The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2567

ญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การอุปถัมภ์พุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร

   ญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การอุปถัมภ์พุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร (Epistemological in Buddhaphumi Philosophy  :   King Bimbisara' s Patronage of Buddhism)

บทนำ เรารู้ได้อย่างไรว่าเรื่องนี้เป็นความจริง

         แม้ว่าผู้เขียนจะได้รับรู้เรื่องราว "การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจน ทั้งสำนักเรียนนักธรรมสนามหลวง และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น จนกล่อมหลอมกลายเป็นหลักฐานทางอารมณ์และจำได้หมายรู้ในจิตใจ   ทว่าตามธรรมชาติของมนุษย์ในทัศนะของพระพุทธเจ้าองค์นั้น   จิตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับรู้และจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีธรรมชาติของการคิดปรุงแต่งเชิงวิเคราะห์    เมื่ออายตนะภายในรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของสิ่งนั้นเสมอ   

          ในประวัติศาสตร์ทางปัญญา  พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยอินเดีย มักทำหน้าที่อธิบายความจริงเชิงอภิปรัชญาของการมีอยู่ของมนุษย์  โลก เทพเจ้า (พระพรหม)        ทว่าด้วยข้อจำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต   และมักมีความคิดที่ลำเอียงต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้  ความกลัว  ความเกลียดชังและความรัก     ส่งผลให้ทัศนะของนักคิดเหล่านั้นถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด        ขาดปัญญาญาณที่จะจำแนกแยกแยะระหว่าง"สมมติสัจะ" (ความจริงสมมติขึ้น)และ"ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)        

           เมื่อนักวิชาการหรือนักตรรกะเหล่านั้น แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องราวที่สืบทอดกันมาผ่านปฏิภาณไหวพริบส่วนตนและการคาดคะเน (Speclation)  ผลลัพธ์ของการให้เหตุผล จึงมีลักษณะ ที่ลุม ๆ ดอน ๆ บางครั้งถูกต้อง  บางครั้งก็ผิดพลาด   บางครั้งพลิกผันในลักษณะนี้หรือลักษณะนั้น       เมื่อคำอธิบายมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน  เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้น   ย่อมไม่ทรงปักใจเชื่อในคำอธิบายโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบและคำคาดเดาเหล่านั้น   และไม่ยอมรับบุคคลดังกล่าวเป็นพยานยืนยันความจริงแท้ นำมาสู่สภาวะแห่งความสงสัยเชิงญาณวิทยา (Epistemological Skepticism) ต่อต้นกำเนิดของความรู้  องค์ประกอบของความรู้  วิธีการได้มาซึ่งความรู้ และความถูกต้องสากลของความรู้ของมนุษย์ เป็นต้น

๒.ปัญหาและข้อเท็จจริง : การเข้าถึงความจริงได้อย่างไร ? 

                ตามจารึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา พระเจ้าพิมพิสารทรงได้รับการยกย่องว่า เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์องค์แรกที่ทรงตั้งมั่นเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภ์  เรื่องราวเหล่านี้ถูกส่งผ่านสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยมุขปาฐะของพระอรหันตสาวก  ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่พระเจ้าพิมพิสาร ผู้ครองอาณาจักรมคธอันยิ่งใหญ่ ทรงเกิดความเลื่อมใสในในพระโพธิสัตว์สิทธัตถะตั้งแต่แรกเห็น ด้วยมหาปุริส ลักษณะอันสง่างาม นั้นไม่เหมือนคนชั้นต่ำ    เมื่อทรงปุจฉาวิสัชนา จึงทรงทราบความจริงว่าพระองค์คือเจ้าชายแห่งราชวงศ์ศากยะ แต่อาจด้วยบริบททางการเมืองในยุคนั้น  ทำให้พระเจ้าพิมพิสารทรงเข้าใจผิดคิดเบื้องต้นว่า        เจ้าชายสิทธัตถะทรงสละราชบัลลังก์ หนีความขัดแย้งภายในอาณาจักรสักกะ พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงออกปากจะยกอาณาจักร กลิงคะให้ทรงปกครอง   ทว่าพระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสขด้วยพระทัยแน่วแน่ในการแสวงหาโมกขธรรมเพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสาร  

            หลังจากการบำเพียรจนตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตด้วย "อริยมรรคมีองค์ ๘    พระองค์ได้เสด็จพร้อมด้วยอดีต"ชฏิลสามพี่น้อง" และอรหันตสาวกอีก ๑,๐๐๐ รูปสู่ลัฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม)  เมืองราชคฤห์  อาณาจักรมคธ   โดยมีพระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพารกว่า ๑๒๐,๐๐๐ คน เข้าฟังพระธรรมเทศนา   จนกระทั่งพระเจ้าพิมพิสารและชาวมคธส่วนใหญ่ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เปิดดวงตาเห็นธรรม (Spiritual Eye) สลัดทิ้งความเชื่อเรื่อง "เทพเจ้าเดิม"  หันมาปฏิบัติธรรม เพื่อยกระดับศักยภาพชีวิตสู่ปัญญาญาณขั้นสูง (อภิญญา๖)  
      
วิกฤติทางญาณวิทยาในปัจจุบัน : 

        เมื่อผู้เขียนนำข้อมูลการอุปถัมภ์นี้มาวิเคราะห์เชิงปรัชญา กลับพบปัญหาสำคัญ ว่า  ความรู้ที่เราได้รับผ่านระบบการศึกษาในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับ "ภาวะขาดแคลนพยานหลักฐาน"   เนื่องจาก : 

๑.พยานบุคคล : พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๒ ปี และชาวมคธร่วมสมัยต่างล่วงลับไปหมดสิ้นแล้ว กว่า ๒,๐๐๐ ปี มนุษย์ยุคหลังจึงขาดความรู้ตรงผ่านอายตนะภายใน  (Direct Experience)  มีเพียงการฟังตามกันมา (Hear-Say)     
๒.พยานวัตถุ :  แม้จะมีเสาหินและอนุสรณ์สถานที่พระเจ้าอโศกมหาจุฬาลงกรณรราชวิทยาลัย ทรงปักหมุดไว้ทั่วอินเดียและเนปาล  หรือการบันทึกการเดินทางของสมณะชาวจีน (พระเกี่ยวกับที่ตั้งของอาณาจักรมคธ และพยานบุคคลที่น่าเชื่อซึ่งสามารถยืนข้อเท็จจริงได้ก็สูญหายไปหมดแล้ว    เมื่อหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะใช้ในการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง   ดังนั้น ความเข้าใจเบื้องต้นจึงไม่สมเหตุสมผล จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป

๒.ปัญหาคือ เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?  

           โดยทั่วไป มนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมน  พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าในความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อมนุษย์ในฐานะพราหมณ์  นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ผู้เขียนซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร ณ สำนักเรียนธรรมสนามหลวงแห่งหนึ่ง และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น  ผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงจากอาจารย์ในห้องเรียนและสั่งสมไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ     

        ผู้เขียนใช้หลักฐานนี้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง โดยใช้เหตุผลเพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนี้    อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา  เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร การวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์เผยให้เห็นว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะคาดคะเนความจริงได้อย่างแน่ชัด แหล่งที่มาของความรู้ของมนุษย์ ขอบเขตหรือองค์ประกอบของความรู้เกี่ยวกับการอุปถัมภ์พุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร กระบวนการพิจารณาความจริงยังคงเคลุมเครือและไม่ชัดเจน และผลลัพท์ที่ได้รับจากการวิเคราะห์ยังไม่มีความสมเหตุสมผลเป็นต้น   
           ข้อเท็จจริงเบื้องต้น : เมื่อชาวพุทธทั่วโลกได้ยินเรื่องราว การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สืบทอดกันมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี  พวกเรายอมรับโดยปริยายว่าการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น    ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งและสิ้นสุดลงเมื่อพระองค์สวรรคต พยานที่เห็นเหตุการณ์นั้นล้วนล่วงลับไปแล้ว    ส่วนชาวพุทธรุ่นหลังขาดความรู้โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผ่านอายตนะภายในร่างกาย และสั่งสมเรื่องราวเหล่านั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ    แต่ได้ยินข้อเท็จจริงเรื่องนี้โดยฟังตามกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจึงเกิดความสงสัยในข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราควรมีความสงสัยเสียก่อนจนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว เราก็จะใช้หลักฐานเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ จากพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงเรื่องนี้  ดังนั้น       เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสารแล้ว        ผู้เขียนควรจะสงสัยเสียก่อน  และผู้เขียนก็ชอบที่จะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป  จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ  ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     และพระไตรปิฎกฉบับหลวงพบว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระจัดกระจายอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่ม เมื่อโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระเจ้าพิมพิสาร ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่พระองค์ทรงอุปถัมภ์แล้ว        เราจะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร   ?  เมื่อพยานบุคคลคือ พระเจ้าพิมพิสารทรงได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปเพียง  ๒   ปี  ส่วนชาวราชคฤห์ที่เกิดในสมัยเดียวพระเจ้าพิมพิสารนั้นได้ตายไปจนหมดสิ้นแล้ว ทิ้งไว้เพียงพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาและพระไตรปิฎกฉบับหลวง  พยานวัตถุของอนุสรณสถานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  และเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่ปักหมุดไว้ทั่วสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล    บันทึกการแสวงบุญของพระภิกษุชาวจีนสองรูป ซึ่งเดินทางมาสืบหาสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมืองและคัดลอกพระไตรปิฎกกลับไปสู่ประเทศจีน  เป็นต้น 

๓.ญาณวิทยา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา        

              นักปรัชญาในสมัยพุทธกาล เป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง  ความกลัว    ความเกลียดชังและความรัก        ส่งผลให้ชีวิตของนักปรัชญาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน  ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์    เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นความเป็นมาของมนุษย์     โลก           ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และการมีอยู่ของเทพเจ้า  โดยอาศัยปฏิภาณของตนเอง โดยใช้เหตุผลและการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น  เมื่อพวกเขาคิดแล้ว          ก็ใช้เหตุผลอธิบายความคิดเห็นของตนเอง  บางครั้งก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง    บางครั้งไม่ถูกต้อง     บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง   และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง   เมื่อเหตุผลของนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล ใช้อธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า  ได้ยินความคิดเห็นของนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล   พระองค์ทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง    

           สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในความมืดมน        เมื่อมีปัญหาชีวิตทำให้ตัดสินผิดพลาด เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากทุกปี เพื่อแก้ปัญหานี้   นักปรัชญาจึงสนใจศึกษาต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์    โครงสร้างของความรู้ของมนุษย์        วิธีพิจารณาความจริงของความรู้ของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้       และความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์ ดังนั้นญาณวิทยาจึงมีหน้าที่ศึกษาและค้นหาคำตอบสำหรับมนุษย์รู้ว่า  "เรารู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราได้ยินนั้นจริงหรือเท็จ      มาตรฐานที่ใช้วัดความรู้ของมนุษย์คืออะไร ?  โรงสร้างความรู้ของมนุษย์คืออะไร?  ความรู้ของมนุษย์เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม    เป็นต้น  เราสามารถอธิบายความจริงได้ดังนี้

       วิธีการแสวงหาความรู้ เมื่ออวัยวะอินทรีย์ทั้ง ๖   อวัยวะที่เชื่อมโยงกับความรู้ (ยังมีต่อ)ตอนที่ ๒    


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ