The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ

บทนำปรัชญาพุทธภูมิ :  ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ   

(Intruduction  to Buddhaphumi  Philosophy : The Teachers of Bodhisattva Siddhartha


คำสำคัญ ครู  พระโพธิสัตว์ พระไตรปิฎก

๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

               ในทัศนะปรัชญาพุทธภูมินั้น ชีวิตมนุษย์เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ชีวิต ผ่านกระบวนการรับรู้ทางอายตนะภายในแล้ว จึงแปรผัสสะเหล่านั้น จนกลายเป็นคลังประสบการณ์และ หลักฐานทางอารมณ์ที่ประทับอยู่ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม   วิถีชีวิตของมนุษยชาตินั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับรู้และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น   แต่ยังมี "กระบวนการคิด" เป็นองค์ประอบสำคัญ กล่าวคือ เมื่อจิตใจรับรู้สิ่งใด ย่อมเกิดการขบคิด พิจารณาและใช้ "เหตุผล"    เป็นเครื่องมือในการอธิบายความคิดเห็นของตนเองอย่างมีเหตุผล    

            ทว่ามนุษยชาติมักเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ (อวิชชา) พร้อมกับ ขีดความสามารถที่จำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ  อีกทั้งมีอคติที่พึงมีต่อผู้อื่น อันเนื่องจากความกลัว ความเกลียดชังและความรักใคร่ผูกพัน       สภาวะเช่นนี้ ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด)     

             เมื่อขาดความเข้าใจในสัจธรรมแล้ว การใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาเพื่ออธิบายความคิดเห็นของตนเอง  โดยอาศัยเพียงปฏิภาณ และการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานั้น    จึงมีทั้งส่วนที่ถูกต้องและคาดเคลื่อน แปรเปลี่ยนไปตามบริบทและมุมมองเฉพาะตน    เมื่อแนวคิดมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน  แต่บุคคลเหล่านั้น กลับมีบทบาทหน้าที่สำคัญในสังคม เช่น  เป็นนักบวช  นักตรรกศาสตร์  นักปรัชญาหรือนักวิชาการ     และต้องแสดงทัศนะเกี่ยวกับความจริงของโลก และชีวิตมนุษยชาติ   การแสดงความคิดเห็นที่ผิดพลาด   จึงอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ส่งผลกระทบและสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินส่วนรวมอย่างมหาศาล วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงไม่ทรงปักใจเชื่อในความคิดเห็นที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนของสำนักปราชญ์ต่าง ๆ   และไม่ทรงยอมบุคคลเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงอันเที่ยงแท้

 

          ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้กฎธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงผ่านการศึกษาเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี  และภาคปฏิบัติจากครูบาอาจารย์หลายท่านเช่น  สำนักวิศวามิตร อาฬารดาบส และอุทกดาบส การศึกษาเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางปัญญาและจิตวิญญาณของพระองค์ ดังนั้น การศึกษาเรื่องราวของครูบาอาจารย์ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมรายพระนามจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการถอดรหัสและสำรวจความหมายที่แท้จริงของ "ครู" ผู้ชี้ทางไปสู่การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ   ซึ่งนำไปสู่การตรัสรู้และเป็นรากฐานแนวคิดสำคัญในพระพุทธศาสนาต่อไป  

๒.ความเป็นมาของครูของพระโพธิสัตว์    

          โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดมาพร้อมกับข้อจำกัดทางร่างกายและอายตนะภายในในการรับรู้โลก ผนวกกับอคติอันเกิดจาก"อวิชชา"สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้  และมีคติต่อผู้อื่นเนื่องมาจากความไม่รู้ มีความกลัว  ความเกลียดชังและความรักของตนเอง  ทำให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยมืดมน   ดังนั้น พวกเขาจึงขาดปัญญาในการเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัติ  จึงไม่สามารถใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงเหล่านี้ได้อย่างสมเหตุสมผล

            ตามพุทธบัญญัติระบุว่า  ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์บางกลุ่มที่เป็นนักปรัชญาและนักตรรกวิทยา เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์  โลก จักรวาล ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ   ตลอดจนการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า   มักจะแสดงทัศนะของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาส่วนตน    ทว่าในการอธิบายความจริงเหล่านั้น       นักปรัชญาบางกลุ่มอาจอธิบายความจริงได้ถูกต้อง บางกลุ่มคลาดเคลื่อนหรือเหตุผลเปลี่ยนเหตุผลไปตามสถานการณ์  เมื่อความคิดเห็นของนักตรรกวิทยา และ นักปรัชญามีความขัดแย้งและคลุมเครือเกี่ยวกับความจริงของมนุษย์โลก จักรวาล      และหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้านั้น  เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ   เมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกะและนักปรัชญาเหล่านั้น   พระองค์จะทรงไม่พึงยอมรับแนวคิดเหล่านั้นเป็นความจริงแท้   

              ในฐานะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีเหตุผล    แต่มีความรับรู้อันจำกัดและมีอคต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง จึงเป็นการยากที่จะตัดสินว่าเหตุผลของฝ่ายใดถูกต้องอย่างแท้จริง   เพื่อแก้ปัญหาความไม่น่าเชื่อของแนวคิดเห็นของนักปรัชญา  และนักตรรกวิทยาเหล่านั้น     พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนแนวคิดเชิงวิพากษ์ (กามลามสูตร) ว่า เมื่อเราได้ยินความคิดเห็นหรือตรรกะใด ๆ   ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน    เราไม่ควรปักใจเชื่อในทันที   เราควรตั้งข้อสงสัยเชิงวิชาการไว้ก่อน   เพื่อนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน     เมื่อเรามีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มากพอ จึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้จากข้อมูลต่าง ๆ  เพื่อพิสูจน์ความจริงเชิงปรัชญาอย่างระบบ

             กระนั้น  ในความเป็นจริงของสังคม   มนุษย์มักแสวงหาความรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า เช่น การกำหนดนโยบายทางการเมือง    แต่อยางไรก็ตาม หากขาดการศึกษาที่ลึกซึ้งและการพิจารณาที่รอบคอบ    การแสวงหาความรู้นั้นมักจะถูกครอบงำ ด้วยอารมณ์  ความพึงพอใจและอคติส่วนตน โดยละเลยความจริงรอบด้าน   ส่งผลให้ไม่สามารถแยกแยะความจริงออกจากความเท็จได้ ทำให้ผู้คนในสังคมถูกบิดเบือนข้อมูล จนนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในระดับมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี   มนุษย์จำเป็นต้องแสวงหาที่พึ่งอันประเสริฐเพื่อพัฒนาสติและปัญญา   นำประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายในมากลั่นกรองเป็นเครื่องมือในการจำแนกความจริงและแก้ไขปัญหาชีวิตอย่างยั่งยืน   

           เมื่อ "ครู" ในฐานะปุถุชนย่อมมีข้อจำกัดในการรับรู้ และอาจมีแนวคิดเอนเอียงตามอคติส่วนตน  ย่อมส่งผลให้สติปัญญาที่จะเข้าถึงความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิตมืดมิด  และเมือขาดความมั่นใจในการเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้อง    มนุษย์ย่อมขาดความเพียรพยายาม ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จ  ด้วยเหตุนี้ สถาบันการศึกษา  โรงเรียน และมหาวิทยาลัยทั่วโลกจึงถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิต  ปลูกฝังความเชื่อมั่นในตนเอง  มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษา      ตลอดจนสร้างสติ   สมาธิและปัญญาในการแสวงหาความรู้วิชาการเพื่อช่วยเหลือสังคม   การมี "แบบอย่างที่ดี" (กัลยาณมิตร) จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างศรัทธาและเป็นแนวทางในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน   

๓.ความสำคัญของครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ 

              ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้นิยามคำว่า"ครู" คือผู้สั่งสอนและถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียน ในอีกมิติหนึ่ง  ชีวิตมนุษย์ปฏิสนธิวิญญาณขึ้นจากองค์ประกอบทางรูปธรรมและนามธรรม (รูป-นาม) ในครรภ์มารดา ก่อนที่จะเติมโตเป็นมนุษย์ ผู้มีสิทธิ และหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย          มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข   โดยมีศีลธรรมและกฎหมายเป็นแกนกลาง จิตใจของมนุษย์ใช้อายตนะภายในรับรู้ทั้งสิ่งที่เป็นคุณและโทษอยู่ตลอดเวลา     กระบวนการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่ามนุษย์จะได้รับบาดแผลทางอารมณ์จากความประมาท แต่บ่อยครั้งที่ความท้อแท้  อวิชชา หรือความอ่อนแอ  กลับทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหันหลัง ไม่ยอมรับความแท้จริงของชีวิต  ตกเป็นทาสของกิเลสและอคติของตนเอง   หวาดกลัวต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง  หรือติดดักอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต และความรักที่บดบังความจริง จนปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างปราศจากทิศทาง   

             ในยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง   เจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จากสถาบันการศึกษาครูวิศวามิตร        ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทกษัตริย์ ผู้ปกครองแคว้นสักกะ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงพบเห็นกลุ่มจัณฑาลที่ถูกสังคมลงทัณฑ์อย่างรุนแรง จากการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ  โดยอ้างว่าเป็นการลงทัณฑ์โดยพระพรหม ผู้สร้างโลก     เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ต่อเพื่อนมนุษย์    พระองค์จึงทรงเริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน       เมื่อทรงมีหลักฐานเพียงพอแล้ว จึงวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงประจักษ์   โดยอนุมานความรู้จากพยานหลักฐาน พระองค์ทรงใช้เหตุผลเชิงวิพากษ์จนทรงวินิจฉัยว่า พระพรหมผู้สร้างมนุษย์     และระบบวรรณะมนุษย์ตามที่พราหมณ์สั่งสอนนั้นไม่มีอยู่จริง  เมื่อข้อเท็จจริงจากคำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหมจึงเป็นสิ่งที่น่าคลางแคลงใจ    เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถตอบคำถามเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระพรหมและพระอิศวรได้อย่างมีเหตุผล   

              ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปสังคม ทว่าในบริบทเวลานั้น ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เนื่องจากการยกเลิกระบบวรรณะถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ   ขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น หากพระองค์ทรงประกอบพิธีบูชายัญเพื่อทำลายข้อจำกัดด้วยพระองค์เอง      ก็ย่อมละเมิดกฎหมายวรรณะขั้นรุนแรงที่ห้ามมิให้ผู้มิใช่พราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญ     จะถูกลงโทษโดยพระพรหม ซึ่งอาจทำให้พระองค์ทรงสูญเสียสถานะทางกฎหมาย และกลายเป็นจัณฑาล        พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัย เสด็จออกผนวชในฐานะพระโพธิสัตว์เพื่อแสวงหาสัจธรรมขั้นสูงสุด โดยทรงตั้งปฏิปทาตามหลักพุทธวิถีว่า  เมื่อได้ยินข้อมูลใด ๆ  พึงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนและสืบค้นเชิงลึกจนกว่าจะพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ดังนั้น เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ "ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ"       ก็ยอมรับความจริงโดยขาดการวิเคราะห์ย่อมนำไปสู่ความคิดเห็นที่คลุมเครือ และการใช้เหตุผลที่อาจถูกหรือผิดได้ตามปฏิภาณไหวพริบและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น ย่อมขาดความน่าเชื่อถือในเชิงวิชาการ   

            เพื่อดำเนินตามรอยพุทธวิธีในการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่อง "ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"    เราไม่ควรเชื่อทันที เราควรสงสัยในข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ไว้ก่อน   อย่างไรก็ตาม      ผู้เขียนก็ชอบแสวงหาความรู้ในเรืองนี้ต่อไป    จึงดำเนินการสืบค้นข้อเท็จจริง โดยรวบรวมหลักฐานได้แก่ พระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ  อรรถกถา  ฎีกา  อนุฎีกา  บทความวิชาการ ตลอดจนหลักฐานทางโบราณคดีและวัตถุสถานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช  รวมถึงข้อมูลสารสนเทศ ดิจิทัล (Google Maps) เป็นต้น            เมื่อพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว ผู้เขียนจึงนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีอนุมานเชิงตรรกะ เพื่ออธิบายความจริงในเรื่องนี้ วิธีพิจารณาความจริงตามแนวพระพุทธศาสนาวิทยานี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา(ปริญญาเอก) สาขาพระพุทธศาสนา และปรัชญา ในการใช้แนวทางสืบค้น  รวบรวมหลักฐาน  และพิสูจน์ที่มาของความรู้(ญาณวิทยา)   องค์ประกอบความรู้ และความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์  เพื่อนำไปพัฒนางานวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสืบไป         

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ