ปัญหาความจริงว่าด้วยการมีอยู่ของการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก
The Metaphysics problem regarding the existence of Buddhist patronage in Tripitaka
หากพิจารณาเรื่องราว "พระเจ้าพิมพิสารทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรกในพระไตรปิฎกนั้น" ผ่านมุมมองเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์ จะพบว่า เหล่าพราหมณ์ ซึ่งเป็นนักตรรกะหรือนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล มักอธิบายความจริงโดยอาศัยปฏิภาณเชิงเหตุผล และการคาดคะเนความจริงจากข้อมูลที่ได้ยินมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์ยังคงมีข้อจำกัดทางธรรมชาติในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัสทั้ง ๖ ) และมักตกอยู่ภายใต้พฤติอคติ ส่งผลให้จิตใจมืดมิดและขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้น)และ"ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้) แม้มนุษย์นั้นจะมีความสามารถในการคิดเชิงตรรกะ แต่การใช้เหตุผลอธิบายความจริง บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็อธิบายความจริงอย่างนี้ หรืออย่างนั้น แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อคำอธิบายของนักวิชาการเหล่านั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน
เมื่อความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจ้า) จึงทรงไม่เชื่อถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงสร้างกระบวนการแสวงหาความจริงขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักสากลในการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง ทรงชี้ว่าการยอมรับความจริงที่เล่าขานสืบต่อกันมา เมื่อได้ยินความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นปัญหาอภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ตามหลักวิชาการทางปรัชญา เมื่อผู้ใดกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องหนึ่งเรื่องใดว่าเป็นความจริง ? จะต้องมีหลักฐานพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น ถ้าไม่มีการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น นักปรัชญาถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ยินมานั้น ขาดความน่าเชื่อถือและไม่ยอมรับข้อเท็จจริงจากพยานปากเดียวที่ให้ข้อเท็จจริงนั้นว่าเป็นความจริงได้ เพราะอวัยวะอินทรีย์ ๖ ของมนุษย์มีขอบเขตการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่จำกัด จึงไม่สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของตนเองได้ เนื่องจากขาดการพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองตามอริมรรคมีองค์ ๘ จึงไม่มีญาณทิพย์เหนือนุษย์ทั้งปวง เช่น พระพุทธเจ้าทรงเห็นดวงวิญญาณออกจากร่างกายของคนตายไป, ทรงบรรลุสภาวะปรินิพพาน เป็นต้น และมนุษย์มีอคติต่อกันจึงมีอารมณ์มืดมิดในจิตใจตลอดเวลาเช่น ความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ความรักใคร่และชิงชังต่อกันตลอดเวลา ดังนั้น มนุษย์จึงไม่เห็นสัจธรรมของชีวิต
๒.ปัญหาความจริงในพระพุทธศาสนา ตามหลักปรัชญา ความจริงถูกแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ
๑. ความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) คือความจริงที่มนุษย์ยอมรับร่วมกันโดยปริยาย เพื่อใช้ในการสื่อสาร หรือถ่ายทอดความจริงให้ผู้อื่นรับรู้ เช่นคำว่า สมมติเทพ สวรรค์ นรก หรือโลกซึ่งในทางปรัชญา มนุษย์รับรู้โลกในฐานะปรากฏการณ์ แต่มักไม่ได้พิจารณาถึงธรรมชาติอันแท้จริงหรือจุดกำเนิดของมัน ความจริงในระดับนี้มีคุณลักษณะเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ตามกฎไตรลักษณ์ มนุษย์รับรู้สิ่งผ่านประสาทสัมผัส (อาตนะภายใน) และสั่งสมเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ และนำมาประมวลผล (คิด) เป็นอารมณ์ในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ทางสังคม(สงคราม, กฎหมาย)
ตัวอย่างเช่น พระเจ้าพิมพิสาร (พระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน) หรือพระศากยมุนีพุทธเจ้า(พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า)ชีวิตของ ในทางกายภาพ มนุษย์รับรู้การประสูติ การทรงพระชนม์ชีพอยู่ และการสวรรคต/ดับขันธปรินิพพานผ่านประสาทสัมผัส ก่อนพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานเพียง ๒ ปีเท่านั้น ดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นมนุษย์พระองค์หนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ เสื่อมสลายไปตามกฎไตรลักษณ์ ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิถือว่าทั้งสองพระองค์ทรงเป็นความจริงที่สมมติขึ้นที่ดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์
๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ)คือความจริงอันสูงสุดที่มีความลึกซึ้งและยากแก่การเข้าใจของคนทั่วไป เหนือขอบเขตการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสปกติ มนุษย์ทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยตรรกะ หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หากแต่ต้องพัฒนาศักยภาพจิต ผ่านการอริยมรรคมีองค์ ๘ ขนบรรลุอภิญญา ๖ ดังเช่นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงค้นพบและรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง ดังนั้น ความรู้ขั้นปรมัตถ์ จึงเป็นความรู้ที่เป็นความจริงที่สุดและอยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับรู้ได้เว้นผู้นั้นจะพัฒนาศักยภาพของชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้นจนกระทั่งบรรลุถึงความจริงระดับอภิญญา ๖ ได้
๓.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุถัมภ์พระพุทธศาสนา
จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)พบข้อเท็จจริงว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ผ่านกระบวนการของรัฐสภาศากยวงศ์ได้ เนื่องจากรัฐสภาแห่งชาติศากยวงศ์ ลงมติคัดค้านการยกเลิกระบบวรรณะ เพราะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งราชอาณาจักรสักกะ (หลักราชอปริหานิยธรรม) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ชาวสักกะจะเชื่อเรื่อง "พระพรหมและอิศวร" แต่ก็เป็นความเชื่อที่เล่าต่อกันมา โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์มายืนยันความจริง
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นการหักล้างแนวคิดเรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์ของศาสนาพราหมณ์ โดยทรงนำหลักปฏิจจสมุปบาท, อริยสัจ๔, วิชชา๓, กรรม, มาอธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต ผ่าน ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ต่อมาเรียกว่าตำบลสารนารถ อำเภอพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นความจริงเชิงเหตุผลที่ทนทานต่อการพิสูจน์มากว่า ๒,๕๐๐ ปี
๔.การอุปถัมภ์ครั้งแรกด้วยศรัทธาของพระเจ้าพิมพิสาร

ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ (ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ๓. มหาวรรค ๑.ปัพพัชชาสูตร) บันทึกไว้ว่า
ข้อ. ๔๑๒ พระเจ้าพิมพิสารประทับอยูบนปราสาทได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ครั้นทรงได้เห็นพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะจึงได้ตรัสดังนี้
ข้อ. ๔๑๓ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านจงพิจารณาภิกษุรูปนี้เถิด ภิกษุรูปนี้มีรูปร่างงามสมส่วน เยื้องย่างโดยสำรวมและทอดสายตาเพียงชั่วแอก
ข้อ. ๔๑๔ มีจักษุทอดลง มีสติภิกษุรูปนี้ หาเหมือนผู้ออกบวชจากพวกตระกูลต่ำไม่ ราชทูตจึงไปสืบให้รู้ว่า พระภิกษูรูปนี้จะจาริกไปไหน และพักอยู่ที่ไหน .........
ข้อ. ๔๒๐ พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับคำของราชทูตแล้วทรงรีบเสด็จไปยังภูเขาปัณฑวะ โดยพระราชพาหนะชั้นเยี่ยม
ข้อ. ๔๒๑ ท้าวเธอได้เสด็จไปจนสุดทางที่พระราชพาหนะจะสามารถไปได้จึงเสด็จลงจากพระราชพาหนะ เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปถึงปัณฑวบรรพตแล้วประทับนั่ง
ข้อ. ๔๒๒ ท้าวเธอประทับนั่งแล้วได้ทรงสนทนาปราศัยเป็นธรรมเนียมระลึกถึงกัน ครั้นผ่านการสนทนาปราศัยแล้ว ได้ตรัสดังนี้ว่า
ข้อ. ๔๒๓ พระคุณะเจ้ายังหนุ่มแน่น เพิ่งผ่านปฐมวัยเมื่อไม่นานมานี้ถึงพร้อมด้วยความผุดผ่องแห่งวรรณะเหมือนกษัตริย์สุขุมาลชาติ
ข้อ. ๔๒๔ ข้าพเจ้าจะมอบโภคสมบัติให้ขอท่านจงเป็นจอมทัพแห่งหมูพลกายให้งดงามบริโภคสมบัติอยู่เถิดพระคุณเจ้าจงบอกชาติกำเนิดด้วยเถิด
ข้อ. ๔๒๕ (พระพุทธองค์ทรงตรัสดังนี้) มหาบพิตรมีชนบทแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในแคว้นโกศลตรงด้านข้างหิมวันตประเทศ เป็นเมืองที่มั่งคั่ง ประชาชนขยันขันแข็ง
เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเสด็จจาริกผ่านเส้นทางการค้าโบราณเข้าสู่เมืองราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาตรยังชีพ โดยดำรงชีพด้วยข้าวจากชาวเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารซึ่งประทับอยู่บนพระราชวังได้ทอดพระเนตรเห็น พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงสังเกตเห็น "ปุริสลักษณะ" อันงดงาม สำรวมและเปี่ยมด้วยสติ มิใช่ลักษณะของนักบวชจากตระกูลต่ำทั่วไป
พระองค์จึงโปรดให้ราชทูตติดตามไปจนทราบว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะประทับอยู่ที่ภูเขาปัณฑวะ พระเจ้าพิมพ์สารจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เองและทรงสนทนาด้วยความเลื่อมใส ทรงเห็นว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะยังทรงพระเยาว์ และมีวรรณะผุดผ่อง จึงทรงเสนอจะยกพระราชสมบัติและกำลังพลให้ปกครอง
ทว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงตรัสตอบถึงชาติกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ แห่งศากยวงศ์ เมืองกบิลพัดสุ์ เชิงเขาหิมาลัย และทรงปฏิเสขข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเป้าหมายของการออกผนวชมิใช่เพียงเพื่อทรัพย์สินหรืออำนาจ หากแต่เป็นการแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตที่แท้จริง
๕.การวิเคราะห์ปัญหาความจริง เหตุการณ์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็น "สมมติสัจะ"หรือ "ปรมัตถสัจจ" เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ที่พระเจ้าพิมพิสารเสด็จออกไปพบและถวายการอุปถัมภ์พระโพธิสัตว์สิทธิ ณ ภูเขาปัณฑวะ ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิ สามารถจำแนกความจริงออกเป็น ๒ ระดับได้อย่างชัดเจน ดังนี้คือ
๕.๑ เหตุการณ์ในระดับ "สมมติสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติ) การที่พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธและเจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นนักบวช ผู้เสด็จออกผนวช ทั้งสองพระองค์คือ ปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองในยุคพุทธกาล เหตุการณ์ที่ทั้งสองพระพงอค์ทรงพบกัน สนทนากันถึงความเป็นมาของชีวิต พระองค์ทรงปฏิเสขราชสมมบัติที่พระเจ้าพิมพ์สารทรงประทานให้ ตลอดจนการสถาปนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา ล้วนดำเนินไปตามกฎแห่งอนิิจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปตามกาลเวลา ทั้งสองพระองค์จึงทรงเป็น "สมมติสัจจ"ที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์
๕.๒ เหตุการณ์ในระดับ "ปรมัตถสัจจะ" แม้ในเชิงประวัติศาสตร์จะปรากฏภาพของการถวายอุปถัมภ์ทรัพย์หรือสถานที่เช่นวัดเวฬุวันมหาวิหาร แต่ในมมิติของปรมัตถสัจจะ สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังการอุปถัมภ์นั้นคือ "ความหลุดพ้นจากอวิชชา" และการพบสัจธรรมอันสูงสุดผ่านอริยสัจ๔ การที่พระเจ้าพิมพิสารทรงบรรลุเป็นพระโสดาบันในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่า การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เพียงแค่ปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองหรืออาณัติทางสังคม (สมมติสัจจะ) หากแต่เป็นสะพานเชื่อมจิตใจมนุษย์ให้ก้าวข้ามพ้นความมืดบอดแห่งอคติ ไปสู่การรู้แจ้งสัจธรรมแท้จริง (ปรมัตถสัจจะ) ผ่านการปฏิบัติจริงตามอริยมรรคมีองค์ ๘
บทสรุป
ปัญหาความจริงว่า ด้วยการมีอยู่ของการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรกในพระไตรปิฎก สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ทั่วไปมักติดอยู่กับกรอบความจริงระดับสมมติ เช่น วรรณะ อำนาจทางการเมือง และความเชื่อดั้งเดิมท่ปราศจากการพิสูจน์ แต่วิญญูชนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงก้าวข้ามกรอบเหล่านั้นด้วยการแสวงหาความรู้แจ้งอันเป็นปรมัตถสัจจะ
การที่พระเจ้าพิมพิสารทรงเปลี่ยนบทบาท "พระราชาผู้ทรงอำนาจ" มาเป็น "อุบาสถผู้เลื่อมใสศรัทธา" ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์และปรัชญา ที่ทำให้พระพุทธศาสนาสามารถหยั่งรากลึกและเผยแผ่หลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่า ทนทานต่อการพิสูจน์ผ่านกาลเวลากว่า ๒,๕๐๐ ีจนถึงปัจจุบัน
บรรณานุกรม
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่๒๕ พระสุตตปิฎกเล่มที่๑๗ ขุททกนิกาย สุตตนิบาต.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น