"บทนำสู่ปรัชญาแดนพุทธภูมิ" : มนุษยชาติ, ผู้เป็นเจ้าของความรู้ในพระไตรปิฎก
(Introduction to Buddhaphumi philosophy : Humanity,the Owners of the Knowledge in Tripitaka)
คำสำคัญ : มนุษย์ ความรู้ พระไตรปิฎก
๑.บทนำ
ชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของความรู้เกี่ยวกับ "ชีวิต" มนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งขาดหายไป ชีวิตมนุษย์นั้นย่อมไม่สมบูรณ์และไม่อาจเรียกว่า"มนุษย์"ได้อีกต่อไป จิตใจของมนุษย์โดยพื้นฐานนั้นไร้รูปร่าง มีลักษณะเป็นดวงจิตที่เวียนว่ายตายเกิดภายใต้กฎธรรมชาติแห่งวัฏสงสารทั้งในภพมนุษย์ สวรรค์ นรกและภพภูมิอื่น ๆ จิตวิญญาณเปรียบเสมือนอาศัยอยู่ในร่างมนุษย์ ที่เปรียบดั่งถ้ำคูหา ชีวิตจึงมีลักษณะของการเกิดขึ้น การดำรงอยู่และการดับสูญไป ตามความจริงที่สมมติขึ้นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ วิญญาณจะปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นเวลา ๙ เดือน ก่อนจะุอุบัติขึ้นเป็นมนุษย์คนใหม่หน้าที่ของจิตวิญญาณ คือการใช้อายตนะภายในรับรู้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคมซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้น การดำรงอยู่และดับไปเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม จิตใจมนุษย์มิได้มีเพียงการรับรู้ข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้นยังมีธรรมชาติของการเป็น"นักคิด" เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใดย่อมใคร่ครวญและใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาในการอธิบายความจริง เพื่อรักษาองค์ความรู้นั้นไว้ไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับความตาย มนุษย์จึงคิดค้นวิธีการสืบทอดความรู้ต่าง ๆ ดังเช่น การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกที่เมืองราชคฤห์ พระอานนท์และเหล่าพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ได้ร่วมกันจดจำพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าด้วยระบบ "มุขปาฐะ"(การบอกเล่าปากต่อปาก) และต่อมาได้มีการจารึกด้วยอักษรพราหมี ภาษาบาลี และสันสกฤต สืบต่อกันมาเป็นต้น
เมื่อมนุษย์คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตย่อมปรารถนาสิ่งนั้นเพื่อสนองอารมณ์ของตนเอง เมื่อสมหวังย่อมเป็นความสุข เมื่อผิดหวังย่อมเป็นทุกข์ในโลกนี้ มนุษย์จึงมีความเห็นแก่ตัวโดยกำเนิด มักแสดงความเห็นแก่ตัวในการแสวงหาปัจจัย ๔ เพราะมุ่งปรารถนาความสุขมากกว่าความทุกข์ ทว่าการดำเนินชีวิตด้วยประมาท ขาดความเชื่อมั่นในการแสวงหาความรู้และทรัพย์ในทางที่ชอบประกอบกับการหลงลืมประสบการณ์ในอดีตชาติ ทำให้ไม่สามารถเอาชนะกิเลสตัณหาได้ ชีวิตจึงตกอยู่ในความมืดมน พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ จึงแสวงหาความต้องการด้วยเจตนาทุจริต หรือการหลอกลวงผู้อื่นย่อมต้องรับผลของการกระทำนั้นทั้งในโลกนี้และโลกหน้า(นรก)
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อได้ยินความจริงเรื่องใด อย่างเพิ่งด่วนเชื่อ แต่ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน แล้วทำการสอบสวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยเหตุผล อันเป็นเครื่องของนักปรัชญาในการพิสูจน์ความจริง แต่ด้วยอายตนะภายในของมนุษย์ ที่มีจำกัดในการรับรู้ประกอบด้วยความลำเอียง (อคติ) จากความไม่รู้ ความกลัว ความเกลียดชังและความรัก ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาในฐานะพราหมณ์ นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา ข้าราชการ พนักงานสอบสวน อัยการ และนักวิชาการสาขาอื่น ๆ มักจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบตามหลักเหตุผล และการคาดคะเนความจริงของนักวิชาการเหล่านั้น บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลที่ผิด บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่งหรือบางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลอธิบายความจริงยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นพระพุทธเจ้าจึงทรงไม่ยอมรับความคิดเห็นที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนเหล่านั้น เป็นความรู้ที่แท้จริง
ดังกรณีตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบถึงการลงโทษชาวเมืองสักกะโดยพระพรหมและถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น " จัณฑาล"เพียงเพราะละเมิดกฎหมายวรรณะ ต้องสูญเสียสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ภายใต้กฎหมายวรรณะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาเห็นว่านี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จึงทรงมีความเมตตาที่จะปฏิรูปสังคมโดยยกเลิกกฎหมายวรรณะ เพื่อให้ชาวสักกะมีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน เมื่อทรงสอบสวนข้อเท็จจริง จากปุโรหิต ที่อ้างว่า "พระพรหมสร้างมนุษย์และระบบวรรณะ"แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงซักถามถึงประวัติและที่มาของเทพเจ้าเหล่านั้นกลับไม่มีปุโรหิตผู้ใดตอบได้ พระองค์จึงทรงวินิจฉัยได้ว่าคำกล่าวอ้างของพราหมณ์เป็นเพียงสิ่งที่กล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ โดย ไม่มีหลักฐานยืนยันความจริงที่อยู่เหนือขอบเขตประสบการณ์ของอายตนะภายในของมนุษย์ได้
อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนมักมีอคติอยู่ในใจ (ฉันทาคติ, โทสคติ, ภยาคติ, โมหาคติ) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการรับรู้ความจริง เมื่อ ความรู้เชิงปรัชญาในหัวข้อเดียวกัน อาจมีเหตุผลที่ต่างกันไป ตามความเข้าใจของแต่ละคนจนไม่สามารถระบุได้ว่า คำตอบใดคือความจริงแท้ มนุษย์จึงอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ เช่นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เข้ามาช่วยวิเคราะห์และแบ่งปันความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง การศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ค้นพบคลื่นวิทยุ หรือคลื่นโทรศัพท์ซึ่งแม้จะอยู่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ ก็สามารถสร้างเครื่องมือมารับรู้ได้ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง
เมื่อผู้เขียนต้องการกำหนดขอบความรู้ให้ชัดเจน และน่าเชื่อถือจึงใช้คำนิยามจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๕๔ได้ระบุว่า"อคติ" คือความลำเอียงแบ่งออกเป็น ๔ ประเภทได้แก่ฉันทาคติ (อคติเนื่องจากความรัก) โทสคติ (อคติเนื่องจากความโกรธ) ภยาคติ (อคติเนื่องจากความกลัว) โมหาคติ (อคติเนื่องจากความโง่เขลา) เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจมนุษย์จะใช้อายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ทางสังคมในอดีตหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลออกไปในทะเลหรือดินแดนที่ห่างไกล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นพยานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจให้การเป็นพยานโดยปราศจากความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของตนเอง เพื่อช่วยให้จำเลยพ้นผิดเนื่องด้วยอคติ อาจเกิดจากความรักที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหา เมื่อพยานมีอคติคำให้การของพวกเขามักจะน่าสงสัย กระบวนการตรวจสอบต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงหลักฐานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลและหลักฐานดิจิทัลที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต
เมื่อนักปรัชญาได้รวบรวมหลักฐานเพียงพอแล้ว พวกเขาจะนำหลักฐานเหล่านั้นมาใช้ในการวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้พิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น ๆ โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล ไม่มีสาเหตุให้เกิดความสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความจริงของคำตอบนั้น คำตอบนั้นจึงกลายเป็นความรู้ที่แท้จริงของเรื่องนั้น ซึ่งตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความรู้ของมนุษย์ไม่ใช่แค่เพียงแค่การรับรู้เท่านั้น มันต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ มิฉะนั้นมันจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินและการวิจัยในหัวข้อนั้นก็จะไม่คุ้มค่า เมื่อองค์ความรู้พัฒนา และขยายขอบเขตของเนื้อหาทางวิชาการมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจและสร้างหลักสูตรใหม่ ๆ ได้
ในสมัยอินเดียโบราณนักปรัชญาสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อในเทพเจ้า เทวดาและธรรมชาติอื่นๆ เป็นต้น เพราะมนุษย์ได้รับความรู้เกี่ยวกับชีวิตผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ในการแสวงหาโชคชะตาชีวิต จากแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำสำหรับการบริโภคสัตว์น้ำและการล่าสัตว์ เพื่อเป็นอาหาร ฯลฯ พราหมณ์ชาวอารยันว่าเหตุผลที่พวกเขาค้นพบอนุทวีปอินเดียซึ่งอุดมไปด้วยสัตว์น้ำและสัตว์ป่าสำหรับการล่าเพื่อเป็นอาหารนั้น เป็นเพราะเทพเจ้าได้ดลใจให้พวกเขาค้นพบดินแดนศักดิ์สิทธิแห่งนี้เมื่อชาวอารยันพิชิดดินแดนนี้ พวกเขาได้รับอนุญาตให้ไช้ชีวิตตามสิทธิและเสรีภาพของตนเอง ในฐานะส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยในดินแดนและเพื่อระลึกถึงพระอิศวรและพระพรหม ชาวอารยันจำเป็นต้องถวายเครื่องบูชาและอธิษฐานต่อเทพเจ้าเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตน
เมื่อพระพรหมเป็นความจริงที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ และไม่สามารถจับต้องได้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พราหมณ์ชาวอารยันก็สามารถอธิบายความจริงของพระองค์ได้ด้วยเหตุผลและสามารถสื่อสารกับพระองค์ได้ผ่าน การบูชาด้วยการถวายเครื่องสังเวยตามคำสอนของพราหมณ์ นำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับนิกายพราหมณ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมูลค่าการตลาดของการบูชาเทพเจ้านั้นมหาศาล นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างพราหมณ์อารยันกับพราหมณ์ดราวิเดียน ผลที่ตามมาคือนักบวชชาวอารยัน (Priesthood) จึงพยายามจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์ดราวิเดียน ป้องกันไม่ให้พวกเขาประกอบพิธีกรรมบูชายัญ โดยพวกเขาให้คำแนะนำแก่มหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ และอธิบายว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อทำหน้าที่ตามวรรณะของตน สมากชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะได้ร่วมประชุมพิจารณาในเรื่อง จึงลงมติตรากฎหมายวรรณะและประกาศบังคับใช้ทั่วอาณาจักรสักกะ เมื่อชาวสักกะเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้คำสอนทางศาสนาและกฎหมาย พวกเขาพึงพากันละเมิดกฎหมายวรรณะ โดยการแต่งงานข้ามวรรณะ จึงถูกพระพรหมลงโทษโดยให้สังคมขับไล่พวกเขาออกจากบ้านพักอาศัยตลอดชีวิต ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนในพระนครใหญ่ เป็นต้น
ผู้เขียนสงสัยว่าพราหมณ์มีวิธีการแสวงหาความรู้ได้อย่างไร ? ในระหว่างการค้นคว้าข้อเท็จจริงในพระไตรปิฎกของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนได้ค้นพบว่าในสมัยอินเดียโบราณ พราหมณ์จากนิกายต่าง ๆ ได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อสอนวิชาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชาแก่วรรณะกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาศึกษาและแสวงหาความรู้เพื่อใช้ในการทำงานตามหน้าที่ของวรรณะตน แม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงได้รับการศึกษาจากสถาบันการศึกษาของครูวิศวามิตร เพื่อใช้ความรู้นั้นในการปกครองประเทศตามวรรณะของพระองค์ ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จเยี่ยมราษฏร์ในพระนครกบิลพัสดุ์และทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของ "พวกจัณฑาล" จึงถูกจำกัดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะทั้งในด้านอาชีพการศึกษาและความเชื่อทางศาสนา อีกทั้งยังถูกลงโทษจากสังคมฐานมีพฤติกรรมร่วมประเวณีกับคนวรรณะอื่น พวกจัณฑาลจึงถูกพระพรหมลงโทษ โดยสั่งให้ขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิต พวกเขาถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ มีอาชีพรับจ้างทิ้งขยะ ทำความสะอาดถนนและอื่น ๆ แม้ในวัยชรา เจ็บป่วยและเสียชีวิตบนท้องถนน
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสียพระทัยอย่างยิ่ง และทรงครุ่นคิดถึงความทุกข์ยากของประชาชนของพระองค์อยู่หลายวัน หลังจากทรงพิจารณาคำสอนทางศาสนา และกฎหมายระบบวรรณะแล้ว พระองค์ทรงตระหนักว่า หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกระบบวรรณะ พระองค์จะทรงสูญเสียสิทธิและหน้าที่ในการปกครองประเทศตามกฎหมายวรรณะ กลายเป็นจัณฑาล(คนไร้วรรณะ) เพราะทรงปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ดังนั้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคม โดยเสนอร่างกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะต่อรัฐสภาราชวงค์ศากยะ อย่างไรก็ตาม รัฐสภาราชวงศ์ศากะ เมื่อสมาชิกรัฐสภาพิจารณาข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสักกะแล้วลง ลงมิติเป็นเอกฉันท์ไม่ชอบด้วยกับร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะ ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงนำเสนอมานั้น เพราะขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสักกะที่เรียกว่า "ราชอปริหานิยธรรม" ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้กีแล้ว
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักว่าปัญหาของอาณาจักรสักกะไม่สามารถแก้ไขได้ผ่านทางรัฐสภาศากยวงศ์ เพราะจะกระทบผลประโยชน์ทางการเมืองของวรรณะต่าง ๆพระองค์จึงทรงพิจารณาต้นตอของปัญหาในประเทศ นั่นคือความเชื่อที่ว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์ และการนำคำสอนของพราหมณ์มาใช้โดยอ้างว่าพระพรหมสร้างระบบวรรณะเพื่ออกกฎหมายประเพณีเกี่ยวกับวรรณะโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาศากยะตามหลักราชอปริหานิยธรรมมาตรา ๓ นั้น เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายฉบับใดแล้วจะยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ เมื่อรัฐสภาศากยะบัญญัติแล้วจะยกเลิกไม่ได้
เมื่อความทุกข์ของประชาชน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบการเมืองผ่านรัฐสภาศากยะได้ และความชรา ความเจ็บไข้ และความตายส่งผลกระทบทุกวรรณะ ด้วยเหตุนี้เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงสงสัยว่าหากพระพรหมทรงสร้างมนุษย์ ทำไมพระองค์ทรงไม่สร้างมนุษย์ให้เป็นอมตะเหมือนพระองค์เอง เมื่อพระองค์ทรงสอบถามเกี่ยวกับประวัติของพระพรหมและพระอิศวรแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถตอบพระองค์ได้ เพื่อช่วยชีวิตมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากความมืดมิด เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยละทิ้งชีวิตทางโลก และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตในสำนักการศึกษาต่าง ๆ ในอาณาจักรมคธ เช่น สำนักของอาฬารดาบสและอุททกดาบส ซึ่งสอนการปฏิบัติสมาธิระดับสูงคือ "สมบัติ๘" เป็นต้น
ในสมัยอินเดียโบราณการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาความรู้ผ่านอายตนะภายใน เมื่ออายตนะภายในเชื่อมโยงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม ในขณะที่จิตใจเก็บข้อมูลทางอารมณ์ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อข้อมูลทางจิตนี้จะถูกวิเคราะห์เพื่อหาเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบแต่คำตอบเหล่านั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถสรุปความจริงได้อย่างแน่ชัดจะสรุป ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ยังเชื่อมั่นในความคิดและรักในการศึกษาเพิ่มเติมโดยต้องการหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของตน
ในสมัยก่อนพุทธกาลนักปรัชญา จะใช้หลักฐานเป็นพยานบุคคล (witness) ให้ข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น ๆ แต่มนุษย์ก็มีอคติอยู่ในจิตใจจึงขาดความซื่อสัตย์สุจริตไม่สามารถรับฟังเป็นพยานบุคคลได้ ดังนั้นเมื่อเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องใด ๆ จากพยานที่มีอคติ ย่อมทำให้เกิดความกังขาเกี่ยวกับความจริงเรื่องนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงหาทางแก้ปัญหาเรื่องอคติของมนุษย์ โดยการพัฒนาความรู้ทางปรัชญาพราหมณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยมนุษย์ในการรับข้อมูลที่อยู่เกินขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้ แม่นยำยิ่งขึ้น ความรู้ของมนุษย์ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในของพวกเขาเท่านั้นและถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ พวกเขาใช้จิตใจของตนเองเป็นผู้คิดหาเหตุผลยืนยันความของคำตอบในเรื่องนั้น แต่คำตอบเชิงปรัชญาในหัวข้อเดียวกัน นักปรัชญาหลายคนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน ในการยืนยันความจริงของตำตอบตามความเข้าใจของพวกเขาคำตอบเชิงปรัชญา จึงไม่สามารถระบุได้ว่าคำตอบของนักปรัชญาข้อใด เป็นคำตอบที่แท้จริงเพราะทุกคำตอบนั้น มีเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้นแต่มีข้อสงสัย และข้อโต้แย้งทั้งหมดมนุษย์ได้คิดหาทางออก โดยการสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้ความรู้ที่ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น
การที่มนุษย์สร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้ทำให้เนื้อหาวิชาปรัชญา ขยายออกไปจนเนื้อหาทางวิชาการแยกออกมาเป็นสาขาวิชาใหม่ ๆ อีกมากมาย เช่น พุทธปรัชญา พุทธศาสนา เรขาคณิต คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศกรรมศาสตร์เป็นต้น จนกระทั่งการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นโทรทัศน์ และคลื่นไวฟาย เป็นต้น คลื่นเหล่านี้มีสภาวะที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ แต่มนุษย์สามารถสร้างโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องส่งและรับคลื่นเหล่านี้ และแปลงเป็นภาพนิ่งวีดีโอและภาพยนตร์ได้ การสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นเครือข่ายสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้คนและการแบ่งปันความรู้ผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้อื่นได้ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมทำให้มีการใช้ความรู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเกิดข้อสงสัยว่า "มนุษย์เป็นเจ้าของความรู้ในพระไตรปิฎกได้อย่างไร ? ผู้เขียนรักในการแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไปจึงมุ่งมั่นที่จะค้นคว้าผ่านพยานเอกสารในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก อรรถกถา และงานวิจัยต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อนำหลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงและพิสูจน์ความจริงในประเด็นนี้ บทความนี้มุ่งหวังที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินอย่างสมเหตุสมผล ช่วยให้ผู้สนใจโดยนิสิตระดับปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนา สามารถบูรณาการพุทธธรรมเข้ากับกับศาสตร์สมัยใหม่ และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างถูกต้อง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น