มีชื่อเสียง
ผู้เขียนต้องจัดสรรเวลาเพื่อศึกษาและค้นคว้าพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเพื่อเสริมการเทศนาแก่ผู้แสวงบุญ ผู้เขียนยังใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการอ่าน เพื่อสั่งสมความรู้สำหรับการสอบปลายภาคปริญญาโท หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก และทำการวิจัยในหัวข้อที่น่าที่สนใจ ผู้เขียนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเช่น หลักฐานที่พบในพระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ผู้เขียนจึงใช้หลักฐานเหล่านั้นในการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงนั้น โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง
ผู้เขียนเชื่อว่าการบรรยาย ๘ วันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาใน ๔ เมืองศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ควบคู่ไปกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู เป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ที่ต้องอาศัยศรัทธาและความเพียรพยายาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งทางวิชาชีพและทางวิชาการ นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพชีวิต นำไปสู่ความเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัต์ ซึ่งเป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ความรู้ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ผู้เขียนได้ศึกษาคำสอนเหล่านี้มาหลายปี โดยไตร่ตรองอย่างมีสติเกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และถ่ายทอดความรู้นี้แก่ผู้แสวงบุญ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังฝึกอบรมผู้แสวงบุญให้ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ประการ พัฒนาสมาธิและปัญญา เพื่อให้เข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัติถ์ได้อย่างชัดเจน
แม้ว่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ผู้เขียนเล่ามานั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วมีอยู่มาระยะหนึ่ง และจะเลือนหายไปในที่สุด ก่อนที่เรื่องราวเหล่านั้นจะเลือนหายไป จิตใจของผู้เขียนรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นแล้ว ก็จะเก็บเป็นหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจของตนเองเป็นความรู้ที่ผู้เขียนนำกลับมายังราชอาณาจักรไทย เมื่อผู้เขียนรับหน้าที่สอนปรัชญา ความรู้เหล่านี้จึงถูกประยุกต์ใช้ในการสอนนักศึกษาหลักสูตรพระพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมาและยังคงดำเนินไปจนถึงทุกวันนี้
เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลโดยธรรมชาติ และใช้เหตุผลในการอธิบายความเป็นจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เมื่อวิญญูชนเช่น เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า ทรงได้ยินความคิดเห็นของพราหมณ์ ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ โลก และการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ พระองค์จึงทรงสงสัยว่า ใครใช้เหตุผลถูกต้อง ใครใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางคนใช้เหตุผลแบบหนึ่ง ในขณะที่บางคนใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น เมื่อเหตุผลของคำตอบของพวกเขายังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน เพื่อแก้ไขความไม่น่าเชื่อถือของความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล และไม่สามารถเป็นพยานยืนยันความจริงได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริง ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ในสมัยพุทธกาล เป็นต้น
ในก่อนสมัยพุทธกาล สังคมชมพูทวีปถูกครอบงำด้วยลัทธิจารีตประเพณีของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งอ้างว่า "พระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์" อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมบูชายัญไม่ได้ประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนาเสมอไป นำไปสู่ความเสื่อมถอยของศรัทธาในเทพเจ้าเหล่านั้น แม้ว่าพราหมณ์จะสร้างเทพเจ้าใหม่รักษาศรัทธาของตนไว้ได้ก็ตาม แต่เมื่อเหตุผลอธิบายความจริงบางอย่างได้ แต่มันก็ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเสมอไป เพื่อรักษาศรัทธาและผลประโยชน์ทางเมืองของตน วรรณะกษัตริย์จึงได้บัญญติคำสอนทางศาสนาเป็นระบบวรรณะ โดยอ้างว่าเมื่อพระพรหมสร้างวรรณะต่าง ๆ พระองค์ทรงกำหนดให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน โดยมีสภาพทางสังคมทางสังคมและกฎหมายอย่างรุนแรงเช่นการลงโทษโดยพระพรหม ซึ่งเป็นบทลงโทษตามกฎหมายเรียกว่า "พราหมทัณฑ์" หากมีการสมสู่กับคนต่างวรรณะหรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น คำสอนทางศาสนาล้วนกดข่มศักยภาพของมนุษย์ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในอำนาจพระประสงค์ของเทพเจ้า
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวการลงโทษของพระพรหม พระองค์ในฐานะ "วิญญูชนนักคิด" ทรงปฏิเสขที่จะเชื่อในทันที และทรงใช้ "ข้อสงสัยทางปรัชญา" เป็นเครื่องมือต้นทาง โดยทรงตั้งกระบวนการพิจารณาความจริงไว้เป็นเกณฑ์ตัดสินดังนี้ เมื่อได้ยินข้อความบอกเล่า/ข่าวลือ/ คัมภีร์ทางศาสนาแล้ว ก็ตั้งข้อสงสัย เป็นต้น หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าทรงซักถามพราหมณ์ในสำนักต่าง ๆ พระองค์ทรงพบหลักฐานว่าไม่มีคณาจารย์คนใดเคยเห็น หรือพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าได้จริง ทัศนะเหล่านั้น เป็นเพียงการคาดคะเนด้วยเหตุผลที่คลุมเครือ พระพุทธองค์จึงทรงปฏิเสขที่จะยอมรับบุคคลดังกล่าวนั้น เป็นพยานยืนยันความจริงและทรงสร้างพิมพ์เขียวทางปัญญาขึ้นใหม่ซึ่งสอดคล้องกับหลักกาลามสูตร ในเวลาต่อมา นั่นคือการไม่ด่วนเชื่อสิ่งใด ๆ เพียงเพราะเป็นข่าวลือ ประเพณีสืบทอดกันมาหรือบันทึกในคัมภีร์ จนกว่าจะได้ตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์และการพิจารณาอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม แม้แต่นักวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อรับรู้ความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ทางสังคมผ่านอาตนะภายใน และสั่งสมหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจแล้ว ใช้หลักฐานทางอารมณ์นี้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้ ก็ยังคงไม่สามารถหาสาเหตุของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคมได้ เนื่องจากข้อจำกัดของการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะเอนเอียง (อคติ) ไปทางใดทางหนึ่งซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่มืดมิด ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) และความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ) และจึงไม่สามารถใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงจากประสบการณ์เหล่านี้ได้ ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็สนใจที่จะศึกษาประเด็นนี้ต่อไป พวกเขาได้คิดค้นวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้โดยการสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตามขั้นตอนสุดท้ายในการตีความข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วนั้นอยู่กับนักปรัชญา พระพุทธเจ้าและนักวิทยาศาสตร์ ในการตีความข้อมูลทั้ง ๓ ประเภทนี้
เมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผู้เขียนจึงเกิดคำถามว่าเราสามารถสอนพระพุทธศาสนา โดยใช้กระบวนการพิจารณาความจริงแบบเดียวกับนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ โดยอาศัยการอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงได้ และอธิบายความจริงนั้นด้วยเหตุผล หลังจากศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อได้ยินเรื่องราวของที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หรือประเพณีหรือเมื่อค้นคว้าคัมภีร์หรือตำรา เราไม่ควรเชื่อสิ่งใด ๆ ในทันที เราควรข้อสงสัยเสียก่อนจนกว่าเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เช่น พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลและหลักฐานดิจิทัล เป็นต้น เมื่อเรามีหลักฐานเพียงพอ เราสามารถใช้หลักฐานเหล่านั้น เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์เชิงอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง ดังนั้น กระบวนการแสวงหาความรู้ในพระพุทธศาสนา จึงสอดคล้องกับกระบวนการแสวงหาความรู้ในปรัชญาและวิทยาศาสตร์ เพราะทั้งสองวิชาเริ่มต้นด้วยความสงสัยเป็นต้น
สังเวชนียสถานและสภาวะสังคมอินเดียร่วมสมัย คือ "ห้องเรียนปรัชญาชีวิต
| Sengupta International Hostel |
จากประสบการณ์ตรงผู้เขียนเป็นนักศึกษาต่างชาติ ณ มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู (BHU) เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ เมืองสังเวชนียสถาน (The four Buddhist Holy places)ของพระพุทธเจ้า พร้อมกับการทำหน้าที่บรรยายธรรมและประวัติศาสตร์พุทธศาสนาแก่ผู้แสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง๔ ตำบลในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย เนปาล เป็นระยะทาง ๑,๒๐๐ กิโลเมตร ประสบการณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่หล่อหลอมปัญญาอย่างลึกซึ้ง
เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและธรรมะที่ไม่เคยมีปรากฏในตำราเรียนใด ๆ
การนำชมและบรรยาย ณ ดินแดนพุทธภูมิของผู้เขียนได้แบ่งปันความรู้นี้กับผู้แสวงบุญชาวไทยระหว่างการเดินทางแสวงบุญไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งนี้ ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงได้รับนิมนต์ไปบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของพระพุทธเจ้าอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าจะเป็นงานที่ท้าทายซึ่งต้องใช้ทักษะในการถ่ายทอดความรู้ทั้งความรู้เชิงทฤษฎี และเชิงปฏิบัติโดยมีเป้าหมาย เพื่อเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้แสวงบุญผ่านการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
ด้วยเหตุนี้การเดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ จึงไม่ใช่เพียงสถานท่องเที่ยวทางศาสนา แต่คือ"ห้องเรียนปรัชญาและประวัติศาสตร์ชีวิตขนาดใหญ่" ที่ผู้แสวงบุญประกอบด้วยนักวิชาการพระภิกษุและนักธุรกิจ ได้ฝึกฝนอายตนะภายในอละน้อมนำอริยมรรคมีองค์ ๘ มาปฏิบัติจริง ณ สถานที่จริง การเดินทางไปแสวงบุญในอินเดียและเนปาลนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบพร้อมทั้งศรัทธา เวลา สุขภาพ งบประมาน และที่สำคัญคือผู้นำจิตทางวิญญาณ ที่มีความรู้ทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
เนื่องจากนครศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ แห่งของพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางการบูชา(worship) ของชาวพุทธทั่วโลก ทั้งนิกายเถรวาทและมหายานแม้จะมีวิธีการบูชาที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังคงยึดมั่นในคำสอนของพระอาจารย์ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณจนถึงปัจจุบัน พวกเขายังคงปฏิบัติบูชาด้วยความศรัทธาอันแน่วแน่โดยเชื่อว่านี่คือหนทางเดียวที่จะยุติความทุกข์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การแสวงบุญไปยังประเทศอินเดียและเนปาลยังเป็นช่องทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนให้ผู้แสวงบุญปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งรวมถึงการแสวงหาความรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิต ผ่านอายตนะภายในและการสั่งสมความรู้ในจิตใจ การปฏิบัติเช่นนี้หาได้ยาก เนื่องจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนานั้น ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ ดังนั้น จึงใช้การอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องต่าง ๆ
สภาวะทางสังคมอินเดียและการแสวงบุญในโลกปัจจุบันเมื่อชาวพุทธได้เดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้งในสาธารณรัฐอินเดียและเนปาลก็จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตแบบพหุเทวนิยมและเห็นความจริงเชิงประจักษ์ แม้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอินเดียจะยกเลิกระบบวรรณะ และประกาศรับรองสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมกันในฐานะประเทศประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ตาม แต่ความเชื่อเรื่อง"พระพรหมสร้างมนุษย์และแบ่งวรรณะ" ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของผู้คน ดังจะเห็นในข่าวสารปัจจุบันที่การแต่งงานข้ามวรรณะ บางครั้งถูกลงโทษอย่างโหดร้าย จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมภายในครอบครัวเพื่อปกป้องเกียรติยศแห่งวรรณะตน
การศึกษาในบล็อค "ปรัชญาพุทธภูมิ " จึงก้าวข้ามวิธีการสอนปรัชญาแบบดั้งเดิมที่เน้นท่องจำทฤษฎีของนักปรัชญาในสมัยอินเดียโบราณเพราะการท่องจำไม่อาจช่วยให้เราวิเคราะห์ได้ว่า เหตุผลใดถูก หรือเหตุผลใดผิด เมื่อเผชิญกับข้อขัดแย้งในชีวิตจริง ดังเช่นที่ ต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริง ดังเช่นที่ เจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิเสธทัศนะที่คลุมเครือเลื่อนลอย และทรงสถาปนา "กระบวนการพิจารณาความจริง" เพื่อเป็นบรรทัดฐานทางปัญญาให้มนุษย์ใช้ตัดสินความจริงในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
๔.บทสรุปภาพรวมของหัวใจแห่ง "ปรัชญาพุทธภูมิ"
บทความใน "บล็อคปรัชญาพุทธภูมิ" ของผู้เขียน มุ่งนำเนื้อหาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก(โดยเฉพาะฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) มาวิเคราะห์ผ่านมุมองทางปรัชญา (Philosophy) ใน ๓ สาขาหลักคือ อภิปรัชญา ญาณวิทยาและสุนทรียศาสตร์ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
๔.๑.ญาณวิทยา(Epistemology) คือการมองพระพุทธศาสนาผ่านมิติทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ โดยใช้ตรรกวิทยาและเหตุผลเป็นเครื่องมือในการสืบค้นความจริง มี"ความสงสัยเชิงปรัชญา" เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถาม ดังปรากฏในกาลามสูตรตลอดจนการศึกษา "ปัญหาทางญาณวิทยา" เช่น ข้อสงสัยของพระพุทธเจ้า หรือกรณีศึกษาชาวเกสปุตตะเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า พุทธศาสนาเปิดกว้างให้มนุษย์ใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อนจะปักใจเชื่อ
๔.๒ จริยศาสตร์และปรัชญา(มิติทางสังคมและสิทธิมนุษยชนในยุคโบราณ) ในการวิพากษ์ระบบวรรณะและกลุ่มจัณฑาล ในฐานะผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในอินเดียโบราณ เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของพระพุทธศาสนาในการปฏิรูปสังคม และการมองคุณค่าความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ
๔.๓ อภิปรัชญา การตั้งคำถามและสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสภาวะนามธรรม เพื่อจำแนกแยกแยะความแตกต่างระหว่างความจริงเชิงประวัติศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนาและหลักสัจธรรมในปรัชญาพุทธภูมิ
๔.๔ ประวัติศาสตร์และพุทธประวัติ ในการวิเคราะห์บริบททางสังคมและแรงจูงใจในการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ การการศึกษาด้าน "ศิลปศาสตร์" และกฎหมายในวัยเยาว์ตลอดจนเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลก เช่น การสถาปนาอาณาจักรโมริยะ (เมารยะ) ให้เป็นมหาอำนาจของโลก และบทบาทการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของโลก
๔.๕ สุนทรียศาสตร์และการประยุกต์ใช้ในชีวิต ในการตีความเกี่ยวกับความงามเชิงอัตวิสัยของพุทธสถาน เช่น สวนลุมพินี สถานที่ประสูติ ควบคู่ไปกับการเสนอแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดของมนุษยชาติ
"ปรัชญาพุทธภูมิ" ในบล็อคนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวในอดีตหรือตำนานอันไกลตัว แต่คือกระบวนการใช้ปัญญาและเหตุผล เพื่อกระเทาะเปลือก "สมมติสัจจะ" เข้าถึง "ปรมัตถสัจจะ" ผ่านการนำเลนส์ทางปรัชญามาวิเคราะห์พระไตรปิฎกและประวัติศาสตร์ เพื่อเปิดมุมมองให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาคือองค์รวมแห่งศาสนา ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ที่พร้อมรับใช้และเกื้อกูลมนุษย์อย่างแท้จริง


4 ความคิดเห็น:
สาธุครับ
สาธุค่ะ
สาธุครับ
หลังจากอ่านจบแล้วมีความรู้ความเข้าใจในแดนพุทธธรรมมากขื้ มีความคิดอยากไปแดนพุทธภูมิเพื่อศึกษาแดนพุทธภูมิและสักการะพระะทธเจ้า สาธุ
แสดงความคิดเห็น