บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : นักปรัชญาในสมัยอินเดียโบราณ
An Introduction to Buddhaphumi Philosophy : the Ancient India Philosophers
๑.บทนำ
พระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ไม่เพียง พระไตรปิฎกถือเป็นชุดความรู้และมุมมองเกียวกับแนวคิดต่าง ๆ ของมนุษย์ พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล ผู้พยายามใช้เหตุผล อธิบายปรากฏการณ์ของ"ชีวิตมนุษย์" โลก และการปกครองในอนุทวีป เสนอหลัก "ธรรมของกษัตริย์" ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจอธิไตยเหนืออาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย หรือ "อปริหานิยธรรม" เพื่อเป็นแนวทางบริหารบ้านเมืองอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นข้อจำกัดของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในยุคนั้นว่า การอธิบายความจริงด้วยปฏิภาณ การคาดคะเนหรือตรรกะเพียงอย่างเดียว มักนำไปสู่ความเห็นที่สับสนคลุมเครือและยังไม่อาจเข้าถึงความจริงแท้ได้ บางครั้งอธิบายถูกต้อง บางครั้งอธิบายผิด ส่งผลให้วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งข้อสงสัยต่อความรู้เหล่านั้น และนำไปสู่ถูกต้องของคำตอบของคำถามสำคัญทางปรัชญาว่า "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือความจริงแท้"
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงคลี่คลายความขัดแย้งทางปัญญา ด้วยการแบ่งระดับความจริงออกเป็น "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) พร้อมอธิบายสร้างชีวิต "เบญจขันธ์" (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ซึ่งความรู้ทางประสาทสัมผัสและทฤษฎีทางโลก ล้วนจัดอยู่ใน "สมมติสัจจะชาติ ที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงไปต่างจากความจริงขั้นปรมัตถ์ ที่พระพุทธองค์ทรงประจักษ์แจ้งผ่าน "ปัญญาญาณ" และการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งสามารถหักล้างความเชื่อเรื่อง "การสร้างโลกของพระพรหม" หรือพระพรหมสร้างระบบวรรณะอันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมอินเดียโบราณได้อย่างสิ้นเชิง
การศึกษานิยามและองค์ประกอบของ "นักปรัชญา" ในสมัยพุทธกาลเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากมิติความคิดของนักปรัชญาโบราณ มีความแตกต่างจากนักปรัชญาสมัยใหม่ นักวิชาการต่างยุคต่างสมัยอธิบายองค์ประกอบนี้ ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย เพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางปัญญา พระพุทธเจ้า จึงทรงวางกระบวนการพิจารณาความจริง โดยแบ่งออกออกเป็น "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) และ "ปรสัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นปรมัตถ) ซึ่งเปรียบได้กับกระบวนพิจารณาความจริงในปัจจุบัน เช่น วิธีจารณาคดีอาญา, วิธีพิจารณาคดีแพ่งของศาลหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

ในประเด็นเรื่อง "ชีวิตตายหลังความตาย" นักปรัชญาอินเดียโบราณ กลุ่มพราหมณ์มีความเชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์และบัญญัติกฎหมายระบบวรรณะ เมื่อสิ้นชีวิต จะดับสูญไม่มีชีวิตหลังความตายอีกต่อไป
แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้ "ปัญญาญาณ"ประจักษ์แจ้งในกฎแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด ทรงชี้ให้เห็นว่า มนุษย์และสรรพสัตว์ ย่อมเป็นไปตามการกระทำ(กุศลกรรมและอกุศลกรรม)ของตนเอง
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและกฎหมายบ้านเมือง ผู้ใดกระทำความชั่วที่เรียกว่า "อกุศลกรรม" รวมถึงการประพฤติผิดทางกาย การประพฤติผิดทางวาจา และการประพฤติผิดทางวาจา อันเกิดจาการทรยศต่อประเทศชาติซึ่งรวมถึงการกระทำในด้านการศึกษาเช่นการตัดวิชาประวัติศาสตร์ออกจากหลักสูตร เพื่อให้ประชาชนรุ่นหลังแสดงความอกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีต และบรรพชนผู้สร้างชาติเพื่อให้ตนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในโลกมนุษย์ การประพฤติผิดทางเศรษฐกิจ เช่นการยกดินแดนให้ต่างชาติเพื่อประโยชน์ทางน้ำมันของตนเอง การไม่จงรักภักดีต่อศาสนา และการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อกระทำความชั่วเหล่านี้แล้ว กรรมจะสั่งสมอยู่ในใจและดวงวิญญาณไปชดใช้กรรมนั้นในนรก เป็นต้น


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น