The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

บทนำสู่แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ

 Introduction to the Metaphysics  Concepts  In  Buddhaphumi Philosophy  

๑.บทนำ      ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

      โดยมิติของอุดมปัญญา ปรัชญาเปรียบประดุจ "มารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง  ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่วิชาประวัติศาสตร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญามาก่อน    จนกระทั่งนักตรรกศาสตร์(นักคิด)หรือนักปรัชญาได้พัฒนากรอบความรู้   ตัวบทวิธีการและเกณฑ์การตรวจสอบถูกต้องอย่างสมเหตุสมผล  เกี่ยวกับต้นกำเนิดของความรู้  โครงสร้างของความรู้   วิธีการได้มาซึ่งความรู้และความสมเหตุสมผล  วิชาประวัติศาสตร์แยกตัวเองออกเป็นเอกเทศ พร้อมกับเกิดนิยามคำว่า "นักประวัติศาสตร์ (Historian)      

สำหรับ "อภิปรัชญา (Metaphysics)   ถือเป็นสาขาหลักของปรัชญามุ่งเน้นการศึกษาธรรมชาติของความจริงแท้ (Reality) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมนุษย์  โลก   ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  ตลอดจนสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเทพเจ้า มนุษย์รับรู้สิ่งเหล่านี้ ผ่านอายตนะภายใน แล้วสั่งสมเป็นประสบการณ์ในจิตใจ ก่อนจะใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมือในการคาดคะเน(หรืออนุมาน) และอธิบายความจริงที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม มนุษย์กลับมีข้อจำกัดทางร่่างกายและจิตใจ  กล่าวคืออายตนะภายในมีศักยภาพจำกัดในการับรู้ ทั้งยังมีมีอคติและความตื่นรู้ไม่เท่ากัน   ส่งผลให้ชีวิตตกอยู่ในความมืดมิดทางปัญญา ขาดเข้าใจลึกซึ้งในความจริงทั้ง ๒ ระดับ    อันได้แก่ "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติสัจจะ)  และ "ปรมัตถสัจจะ"(ความจริงแท้ขั้นสูงสุด)     การใช้เหตุผลของมนุษย์ทั่วไป เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงเหล่านั้นจึงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ  บางครั้งพวกเขาอธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ให้เหตุผลแบบนี้  บางครั้งพวกเขาก็ให้เหตุผลแบบหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามทิฐิและอารมณ์ของบุคคลนั้น      

     เมื่อวิญญูชนอย่าง "เจ้าชายสิทธัตถะ"ทรงสดับฟังแนวคิดทางตรรกศาสตร์และปรัชญาของพราหมณ์ในยุคนั้น     พระองค์ทรงไม่ปักใจเชื่อถือในทันที แต่พระองค์ทรงใช้กระบวนการวิพากษ์และตั้งข้อสงสัยเพื่อค้นหาความจริงแท้ในเรื่องนั้น       

๒.ต้นกำเนิดและการแบ่งยุคของอภิปรัชญา  

        ประวัติศาสตร์ของอภิปรัชญาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ    แต่เป็นวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ที่สามารถแบ่งออกเป็นยุคสำคัญได้ดังนี้: 

     ๒.๑ ยุคก่อนพุทธกาล (ยุคทองของศาสนาพราหมณ์): พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  ใช้ตรรกะอธิบายว่า  พระพรหมคือผู้สร้างโลก     มนุษย์และระบบวรรณะ เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา   เกิดพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้าที่ผูกขาดโดยวรรณะพราหมณ์ ซึ่งผลลัพธ์  บางครั้งก็สำเร็จ บางครั้งก็ล้มเหลว ระบบนี้จำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และสร้างความมืดมนทางปัญญาแก่ผู้คนในอนุทวีปอินเดีย

      ๒.๒ ยุคสมัยพุทธกาล : เป็นยุคที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงค้นพบกฎธรรมชาติอันเที่งแท้ ทรงแบ่งความจริงออกเป็น ๒   ระดับคือระดับประสาทสัมผัส (ความจริงที่สมมติขึ้น)และระดับเหนือประสาทสัมผัส (ความจริงขั้นปรมัตถ์) พระองค์ทรงเห็นความไม่เป็นธรรมของระบบวรรณะที่อ้างโองการพระพรหม  ซึ่งลงโทษผู้ฝ่าฝืนจนกลายเป็น "จัณฑาล" ไร้บ้านและขาดสิทธิมนุษยชน      พระองค์จึงทรงใช้กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน และวิเคราะห์หลักฐานด้วยเหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงเชิงสากลในกระบวนพิจารณาความจริงระดับสมมติสัจจะและทรงใช้การปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘   เพื่อเข้าถึง"ปรมัตถ์สัจจะ"

     ๒.๓  นักปรัชญาสมัยหลังพุทธกาล: เกิดการแตกขยายของสำนักคิดมากมาย   บางกลุ่มยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากพิธีกรรม ในขณะที่ผู้ไม่ประมาทอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาและหลักปัญญาทั่วโลก

     ๒.๔ ยุคกรีกโบราณ:  จุดเริ่มต้นของอภิปรัชญาตะวันตกโดยนักปรัชญากรีกอย่าง  เพลโต และอริสโตเติล  แม้จะมีข้อจำกัด ทางอายตนะภายในเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป แต่พวกเขาก็ใช้ปฏิภาณไหวพริบและเหตุผลในการตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงของโลก จิตใจและความรู้  ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโลกตะวันตก 

     ๒.๕ ยุคกลาง :  แนวคิดทางอภิปรัชญาถูกผสานเข้ากับคริสต์ศาสนา มุ่งเน้นการใช้เหตุผลเป็นสะพานเพื่อพิสูจน์การมีอยู่เทพเจ้าและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับเหตุผล 

     ๒.๖ ยุคเรเนซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ) : หันกลับมาพึ่งพาการสังเกตและประสบการณ์   นำไปสู่การเติบโตของ "ลัทธิประจักษ์นิยม" (Empiricism)  

     ๒.๗ ยุคใหม่: นักปรัชญาในยุคสมัยใหม่นี้บูรณาการปรัชญาเข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผ่านลัทธิประจักษ์นิยมและลัทธิเหตุผลนิยม  (Rationalism)  

     ๒.๘  ในยุคปัจจุบัน : ขยายขอบเขตความรู้ทางปรัชญาไปสู่ลัทธิโครงสร้างนิยม  (Structuralism)  และลัทธิหลังโครงสร้างนิยม  (Post-Structuralism)  กลายเป็นเครื่องมือคิดวิพากษ์ที่ไร้ขีดจำกัด   

     ดังนั้น   อภิปรัชญาจึงเป็นสาขาสำคัญของปรัชญาที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกและตัวเราเองได้อย่างลึกซึ้ง  การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์สร้างความหมายในชีวิต     และปรับปรุงจริยธรรม  อภิปรัชญาจึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังคงพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น   

๓.ความสำคัญของอภิปรัชญาต่อชีวิตมนุษย์ 

          อภิปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาเรื่อง มนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านอายตนะภายในและสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจเท่านั้น  แต่จิตใจของมนุษย์ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลและอนุมานความจริงเพื่อหาคำตอบด้วยเหตุผล   อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุผลของนักคิดทั่วไป  ยังคงมีความคลุมเครือ  ไม่ชัดเจน    วิญญูชนอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความรู้ที่แท้จริง กระนั้นการศึกษาอภิปรัชญา ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตใน ๔ มิติหลัก : 

       ๓.๑.การสร้างกรอบความคิด  อภิปรัชญาช่วยจัดระบบความคิดที่กระจัดกระจายและไร้ขอบเขตขีดจำกัดเหล่านั้นและข้ามพ้นข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติ เพื่อประเมินความเชื่ออย่างมีเหตุผล  

       ๓.๒.การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ ฝึกการวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ระบุข้อบกพร่องและการสร้างเหตุผลที่สมบูรณ์  ซึ่งนำไปใช้ในการตัดสินใจและการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เป็นต้น 

       ๓.๓.การสร้างความหมายของชีวิต    อภิปรัชญาเปิดสำรวจในเราสำรวจเป้าหมาย  คุณค่า และความหมายของการดำรงอยู่   

       ๓.๔.การพัฒนาจริยธรรม   อภิปรัชญาทำความเข้าใจธรรมชาติของความดี ความชั่ว และความถูกต้อง เพื่อยกระดับจริยธรรมส่วนบุคคลและสังคม  

ข้อสงสัยเชิงปรัชญาและวัตถุประสงค์ของการศึกษา

  ในเชิงกายภาพ โลกและดวงอาทิตย์ต่างเป็นสสารที่มีแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกัน ส่งผลให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เกิดเป็นระยะห่าง อุณหภูมิ และฤดูกาลต่าง ๆ ที่มนุษย์สมมติขึ้น     มนุษย์รับรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ  สภาพอากาศ  สังคม เหตุการณ์ดี-ชั่วผ่านอายตนะภายใน  แล้วสั่งสมไว้ในจิตใจ สถาบันการศึกษาทำโลกจึงเปิดสอนวิชาปรัชญาและพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้เข้าใจความจริงของชีวิตและนำไปแก้ปัญหาได้

        เมื่อมนุษย์มีอาตนะภายในร่างกายในการรับรู้เรื่องราว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนโลก   เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ทั่วโลก  ผู้คนมักอยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น  สภาพอากาศ ภูเขา ลมทะเล   หิมะถล่มหรือเรื่องราวของคนประสบความสำเร็จในชีวิต   คนชั่วที่แทงคนตายในที่สาธารณะโรงเรียนหรือสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น   เมื่อเราศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาตามเว็บไซต์ต่าง ๆบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตเราได้ยินมาว่าสถานบันการศึกษาทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรปรัชญาและพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของนักศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในความจริงของชีวิตของตนเองจะมีอาจารย์ที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านปรัชญาให้กับนิสิตรุ่นต่อไปที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส  และสั่งสมความรู้นั้นไว้ในจิตใจของตนสามารถนำความรู้ที่อยู่ในใจของตน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน   เพื่อแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้  แต่เมื่อวิชาเหล่านี้คือความรู้ของมนุษย์ก็เกิดปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่ามนุษยคือบ่อเกิดความรู้เชิงปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาค้นคว้าให้มาก  

       เมื่อเราศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เราจะเห็นการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ผู้คนเชื่อกันว่า    มีเทพเจ้าหลายองค์พวกพราหมณ์อารยันได้แสดงหลักปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยการบูชายัญ จนเป็นที่นิยมมากจนผู้คนในอนุทวีปอินเดีย  ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์ด้วยการบูชาเทพเจ้าด้วยของมีค่าต่าง ๆและของบูชาเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับพราหมณ์นิกายต่าง ๆ  ในสมัยนั้นคำสอนของพราหมณ์   เป็นทั้งหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี   ได้กำหนดข้อห้ามการแต่งงานระหว่างวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   และมีการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์    และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ   ด้วยการไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาอาศัยไปตลอดชีวิต    แต่ชาวอนุทวีปอินเดียส่วนใหญ่มีชีวิตที่อ่อนแอและมักขาดสติปัญญา    ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินชีวิตตามตัณหาของตน จนไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนได้  พวกเขาจึงฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตวรรณะประเพณี โดยมีเพศสัมพันธ์กับผู้คนวรรณะต่าง ๆ   หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาจึงถูกคนในสังคมลงโทษด้วยการถูกไล่ออกจากสังคมที่ตนอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตและเรียกคนเหล่านี้ว่า "จัณฑาล" 

         เจ้าชายสิทธัตถทรงเห็นว่าปัญหาจัณฑาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ   สิ่งนี้ ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้า แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑๘ สาขาแต่พระองค์ทรงไม่รู้เรื่องถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะมันเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของพระองค์ที่จะรับรู้ได้       ยกเว้นการบูชายัญของพราหมณ์ผู้ทำพิธีเท่านั้น    ส่วนพระองค์นั้นทรงไม่สามารถทำการบูชายัญ   เพื่อขอพรพระพรหมเพื่อช่วยยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพราะเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความมีอยู่ของเทพเจ้า      พระองค์ทรงชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องต่อไป    พระองค์จึงทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของปุโรหิต    ซึ่งเป็นผู้เป็นใหญ่ในประเทศสักกะและที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี     พระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริง จากคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตว่าหลักคำสอนเรื่องเทพเจ้า   เป็นคำสอนของอาจารย์ที่มีความเป็นมายาวนานแล้ว พวกเขาจึงตั้งทฤษฎีกำเนิดโลกและมนุษย์ว่าพระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่าพระพรหมและพระอิศวรนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้  เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่น่าสงสัยเช่นนี้     พระองค์ทรงไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน   พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ด้วยการเสนอยกเลิกกฎหมายในแคว้นสักกะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะแห่งแคว้นสักกะ  เมื่อสมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะร่วมการพิจารณาในข้อกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดแห่งแคว้นสักกะ    ซึ่งเป็นหลักบริหารประเทศสักกะนั้นสมาชิกรัฐสภาเห็นว่า    กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งแคว้นสักกะมาตรา ๓ ที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว   

        ดังนั้นเมื่อกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะได้บัญญัติไว้ ต่อมาภายหลังสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ได้    เพราะห้ามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในการปกครองประเทศสักกะ  การที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ  โดยเสนอยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  จึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของประเทศ  สมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะ    จึงมีมติเป็นเอกฉัน์ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะจารีตประเพณี ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอมา จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดของประเทศ เป็นต้น      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิรูปสังคมไม่สำเร็จเพราะหลักคำสอนของพราหมณ์เรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า   เป็นทั้งคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ    เมื่อพระองค์ไม่สามารถยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ได้มนุษย์ทุกคนต้องมีชีวิตที่มืดมิดต่อไป    พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละวรรณะกษัตริย์แม้จะเสียสิทธิและหน้าที่ปกครองแคว้นสักกะไปตลอดชีวิตเพื่อเสด็จออกบวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงสามารถประกอบพิธีบูชายัญต่อพระพรหมได้ เพื่อขอพรพระพรหมช่วยยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีได้โดยไม่ผิดกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  ที่ห้ามคนมิใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญและสวดพระเวท เพื่อพิสูจน์ว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพราหมณ์หรือไม่ มีเหตุผลอธิบายว่าเรารู้ความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร ? เป็นต้น

       ดังนั้น  การมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร   ปัญหาอภิปรัชญาข้อแรกในพระพุทธศาสนาหรือปรัชญาพุทธภูมิ    ก็คือสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์  เพื่อศึกษาและค้นคว้าการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร ญาณวิทยามีหน้าที่ให้คำตอบว่า  เราจะรู้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรไดอย่างไร? เมื่อปัญหาเกี่ยวกับความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า    พระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดยังเป็นที่น่าสงสัยว่า   เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความจริง?  แต่ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้อีกต่อไป แต่ธรรมชาติของผู้เขียนมีอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ความจริงจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นสักกะ   มาเป็นเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปี   ผู้เขียนจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน   มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ  เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร พระองค์ทรงสร้างมนุษย์  และสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์และมีความสมเหตุสมเหตุผลของความรู้หรือไม่     

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ