Introduction: Humans are the possessors of knowledge in the Tripitaka according to Buddhaphumi philosophy.
คำสำคัญ : มนุษย์ ความรู้ พระไตรปิฎก
๑.บทนำ
ชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของความรู้เกี่ยวกับ "ชีวิต" มนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งขาดหายไป ชีวิตมนุษย์ก็จะไม่สมบูรณ์และไม่สามารถเรียกว่า "มนุษย์" ได้อีกต่อไป เพราะไม่มีชีวิตอีกต่อไป จิตใจของมนุษย์โดยพื้นฐานแล้วไร้รูปร่าง จิตใจมีลักษณะเป็นดวงและอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติของวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่อันไม่มีที่สิ้นสุดในโลกมนุษย์ สวรรค์ นรกและภพภูมิอื่น ๆ วิญญาณอาศัยอยู่ในร่างมนุษย์ซึ่งมีลักษณะคล้ายถ้ำคูหา ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงมีลักษณะของการเกิดขึ้น การดำรงชีวิตอยู่ และการดับสูญไป ชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้น
เมื่อกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ วิญญาณจะเกิดในครรภ์มารดาเพื่อสร้างชีวิตใหม่เป็นเวลา ๙ เดือน หลังจากนั้นมนุษย์คนใหม่จะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมนุษย์อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ หน้าที่ของจิตวิญญาณคือ การใช้อายตนะภายในรับรู้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ในโลกมนุษย์ สิ่งนี้จะคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะสลายไปในอากาศธาตุ อย่างไรก็ตาม จิตใจของมนุษย์ นอกจากการรับรู้และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์แล้ว ยังมีธรรมชาติของนักคิดอีกด้วย เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น แล้วจึงใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา เพื่ออธิบายความจริงของความคิดของตนให้ผู้อื่นทราบ เนื่องจากความคิดของมนุษย์มักสูญหายไปพร้อมความตาย มนุษย์จึงมักคิดค้นวิธีการต่าง ๆ เพื่อรักษาความรู้นั้นไว้ ยกตัวอย่างเช่น การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกที่เมืองราชคฤห์ พระอานนท์สอนพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป จดจำพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าโดยการบอกเล่าปากต่อปาก ที่เรียกว่า"มุขปาฐะ" หรือจารึกด้วยอักษรพราหมี ภาษาบาลี และสันสกฤต เป็นต้น
เมื่อมนุษย์คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตก็ย่อมปรารถนาสิ่งนั้นเพื่อสนองความปรารถนาของตน เมื่อปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งที่นั้นย่อมเป็นทุกข์ เมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาย่อมเป็นสุขในโลกมนุษย์นี้ มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวโดยกำเนิด มักจะแสดงความเห็นแก่ตัวเมื่อปรารถนาปัจจัย ๔ เพราะปรารถนาแต่ความสุขไม่ใช่ความทุกข์ แต่กลับดำเนินชีวิตอย่างประมาท ขาดความเชื่อมั่นในตนเองที่จะแสวงหาความรู้และทรัพย์สมบัติ จึงไม่สามารถแสวงหาได้ ส่งผลให้ขาดสติในการระลึกถึงความรู้จากประสบการณ์ในอดีตชาติ จึงไม่สามารถต่อสู้กับกิเลสตัณหา ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ หากพวกเขาแสวงหา เพื่อสนองความปรารถนาของตนโดยมีเจตนาทุจริตโดยใช้วิธีต่าง ๆในการหลอกลวงผู้อื่น พวกเขาจะต้องรับผลของการกระทำของตนในโลกนี้ กลายเป็นนักโทษและในโลกหน้า พวกเขาจะต้องรับผลของการกระทำของตนในนรก
เพื่อแก้ปัญหาการหลอกลวงนี้ เมื่อเราได้ยินความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เราไม่ควรเชื่อทันทีว่าเป็นความจริง เราควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จนกว่าเราจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งนั้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ เราสามารถใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงอย่างมีเหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงของสิ่งนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น
แต่เมื่อมนุษย์มีอายตนะภายในของร่างกายในการรับรู้ที่จำกัดและมีความลำเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ความกลัว ความเกลียดชังและความรัก เป็นต้น ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อพวกเขาในฐานะพราหมณ์ นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา ข้าราชการ พนักงานสอบสวน อัยการ และนักวิชาการสาขาอื่น ๆ มักจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามหลักเหตุผลและคาดคะเนความจริงเป็นอย่างนี้ อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้มักจะใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนั้น บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนี้ หรือบางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนั้น เมื่อพวกเขาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในลักษณะที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ได้ยินความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงในเรื่องนั้นวิญญูชนจะไม่เชื่อสิ่งนั้นเป็นความจริงและจะไม่ยอมรับว่าเป็นความรู้ที่ต้องในเรื่องนั้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบถึงการลงโทษชาวเมืองสักกะโดยพระพรหม พวกเขาจึงตกเป็นจัณฑาลที่ถูกสังคมลงโทษ และขับไล่ออกจากบ้านเรือนตลอดชีวิต เพราะกระทำความผิดฐานละเมิดกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ พวกเขาสูญเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ภายใต้กฎหมายวรรณะ กลายเป็นจัณฑาลที่อยู่อาศัยตามท้องถนนโดยไม่มีอยู่ที่ประจำ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นปัญหาจัณฑาล เป็นปัญหาร้ายแรงของอาณาจักรสักกะ เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในขณะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงความเมตตา และกรุณาต่อชาวเมืองสักกะด้วยการปฏิรูปสังคมโดยยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะเพื่อให้ชาวสักกะมีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นคำให้การของปุโรหิตแล้ว พระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และวรรณะ เพื่อให้มนุษย์สามารถทำงานตามหน้าที่ของวรรณะที่ตนเกิดมา พระองค์ยังทรงยืนยันข้อเท็จจริงว่า ปุโรหิตในอดีตเคยเห็นพระพรหมและพระอิศวรในแคว้นสักกะมาก่อน แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงซักถามประวัติของพระพรหมและพระอิศวร แต่ไม่มีปุโรหิตองค์ใดสามารถตอบได้
ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงวิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดซึ่งเป็นคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตแล้ว พระองค์ก็ทรงเห็นว่า แม้พราหมณ์จะยืนยันถึงความมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงซักถามถึงประวัติของพระพรหมและพระอิศวร ก็ไม่มีพราหมณ์รูปใดตอบพระองค์ได้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานแล้ว พระองค์ทรงวินิจฉัยว่าแม้พราหมณ์อาวุโสในบ้านเมือง และมีตำแหน่งที่ปรึกษามหาราชาจะยืนยันข้อเท็จจริงของการมีอยู่ของพระพรหม และพระอิศวรก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การที่นักบวชพราหมณ์ไม่สามารถตอบคำถามของเจ้าชายสิทธัตถะในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่านักบวชพราหมณ์แห่งอาณาจักรสักกะนั้น ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตการรับรู้ของประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในของตนเองเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร แม้พวกเขาจะอ้างว่าการบูชายัญผ่านพราหมณ์อารยันจะสามารถเข้าถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าได้ก็ตามพราหมณ์อารยันจะอ้างปุโรหิต(priest) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์เป็นประจักษ์พยานที่น่าเชื่อ ได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าพวกเขาเคยเห็นเทพเจ้าทั้งสองในแคว้นสักกะมาก่อน แต่เป็นคำกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
หลังจากผู้เขียนได้ฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว เรื่องราวปรากฏเป็นมโนภาพขึ้นในจิตใจของผู้เขียน ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนว่ามีความเป็นอย่างไร ผู้เขียนจึงสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามนุษย์เป็นเจ้าของความรู้ในพระไตรปิฎก? ผู้เขียนรักที่จะแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป โดยจะสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น พระไตรปิฎก อรรถกถา คัมภีร์ต่าง ๆ และงานวิจัยอื่นๆ เป็นต้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ผู้เขียนจะใช้หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูล สำหรับการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องความรู้ของมนุษย์ในพระไตรปิฎก
บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคน โดยให้ความรู้ที่ตรงตามเกณฑ์การตัดสินอย่างมีเหตุผล และขจัดข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความจริง กระบวนการวิเคราะห์หลักฐาน จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยของนิสิตระดับปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา ช่วยให้พวกเขามีความเข้าใจพุทธศาสนาดีขึ้นและบูรณาการความรู้ทางพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ในแบบที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตสมัยใหม่ ขจัดข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความจริง และทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนมีอคติอยู่ในใจ ปัญหาของ"อคติ"คืออะไร? แม้ว่าผู้เขียนจะมีแนวโน้มตามธรรมชาติในการคิด แต่ความคิดของผู้เขียนเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปมีจินตนาการที่ไร้ขอบจำกัด เมื่อใช้เหตุผลอธิบายความจริงเกี่ยวกับอคติของมนุษย์ บางครั้งเหตุผลก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็เป็นอย่างนี้หรือบางครั้งก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเหตุผลของมนุษย์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าศากยะมุนีจะไม่เชื่อความคิดของบุคคลเหล่านั้น
เมื่อผู้เขียนต้องการกำหนดขอบความรู้ให้ชัดเจนและน่าเชื่อถือ จึงใช้คำนิยามจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ได้ระบุว่า"อคติ" คือความลำเอียงแบ่งออกเป็น ๔ ประเภทได้แก่ฉันทาคติ (อคติเนื่องจากความรัก) โทสคติ (อคติเนื่องจากความโกรธ) ภยาคติ (อคติเนื่องจากความกลัว) โมหาคติ (อคติเนื่องจากความโง่เขลา) เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจมนุษย์จะใช้อายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ทางสังคมในอดีตหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลออกไปในทะเลหรือดินแดนที่ห่างไกล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นพยานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจให้การเป็นพยานโดยปราศจากความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องนั้น จากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของตนเอง เพื่อช่วยให้จำเลยพ้นผิดเนื่องด้วยอคติ อาจเกิดจากความรักที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหา เมื่อพยานมีอคติ คำให้การของพวกเขามักจะน่าสงสัย กระบวนการตรวจสอบต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงหลักฐานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคลและหลักฐานดิจิทัลที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต
เมื่อนักปรัชญาได้รวบรวมหลักฐานเพียงพอแล้ว พวกเขาจะนำหลักฐานเหล่านั้นมาใช้ในการวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้พิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น ๆ โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล ไม่มีสาเหตุให้เกิดความสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความจริงของคำตอบนั้น คำตอบนั้นจึงกลายเป็นความรู้ที่แท้จริงของเรื่องนั้น ซึ่งตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความรู้ของมนุษย์ไม่ใช่แค่เพียงแค่การรับรู้เท่านั้น มันต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ มิฉะนั้นมันจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินและการวิจัยในหัวข้อนั้นก็จะไม่คุ้มค่า เมื่อองค์ความรู้พัฒนา และขยายขอบเขตของเนื้อหาทางวิชาการมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจและสร้างหลักสูตรใหม่ ๆ ได้
ในสมัยอินเดียโบราณนักปรัชญาสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อในเทพเจ้า เทวดาและธรรมชาติอื่นๆ เป็นต้น เพราะมนุษย์ได้รับความรู้เกี่ยวกับชีวิตผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ในการแสวงหาโชคชะตาชีวิต จากแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำสำหรับการบริโภคสัตว์น้ำและการล่าสัตว์ เพื่อเป็นอาหาร ฯลฯ พราหมณ์ชาวอารยันว่าเหตุผลที่พวกเขาค้นพบอนุทวีปอินเดียซึ่งอุดมไปด้วยสัตว์น้ำและสัตว์ป่าสำหรับการล่าเพื่อเป็นอาหารนั้น เป็นเพราะเทพเจ้าได้ดลใจให้พวกเขาค้นพบดินแดนศักดิ์สิทธิแห่งนี้เมื่อชาวอารยันพิชิดดินแดนนี้ พวกเขาได้รับอนุญาตให้ไช้ชีวิตตามสิทธิและเสรีภาพของตนเอง ในฐานะส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยในดินแดนและเพื่อระลึกถึงพระอิศวรและพระพรหม ชาวอารยันจำเป็นต้องถวายเครื่องบูชาและอธิษฐานต่อเทพเจ้าเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตน
เมื่อพระพรหมเป็นความจริงที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ และไม่สามารถจับต้องได้ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พราหมณ์ชาวอารยันก็สามารถอธิบายความจริงของพระองค์ได้ด้วยเหตุผลและสามารถสื่อสารกับพระองค์ได้ผ่าน การบูชาด้วยการถวายเครื่องสังเวยตามคำสอนของพราหมณ์ นำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับนิกายพราหมณ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมูลค่าการตลาดของการบูชาเทพเจ้านั้นมหาศาล นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างพราหมณ์อารยันกับพราหมณ์ดราวิเดียน ผลที่ตามมาคือนักบวชชาวอารยัน (Priesthood) จึงพยายามจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์ดราวิเดียน ป้องกันไม่ให้พวกเขาประกอบพิธีกรรมบูชายัญ โดยพวกเขาให้คำแนะนำแก่มหาราชาแห่งอาณาจักรต่าง ๆ และอธิบายว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อทำหน้าที่ตามวรรณะของตน สมากชิกรัฐสภาแห่งอาณาจักรสักกะได้ร่วมประชุมพิจารณาในเรื่อง จึงลงมติตรากฎหมายวรรณะและประกาศบังคับใช้ทั่วอาณาจักรสักกะ เมื่อชาวสักกะเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้คำสอนทางศาสนาและกฎหมาย พวกเขาพึงพากันละเมิดกฎหมายวรรณะ โดยการแต่งงานข้ามวรรณะ จึงถูกพระพรหมลงโทษโดยให้สังคมขับไล่พวกเขาออกจากบ้านพักอาศัยตลอดชีวิต ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนในพระนครใหญ่ เป็นต้น
ผู้เขียนสงสัยว่าพราหมณ์มีวิธีแสวงหาความรู้หรือไม่ ในระหว่างการค้นคว้าพระไตรปิฎกของมหาจุฬา ฯ ผู้เขียนได้ค้นพบข้อเท็จจริงว่า ในสมัยอินเดียโบราณ พราหมณ์จากนิกายต่างๆ ได้ก่อตั้งสถานศึกษาสอนศิลปศาสตร์สำหรับวรรณะกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ เพื่อศึกษา และแสวงหาความรู้สำหรับบทบาทในวรรณะตน แม้ แต่เจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทรงได้รับการศึกษาจากสถาบันการศึกษาของครูวิศวามิตร เพื่อใช้ในการปกครองประเทศตามวรรณะของพระองค์
ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จเยี่ยมราษฏร์ในพระนครกบิลพัสดุ์ และทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของ "พวกจัณฑาล" จึงถูกจำกัดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะทั้งในด้านอาชีพ การศึกษาและความเชื่อทางศาสนา อีกทั้งยังถูกลงโทษจากสังคมฐานมีพฤติกรรมร่วมประเวณีกับคนวรรณะอื่น พวกจัณฑาลจึงถูกพระพรหมลงโทษ โดยสั่งให้ขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิต พวกเขาถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ มีอาชีพรับจ้างทิ้งขยะ ทำความสะอาดถนนและอื่น ๆ แม้ในวัยชรา เจ็บป่วยและเสียชีวิตบนท้องถนน
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่งและทรงครุ่นคิดถึงความทุกข์ยากของประชาชนของพระองค์อยู่หลายวัน เจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาคำสอนทางศาสนา และกฎหมายวรรณะแล้วพระองค์ทรงตระหนักว่า หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เองเพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกระบบวรรณะ พระองค์จะทรงสูญเสียสิทธิ และหน้าที่ในการปกครองประเทศตามกฎหมายวรรณะ กลายเป็นคนจัณฑาล เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมโดยเสนอร่างกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับการยกเลิกวรรณะต่อรัฐสภาศากยวงศ์ อย่างไรก็ตาม รัฐสภาศายวงศ์ปฏิเสขร่างกฎหมายนั้น เพราะขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสักกะที่เรียกว่า"ราชอปริหานิยธรรม" ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่าปัญหาของประเทศแก้ไขไม่ได้ด้วยระบบรัฐสภาศากยวงศ์เพราะกระทบผลประโยชน์ทางการเมืองของหลายวรรณะ เมื่อทรงพิจารณาถึงสาเหตุของปัญหาในประเทศ เกิดจากความเชื่อในพระพรหมสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์ และนำหลักสอนของพราหมณ์ที่อ้างว่าพระพรหมสร้างวรรณะให้มนุษย์ไปตรากฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะด้วยความเห็นชอบของรัฐสภาศากยวงศ์ เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายใดแล้วจะยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วย วรรณะไม่ได้เพราะเป็นข้อห้าม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุด ในการปกครองประเทศ เมื่อปัญหาความทุกข์ของประชาชน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบการเมืองผ่านรัฐสภาศากยวงศ์ได้ แต่ความชรา ความเจ็บไข้ และความตายของผู้คนทุกวรรณะ
ด้วยเหตุนี้เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงสงสัยว่าถ้าพระพรหมสร้างมนุษย์ขึ้นมา แต่ทำไมพระองค์ไม่สร้างมนุษย์ให้มีชีวิตอมตะเหมือนพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงตรัสถามถึงประวัติความเป็นมาของพระพรหมและพระอิศวรแล้วไม่มีใครตอบพระองค์ได้ เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ให้พ้นจากความมืดมิด เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวช เพื่อแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตในสำนักการศึกษาต่าง ๆ ในแคว้นมคธ เช่น สำนักของอาฬารดาบสและอุททกดาบส เป็นสถาบันการศึกษาเปิดสอนปรัชญาชีวิตในหลักสูตรสมถกรรมฐานขั้นสูงสุดระดับ "สมบัติ๘" เป็นต้น
การศึกษาของมนุษย์ในสมัยอินเดียโบราณ เป็นการแสวงหาความรู้ในระดับประสาทสัมผัสของมนุษย์ กล่าวคือ เมื่อร่างกายของมนุษย์มีอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่เชื่อมโยงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมที่เกิดขึ้น และจิตใจของมนุษย์เก็บหลักฐานเป็นข้อมูลทางอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในจิตใจ เพื่อหาเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนั้นๆ แต่คำตอบนั้นไม่ชัดเจนพอ ที่จะสรุปได้ว่า ความรู้นั้นจริงหรือเท็จ แต่มนุษย์เชื่อในสิ่งที่คิดและรักที่จะศึกษาต่อไป จำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของพวกเขาในสมัยก่อนพุทธกาลนักปรัชญา จะใช้หลักฐานเป็นพยานบุคคล (witness) ให้ข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น ๆ แต่มนุษย์ก็มีอคติอยู่ในจิตใจจึงขาดความซื่อสัตย์สุจริตไม่สามารถรับฟังเป็นพยานบุคคลได้
ดังนั้นเมื่อเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องใด ๆ จากพยานที่มีอคติ ย่อมทำให้เกิดความกังขาเกี่ยวกับความจริงเรื่องนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงหาทางแก้ปัญหาเรื่องอคติของมนุษย์ โดยการพัฒนาความรู้ทางปรัชญาพราหมณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยมนุษย์ในการรับข้อมูลที่อยู่เกินขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้ แม่นยำยิ่งขึ้น ความรู้ของมนุษย์ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในของพวกเขาเท่านั้นและถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ พวกเขาใช้จิตใจของตนเองเป็นผู้คิดหาเหตุผลยืนยันความของคำตอบในเรื่องนั้น แต่คำตอบเชิงปรัชญาในหัวข้อเดียวกัน นักปรัชญาหลายคนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน ในการยืนยันความจริงของตำตอบตามความเข้าใจของพวกเขาคำตอบเชิงปรัชญา จึงไม่สามารถระบุได้ว่าคำตอบของนักปรัชญาข้อใด เป็นคำตอบที่แท้จริงเพราะทุกคำตอบนั้น มีเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้นแต่มีข้อสงสัย และข้อโต้แย้งทั้งหมดมนุษย์ได้คิดหาทางออก โดยการสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้ความรู้ที่ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น
การที่มนุษย์สร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้ทำให้เนื้อหาวิชาปรัชญา ขยายออกไปจนเนื้อหาทางวิชาการแยกออกมาเป็นสาขาวิชาใหม่ ๆ อีกมากมาย เช่น พุทธปรัชญา พุทธศาสนา เรขาคณิต คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศกรรมศาสตร์เป็นต้น จนกระทั่งการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นโทรทัศน์ และคลื่นไวฟาย เป็นต้น คลื่นเหล่านี้มีสภาวะที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ แต่มนุษย์สามารถสร้างโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องส่งและรับคลื่นเหล่านี้ และแปลงเป็นภาพนิ่งวีดีโอและภาพยนตร์ได้ การสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นเครือข่ายสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้คนและการแบ่งปันความรู้ผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้อื่นได้ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมทำให้มีการใช้ความรู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
ด้วยข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ผู้เขียนได้ยินมาข้างต้น แต่เรื่องที่ปรากฏขึ้นใจของผู้เขียนไม่ชัดเจนเพียงพอว่า ความรู้คืออะไร ? และมีลักษณะอย่างไร ? ผู้เขียนจึงตัดสินใจค้นคว้าข้อมูลเรื่อง "ความรู้ของมนุษย์ในพระไตรปิฎก" โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพยานเอกสารในพระไตรปิฎกอรรถกถา คัมภีร์ต่าง ๆ และงานวิจัยอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อหาเหตุผลยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องความรู้ของมนุษย์ในพระไตรปิฎก บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินอย่างสมเหตุสมผล และปราศข้อสงสัยในเหตุผลของความจริงอีกต่อไป เมื่อศึกษาอย่างเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของตนเองแล้วว่า มนุษย์ว่าสัมพันธ์กับความรู้ได้อย่างไรแล้ว ก็เป็นเรื่องง่าย ที่จะสอนผู้อื่นเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของความรู้ เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น