The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : นักปรัชญาในสมัยอินเดียโบราณ

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ :  นักปรัชญาในสมัยอินเดียโบราณ

An Introduction to Buddhaphumi Philosophy : the  Ancient India Philosophers 


คำสำคัญ  นักปรัชญา   อินเดียโบราณ ปรัชญาพุทธภูมิ  ตรรกศาสตร์, ขันธ์ ๕

๑.บทนำ 

               พระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ไม่เพียง พระไตรปิฎกถือเป็นชุดความรู้และมุมมองเกียวกับแนวคิดต่าง ๆ ของมนุษย์   พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล  ผู้พยายามใช้เหตุผล อธิบายปรากฏการณ์ของ"ชีวิตมนุษย์" โลก และการปกครองในอนุทวีป เสนอหลัก "ธรรมของกษัตริย์"     ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจอธิไตยเหนืออาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย  หรือ "อปริหานิยธรรม"  เพื่อเป็นแนวทางบริหารบ้านเมืองอย่างยั่งยืน  

               อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นข้อจำกัดของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในยุคนั้นว่า การอธิบายความจริงด้วยปฏิภาณ การคาดคะเนหรือตรรกะเพียงอย่างเดียว  มักนำไปสู่ความเห็นที่สับสนคลุมเครือและยังไม่อาจเข้าถึงความจริงแท้ได้   บางครั้งอธิบายถูกต้อง บางครั้งอธิบายผิด       ส่งผลให้วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งข้อสงสัยต่อความรู้เหล่านั้น และนำไปสู่ถูกต้องของคำตอบของคำถามสำคัญทางปรัชญาว่า "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือความจริงแท้"     

             ในทางพระพุทธศาสนา   พระพุทธองค์ทรงคลี่คลายความขัดแย้งทางปัญญา ด้วยการแบ่งระดับความจริงออกเป็น "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด) พร้อมอธิบายสร้างชีวิต "เบญจขันธ์"  (รูป เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ)  ซึ่งความรู้ทางประสาทสัมผัสและทฤษฎีทางโลก ล้วนจัดอยู่ใน "สมมติสัจจะชาติ   ที่เกิดขึ้น  ดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงไปต่างจากความจริงขั้นปรมัตถ์   ที่พระพุทธองค์ทรงประจักษ์แจ้งผ่าน "ปัญญาญาณ" และการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘  ซึ่งสามารถหักล้างความเชื่อเรื่อง "การสร้างโลกของพระพรหม" หรือพระพรหมสร้างระบบวรรณะอันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมอินเดียโบราณได้อย่างสิ้นเชิง 

            การศึกษานิยามและองค์ประกอบของ "นักปรัชญา" ในสมัยพุทธกาลเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากมิติความคิดของนักปรัชญาโบราณ มีความแตกต่างจากนักปรัชญาสมัยใหม่   นักวิชาการต่างยุคต่างสมัยอธิบายองค์ประกอบนี้ ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย เพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางปัญญา  พระพุทธเจ้า จึงทรงวางกระบวนการพิจารณาความจริง โดยแบ่งออกออกเป็น "สมมติสัจจะ" (ความจริงระดับสมมติ) และ "ปรสัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นปรมัตถ) ซึ่งเปรียบได้กับกระบวนพิจารณาความจริงในปัจจุบัน เช่น วิธีจารณาคดีอาญา, วิธีพิจารณาคดีแพ่งของศาลหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  เป็นต้น              

           พระพุทธเจ้าทรงอธิบายโครงสร้างของชีวิตผ่านคำสอนเรื่อง  "เบ็ญจขันธ์" นั้น  ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วย รูป  เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ  เป็นต้น   ซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทฤษฎีทางโลกของมนุษย์ จัดอยู่ในระดับสมมติสัจจะ นั่นคือ เกิดขึ้น  ดำรงอยู่และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา นักปรัชญา จึงต้องพัฒนาและปรับปรุงองค์ความรู้ของตนอยู่เสมอ  เพื่อตอบสนองการดำเนินชีวิตของมนุษย์         

             ในประเด็นเรื่อง "ชีวิตตายหลังความตาย" นักปรัชญาอินเดียโบราณ กลุ่มพราหมณ์มีความเชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์และบัญญัติกฎหมายระบบวรรณะ  เมื่อสิ้นชีวิต จะดับสูญไม่มีชีวิตหลังความตายอีกต่อไป  

แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้  "ปัญญาญาณ"ประจักษ์แจ้งในกฎแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด ทรงชี้ให้เห็นว่า มนุษย์และสรรพสัตว์ ย่อมเป็นไปตามการกระทำ(กุศลกรรมและอกุศลกรรม)ของตนเอง 

           ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและกฎหมายบ้านเมือง  ผู้ใดกระทำความชั่วที่เรียกว่า "อกุศลกรรม" รวมถึงการประพฤติผิดทางกาย การประพฤติผิดทางวาจา และการประพฤติผิดทางวาจา อันเกิดจาการทรยศต่อประเทศชาติซึ่งรวมถึงการกระทำในด้านการศึกษาเช่นการตัดวิชาประวัติศาสตร์ออกจากหลักสูตร    เพื่อให้ประชาชนรุ่นหลังแสดงความอกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีต และบรรพชนผู้สร้างชาติเพื่อให้ตนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในโลกมนุษย์   การประพฤติผิดทางเศรษฐกิจ  เช่นการยกดินแดนให้ต่างชาติเพื่อประโยชน์ทางน้ำมันของตนเอง     การไม่จงรักภักดีต่อศาสนา และการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อกระทำความชั่วเหล่านี้แล้ว  กรรมจะสั่งสมอยู่ในใจและดวงวิญญาณไปชดใช้กรรมนั้นในนรก  เป็นต้น  

            ข้อเท็จจริงที่ว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเห็นดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่กำเนิดในครรภ์ของมารดานั้นขัดแย้ง     และหักล้างคำสอนของพราหมณ์อารยันที่สอนว่า พระพรหมและพระอิศวร  ทรงสร้างมนุษย์จากกายของพระองค์และทรงกำหนดวรรณะให้แก่มนุษย์ที่พระองค์สร้างขึ้นซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน    เนื่องจากคำสอนของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงขัดแย้งและหักล้างการเลือกปฏิบัติในสังคมมีต่อมนุษย์ คำสอนของพราหมณ์อารยันจึงขาดความน่าเชื่อและไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นความจริง

              ด้วยเหตุนี้ การศึกษาความคิดของนักปรัชญาและสำนักคิดต่าง ๆ ในสมัยพุทธกาล เช่น สำนักครูวิศวมิตร  สำนักครูปกุธะ กัจจายนะและสำนักครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร  ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นจริงของมนุษยชาติจึงไม่อาจปักเชื่อในทันที หากแต่ต้องนำมาผ่านกระบวนการสืบสวน รวบรวมหลักฐานและวิเคราะห์ด้วยเหตุผลอย่างเป็นระบบ


          บทความนี้มีเป้าหมาย เพื่อตั้งคำถามและวิเคราะห์องค์ประกอบความรู้ของนักปรัชญาในสมัยอินเดียโบราณ   โดยบูรณการแนวคิดทางพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์     และศาสตร์สมัยใหม่            การวิเคราะห์นี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาในหลากหลายวิชา ที่เปิดสอนต่อการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา    และปริญญาเอกในหลากหลายสาขาวิชา    เพื่อให้เกิดการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงอย่างมีคุณค่า    แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายขอบเขต ปรัชญาพุทธภูมิบนแพลตฟอร์มดิจิทัล  เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พระพุทธศาสนาระดับโลกต่อไป        

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ