The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ

บทนำสู่ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะในปรัชญาพุทธภูมิ 

(Intruduction  to  the Teachers of Bodhisattva Siddhartha in  Buddhaphumi  Philosophy) 


บทคัดย่อ (Abstract)

คำสำคัญ ครู,  พระโพธิสัตว์, พระไตรปิฎก,    ปรัชญาพุทธภูมิ, ญาณวิทยา 

                 บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์บทบาทของ "ครู"ในทัศนะปรัชญาพุทธภูมิ ผ่านกระบวนการการเรียนรู้และพัฒนาการทางปัญญาของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอวิชชา        มักใช้ตรรกะหรือปฏิภาณส่วนตน เป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงจนเกิดความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน 

บทความชี้ให้เห็นว่า   เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่ปักใจเชื่อคำสอนคำสอนของสำนักปรัชญ์ในยุคนั้นทันที    แต่ทรงใช้กระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)   ตามแนวทางกาลามสูตรในการตรวจสอบข้อเท็จจริง   


๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

               ในทัศนะปรัชญาพุทธภูมินั้น มนุษย์เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ชีวิตเป็น "ข้อมูลทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ ผ่านกระบวนการรับรู้ทางอายตนะภายในแล้ว  อย่างไรก็ตาม   วิถีชีวิตของมนุษยชาตินั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับรู้และรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น   แต่ยังมี "กระบวนการคิด" หรือสังขารขันธ์ เป็นองค์ประอบสำคัญ กล่าวคือ เมื่อจิตใจของมนุษย์รับรู้สิ่งใด ย่อมขบคิด หรือพิจารณาความจริงของเรื่องนั้น แล้วใช้ "เหตุผล"    เป็นคำอธิบายความคิดเห็นของตนเอง    

ทว่ามนุษยมักเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ (อวิชชา) พร้อมกับ ขีดความสามารถที่จำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ  อีกทั้งมีอคติที่พึงมีต่อผู้อื่น อันเนื่องจากความกลัว ความเกลียดชังและความรักใคร่ผูกพัน       สภาวะเช่นนี้ ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด)     

เมื่อขาดความเข้าใจในสัจธรรมแล้ว การใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความคิดเห็นของตน ที่เกิดปฏิภาณและคาดคะเนความจริงนั้น    มักคาดเคลื่อน แปรเปลี่ยนไปตามบริบทส่วนบุคคลและมุมมองเฉพาะตน  เมื่อความคิดเห็นถ่ายทอดโดยผู้มีบทบาทคลุมเครือในสังคม เช่น  นักบวช  นักตรรกศาสตร์  นักปรัชญาหรือนักวิชาการ  ย่อมส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงไม่ทรงปักใจเชื่อข้อสันนิษฐานที่ขาดความชัดเจนของสำนักปราชญ์ต่าง ๆ   และไม่ทรงยอมบุคคลเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงอันเที่ยงแท้

ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้กฎธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงผ่านการศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากครูบาอาจารย์หลายท่าน  อาทิสำนักวิศวามิตร อาฬารดาบส และอุทกดาบส การศึกษาเรื่องราวของครูผู้ชี้ทางให้พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมรายพระนามจากพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เท่านั้น แต่เป็นการถอดรหัสพัฒนาการทางปัญญา และจิตวิญญาณ   ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อไป  

๒.ความเป็นมาของครูของพระโพธิสัตว์    

           มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีเหตุผล    แต่ด้วยข้อจำกัดทางอายตนะภายในและมีอคติส่วนตน จึงเป็นการยากที่จะตัดสินว่าตรรกะของฝ่ายใดถูกต้องอย่างแท้จริง      ในสมัยพุทธกาลนักปรัชญา  และนักตรรกวิทยามักแสดงทัศนะเกี่ยวกับจักรวาลและเทพเจ้า โดยอาศัยเพียงปฏิภาณไหวพริบเชิงตรรกะ ทำให้เกิดความคิดเห็นขัดแย้งและคลุมเครือ        

เพื่อแก้ปัญหานี้   พระพุทธองค์จึงทรงเสนอ "แนวคิดเชิงวิพากษ์" (กามลามสูตร) ให้ตั้งข้อสงสัยเชิงวิชาการไว้ก่อนไม่ให้เชื่อเพียงเพัยงเพราะบอกเล่าสืบทอดกันมา     แต่ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเชิงประจักษ์      แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ด้วย วิธีอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงอย่างระบบ

ในทางกลับกัน สังคมขาดการพิจารณาความจริงอย่างรอบคอบ มักจะถูกครอบงำด้วยอารมณ์  ความพึงพอใจ และอคติส่วนตน โดยละเลยความจริงรอบด้านส่งผลให้ขาดปัญญา จึงไม่สามารถแยกแยะความจริงทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถ์สัจจะได้  ทำให้ผู้คนในสังคมได้รับข้อมูลข่าวลือที่ถูกบิดเบือนข้อมูล จนเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด นำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล มนุษย์จำเป็นต้องมี "กัลยาณมิตร" หรือครูผู้เป็นแบบอย่างที่ดี  รวมทั้งสถาบันการศึกษา เพื่อช่วยพัฒนาสติ  สมาธิและปัญญา  นำไปสู่การแก้ปัญหาชีวิตอย่างยั่งยืน   

๓.ความสำคัญของครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ 

             ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้นิยามคำว่า"ครู" คือผู้สั่งสอนและถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียน ในมิติทางปรัชญาพุทธภูมิ   ชีวิตมนุษย์ประกอบทางรูปและนาม มีสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย          มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข   มีศีลธรรมและกฎหมายเป็นแกนกลางในการอยู่ร่วมกัน   การเรียนรู้ผ่านอายตนะภายใน จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดซ้ำรอยเดิม 

ในยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง   เจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาจากสถาบันการศึกษาครูวิศวามิตร ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทกษัตริย์ ผู้ปกครองแคว้นสักกะ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงมองเห็นความทุกข์ของกลุ่มจัณฑาลที่ถูกสังคมลงพรหมทัณฑ์ โดยอ้างว่าถูกลงโทษโดยพระพรหม       เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ ต่อเพื่อนมนุษย์  พระองค์จึงทรงเริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์      แล้วจึงนำมาวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงประจักษ์  โดยวิธีอนุมานความรู้  ทรงใช้วิจารณญาณเชิงวิพากษ์จนพบว่าข้ออ้างเรื่องพระพรหมผู้สร้างมนุษย์และระบบวรรณะ ขาดเหตุผลสนับสนุนเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นมาของพระพรหมและพระอิศวรได้อย่างแท้จริง   

แม้พระพุทธองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปสังคม ทว่าในบริบทเวลานั้น ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ และขนบธรรมเนียมในเวลานั้น ที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่ประกาศบังคับใช้แล้วถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ (หลักราชอปริหานิยธรรม)    ยิ่งไปกว่านั้น หากพระองค์ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพื่อขอให้พระพรหมยกเลิกกฎหมายวรรณะด้วยพระองค์เอง ก็ย่อมถือเป็นการละเมิดกฎหมายวรรณะที่ห้ามมิให้ผู้มิใช่พราหมณ์ประกอบพิธีกรรมบูชายัญ  แม้พระองค์จะประสูติในวรรณะกษัตริย์ก็จะถูกพระพรหมลงโทษเช่นกัน  พระองค์ทรงสูญเสียสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมาย ถูกเนรเทศออกจากสังคมตลอดชีวิต กลายเป็นจัณฑาล  พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัย เสด็จออกผนวชในฐานะพระโพธิสัตว์ ทรงตั้งปฏิปทาในการสืบค้นสัจธรรมขึ้นสูงสุด

ดังนั้น   การศึกษาเรื่อง "ครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" จึงต้องต้องดำเนินตามรอยพุทธวิธีคือก่ารไม่ด่วนเชื่อทันที เราควรสงสัยในข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ไว้ก่อน    แล้วดำเนินการสืบค้นพยานหลักฐานทั้ง พระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ  อรรถกถา  ฎีกา  อนุฎีกา  บทความวิชาการ ตลอดจนหลักฐานทางโบราณคดีสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช  ตลอดจนสารสนเทศดิจิทัล (Google Maps) เป็นต้น  นำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีอนุมานเชิงตรรกะ เพื่อพิสูจน์ที่มาของความรู้(ญาณวิทยา)  องค์ประกอบความรู้ และองค์ความรู้ที่สมเหตุสมผล   ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การพัฒนางานวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาต่อไป          

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ