The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568

บทนำสู่นักปรัชญาในสมัยอินเดียโบราณ

An Introduction to the  Ancient India Philosophers 


คำสำคัญ  นักปรัชญา   อินเดียโบราณ

๑.บทนำ 

               บทความนี้กล่าวถึงภูมิหลังและความสำคัญของนักปรัชญาอินเดียโบราณตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  โดยทั่วไปแล้ว  พระไตรปิฎกถือเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่บรรจุความรู้  และมุมมองเกียวกับแนวคิดต่าง ๆ  ของมนุษย์   นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล ได้นำเสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ "ชีวิตมนุษย์"     ในภูมิภาคต่าง ๆ  ของอนุทวีปอินเดีย ในทางรัฐศาสตร์ พระไตรปิฎกหลายฉบับอ้างถึงธรรมของกษัตริย์     ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจอธิไตยปกครองอาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย      หรือนักปรัชญาชาวพุทธอ้างถึง "ธรรมของกษัตริย์"       ซึ่งเป็นหลักการสำหรับผู้บริหารในการปกครองประเทศ ซึ่งเรียกว่า"อปริหานิยธรรม" 

               นักปรัชญา :  ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น  พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าพราหมณ์บางคนในโลกเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญานั้น    เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน เช่น  เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์  โลก   ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้าพวกเขามักแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้ โดยใช้เหตุผลของตนเองหรือคาดคะเนความจริงจากเรื่องราวที่ได้ยินมา      อย่างไรก็ตาม เมื่อนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาแสดงความคิดเห็น  โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง   บางครั้งใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างถูกต้อง       บางครั้งใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงอย่างผิด  ๆ บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนี้ บางครั้งใช้เหตุผลในลักษณะนั้น     นี่คือเหตุผลที่นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาใช้อธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจน โดยไม่ได้อธิบายที่มาของเรื่องให้กระจ่าง      วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความเห็นของเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ก็จะไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และจะสงสัยในความถูกต้องของคำตอบของคำถามเหล่านั้น     พวกเขาจะไม่ยอมรับว่า เป็นความรู้ที่แท้จริงของเรื่องนั้น     

             เมื่อนักตรรกศาสตร์และ นักปรัชญาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว   แต่ข้อเท็จจริงยังคงน่าสงสัย  วิญญูชนเช่น เจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นดังกล่าว และทรงสงสัยถึงต้นกำเนิดของความรู้เกี่ยวกับนักปรัญา  องค์ประกอบของความรู้เกี่ยวกับนักปรัชญา  วิธีพิจารณาความจริงเกี่ยวกับนักปรัชญา และความสมเหตุสมผลของความรู้เกี่ยวกับนักปรัชญา    สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ของนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาต้องใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงให้สังคมเข้าใจ โดยตั้งคำถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง"

            เมื่อศึกษาความหมายของ "นักปรัชญา"      ผู้เขียนพบว่าเป็นการยากที่จะเข้าใจองค์ประกอบของการเป็นนักปรัชญา เนื่องจากนิยามของนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล อาจไม่สอดคล้องกับนิยามของนักปรัชญาที่เราเข้าใจในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับแนวคิดเรื่ององค์ประกอบของนักปรัชญาในปัจจุบันนั้น    นักวิชาการหลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับองค์ประกอบของนักปรัชญา โดยใช้เหตุผลอธิบายแตกต่างกันในการอธิบายประเด็นนี้  ซึ่งนำไปสู่ประเด็นที่ว่าแนวคิดของนักวิชาการคนใดถูกต้องหรือให้เหตุผลอย่างผิด ๆ      ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงสร้างกระบวนพิจารณาความจริงที่สมมติขึ้นมาและความจริงขั้นปรมัตถ์ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคมเกี่ยวกับความจริงทางศาสนา   กระบวนพิจารณาความจริงที่สมมติขึ้น ในปัจจุบันก็มีอยู่เช่นกัน เช่น วิธีจารณาคดีอาญา, วิธีพิจารณาคดีแพ่งของศาล เป็นต้น              

           โดยทั่วไปแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าสอนเพียงสิ่งเดียวคือ ชีวิต ซึ่งเรียกว่า  เบ็ญจขันธ์" นั้น  ชีมนุษย์ประกอบด้วยขันธ์  ๕ ของชีวิตคือ รูป  เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ  เป็นต้น  เนื่องจากความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ  ล้วนเป็นความรู้ของมนุษย์ นักตรรกะและนักปรัชญ์สมัยใหม่ จึงบูรณาการความรู้ทางพระพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างสอดคล้องกัน ทั้งนี้ ความรู้ทางปรัชญา พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ล้วนเป็นความรู้ของมนุษย์ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น   เราสามารถอธิบายความจริงของมนุษย์ได้ดังนี้  

         รูปแบบหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ดวงตาสามารถรับรู้ได้  ซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตใจหรือวิญญาณของมนุษย์   รูปแบบนั้นดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะหนึ่ง   หลังจากนั้นร่างกายก็จะเสื่อมสลายไป    เมื่อร่างกายตาย จิตใจไม่สามารถใช้อายตนะภายในร่างกายได้อีกต่อไป  และต้องออกจากร่างกายไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น   ในทำนองเดียวกัน ความรู้ในสาขาต่าง ๆ  ก็อยู่ในความรู้ระดับประสาทสัมผัส มันเกิดขึ้น   ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ  แล้วก็จางหายไป มันถูกพิจารณาว่าเป็นความจริงที่สมมติขึ้น นักปรัชญ์ซึ่งเป็นเจ้าของความรู้นี้       ก็จะพัฒนาความรู้ของตนอย่างต่อเมื่อพวกเขาเห็นข้อบกพร่องในสาขาวิชาของตน พวกเขาก็จะใช้ความรู้นั้นปรับปรุงและพัฒนาและให้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของมนุษย์อย่างต่อเนื่องและทำให้การใช้ความรู้นั้นสะดวกในชีวิตประจำวัน    
            เวทนาหมายถึงภาวะจิตที่แสดงออกถึงความรู้สึกผ่านทางร่างกาย  เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง และข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นความทรงจำในจิตใจ จากนั้นความทรงจำนี้จะถูกนำมาใช้สร้างใช้ภาพหรือการรับรู้ทางอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งเรียกว่า "จินตนาการ"  จากนั้นจิตใจจะแสดงความรู้สึกเหล่านี้ออกมาผ่านทางร่างกาย เช่น ความรู้สึกสุขหรือทุกข์  มนุษย์สามารถใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิต  หรือ ความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จและแสวงหาปัจจัยพื้นฐาน     ๔  ประการของชีวิต   ซึ่งทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์ต่อไปได้         เมื่อมนุษย์กระทำการอย่างมีเหตุผลและคิดอย่างรอบคอบ   สิ่งนี้เรียกว่า  "ปัญญา"  อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่เที่ยงแท้  ตั้งแต่การปฏิสนธิในครรภ์มารดา จิตวิญญาณจะดำรงอยู่ช่วงเวลาสั้น ๆ  จากนั้นชีวิตก็จะสิ้นสุดลงและจิตวิญญาณก็จะจากโลกมนุษย์ไป                 

             มีปัญหาที่น่าสงสัยว่า  เมื่อชีวิตตายไป  มนุษย์มีชีวิตหลังความตายมีอยู่หรือไม่  ตามคำสอนของนักปรัชญาอินเดียโบราณหลายคนเห็นพ้องกันว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากร่างของพระองค์  เมื่อมนุษย์ตายไปชีวิตก็จะหายไป และไม่มีชีวิตหลังความตายอีกต่อไป  อย่างไรก็ตามตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงค้นพบโดยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนพระองค์ทรงมีดวงตาทิพย์ที่เหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวง พระองค์ทรงเห็นดวงวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายทั้งใหญ่ทั้งเล็กที่ตายไปแล้ว   ก็จะละทิ้งร่างไปเกิดในภพชาติอื่น ผู้ใดทำความดีที่เรียกว่า "บุญ"  มีกายสุจริต พูดสุจริตและคิดสุจริต ดวงวิญญาณนั้นย่อมไปสวรรค์ หรือไปเกิดในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ที่ประชาชนอยู่ได้อย่างสงบตามหลักศีลธรรมอันดีงามของประชาชน 

           ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและกฎหมายบ้านเมือง  ผู้ใดกระทำความชั่วที่เรียกว่า "อกุศลกรรม" รวมถึงการประพฤติผิดทางกาย การประพฤติผิดทางวาจา และการประพฤติผิดทางวาจา อันเกิดจาการทรยศต่อประเทศชาติซึ่งรวมถึงการกระทำในด้านการศึกษาเช่นการตัดวิชาประวัติศาสตร์ออกจากหลักสูตร    เพื่อให้ประชาชนรุ่นหลังแสดงความอกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีต และบรรพชนผู้สร้างชาติเพื่อให้ตนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในโลกมนุษย์   การประพฤติผิดทางเศรษฐกิจ  เช่นการยกดินแดนให้ต่างชาติเพื่อประโยชน์ทางน้ำมันของตนเอง     การไม่จงรักภักดีต่อศาสนา และการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อกระทำความชั่วเหล่านี้แล้ว  กรรมจะสั่งสมอยู่ในใจและดวงวิญญาณไปชดใช้กรรมนั้นในนรก  เป็นต้น  

            ข้อเท็จจริงที่ว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเห็นดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่กำเนิดในครรภ์ของมารดานั้นขัดแย้ง     และหักล้างคำสอนของพราหมณ์อารยันที่สอนว่า พระพรหมและพระอิศวร  ทรงสร้างมนุษย์จากกายของพระองค์และทรงกำหนดวรรณะให้แก่มนุษย์ที่พระองค์สร้างขึ้นซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน    เนื่องจากคำสอนของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงขัดแย้งและหักล้างการเลือกปฏิบัติในสังคมมีต่อมนุษย์ คำสอนของพราหมณ์อารยันจึงขาดความน่าเชื่อและไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นความจริง

             ดังนั้น เมื่อผู้เขียนได้ยินเรื่องราวของ "นักปรัชญา"   ในสมัยพุทธกาล จากครูบาอาจารย์ในห้องเรียน    และการศึกษาด้วยตนเองโดยใช้หลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเรียนรู้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า สำนักคิดหลายสำนัก เช่น สำนักครูวิศวมิตร  สำนักครูปกุธะ กัจจายนะ  และสำนักครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร  ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นจริงของมนุษยชาติ  ผู้เขียนจึงไม่ได้เชื่อเป็นความจริงในทันที       แต่ผู้เขียนสงสัยในข้อเท็จจริงเหล่านั้นก่อน  ความรู้ในมุมมองของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญามีที่มาอย่างไร?  องค์ประกอบของความรู้ในมุมมองของนักตรรกะและนักปรัชญาคืออะไรนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาพิจารณาความจริงอย่างไร  และความถูกต้องของความรู้ในมุมมองของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญามีความสอดคล้องต้องกันอย่างไร        โดยผู้เขียนจะสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์และรวบรวมหลักฐาน เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้ว    ผู้เขียนก็จะนำหลักฐานเหล่านั้นมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้  เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับ "นักปรัชญา"  ได้อย่างมีเหตุผล    

                  คำตอบที่ได้จากการคาดคะเนความจริงอย่างมีเหตุผลนั้น                จะเป็นบทความวิเคราะห์    ที่เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาในหลากหลายวิชา          ที่เปิดสอนในสถาบันการศึกษา  และมหาวิทยาลัยทั่วราชอาณาจักรไทยและทั่วโลก     ซึ่งบูรณาการการศึกษาพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างสอดคล้องกัน  เราจะเห็นขอบเขตของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในสาขาต่าง ๆได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง   ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละวิชา มันจะเป็นไปมากกว่าแค่การศึกษา    เพื่อรู้หากผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ในวิชานั้น            ไปประยุกต์ใช้ได้ก็จะเป็นการลงทุนทางการศึกษาที่สูญเปล่า                 กระบวนการวิเคราะห์องค์ประกอบรู้เกี่ยวกับ "นักปรัชญา"   จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาระดับปริญญาเอกในทุกสาขาวิชา       และจะเพิ่มคุณค่าให้กับการศึกษาพระพุทธศาสนาและปรัชญาพัฒนาประเทศไทย   ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พระพุทธศาสนาระดับโลก       ด้วยการใช้แพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต  เราสามารถสร้างศูนย์การเรียนรู้ระดับโลกได้      และผู้คนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ดังกล่าวได้  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ