บทนำสู่แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ
(Introduction to the Metaphysics Concepts In Buddhaphumi Philosophy)
ผู้เขียน : พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต, ผศ.ดร. (ยุทธนา อธิจิตฺโต)
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างความรู้ทางญาณวิทยา โดยชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์จากยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสงสัยเชิงปรัชญาของเจ้าชายสิทธัตถะต่อทัศนะเทวานุภาพ(อำนาจของพระพรหม) และระบบวรรณะของศาสนาพราหมณ์ การศึกษานี้ใช้กระบวนการวิพากษ์และอนุมานความรู้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และพระไตรปิฎก เพื่ออธิบายความจริงทั้งสิ่ง "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ" แม้ผู้เขียนจะมีข้อจำกัดทางอินทรีย์ ๖ และอคติอันเกิดจากความไม่รู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่ความสงสัยเชิงญาณวิทยาสร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้ผู้เขียนรักในการแสวงหาความจริงแท้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเข้าใจอภิปรัชญาและญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ ไม่เพียงยกระดับการวิพากษ์และการสร้างกรอบความคิดที่เป็นระบบเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการพัฒนาจริยธรรมและการเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมร่วมสมัย
คำสำคัญ (keywords) : อภิปรัชญา (Metaphysics), ญาณวิทยา (Epistemology), ปรัชญาพุทธภูมิ (Buddhaphumi Philosophy), สมมติสัจจะ (Conventional Truth), ปรมัตถ์สัจจะ (Ultimate Truth)
๑.บทนำ ความเป็นมา ความสำคัญของปัญหาและแรงบันดาลใจในการศึกษา
สำหรับ"อภิปรัชญา(Metaphysics)ถือเป็นสาขาหลักของปรัชญามุ่งเน้นการศึกษาธรรมชาติของความจริงแท้ (Reality)ทั้งเรื่องของมนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเทพเจ้า มนุษย์รับรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านอายตนะภายในแล้วสั่งสมเป็นประสบการณ์ในจิตใจ ก่อนจะใช้ "เหตุผล"เป็นเครื่องมือในการอนุมานและอธิบายความจริง
อย่างไรก็ตาม มนุษย์กลับมีข้อจำกัดทางร่่างกายและจิตใจ กล่าวคือ อายตนะภายในมีศักยภาพจำกัดในการับรู้ ทั้งยังมีมีอคติและความตื่นรู้ไม่เท่ากัน ส่งผลให้ชีวิตตกอยู่ในความมืดมิดทางปัญญา ขาดเข้าใจลึกซึ้งในความจริงทั้ง ๒ ระดับ อันได้แก่ "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติสัจจะ)และ "ปรมัตถสัจจะ"(ความจริงแท้ขั้นสูงสุด) การใช้เหตุผลของมนุษย์ทั่วไป เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงเหล่านั้น จึงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ บางครั้งพวกเขาอธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ให้เหตุผลแบบนี้ บางครั้งพวกเขาก็ให้เหตุผลแบบหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามทิฐิและอารมณ์ของบุคคลนั้น
เมื่อวิญญูชนอย่าง"เจ้าชายสิทธัตถะ" ทรงสดับฟังแนวคิดทางตรรกศาสตร์และปรัชญาของพราหมณ์ในยุคนั้น พระองค์ทรงไม่ปักใจเชื่อถือในทันที แต่พระองค์ทรงใช้กระบวนการวิพากษ์และตั้งข้อสงสัยเพื่อค้นหาความจริงแท้ในเรื่องนั้น
๒.ความเป็นมาของอภิปรัชญา (Evolution of Metaphysics)
ประวัติศาสตร์แห่งอภิปรัชญาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองอย่างบังเอิญ หากแต่เป็นวิวัฒนาการทางความคิดมาอย่างยาวนานในการพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพเพื่อแสวงหาความจริงแท้แห่งสัจธรรมซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นยุคสมัยสำคัญได้ดังนี้:
๒.๑ ยุคก่อนพุทธกาล(ยุคเทวานุภาพแห่งศาสนาพราหมณ์)ในสมัยพุทธกาล พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาสร้างระบบปรัชญาแบบเทวนิยมโดยวางรากฐานความคิดว่า "พระพรหม" คือปรมาตมันหรือสัจจะแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ผู้สร้างสรรพสิ่ง มนุษย์และโครงสร้างสังคม(ระบบวรรณะ) ผ่านมโนธรรมที่กำหนดให้แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมาเกิดการผูกขาดพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้าเพื่อเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับเทพเจ้า ผลลัพธ์ของพิธีกรรมที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว สะท้อนถึงความผันผวนของความเชื่อ อีกทั้งยังจำกัดเสรีภาพทางปัญญาและสร้างความเลื่อมล้ำทางสังคมอย่างลึกซึ้งแก่ผู้คนในอนุทวีปอินเดีย
๒.๒ ยุคสมัยพุทธกาล(ปฏิวัติทัศนะสู่กฎธรรมชาติ)เจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งข้อสงสัยต่ออภิปรัชญาเทวนิยมเดิม และทรงค้นพบกฎสัจธรรมชาติอันเที่ยงแท้ (อิทัปปัจจตาและอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) พระองค์ทรงแบ่งระดับความจริงออกเป็น ๒ ระดับอย่างชัดเจนได้แก่ "สมมติสัจจะ"(ความจริงเชิงปรากฏการณ์และมนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสแล้วร่วมกันสร้างขึ้น)และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุดเหนือประสาทสัมผัส) พระองค์ทรงวิพากษ์ระบบวรรณะที่อ้างโองการพระพรหม ซึ่งลงโทษผู้ฝ่าฝืนจนกลายเป็น "จัณฑาล" ที่ไร้สิทธิมนุษยชนพระองค์จึงทรงใช้กระบวนการทางญาณวิทยา รวบรวมพยานหลักฐานแล้ววิเคราะห์หลักฐานด้วยเหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงเชิงสากล ในกระบวนพิจารณาความจริงในระดับสมมติสัจจะ พร้อมทั้งนำเสนอ "อริยมรรคมีองค์ ๘" เป็น กระบวนทัศนะในการปฏิบัติเพื่อเข้าถึง"ปรมัตถ์สัจจะ"อย่างแท้จริง
๒.๓สมัยหลังพุทธกาล(การขยายตัวและการเผยแผ่ปัญญา) หลังจากพระเจ้าอโศกทรงส่งธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา เกิดการแตกขยายของสำนักทางปรัชญามหาชนทั้งฝ่ายที่ยึดติดกับพิธีกรรมเดิมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และฝ่ายที่มุ่งเน้นปฏิรูปทางปัญญาอย่างพระเจ้าอโศกมหาราช ปรัชญาพุทธภูมิได้รับการสังคายนา และทรงเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาขยายขอบเขตความรู้จากอินเดียสู่นานาอารยธรรมทั่วโลก กลายเป็นรากฐานทางปัญญาและจริยธรรมที่สำคัญของมนุษยชาติทั่วโลก
๒.๔ ยุคกรีกโบราณในฝั่งตะวันตก อภิปรัชญาเริ่มต้นอย่างเป็นระบบจากนักปรัชญากรีกโบราณโดยเฉพาะเพลโต (Plato) ผู้เสนอทฤษฎีแบบ(Theory of forms) แยกโลกปรากฏการณ์ออกจากแห่งแบบที่แท้จริงและอริสโตเติล (Aristotle) ผู้เขียนตำราอภิปรัชญา (Metaphysics) วางรากฐานการศึกษา "สสารและแบบ" (Matter and from) ทั้งใช้ตรรกะและเหตุผลในการตั้งคำถามถึงความจริงแท้ ของจิตและจักรวาล ซึ่งส่งผลอย่างยั่งยืนต่อโครงสร้างความคิดทางปรัชญาตะวันตก
๒.๕ ยุคกลาง (ปรัชญาเทววิทยา) นักปรัชญาในยุคกลางเช่นเซนต์ออกัสติน (St. Augustine)บูรณาการอภิปรัชญากรีกเข้ากับหลักเทววิทยาคริสต์ศาสนา โดยมุ่งใช้ตรรกะและเหตุผลเป็นสะพานเปรียบเทียบ เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า การสร้างโลกและการประสานความสัมพันธ์ระหว่าง"ศรัทธา" กับ"เหตุผล"
๒.๖ ยุคเรเนซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ) : หันกลับมาพึ่งพาการสังเกตและประสบการณ์ นำไปสู่การเติบโตของ "ลัทธิประจักษ์นิยม" (Empiricism)
๒.๗ ยุคใหม่: นักปรัชญาในยุคสมัยใหม่นี้บูรณาการปรัชญาเข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผ่านลัทธิประจักษ์นิยมและลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism)
๒.๘ ในยุคปัจจุบัน : ขยายขอบเขตความรู้ทางปรัชญาไปสู่ลัทธิโครงสร้างนิยม (Structuralism) และลัทธิหลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) กลายเป็นเครื่องมือคิดวิพากษ์ที่ไร้ขีดจำกัด
ดังนั้น อภิปรัชญาจึงเป็นสาขาสำคัญของปรัชญาที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกและตัวเราเองได้อย่างลึกซึ้ง การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์สร้างความหมายในชีวิต และปรับปรุงจริยธรรม อภิปรัชญาจึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังคงพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น
๓.ความสำคัญของอภิปรัชญาต่อชีวิตมนุษย์
อภิปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาเรื่อง มนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าผ่านอายตนะภายในและสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจเท่านั้น แต่จิตใจของมนุษย์ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลและอนุมานความจริงเพื่อหาคำตอบด้วยเหตุผล อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุผลของนักคิดทั่วไป ยังคงมีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน วิญญูชนอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความรู้ที่แท้จริง กระนั้นการศึกษาอภิปรัชญา ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตใน ๔ มิติหลัก :
๓.๑.การสร้างกรอบความคิด อภิปรัชญาช่วยจัดระบบความคิดที่กระจัดกระจายและไร้ขอบเขตขีดจำกัดเหล่านั้นและข้ามพ้นข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติ เพื่อประเมินความเชื่ออย่างมีเหตุผล
๓.๒.การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ ฝึกการวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ระบุข้อบกพร่องและการสร้างเหตุผลที่สมบูรณ์ ซึ่งนำไปใช้ในการตัดสินใจและการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
๓.๓.การสร้างความหมายของชีวิต อภิปรัชญาเปิดสำรวจในเราสำรวจเป้าหมาย คุณค่า และความหมายของการดำรงอยู่
๓.๔.การพัฒนาจริยธรรม อภิปรัชญาทำความเข้าใจธรรมชาติของความดี ความชั่ว และความถูกต้อง เพื่อยกระดับจริยธรรมส่วนบุคคลและสังคม
เมื่อมนุษย์มีอาตนะภายในร่างกายในการรับรู้เรื่องราว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนโลก เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ทั่วโลก ผู้คนมักอยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น สภาพอากาศ ภูเขา ลมทะเล หิมะถล่มหรือเรื่องราวของคนประสบความสำเร็จในชีวิต คนชั่วที่แทงคนตายในที่สาธารณะโรงเรียนหรือสถานีรถไฟฟ้า เมื่อเราศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาตามเว็บไซต์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตเราได้ยินมาว่าสถานบันการศึกษาทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรปรัชญาและพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของนักศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในความจริงของชีวิตของตนเอง จะมีอาจารย์ที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านปรัชญาให้กับนิสิตรุ่นต่อไป ที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมความรู้นั้นไว้ในจิตใจของตนสามารถนำความรู้ที่อยู่ในใจของตนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้ แต่เมื่อวิชาเหล่านี้คือความรู้ของมนุษย์ก็เกิดปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่ามนุษยคือบ่อเกิดความรู้เชิงปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาค้นคว้าให้มาก
เมื่อเราศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เราจะเห็นการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ผู้คนเชื่อกันว่า มีเทพเจ้าหลายองค์พวกพราหมณ์อารยันได้แสดงหลักปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยการบูชายัญ จนเป็นที่นิยมมากจนผู้คนในอนุทวีปอินเดีย ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์ด้วยการบูชาเทพเจ้าด้วยของมีค่าต่าง ๆและของบูชาเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ในสมัยนั้นคำสอนของพราหมณ์ เป็นทั้งหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ได้กำหนดข้อห้ามการแต่งงานระหว่างวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น และมีการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ ด้วยการไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาอาศัยไปตลอดชีวิต แต่ชาวอนุทวีปอินเดียส่วนใหญ่มีชีวิตที่อ่อนแอและมักขาดสติปัญญา ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินชีวิตตามตัณหาของตน จนไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนได้ พวกเขาจึงฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตวรรณะประเพณี โดยมีเพศสัมพันธ์กับผู้คนวรรณะต่าง ๆ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาจึงถูกคนในสังคมลงโทษด้วยการถูกไล่ออกจากสังคมที่ตนอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตและเรียกคนเหล่านี้ว่า "จัณฑาล"
เจ้าชายสิทธัตถทรงเห็นว่าปัญหาจัณฑาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ สิ่งนี้ ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้า แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑๘ สาขาแต่พระองค์ทรงไม่รู้เรื่องถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะมันเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของพระองค์ที่จะรับรู้ได้ ยกเว้นการบูชายัญของพราหมณ์ผู้ทำพิธีเท่านั้น ส่วนพระองค์นั้นทรงไม่สามารถทำการบูชายัญ เพื่อขอพรพระพรหมเพื่อช่วยยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพราะเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความมีอยู่ของเทพเจ้า พระองค์ทรงชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องต่อไป พระองค์จึงทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้เป็นใหญ่ในประเทศสักกะและที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี พระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริง จากคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตว่าหลักคำสอนเรื่องเทพเจ้า เป็นคำสอนของอาจารย์ที่มีความเป็นมายาวนานแล้ว พวกเขาจึงตั้งทฤษฎีกำเนิดโลกและมนุษย์ว่าพระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่าพระพรหมและพระอิศวรนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่น่าสงสัยเช่นนี้ พระองค์ทรงไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ด้วยการเสนอยกเลิกกฎหมายในแคว้นสักกะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะแห่งแคว้นสักกะ เมื่อสมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะร่วมการพิจารณาในข้อกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดแห่งแคว้นสักกะ ซึ่งเป็นหลักบริหารประเทศสักกะนั้นสมาชิกรัฐสภาเห็นว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งแคว้นสักกะมาตรา ๓ ที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว
ดังนั้น การมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร ปัญหาอภิปรัชญาข้อแรกในพระพุทธศาสนาหรือปรัชญาพุทธภูมิ ก็คือสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อศึกษาและค้นคว้าการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร ญาณวิทยามีหน้าที่ให้คำตอบว่า เราจะรู้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรไดอย่างไร? เมื่อปัญหาเกี่ยวกับความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า พระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดยังเป็นที่น่าสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความจริง?
ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา
การศึกษาค้นคว้าในประเด็นนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญ ๔ ประการได้แก่
การสร้างกรอบความคิดเป็นระบบ ช่วยจัดระเบียบความคิดกระจัดกระจาย ข้ามพ้นข้อจำกัดทางประสาทสัมผัสและอคติส่วนบุคคล
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เราต้องฝึกการวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของความเชื่อและนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต
การเข้าถึงความหมายชีวิต คือการเปิดพื้นที่ให้สำรวจเป้าหมาย คุณค่าและสัจธรรมของการดำรงอยู่ผ่านมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ
การยกระดับจริยธรรมและสังคม เข้าใจธรรมชาติความจริงในระดับสมมติและปรมัตถ์ เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ที่มีความเป็นธรรม ละทิ้งการกดทับทางโครงสร้างอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น