The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ประวัติศาสตร์ของอภิปรัชญา

 Introduction to the Buddhaphumi Philosophy : A History of Metaphysics

๑.บทนำ ความเป็นมา    และความสำคัญของปัญหา

      โดยทั่วไปแล้ว ปรัชญาเปรียบเสมือนมารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวงในอดีตประวัติศาสตร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญามาก่อนจนกระทั่งนักปรัชญาได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของความรู้  โครงสร้างของความรู้   วิธีการได้มาซึ่งความรู้และความถูกต้องของความรู้เกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ได้อย่างเพียงพอแล้ว เมื่อนักปรัชญาจึงแยกตัวเองออกมาเพื่อพัฒนาความรู้เหล่านี้    และก่อตั้งสาขาวิชาใหม่ซึ่งพวกเขาเรียกว่า "วิชาประวัติศาสตร์" ผู้ริ่เริ่มสาขาวิชานี้ซึ่งเดิมเป็นนักปรัชญาเรียกตัวเองว่า "นักประวัติศาสตร์ (Historian)      

      อภิปรัชญาเป็นอีกสาขาหนึ่งของปรัชญา  มุ่งเน้นการศึกษาธรรมชาติของความเป็นจริงเช่น มนุษย์  โลก   ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรวมถึงไปสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเทพเจ้ามนุษย์รับรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านอายตนะภายในและสังสมเป็นประสบการณ์ในจิตใจ จากนั้นจึงใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมือในการคาดคะเน(อนุมาน) ความจริงและใช้อธิบายเรื่องราวเหล่านี้โดยตรงที่ถ่ายทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

     อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังมีอายตนะภายในที่จำกัดในการับรู้และผ่านอายตนะภายในและมีอคติต่อผู้อื่น    ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด    สิ่งนี้ทำให้พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงทั้งสมมติขึ้น(สมมติสัจจะ)และความจริงขั้นปรมัตถ์(ปรมัตถ์สัจจะ)  ดังนั้น ทำให้การใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงเหล่านั้น บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง     บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบนี้  บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง  เมื่อเหตุผลมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว      

     เมื่อวิญญูชนเช่น"เจ้าชายสิทธัตถะ" ทรงสดับฟังแนวคิดที่คลุมเครือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาซึ่งเป็นพราหมณ์ในยุคนั้นพระองค์ทรงไม่ปักใจเชื่อถือในทันที แต่พระองค์ทรงสร้างกระบวนการตรวจสอบความจริง โดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ได้ยินมา เพื่อนำไปสู่การค้นหาความจริงที่แท้จริง       

๒.ต้นกำเนิดและการแบ่งยุคของอภิปรัชญา  

        เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ของอภิปรัชญาแล้ว อภิปรัชญาไม่ใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ    แต่ได้รับการพัฒนาผ่านวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเราสามารถแบ่งยุคหลักของอภิปรัชญาได้ดังต่อไปนี้: 

     ๒.๑  ปรัชญาสมัยก่อนพุทธกาล (ยุคทองของศาสนาพราหมณ์): เมื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ใช้ตรรกะและเหตุผลอธิบายว่า  พระพรหมคือผู้สร้างโลก  มนุษย์และระบบวรรณะ เพื่อให้สังคมปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เกิดพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้า ที่ผูกขาดโดยวรรณะพราหมณ์ เมื่อบูชายัญเสร็จแล้ว  บางครั้งก็สัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่ปรารถนา และบางครั้งก็ล้มเหลว ระบบนี้จำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และสร้างความมืดมนทางปัญญาแก่ประชาชนในอนุทวีปอินเดีย

      ๒.๒ ยุคปรัชญาในสมัยพุทธกาล : เป็นยุคที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ค้นพบกฎธรรมชาติอันเที่งแท้ ทรงแบ่งความจริงเป็น  สอง ระดับคือความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์   พระองค์ทรงเห็นความไม่เป็นธรรมของระบบวรรณะที่อ้างโองการพระพรหม   ซึ่งลงโทษผู้ฝ่าฝืนจนกลายเป็น "จัณฑาล"     ไร้บ้านและขาดสิทธิมนุษยชน  พระองค์จึงทรงใช้กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและวิเคราะห์หลักฐานด้วยเหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงที่มีความเป็นสากลใช้กับกระบวนพิจารณาความจริงระดับสมมติสัจจะ และ ใช้กระบวนการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘  เพื่อพิจารณาความจริงในระดับ "ปรมัตถ์สัจจะ"

     ๒.๓  นักปรัชญาสมัยหลังพุทธกาล:  มีการแตกกลุ่มของนักคิดเกิดขึ้นมากมายบางส่วนยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากพิธีกรรมแต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ไม่ประมาท เช่นพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงเผยแผ่พระพุธศาสนาและหลักปัญญาทั่วโลก

     ๒.๔ ยุคกรีกโบราณ:  เป็นจุดเริ่มต้นของอภิปรัชญาตะวันตกโดยนักปรัชญากรีก เช่น  เพลโต และอริสโตเติล  มีธรรมชาติเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วโลก ที่มีอายตนะภายในที่จำกัดใช้ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆและมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้     ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด   mทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริงของโลก มนุษย์   ความรู้ และจิตใจ  โดยนักปรัชญาตะวันตกโบราณเหล่านี้  แสดงอธิบายความคิดเห็นโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบของตนเองโดยใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเอง    ผลงานของพวกเขามีอิทธิพลต่อการพัฒนาอภิปรัชญาในยุคต่อมาเป็นอย่างมาก 

     ๒.๕ ยุคกลาง :  แนวคิดทางอภิปรัชญาถูกผสานเข้ากับศาสตนาคริสต์ศาสนา มุ่นเน้นการใช้เหตุผลเพื่อเป็นสะพานเพื่อพิสูจน์การมีอยู่เทพเจ้าและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับเหตุผล 

     ๒.๖ ยุคเรเนซองส์ : ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาศาสตร์และปรัชญา นักปรัชญาหันกลับพึงพาการสังเกตและประสบการณ์ นำไปสู่การการตัวของ "ลัทธิประจักษ์นิยม"  

     ๒.๗ ยุคใหม่ : นักปรัชญาในยุคสมัยใหม่นี้ได้พัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ นักปรัชญาได้บูรณาการปรัชญาเข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่นลัทธิประจักษ์นิยมและลัทธิเหตุผลนิยม  

     ๒.๘  ในยุคปัจจุบัน อภิปรัชญาขยายขอบเขตความรู้ไปสู่ยังลัทธิโครงสร้างนิยม และลัทธิหลังโครงสร้างนิยม  กลายเป็นเครื่องมือคิดวิพากษ์ที่ไร้ขีดจำกัด   

     ดังนั้น   อภิปรัชญาจึงเป็นสาขาสำคัญของปรัชญาที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกและตัวเราเองได้อย่างลึกซึ้ง  การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์สร้างความหมายในชีวิต     และปรับปรุงจริยธรรม    อภิปรัชญาจึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังคงพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น   

๓.ความสำคัญของอภิปรัชญาต่อชีวิตมนุษย์ 

          อภิปรัชญาไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาความจริงของสิ่งต่าง ๆ เช่น มนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติ  และการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า สิ่งเหล่านี้รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ    อย่างไรก็ตาม  จิตใจไม่ได้มีเพียงธรรมชาติของการรับรู้และสั่งสมเรื่องราวต่างๆ   เป็นข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น แต่มันจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น   โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ผ่านการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง   เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบโดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้ บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลที่ถูกต้องและบางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลในทางหนึ่ง    บางครั้งอาจใช้เหตุผลในอีกทางหนึ่ง  เมื่อคำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์นั้นยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน  วิญญูชนอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้น    ก็จะไม่ยอมรับว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น    ดังนั้น ปรัชญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตเพราะเราสามารถใช้เหตุผล    เพื่ออธิบายความจริงของหลายสิ่งหลายอย่างได้หลายประการ กล่าวคือ

       ๓.๑.การสร้างกรอบความคิด  โดยทั่วไปแล้ว  มนุษย์มีจินตนาการอันไร้ขอบเขตและถูกจำกัดด้วยอายตนะภายในของตนเองในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ  และอคติอาจขัดขวางไม่ให้เข้าใจความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างถ่องแท้     อภิปรัชญาช่วยจัดระบบความคิดที่กระจัดกระจายและไร้ขอบเขตเหล่านั้น ให้เป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการประเมินความเชื่อของตนเองอย่างมีเหตุผล    การตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง จะช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อและมุมมองต่าง ๆได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

       ๓.๒. การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์  เราจะเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ระบุข้อบกพร่องและการสร้างข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล  ทักษะเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ  การแก้ปัญหาหรือการโต้แย้งกับผู้อื่น เป็นต้น 

       ๓.๓.การสร้างความหมายของชีวิต    อภิปรัชญาช่วยให้เราสามารถสำรวจความหมายของชีวิต    โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมาย คุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่    เราจะสามารถค้นหาความหมาย   และจุดมุ่งหมายในชีวิตของเราได้และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่า

       ๓.๔.การพัฒนาจริยธรรม   อภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับอย่างใกล้ชิดกับจริยธรรม   การศึกษาอภิปรัชญาช่วยให้เราสามารถเข้าใจธรรมชาติของความดีความชั่วและความถูกต้องซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาจริยธรรมส่วนบุคคลและสังคมที่ดีขึ้น    

       อภิปรัชญา   เป็นความรู้ของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ทั้ง  ๙  ดวงที่โคจรรอบตวงอาทิตย์  โลกและดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีแรงโน้มถ่วงของตัวเอง เมื่อโลกมีแรงโน้มถ่วงจึงดึงดูดดวงอาทิตย์เข้ามาหาตนเองและในขณะเดียวกันอาทิตย์ก็มีแรงโน้มถ่วงของตัวเองเช่นกัน    เมื่อดวงอาทิตย์และโลกต่างฝ่ายต่างใช้แรงโน้มถ่วงของตนเองดึงดูดซึ่งกัน   และกัน แม้ว่าดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีพลังงานโน้มถ่วงมากกว่าโลก  แต่ก็ไม่สามารถใช้แรงโน้มถ่วงของตัวเองดึงดูดโลกเข้าหาดวงอาทิตย์ได้มากกว่านี้แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์  ทำให้โลกโคจรรอบดวงทิตย์เป็นรูปวงรีส่งผลให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  ซึ่งมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน  ตลอดทั้งปีอุณหภูมิบนโลกไม่เท่ากันในแต่ละวัน มนุษย์จึงสมมติว่ามีฤดูกาลที่แตกต่างกันในแต่ละปี 

        เมื่อมนุษย์มีอาตนะภายในร่างกายในการรับรู้เรื่องราว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนโลก   เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ทั่วโลก  ผู้คนมักอยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น  สภาพอากาศ ภูเขา ลมทะเล   หิมะถล่มหรือเรื่องราวของคนประสบความสำเร็จในชีวิต   คนชั่วที่แทงคนตายในที่สาธารณะโรงเรียนหรือสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น   เมื่อเราศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาตามเว็บไซต์ต่าง ๆบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตเราได้ยินมาว่าสถานบันการศึกษาทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรปรัชญาและพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของนักศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในความจริงของชีวิตของตนเองจะมีอาจารย์ที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านปรัชญาให้กับนิสิตรุ่นต่อไปที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส  และสั่งสมความรู้นั้นไว้ในจิตใจของตนสามารถนำความรู้ที่อยู่ในใจของตน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน   เพื่อแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้  แต่เมื่อวิชาเหล่านี้คือความรู้ของมนุษย์ก็เกิดปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่ามนุษยคือบ่อเกิดความรู้เชิงปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาค้นคว้าให้มาก  

       เมื่อเราศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เราจะเห็นการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ผู้คนเชื่อกันว่า    มีเทพเจ้าหลายองค์พวกพราหมณ์อารยันได้แสดงหลักปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยการบูชายัญ จนเป็นที่นิยมมากจนผู้คนในอนุทวีปอินเดีย  ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์ด้วยการบูชาเทพเจ้าด้วยของมีค่าต่าง ๆและของบูชาเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับพราหมณ์นิกายต่าง ๆ  ในสมัยนั้นคำสอนของพราหมณ์   เป็นทั้งหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี   ได้กำหนดข้อห้ามการแต่งงานระหว่างวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   และมีการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์    และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ   ด้วยการไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาอาศัยไปตลอดชีวิต    แต่ชาวอนุทวีปอินเดียส่วนใหญ่มีชีวิตที่อ่อนแอและมักขาดสติปัญญา    ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินชีวิตตามตัณหาของตน จนไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนได้  พวกเขาจึงฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตวรรณะประเพณี โดยมีเพศสัมพันธ์กับผู้คนวรรณะต่าง ๆ   หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาจึงถูกคนในสังคมลงโทษด้วยการถูกไล่ออกจากสังคมที่ตนอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตและเรียกคนเหล่านี้ว่า "จัณฑาล" 

         เจ้าชายสิทธัตถทรงเห็นว่าปัญหาจัณฑาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ   สิ่งนี้ ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้า แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑๘ สาขาแต่พระองค์ทรงไม่รู้เรื่องถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะมันเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของพระองค์ที่จะรับรู้ได้       ยกเว้นการบูชายัญของพราหมณ์ผู้ทำพิธีเท่านั้น    ส่วนพระองค์นั้นทรงไม่สามารถทำการบูชายัญ   เพื่อขอพรพระพรหมเพื่อช่วยยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพราะเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความมีอยู่ของเทพเจ้า      พระองค์ทรงชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องต่อไป    พระองค์จึงทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของปุโรหิต    ซึ่งเป็นผู้เป็นใหญ่ในประเทศสักกะและที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี     พระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริง จากคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตว่าหลักคำสอนเรื่องเทพเจ้า   เป็นคำสอนของอาจารย์ที่มีความเป็นมายาวนานแล้ว พวกเขาจึงตั้งทฤษฎีกำเนิดโลกและมนุษย์ว่าพระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่าพระพรหมและพระอิศวรนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้  เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่น่าสงสัยเช่นนี้     พระองค์ทรงไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน   พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ด้วยการเสนอยกเลิกกฎหมายในแคว้นสักกะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะแห่งแคว้นสักกะ  เมื่อสมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะร่วมการพิจารณาในข้อกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดแห่งแคว้นสักกะ    ซึ่งเป็นหลักบริหารประเทศสักกะนั้นสมาชิกรัฐสภาเห็นว่า    กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งแคว้นสักกะมาตรา ๓ ที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว   

        ดังนั้นเมื่อกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะได้บัญญัติไว้ ต่อมาภายหลังสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ได้    เพราะห้ามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในการปกครองประเทศสักกะ  การที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ  โดยเสนอยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  จึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของประเทศ  สมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะ    จึงมีมติเป็นเอกฉัน์ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายยกเลิกวรรณะจารีตประเพณี ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอมา จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดของประเทศ เป็นต้น      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิรูปสังคมไม่สำเร็จเพราะหลักคำสอนของพราหมณ์เรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า   เป็นทั้งคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ    เมื่อพระองค์ไม่สามารถยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ได้มนุษย์ทุกคนต้องมีชีวิตที่มืดมิดต่อไป    พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละวรรณะกษัตริย์แม้จะเสียสิทธิและหน้าที่ปกครองแคว้นสักกะไปตลอดชีวิตเพื่อเสด็จออกบวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงสามารถประกอบพิธีบูชายัญต่อพระพรหมได้ เพื่อขอพรพระพรหมช่วยยกเลิกกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีได้โดยไม่ผิดกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี  ที่ห้ามคนมิใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญและสวดพระเวท เพื่อพิสูจน์ว่าพระพรหมและพระอิศวรสร้างมนุษย์และวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพราหมณ์หรือไม่ มีเหตุผลอธิบายว่าเรารู้ความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร ? เป็นต้น

       ดังนั้น  การมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร   ปัญหาอภิปรัชญาข้อแรกในพระพุทธศาสนาหรือปรัชญาพุทธภูมิ    ก็คือสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์  เพื่อศึกษาและค้นคว้าการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร ญาณวิทยามีหน้าที่ให้คำตอบว่า  เราจะรู้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรไดอย่างไร? เมื่อปัญหาเกี่ยวกับความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า    พระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดยังเป็นที่น่าสงสัยว่า   เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความจริง?  แต่ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้อีกต่อไป แต่ธรรมชาติของผู้เขียนมีอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ความจริงจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นสักกะ   มาเป็นเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปี   ผู้เขียนจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน   มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ  เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร พระองค์ทรงสร้างมนุษย์  และสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์และมีความสมเหตุสมเหตุผลของความรู้หรือไม่     

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ