Introduction to the Buddhaphumi Philosophy : A History of Metaphysics
โดยทั่วไปแล้ว ปรัชญาเปรียบเสมือนมารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวงในอดีตประวัติศาสตร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญามาก่อนจนกระทั่งนักปรัชญาได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของความรู้ โครงสร้างของความรู้ วิธีการได้มาซึ่งความรู้และความถูกต้องของความรู้เกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ได้อย่างเพียงพอแล้ว เมื่อนักปรัชญาจึงแยกตัวเองออกมาเพื่อพัฒนาความรู้เหล่านี้ และก่อตั้งสาขาวิชาใหม่ซึ่งพวกเขาเรียกว่า "วิชาประวัติศาสตร์" ผู้ริ่เริ่มสาขาวิชานี้ซึ่งเดิมเป็นนักปรัชญาเรียกตัวเองว่า "นักประวัติศาสตร์ (Historian)
อภิปรัชญาเป็นอีกสาขาหนึ่งของปรัชญา มุ่งเน้นการศึกษาธรรมชาติของความเป็นจริงเช่น มนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรวมถึงไปสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเทพเจ้ามนุษย์รับรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านอายตนะภายในและสังสมเป็นประสบการณ์ในจิตใจ จากนั้นจึงใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมือในการคาดคะเน(อนุมาน) ความจริงและใช้อธิบายเรื่องราวเหล่านี้โดยตรงที่ถ่ายทอดกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังมีอายตนะภายในที่จำกัดในการับรู้และผ่านอายตนะภายในและมีอคติต่อผู้อื่น ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด สิ่งนี้ทำให้พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงทั้งสมมติขึ้น(สมมติสัจจะ)และความจริงขั้นปรมัตถ์(ปรมัตถ์สัจจะ) ดังนั้น ทำให้การใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงเหล่านั้น บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบนี้ บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว
เมื่อวิญญูชนเช่น"เจ้าชายสิทธัตถะ" ทรงสดับฟังแนวคิดที่คลุมเครือของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาซึ่งเป็นพราหมณ์ในยุคนั้นพระองค์ทรงไม่ปักใจเชื่อถือในทันที แต่พระองค์ทรงสร้างกระบวนการตรวจสอบความจริง โดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ได้ยินมา เพื่อนำไปสู่การค้นหาความจริงที่แท้จริง
๒.ต้นกำเนิดและการแบ่งยุคของอภิปรัชญา
เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ของอภิปรัชญาแล้ว อภิปรัชญาไม่ใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ได้รับการพัฒนาผ่านวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเราสามารถแบ่งยุคหลักของอภิปรัชญาได้ดังต่อไปนี้:
๒.๑ ปรัชญาสมัยก่อนพุทธกาล (ยุคทองของศาสนาพราหมณ์): เมื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ใช้ตรรกะและเหตุผลอธิบายว่า พระพรหมคือผู้สร้างโลก มนุษย์และระบบวรรณะ เพื่อให้สังคมปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เกิดพิธีกรรมบูชายัญเทพเจ้า ที่ผูกขาดโดยวรรณะพราหมณ์ เมื่อบูชายัญเสร็จแล้ว บางครั้งก็สัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่ปรารถนา และบางครั้งก็ล้มเหลว ระบบนี้จำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และสร้างความมืดมนทางปัญญาแก่ประชาชนในอนุทวีปอินเดีย
๒.๒ ยุคปรัชญาในสมัยพุทธกาล : เป็นยุคที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ค้นพบกฎธรรมชาติอันเที่งแท้ ทรงแบ่งความจริงเป็น สอง ระดับคือความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ พระองค์ทรงเห็นความไม่เป็นธรรมของระบบวรรณะที่อ้างโองการพระพรหม ซึ่งลงโทษผู้ฝ่าฝืนจนกลายเป็น "จัณฑาล" ไร้บ้านและขาดสิทธิมนุษยชน พระองค์จึงทรงใช้กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและวิเคราะห์หลักฐานด้วยเหตุผล เพื่อพิสูจน์ความจริงที่มีความเป็นสากลใช้กับกระบวนพิจารณาความจริงระดับสมมติสัจจะ และ ใช้กระบวนการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อพิจารณาความจริงในระดับ "ปรมัตถ์สัจจะ"
๒.๓ นักปรัชญาสมัยหลังพุทธกาล: มีการแตกกลุ่มของนักคิดเกิดขึ้นมากมายบางส่วนยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากพิธีกรรมแต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ไม่ประมาท เช่นพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงเผยแผ่พระพุธศาสนาและหลักปัญญาทั่วโลก
๒.๔ ยุคกรีกโบราณ: เป็นจุดเริ่มต้นของอภิปรัชญาตะวันตกโดยนักปรัชญากรีก เช่น เพลโต และอริสโตเติล มีธรรมชาติเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วโลก ที่มีอายตนะภายในที่จำกัดใช้ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆและมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด mทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริงของโลก มนุษย์ ความรู้ และจิตใจ โดยนักปรัชญาตะวันตกโบราณเหล่านี้ แสดงอธิบายความคิดเห็นโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบของตนเองโดยใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเอง ผลงานของพวกเขามีอิทธิพลต่อการพัฒนาอภิปรัชญาในยุคต่อมาเป็นอย่างมาก
๒.๕ ยุคกลาง : แนวคิดทางอภิปรัชญาถูกผสานเข้ากับศาสตนาคริสต์ศาสนา มุ่นเน้นการใช้เหตุผลเพื่อเป็นสะพานเพื่อพิสูจน์การมีอยู่เทพเจ้าและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับเหตุผล
๒.๖ ยุคเรเนซองส์ : ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาศาสตร์และปรัชญา นักปรัชญาหันกลับพึงพาการสังเกตและประสบการณ์ นำไปสู่การการตัวของ "ลัทธิประจักษ์นิยม"
๒.๗ ยุคใหม่ : นักปรัชญาในยุคสมัยใหม่นี้ได้พัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ นักปรัชญาได้บูรณาการปรัชญาเข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่นลัทธิประจักษ์นิยมและลัทธิเหตุผลนิยม
๒.๘ ในยุคปัจจุบัน อภิปรัชญาขยายขอบเขตความรู้ไปสู่ยังลัทธิโครงสร้างนิยม และลัทธิหลังโครงสร้างนิยม กลายเป็นเครื่องมือคิดวิพากษ์ที่ไร้ขีดจำกัด
ดังนั้น อภิปรัชญาจึงเป็นสาขาสำคัญของปรัชญาที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกและตัวเราเองได้อย่างลึกซึ้ง การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์สร้างความหมายในชีวิต และปรับปรุงจริยธรรม อภิปรัชญาจึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังคงพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น
๓.ความสำคัญของอภิปรัชญาต่อชีวิตมนุษย์
อภิปรัชญาไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาความจริงของสิ่งต่าง ๆ เช่น มนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า สิ่งเหล่านี้รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม จิตใจไม่ได้มีเพียงธรรมชาติของการรับรู้และสั่งสมเรื่องราวต่างๆ เป็นข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น แต่มันจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางอารมณ์ผ่านการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบโดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้ บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลที่ถูกต้องและบางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาอาจใช้เหตุผลในทางหนึ่ง บางครั้งอาจใช้เหตุผลในอีกทางหนึ่ง เมื่อคำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์นั้นยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้น ก็จะไม่ยอมรับว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น ดังนั้น ปรัชญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตเพราะเราสามารถใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของหลายสิ่งหลายอย่างได้หลายประการ กล่าวคือ
๓.๑.การสร้างกรอบความคิด โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์มีจินตนาการอันไร้ขอบเขตและถูกจำกัดด้วยอายตนะภายในของตนเองในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ และอคติอาจขัดขวางไม่ให้เข้าใจความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ อภิปรัชญาช่วยจัดระบบความคิดที่กระจัดกระจายและไร้ขอบเขตเหล่านั้น ให้เป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการประเมินความเชื่อของตนเองอย่างมีเหตุผล การตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง จะช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อและมุมมองต่าง ๆได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
๓.๒. การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ การศึกษาอภิปรัชญาช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เราจะเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ระบุข้อบกพร่องและการสร้างข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล ทักษะเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การแก้ปัญหาหรือการโต้แย้งกับผู้อื่น เป็นต้น
๓.๓.การสร้างความหมายของชีวิต อภิปรัชญาช่วยให้เราสามารถสำรวจความหมายของชีวิต โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมาย คุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ เราจะสามารถค้นหาความหมาย และจุดมุ่งหมายในชีวิตของเราได้และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่า
๓.๔.การพัฒนาจริยธรรม อภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับอย่างใกล้ชิดกับจริยธรรม การศึกษาอภิปรัชญาช่วยให้เราสามารถเข้าใจธรรมชาติของความดีความชั่วและความถูกต้องซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาจริยธรรมส่วนบุคคลและสังคมที่ดีขึ้น
อภิปรัชญา เป็นความรู้ของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ทั้ง ๙ ดวงที่โคจรรอบตวงอาทิตย์ โลกและดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีแรงโน้มถ่วงของตัวเอง เมื่อโลกมีแรงโน้มถ่วงจึงดึงดูดดวงอาทิตย์เข้ามาหาตนเองและในขณะเดียวกันอาทิตย์ก็มีแรงโน้มถ่วงของตัวเองเช่นกัน เมื่อดวงอาทิตย์และโลกต่างฝ่ายต่างใช้แรงโน้มถ่วงของตนเองดึงดูดซึ่งกัน และกัน แม้ว่าดวงอาทิตย์เป็นสสารที่มีพลังงานโน้มถ่วงมากกว่าโลก แต่ก็ไม่สามารถใช้แรงโน้มถ่วงของตัวเองดึงดูดโลกเข้าหาดวงอาทิตย์ได้มากกว่านี้แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ ทำให้โลกโคจรรอบดวงทิตย์เป็นรูปวงรีส่งผลให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน ตลอดทั้งปีอุณหภูมิบนโลกไม่เท่ากันในแต่ละวัน มนุษย์จึงสมมติว่ามีฤดูกาลที่แตกต่างกันในแต่ละปี
เมื่อมนุษย์มีอาตนะภายในร่างกายในการรับรู้เรื่องราว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนโลก เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ทั่วโลก ผู้คนมักอยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น สภาพอากาศ ภูเขา ลมทะเล หิมะถล่มหรือเรื่องราวของคนประสบความสำเร็จในชีวิต คนชั่วที่แทงคนตายในที่สาธารณะโรงเรียนหรือสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อเราศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาตามเว็บไซต์ต่าง ๆบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตเราได้ยินมาว่าสถานบันการศึกษาทั่วโลกเปิดสอนหลักสูตรปรัชญาและพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของนักศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในความจริงของชีวิตของตนเองจะมีอาจารย์ที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านปรัชญาให้กับนิสิตรุ่นต่อไปที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมความรู้นั้นไว้ในจิตใจของตนสามารถนำความรู้ที่อยู่ในใจของตน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้ แต่เมื่อวิชาเหล่านี้คือความรู้ของมนุษย์ก็เกิดปัญหาที่ผู้เขียนสงสัยว่ามนุษยคือบ่อเกิดความรู้เชิงปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาค้นคว้าให้มาก
เมื่อเราศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เราจะเห็นการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ผู้คนเชื่อกันว่า มีเทพเจ้าหลายองค์พวกพราหมณ์อารยันได้แสดงหลักปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยการบูชายัญ จนเป็นที่นิยมมากจนผู้คนในอนุทวีปอินเดีย ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพราหมณ์ด้วยการบูชาเทพเจ้าด้วยของมีค่าต่าง ๆและของบูชาเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ในสมัยนั้นคำสอนของพราหมณ์ เป็นทั้งหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะจารีตประเพณี ได้กำหนดข้อห้ามการแต่งงานระหว่างวรรณะและห้ามปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น และมีการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ ด้วยการไล่ออกจากสังคมที่พวกเขาอาศัยไปตลอดชีวิต แต่ชาวอนุทวีปอินเดียส่วนใหญ่มีชีวิตที่อ่อนแอและมักขาดสติปัญญา ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินชีวิตตามตัณหาของตน จนไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนได้ พวกเขาจึงฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตวรรณะประเพณี โดยมีเพศสัมพันธ์กับผู้คนวรรณะต่าง ๆ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พวกเขาจึงถูกคนในสังคมลงโทษด้วยการถูกไล่ออกจากสังคมที่ตนอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตและเรียกคนเหล่านี้ว่า "จัณฑาล"
เจ้าชายสิทธัตถทรงเห็นว่าปัญหาจัณฑาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ สิ่งนี้ ทำให้พระองค์ทรงสงสัยในการมีอยู่ของเทพเจ้า แม้ว่าพระองค์จะทรงสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑๘ สาขาแต่พระองค์ทรงไม่รู้เรื่องถึงการมีอยู่ของเทพเจ้า เพราะมันเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของพระองค์ที่จะรับรู้ได้ ยกเว้นการบูชายัญของพราหมณ์ผู้ทำพิธีเท่านั้น ส่วนพระองค์นั้นทรงไม่สามารถทำการบูชายัญ เพื่อขอพรพระพรหมเพื่อช่วยยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพราะเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในความมีอยู่ของเทพเจ้า พระองค์ทรงชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องต่อไป พระองค์จึงทรงตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้เป็นใหญ่ในประเทศสักกะและที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี พระองค์ทรงได้ยินข้อเท็จจริง จากคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตว่าหลักคำสอนเรื่องเทพเจ้า เป็นคำสอนของอาจารย์ที่มีความเป็นมายาวนานแล้ว พวกเขาจึงตั้งทฤษฎีกำเนิดโลกและมนุษย์ว่าพระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามว่าพระพรหมและพระอิศวรนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? ไม่มีปุโรหิตคนใดตอบพระองค์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่น่าสงสัยเช่นนี้ พระองค์ทรงไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ด้วยการเสนอยกเลิกกฎหมายในแคว้นสักกะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะแห่งแคว้นสักกะ เมื่อสมาชิกรัฐสภาราชวงศ์ศากยะร่วมการพิจารณาในข้อกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดแห่งแคว้นสักกะ ซึ่งเป็นหลักบริหารประเทศสักกะนั้นสมาชิกรัฐสภาเห็นว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งแคว้นสักกะมาตรา ๓ ที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว
ดังนั้น การมีอยู่จริงของพระพรหมและพระอิศวร ปัญหาอภิปรัชญาข้อแรกในพระพุทธศาสนาหรือปรัชญาพุทธภูมิ ก็คือสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อศึกษาและค้นคว้าการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร ญาณวิทยามีหน้าที่ให้คำตอบว่า เราจะรู้ความจริงเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวรไดอย่างไร? เมื่อปัญหาเกี่ยวกับความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า พระพรหมสร้างมนุษย์และวรรณะให้กับมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดยังเป็นที่น่าสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความจริง? แต่ผู้เขียนชอบแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้อีกต่อไป แต่ธรรมชาติของผู้เขียนมีอวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ความจริงจากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นสักกะ มาเป็นเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปี ผู้เขียนจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน มาวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงในเรื่องการมีอยู่ของพระพรหมและพระอิศวร พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ และสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่เกิดมาตามคำสอนของพราหมณ์และมีความสมเหตุสมเหตุผลของความรู้หรือไม่

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น