The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

แนวคิดเชิงอภิปรัชญาในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 Metaphysical Concepts in the Mahachulalongkorn Tripitaka 

แนวคิดอภิปรัชญาในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณ

๑.บทนำ ความเป็นมา   และความสำคัญของปัญหา

      โดยทั่วไปแล้ว  อภิปรัชญาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา  และเป็นตัวแทนของความรู้ของมนุษย์ที่รู้จักกันในชื่อ  "นักตรรกะ" หรือ "นักปรัชญา"     พวกเขามุ่งเน้นการศึกษาธรรมชาติของความเป็นจริงเช่น มนุษย์  โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น พวกเขาเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ โดยตรงที่ถ่ายทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันผ่านอายตนะภายใน   และเก็บไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ   อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของนักตรรกะและนักปรัชญาคือเมื่อพวกเขาได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใด ๆ ในชีวิต   ไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม      พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นของตนเองตามหลักเหตุผลและคาดคะเนความจริงเป็นอย่างนี้    โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น    

        อย่างไรก็ตาม    ในฐานะมนุษย์   นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา   มักมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ  และมีอคติต่อผู้อื่น     ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมน  สิ่งนี้ทำให้พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์   เมื่อพวกเขาก็ใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือเพื่ออธิบายความจริงเหล่านั้น    บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงได้อย่างถูกต้อง    บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลในลักษณะนี้พวกเขาก็ใช้เหตุผลในลักษณะนั้น    เมื่อเหตุผลในการอธิบายความจริงสำหรับคำตอบนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน      เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์  และนักปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องนี้   พระองค์ทรงไม่เชื่อถือและไม่ยอมรับบุคคลดังกล่าวเป็นพยานในการยืนยันความจริงในเรื่องนั้นได้ ดังนั้นพระองค์ทรงจึงทรงสร้างกระบวนการสำหรับการพิจารณาความจริงสื่งที่สมมติขึ้นโดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่พวกเขาได้ยิน          

       คำถามพื้นฐานที่นักปรัชญา  มักตั้งคำถามในสาขาปรัชญาได้แก่ ความจริงคืออะไร ?     เวลาและอวกาศมีอยู่จริงหรือไม่ ? จิตใจและร่างกายของมนุษย์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ? พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ ? และอีกมากมาย  แม้ว่าคำถามเหล่านี้จะเป็นนามธรรมและยากที่จะเข้าใจ  อย่างไรก็ตาม  การศึกษาปรัชญาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจโลกและตัวเราเอง เหตุผลจึงเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้    สามารถนำมาใช้เพื่ออธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลได้     

๒.ต้นกำเนิดของอภิปรัชญา  

        เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ของอภิปรัชญา   เราจะเข้าใจข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ว่า  อภิปรัชญาคือความรู้ของมนุษย์ที่เรียกว่า "นักตรรกวิทยาและนักปรัชญา" อย่างไรก็ตาม อภิปรัชญาไม่ใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   แต่ได้รับการพัฒนามาจากแนวคิดของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญามาตั้งแต่การเริ่มต้นของมนุษยชาติ โดยทั่วไป   นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเป็นมนุษย์ที่มีอาตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต  และรวบรวมสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม   ชีวิตมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับรู้ และเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธรรมชาติของการเป็นนักคิดอีกด้วย    เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น    แล้วใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาเพื่ออธิบายความเป็นจริง อย่างไรก็ตามเนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอายตนะภายในที่มีจำกัดในการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต  และอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง   ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ได้อย่างมีเหตุผล เป็นต้น   เราสามารถแบ่งยุคหลักของอภิปรัชญาได้ดังต่อไปนี้: 

     ๒.๑  ปรัชญาสมัยก่อนพุทธกาล  ยุคนี้ถือเป็นยุคทองของศาสนาพราหมณ์  เมื่อพราหมณ์ในอนุทวีปอินเดียเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของชีวิตและการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยใช้เหตุผล   และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินมา      ความสามารถในการอธิบายการมีอยู่ของเทพเจ้าอย่างมีเหตุผล      ทำให้ชาวอนุทวีปอินเดียเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ พวกเขายินยอมที่จะประกอบพิธีกรรมบูชายัญผ่านพราหมณ์อารยัน  โดยเชื่อว่าเทพเจ้าเหล่านั้นเป็นที่พึ่งสูงสุดของมนุษยชาติที่ต้องเผชิญกับความไม่เที่ยงของชีวิต อันได้แก่ การเกิดขึ้น การดำรงอยู่และความตายของชีวิตมนุษย์     นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในยุคนี้ใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงแก่ผู้คนในอนุทวีปอินเดียโดยกระตุ้นให้พวกเขาเข้าใจชีวิตว่า  พระพรหมทรงสร้างมนุษย์ และสร้างระบบวรรณะเพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน    

      เมื่อพวกเขาเชื่อในคำสอนของพราหมณ์แล้ว  พวกเขาได้รับการสอนให้ขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า    ผ่านพิธีกรรมบูชาของพราหมณ์ซึ่งเกี่ยวข้องการถวายของมีค่า   แม้ว่าพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกะศาสตร์และนักปรัชญาจะอธิบายความเป็นจริงเกี่ยวกับ "มนุษย์" อย่างมีเหตุผลแก่ผู้คนอนุทวีปอินเดีย    แต่เหตุผลของพวกเขาก็ไม่สามารถทำให้ผู้คนเข้าใจถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าได้ด้วยตนเอง  แม้ว่าพราหมณ์ในฐานะนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา    จะมีกระบวนการเพื่อพิจารณาความจริง ผ่านพิธีกรรมบูชายัญพร้อมของถวายที่มีค่าแก่เทพเจ้าโดยพราหมณ์ชาวอารยัน  เพื่อขอพรจากพระพรหมให้ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ตาม    

        อย่างไรก็ตาม ผลลัพท์ของการบูชายัญของพราหมณ์นั้น บางครั้งก็เป็นไปตามที่ปรารถนา     และบางครั้งก็ไม่เป็นไปเช่นนั้น พวกพราหมณ์อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาสำหรับความล้มเหลวของการบูชายัญ   ตัวอย่างเช่น การพึ่งพาเทพเจ้าหลายองค์และขาดศรัทธาที่แท้จริงในเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นต้น  เมื่อการบูชายัญขอพรเทพเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนว่าจะเป็นความจริง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการบูชาและอำนาจทางเมืองในตำแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์  เนื่องจากผู้คนในอนุทวีปเกิดมาโดยไม่รู้ในกฎธรรมชาติของชีวิต สิทธิ   เสรีภาพและหน้าที่ในการแสวงหาความรู้ของพวกเขา ถูกจำกัดด้วยกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี      ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมนและขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ จึงขาดความสามารถคิด โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนั้นได้อย่างมีเหตุผล เป็นต้น   

     เมื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์    และนักปรัชญาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของมนุษย์  โลก   ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและข้อพิสูจน์ของการมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น   พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเองโดยใช้เหตุผลอธิบายความจริง และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา   อย่างไรก็ตามการใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของนักตรรกศาสตรและนักปรัชญาบางครั้งใช้เหตุผลได้ถูกต้อง   บางครั้งอาจใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางครั้งอาจใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น เป็นต้น เมื่อเหตุผลของคำตอบมีลักษณะคลุมเครือและไม่ชัดเจน   วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจะทรงไม่เชื่อว่าคำตอบนั้น    เป็นความจริงและจะไม่ถือว่าคำตอบนั้น เป็นความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องนั้น                 

      ๒.๒ ยุคแห่งนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล ยุคนี้โดดเด่นด้วยการค้นพบความจริงของกฎธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์    ในพระพุทธศาสนาเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ค้นพบความจริงสอง ระดับคือความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์    ในทางตรงกันข้าม  แนวคิดของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์     และนักปรัชญาในก่อนสมัยพุทธกาล  ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าพวกเขาเสนอความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้    ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน      ตัวอย่างเช่น เรื่องราวของพระพรหมที่สร้างมนุษย์   และระบบวรรณะโดยให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน   โดยมีสภาพบังคับตามกฎหมายให้ประชาชนในอาณาจักรสักกะ   คือห้ามมิให้ประชาชนสมสู่กับคนต่างวรรณะและการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   

       เมื่อประชาชนมีความสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะ  พระพรหมจะลงโทษพวกเขา โดยพระพรหมทรงบัญชาให้คนในสังคมบังคับคดีตามพระประสงค์ของพระพรหม   ส่งผลให้จัณฑาลถูกขับไล่ออกจากสังคม      โดยพวกเขาอ้างว่า นี่เป็นการลงพรหมทัณฑ์ตลอดชีวิตพระพรหมและไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมได้ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง   เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นจัณฑาล ถูกลงโทษโดยสังคม  ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเร่ร่อนไร้บ้าน ตามท้องถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ แม้กระทั่งในวัยชรา เจ็บป่วยและเสียชีวิตอยู่บนถนน เป็นต้น 

     พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตากรุณาธิคุณต่อมวลมนุษยชาติปลดปล่อยพวกเขา จากพันธนาการของระบบวรรณะ เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่ได้เชื่อทันทีของการมีอยู่ของเทพเจ้า พระองค์ยังทรงสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง  และรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้ว   พระองค์ทรงใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้  เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้านั้น   โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล

     ๒.๓  นักปรัชญาสมัยหลังพุทธกาล  มีนักตรรกศาสตร์ นักปรัชญาเกิดขึ้นมากมาย เป็นมนุษย์ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และไม่ย่อมปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์  ๘  แสวงหาผลประโยชน์จากการบูชาเช่นในสมัยก่อนพุทธกาล   ยอมขาดปัญญาเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัติ      แต่ผู้ไม่ประมาทในชีวิตเช่นพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ  ทั่วโลก       

     ๒.๔ ยุคกรีกโบราณ:เป็นอภิปรัชญาเริ่มต้นชึ้นนักปรัชญากรีกเช่นเพลโตและอริสโตเติลได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง  ความรู้และจิตใจ   ผลงานของพวกเขามีอิทธิพลต่อการพัฒนาอภิปรัชญาในยุคต่อมาเป็นอย่างมาก 

     ๒.๕ ยุคกลางอภิปรัชญาในยุคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์  นักปรัชญาในยุคนี้มักจะมุ่งเน้นไปที่การพิสูจน์การมีอยู่เทพเจ้า และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับเหตุผล 

     ๒.๖ ยุคเรเนซองส์   เป็นยุคฟื้นฟูศิลปะ  วิทยาศาสตร์และปรัชญา นักปรัชญาในยุคนี้หันกลับไปศึกษาผลงานของนักปรัชญากรีกและเริ่มพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ เช่น ลัทธิประจักษ์นิยม  

     ๒.๗ ยุคใหม่  นักปรัชญาเป็นยุคสมัยใหม่มีการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพในยุคนี้ นักปรัชญาในยุคนี้ได้บูรณาการปรัชญาให้เข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่นลัทธิประจักษ์นิยมและลัทธิเหตุผลนิยม  

     ๒.๘  ในยุคปัจจุบัน อภิปรัชญายังคงพัฒนาแนวคิดอย่างต่อเนื่องต่อไปมีแนวคิดใหม่ ๆ เช่น  ลัทธิโครงสร้างนิยม และลัทธิหลังโครงสร้างนิยมได้เกิดขึ้น  และมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคำถามพื้นฐานของอภิปรัชญา  

     ดังนั้น   อภิปรัชญาเป็นสาขาที่สำคัญของปรัชญาที่ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจโลกและตัวเราเองได้อย่างลึกซึ้ง   การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์    สร้างความหมายชีวิตและพัฒนาจริยธรรม    อภิปรัชญามีความเป็นมาอันยาวนานและยังพัฒนาต่อไปจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น   

๓.ความสำคัญของอภิปรัชญา 

       วิชาอภิปรัชญาไม่เพียงแค่การศึกษาความจริงของสิ่งต่าง ๆ เช่นมนุษย์ โลก   ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า  สิ่งเหล่านี้ถูกรับรู้ผ่านอายตนะภายใน   และสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม  จิตใจไม่ได้มีธรรมชาติในการรับรู้และสั่งสมเรื่องราวต่างๆ    ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจเท่านั้น   มันยังมีธรรมชาติของการเป็นนักคิดอีกด้วย เมื่อจิตใจของมนุษย์รับรู้สิ่งใด มันก็จะคิดจากสิ่งนั้นโดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ผ่านการอนุมานความรู้  หรือคาดคะเนความจริงเป็นอย่างนั้น เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบ โดยใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น    อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้  บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง  บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลอย่างผิด ๆ   บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลอย่างนี้    บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลเป็นอย่างนั้น เมื่อคำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์นี้ยังคลุมเครือและไม่ชัด เจน    วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าได้ยินความคิดเห็นของคำตอบดังกล่าว   ย่อมไม่เชื่อถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงเรื่องนั้น   ดังนั้น ปรัชญามีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิต  โดยเราสามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงในเรื่องได้หลายประการ กล่าวคือ

       ๓.๑.การสร้างกรอบความคิด  โดยทั่วไปแล้ว  บางคนมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการอันไร้ขอบเขตและมีข้อจำกัดในเรื่องราวต่าง ๆ  จนถึงจุดขั้นไม่สามารถเข้าใจความรู้ของเรื่องนั้น    ๆ  ได้อภิปรัชญาช่วยสร้างกรอบความคิดพื้นฐานเพื่อความเข้าใจ ช่วยให้เราวิเคราะห์และประเมินความเชื่อและความคิดของเราอย่างมีเหตุผล โดยการตั้งคำถามถึงธรรมชาติของความเป็นจริง เราจะสามารถเข้าใจความเชื่อและมุมมองต่าง ๆได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

       ๓.๒. การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์  เราจะเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ระบุข้อบกพร่องและการสร้างข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล  ทักษะเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ  การแก้ปัญหาหรือการโต้แย้งกับผู้อื่น เป็นต้น 

       ๓.๓.การสร้างความหมายของชีวิต    อภิปรัชญาช่วยให้เราสามารถสำรวจความหมายของชีวิต    โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมาย คุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่    เราจะสามารถค้นหาความหมาย   และจุดมุ่งหมายในชีวิตของเราได้และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่า

       ๓.๔.การพัฒนาจริยธรรม   อภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับอย่างใกล้ชิดกับจริยธรรม   การศึกษาอภิปรัชญาช่วยให้เราสามารถเข้าใจธรรมชาติของความดีความชั่วและความถูกต้องซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาจริยธรรมส่วนบุคคลและสังคมที่ดีขึ้น    

       อภิปรัชญา   เป็นความรู้ของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ทั้ง  ๙  ดวงที่โคจรรอบตวงอาทิตย์  โลกและดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีแรงโน้มถ่วงของตัวเอง เมื่อโลกมีแรงโน้มถ่วงจึงดึงดูดดวงอาทิตย์เข้ามาหาตนเองและในขณะเดียวกันอาทิตย์ก็มีแรงโน้มถ่วงของตัวเองเช่นกัน    เมื่อดวงอาทิตย์และโลกต่างฝ่ายต่างใช้แรงโน้มถ่วงของตนเองดึงดูดซึ่งกัน   และกัน แม้ว่าดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีพลังงานโน้มถ่วงมากกว่าโลก  แต่ก็ไม่สามารถใช้แรงโน้มถ่วงของตัวเองดึงดูดโลกเข้าหาดวงอาทิตย์ได้มากกว่านี้แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์  ทำให้โลกโคจรรอบดวงทิตย์เป็นรูปวงรีส่งผลให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  ซึ่งมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน  ตลอดทั้งปีอุณหภูมิบนโลกไม่เท่ากันในแต่ละวัน มนุษย์จึงสมมติว่ามีฤดูกาลที่แตกต่างกันในแต่ละปี 

        เมื่อมนุษย์มีอาตนะภายในร่างกายในการรับรู้เรื่องราว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนโลก   เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ทั่วโลก  ผู้คนมักอยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น  สภาพอากาศ ภูเขา ลมทะเล   หิมะถล่มหรือเรื่องราวของคนประสบความสำเร็จในชีวิต   คนชั่วที่แทงคนตายในที่สาธารณะโรงเรียนหรือสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น   เมื่อเราศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาตามเว็บไซต์ต่าง ๆบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตเราได้ยินมาว่าสถานบันการศึกษาทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรปรัชญาและพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของนักศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในความจริงของชีวิตของตนเองจะมีอาจารย์ที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านปรัชญาให้กับนิสิตรุ่นต่อไปที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส  และสั่งสมความรู้นั้นไว้ในจิตใจของตนสามารถนำความรู้ที่อยู่ในใจของตน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน   เพื่อแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้  แต่เมื่อวิชาเหล่านี้คือความรู้ของมนุษย์ก็เกิดปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่ามนุษยคือบ่อเกิดความรู้เชิงปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาค้นคว้าให้มาก  

       เมื่อเราศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เราจะเห็นการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ผู้คนเชื่อกันว่า    มีเทพเจ้าหลายองค์พวกพราหมณ์อารยันได้แสดงหลักปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยการบูชายัญ จนเป็นที่นิยมมากจนผู้คนในอนุทวีปอินเดีย  ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์ด้วยการบูชาเทพเจ้าด้วยของมีค่าต่าง ๆและของบูชาเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับพราหมณ์นิกายต่าง ๆ  ในสมัยนั้นคำสอนของพราหมณ์   เป็นทั้งหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี   ได้กำหนดข้อห้ามการแต่งงานระหว่างวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   และมีการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์    และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ   ด้วยการไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาอาศัยไปตลอดชีวิต    แต่ชาวอนุทวีปอินเดียส่วนใหญ่มีชีวิตที่อ่อนแอและมักขาดสติปัญญา    ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินชีวิตตามตัณหาของตน จนไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนได้  พวกเขาจึงฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตวรรณะประเพณี โดยมีเพศสัมพันธ์กับผู้คนวรรณะต่าง ๆ   หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาจึงถูกคนในสังคมลงโทษด้วยการถูกไล่ออกจากสังคมที่ตนอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตและเรียกคนเหล่านี้ว่า "จัณฑาล" 

         เจ้าชายสิทธัตถทรงเห็นว่าปัญหาจัณฑาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ   สิ่งนี้ ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้า แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑๘ สาขาแต่พระองค์ทรงไม่รู้เรื่องถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะมันเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของพระองค์ที่จะรับรู้ได้       ยกเว้นการบูชายัญของพราหมณ์ผู้ทำพิธีเท่านั้น    ส่วนพระองค์นั้นทรงไม่สามารถทำการบูชายัญ   เพื่อขอพรพระพรหมเพื่อช่วยยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพราะเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความมีอยู่ของเทพเจ้า      พระองค์ทรงชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องต่อไป    พระองค์จึงทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของปุโรหิต    ซึ่งเป็นผู้เป็นใหญ่ในประเทศสักกะและที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี     พระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริง จากคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตว่าหลักคำสอนเรื่องเทพเจ้า   เป็นคำสอนของอาจารย์ที่มีความเป็นมายาวนานแล้ว พวกเขาจึงตั้งทฤษฎีกำเนิดโลกและมนุษย์ว่าพระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่าพระพรหมและพระอิศวรนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้  เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่น่าสงสัยเช่นนี้     พระองค์ทรงไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน   พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ด้วยการเสนอยกเลิกกฎหมายในแคว้นสักกะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะแห่งแคว้นสักกะ  เมื่อสมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะร่วมการพิจารณาในข้อกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดแห่งแคว้นสักกะ    ซึ่งเป็นหลักบริหารประเทศสักกะนั้นสมาชิกรัฐสภาเห็นว่า    กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งแคว้นสักกะมาตรา ๓ ที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว   

        ดังนั้นเมื่อกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะได้บัญญัติไว้ ต่อมาภายหลังสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ได้    เพราะห้ามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในการปกครองประเทศสักกะ  การที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ  โดยเสนอยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  จึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของประเทศ  สมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะ    จึงมีมติเป็นเอกฉัน์ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะจารีตประเพณี ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอมา จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดของประเทศ เป็นต้น      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิรูปสังคมไม่สำเร็จเพราะหลักคำสอนของพราหมณ์เรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า   เป็นทั้งคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ    เมื่อพระองค์ไม่สามารถยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ได้มนุษย์ทุกคนต้องมีชีวิตที่มืดมิดต่อไป    พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละวรรณะกษัตริย์แม้จะเสียสิทธิและหน้าที่ปกครองแคว้นสักกะไปตลอดชีวิตเพื่อเสด็จออกบวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงสามารถประกอบพิธีบูชายัญต่อพระพรหมได้ เพื่อขอพรพระพรหมช่วยยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีได้โดยไม่ผิดกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  ที่ห้ามคนมิใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญและสวดพระเวท เพื่อพิสูจน์ว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพราหมณ์หรือไม่ มีเหตุผลอธิบายว่าเรารู้ความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร ? เป็นต้น

       ดังนั้น  การมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร   ปัญหาอภิปรัชญาข้อแรกในพระพุทธศาสนาหรือปรัชญาพุทธภูมิ    ก็คือสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์  เพื่อศึกษาและค้นคว้าการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร ญาณวิทยามีหน้าที่ให้คำตอบว่า  เราจะรู้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรไดอย่างไร? เมื่อปัญหาเกี่ยวกับความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า    พระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดยังเป็นที่น่าสงสัยว่า   เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความจริง?  แต่ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้อีกต่อไป แต่ธรรมชาติของผู้เขียนมีอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ความจริงจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นสักกะ   มาเป็นเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปี   ผู้เขียนจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน   มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ  เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร พระองค์ทรงสร้างมนุษย์  และสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์และมีความสมเหตุสมเหตุผลของความรู้หรือไม่     

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ