The greatest discovery is the natural law of human life. That everyone is equal, regardless of social caste as a measure of humanity. Since the soul is the true essence of a person , accumulating knowledge through reasoned mind and acting upon intention, one will inevitably reap the results of their own actions"

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ยินดีต้อนรับสู่"ปรัชญาพุทธภูมิ"(Buddhaphumi Philosophy) พื้นที่การเดินทางของจิตวิญญาณที่มุ่งถอดรหัสแก่นแท้แห่งคำสอนในพระไตรปิฎก นำเสนอด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง โดยยึดหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นแนวทาง บล็อกนี้ตั้งใจเป็นสื่อกลางในการ "มอบธรรมทาน" เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ตระหนักถึงความจริงของชีวิต ก้าวข้ามความทุกข์ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอันไร้ขอบเขตเ เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงคือ การเติบโตทั้งปัญญาภายในและการแบ่งปันปัญญานั้นคืนสู่โลก Welcome to "Buddhaphumi Philosophy," a spiritual journey dedicated to decoding the core teachings of the Tripitaka and presenting them in accessible, practical language grounded in the Noble Eightfold Path. This blog aims to serve as a medium for sharing the "Gift of Dhamma" (Dhamma-dana), enabling learners to perceive the truth of existence, transcend suffering, and collectively create a society filled with boundless compassion—for true learning lies in the growth of inner wisdom and the act of sharing it with the world.

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567

ปัญหาความจริงว่าด้วยการมีอยู่ของารอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรกในพระไตรปิฎก



ปัญหาความจริงว่าด้วยการมีอยู่ของการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก
The Metaphysics problem regarding    the existence   of  Buddhist patronage   in Tripitaka

บทนำ การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรก 

           หากพิจารณาเรื่องราว "พระเจ้าพิมพิสารทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรกในพระไตรปิฎกนั้น"  ผ่านมุมมองเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์ จะพบว่า เหล่าพราหมณ์ ซึ่งเป็นนักตรรกะหรือนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล มักอธิบายความจริงโดยอาศัยปฏิภาณเชิงเหตุผล และการคาดคะเนความจริงจากข้อมูลที่ได้ยินมา  

อย่างไรก็ตาม  เมื่อมนุษย์ยังคงมีข้อจำกัดทางธรรมชาติในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัสทั้ง ๖  ) และมักตกอยู่ภายใต้พฤติอคติ ส่งผลให้จิตใจมืดมิดและขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้น)และ"ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงแท้)  แม้มนุษย์นั้นจะมีความสามารถในการคิดเชิงตรรกะ แต่การใช้เหตุผลอธิบายความจริง  บางครั้งก็ถูกต้อง  บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง  บางครั้งก็อธิบายความจริงอย่างนี้ หรืออย่างนั้น  แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น  เมื่อคำอธิบายของนักวิชาการเหล่านั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน

เมื่อความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจ้า)   จึงทรงไม่เชื่อถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริง   พระพุทธเจ้าทรงสร้างกระบวนการแสวงหาความจริงขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักสากลในการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง   ทรงชี้ว่าการยอมรับความจริงที่เล่าขานสืบต่อกันมา เมื่อได้ยินความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ถือว่าเป็นปัญหาอภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับมนุษย์  ตามหลักวิชาการทางปรัชญา เมื่อผู้ใดกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องหนึ่งเรื่องใดว่าเป็นความจริง ?  จะต้องมีหลักฐานพิสูจน์ความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น  ถ้าไม่มีการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น นักปรัชญาถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ยินมานั้น  ขาดความน่าเชื่อถือและไม่ยอมรับข้อเท็จจริงจากพยานปากเดียวที่ให้ข้อเท็จจริงนั้นว่าเป็นความจริงได้ เพราะอวัยวะอินทรีย์ ๖ ของมนุษย์มีขอบเขตการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่จำกัด จึงไม่สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของตนเองได้ เนื่องจากขาดการพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนเองตามอริมรรคมีองค์ ๘ จึงไม่มีญาณทิพย์เหนือนุษย์ทั้งปวง เช่น พระพุทธเจ้าทรงเห็นดวงวิญญาณออกจากร่างกายของคนตายไป, ทรงบรรลุสภาวะปรินิพพาน เป็นต้น และมนุษย์มีอคติต่อกันจึงมีอารมณ์มืดมิดในจิตใจตลอดเวลาเช่น ความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ความรักใคร่และชิงชังต่อกันตลอดเวลา  ดังนั้น มนุษย์จึงไม่เห็นสัจธรรมของชีวิต 

๒.ปัญหาความจริงในพระพุทธศาสนา ตามหลักปรัชญา ความจริงถูกแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ 

          ๑. ความจริงที่สมมติขึ้น (สมมติสัจจะ)    คือความจริงที่มนุษย์ยอมรับร่วมกันโดยปริยาย เพื่อใช้ในการสื่อสาร หรือถ่ายทอดความจริงให้ผู้อื่นรับรู้ เช่นคำว่า  สมมติเทพ  สวรรค์   นรก หรือโลกซึ่งในทางปรัชญา มนุษย์รับรู้โลกในฐานะปรากฏการณ์   แต่มักไม่ได้พิจารณาถึงธรรมชาติอันแท้จริงหรือจุดกำเนิดของมัน ความจริงในระดับนี้มีคุณลักษณะเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ตามกฎไตรลักษณ์ มนุษย์รับรู้สิ่งผ่านประสาทสัมผัส (อาตนะภายใน)  และสั่งสมเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ และนำมาประมวลผล (คิด) เป็นอารมณ์ในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ทางสังคม(สงคราม, กฎหมาย)    

            ตัวอย่างเช่น พระเจ้าพิมพิสาร (พระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน) หรือพระศากยมุนีพุทธเจ้า(พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า)ชีวิตของ ในทางกายภาพ มนุษย์รับรู้การประสูติ  การทรงพระชนม์ชีพอยู่ และการสวรรคต/ดับขันธปรินิพพานผ่านประสาทสัมผัส ก่อนพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานเพียง ๒ ปีเท่านั้น  ดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นมนุษย์พระองค์หนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ  เสื่อมสลายไปตามกฎไตรลักษณ์ ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิถือว่าทั้งสองพระองค์ทรงเป็นความจริงที่สมมติขึ้นที่ดำเนินไปตามกฎไตรลักษณ์   

               ๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ)คือความจริงอันสูงสุดที่มีความลึกซึ้งและยากแก่การเข้าใจของคนทั่วไป  เหนือขอบเขตการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสปกติ  มนุษย์ทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยตรรกะ หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์  หากแต่ต้องพัฒนาศักยภาพจิต ผ่านการอริยมรรคมีองค์ ๘ ขนบรรลุอภิญญา ๖  ดังเช่นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงค้นพบและรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง  ดังนั้น ความรู้ขั้นปรมัตถ์ จึงเป็นความรู้ที่เป็นความจริงที่สุดและอยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับรู้ได้เว้นผู้นั้นจะพัฒนาศักยภาพของชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘  เท่านั้นจนกระทั่งบรรลุถึงความจริงระดับอภิญญา ๖ ได้    

๓.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุถัมภ์พระพุทธศาสนา  

        จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)พบข้อเท็จจริงว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่สามารถปฏิรูปสังคมในแคว้นสักกะ ผ่านกระบวนการของรัฐสภาศากยวงศ์ได้  เนื่องจากรัฐสภาแห่งชาติศากยวงศ์ ลงมติคัดค้านการยกเลิกระบบวรรณะ เพราะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีแห่งราชอาณาจักรสักกะ (หลักราชอปริหานิยธรรม) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ชาวสักกะจะเชื่อเรื่อง "พระพรหมและอิศวร" แต่ก็เป็นความเชื่อที่เล่าต่อกันมา โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์มายืนยันความจริง 

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นการหักล้างแนวคิดเรื่องพระพรหมสร้างมนุษย์ของศาสนาพราหมณ์ โดยทรงนำหลักปฏิจจสมุปบาท,  อริยสัจ๔, วิชชา๓, กรรม,  มาอธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต ผ่าน ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ต่อมาเรียกว่าตำบลสารนารถ อำเภอพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นความจริงเชิงเหตุผลที่ทนทานต่อการพิสูจน์มากว่า ๒,๕๐๐ ปี 

๔.การอุปถัมภ์ครั้งแรกด้วยศรัทธาของพระเจ้าพิมพิสาร

        ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ (ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ๓. มหาวรรค ๑.ปัพพัชชาสูตร) บันทึกไว้ว่า   
       ข้อ. ๔๑๒ พระเจ้าพิมพิสารประทับอยูบนปราสาทได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ครั้นทรงได้เห็นพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะจึงได้ตรัสดังนี้ 
         ข้อ. ๔๑๓  ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านจงพิจารณาภิกษุรูปนี้เถิด ภิกษุรูปนี้มีรูปร่างงามสมส่วน เยื้องย่างโดยสำรวมและทอดสายตาเพียงชั่วแอก 
     ข้อ. ๔๑๔ มีจักษุทอดลง  มีสติภิกษุรูปนี้ หาเหมือนผู้ออกบวชจากพวกตระกูลต่ำไม่ ราชทูตจึงไปสืบให้รู้ว่า พระภิกษูรูปนี้จะจาริกไปไหน และพักอยู่ที่ไหน ......... 
    ข้อ. ๔๒๐ พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับคำของราชทูตแล้วทรงรีบเสด็จไปยังภูเขาปัณฑวะ โดยพระราชพาหนะชั้นเยี่ยม   
     ข้อ. ๔๒๑ ท้าวเธอได้เสด็จไปจนสุดทางที่พระราชพาหนะจะสามารถไปได้จึงเสด็จลงจากพระราชพาหนะ เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปถึงปัณฑวบรรพตแล้วประทับนั่ง   
     ข้อ. ๔๒๒ ท้าวเธอประทับนั่งแล้วได้ทรงสนทนาปราศัยเป็นธรรมเนียมระลึกถึงกัน ครั้นผ่านการสนทนาปราศัยแล้ว ได้ตรัสดังนี้ว่า 
      ข้อ. ๔๒๓ พระคุณะเจ้ายังหนุ่มแน่น เพิ่งผ่านปฐมวัยเมื่อไม่นานมานี้ถึงพร้อมด้วยความผุดผ่องแห่งวรรณะเหมือนกษัตริย์สุขุมาลชาติ 
       ข้อ. ๔๒๔ ข้าพเจ้าจะมอบโภคสมบัติให้ขอท่านจงเป็นจอมทัพแห่งหมูพลกายให้งดงามบริโภคสมบัติอยู่เถิดพระคุณเจ้าจงบอกชาติกำเนิดด้วยเถิด
       ข้อ. ๔๒๕ (พระพุทธองค์ทรงตรัสดังนี้) มหาบพิตรมีชนบทแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในแคว้นโกศลตรงด้านข้างหิมวันตประเทศ  เป็นเมืองที่มั่งคั่ง   ประชาชนขยันขันแข็ง  

               เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงเสด็จจาริกผ่านเส้นทางการค้าโบราณเข้าสู่เมืองราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาตรยังชีพ โดยดำรงชีพด้วยข้าวจากชาวเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารซึ่งประทับอยู่บนพระราชวังได้ทอดพระเนตรเห็น  พระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงสังเกตเห็น "ปุริสลักษณะ" อันงดงาม สำรวมและเปี่ยมด้วยสติ  มิใช่ลักษณะของนักบวชจากตระกูลต่ำทั่วไป 

พระองค์จึงโปรดให้ราชทูตติดตามไปจนทราบว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะประทับอยู่ที่ภูเขาปัณฑวะ  พระเจ้าพิมพ์สารจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เองและทรงสนทนาด้วยความเลื่อมใส ทรงเห็นว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะยังทรงพระเยาว์ และมีวรรณะผุดผ่อง จึงทรงเสนอจะยกพระราชสมบัติและกำลังพลให้ปกครอง 

ทว่าพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงตรัสตอบถึงชาติกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ แห่งศากยวงศ์  เมืองกบิลพัดสุ์ เชิงเขาหิมาลัย และทรงปฏิเสขข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเป้าหมายของการออกผนวชมิใช่เพียงเพื่อทรัพย์สินหรืออำนาจ   หากแต่เป็นการแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตที่แท้จริง  
 
๕.การวิเคราะห์ปัญหาความจริง เหตุการณ์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็น "สมมติสัจะ"หรือ "ปรมัตถสัจจ"  เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ที่พระเจ้าพิมพิสารเสด็จออกไปพบและถวายการอุปถัมภ์พระโพธิสัตว์สิทธิ ณ ภูเขาปัณฑวะ ตามหลักปรัชญาพุทธภูมิ  สามารถจำแนกความจริงออกเป็น ๒ ระดับได้อย่างชัดเจน ดังนี้คือ

        ๕.๑ เหตุการณ์ในระดับ "สมมติสัจจะ" (ความจริงโดยสมมติ)  การที่พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธและเจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นนักบวช ผู้เสด็จออกผนวช ทั้งสองพระองค์คือ   ปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองในยุคพุทธกาล เหตุการณ์ที่ทั้งสองพระพงอค์ทรงพบกัน สนทนากันถึงความเป็นมาของชีวิต  พระองค์ทรงปฏิเสขราชสมมบัติที่พระเจ้าพิมพ์สารทรงประทานให้ ตลอดจนการสถาปนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา  ล้วนดำเนินไปตามกฎแห่งอนิิจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น  ตั้งอยู่และดับไปตามกาลเวลา  ทั้งสองพระองค์จึงทรงเป็น "สมมติสัจจ"ที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์

        ๕.๒ เหตุการณ์ในระดับ "ปรมัตถสัจจะ"  แม้ในเชิงประวัติศาสตร์จะปรากฏภาพของการถวายอุปถัมภ์ทรัพย์หรือสถานที่เช่นวัดเวฬุวันมหาวิหาร  แต่ในมมิติของปรมัตถสัจจะ สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังการอุปถัมภ์นั้นคือ "ความหลุดพ้นจากอวิชชา"  และการพบสัจธรรมอันสูงสุดผ่านอริยสัจ๔  การที่พระเจ้าพิมพิสารทรงบรรลุเป็นพระโสดาบันในเวลาต่อมา  แสดงให้เห็นว่า การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เพียงแค่ปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองหรืออาณัติทางสังคม (สมมติสัจจะ)  หากแต่เป็นสะพานเชื่อมจิตใจมนุษย์ให้ก้าวข้ามพ้นความมืดบอดแห่งอคติ ไปสู่การรู้แจ้งสัจธรรมแท้จริง  (ปรมัตถสัจจะ) ผ่านการปฏิบัติจริงตามอริยมรรคมีองค์  ๘  

บทสรุป   

ปัญหาความจริงว่า ด้วยการมีอยู่ของการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรกในพระไตรปิฎก  สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ทั่วไปมักติดอยู่กับกรอบความจริงระดับสมมติ เช่น วรรณะ  อำนาจทางการเมือง  และความเชื่อดั้งเดิมท่ปราศจากการพิสูจน์  แต่วิญญูชนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงก้าวข้ามกรอบเหล่านั้นด้วยการแสวงหาความรู้แจ้งอันเป็นปรมัตถสัจจะ

การที่พระเจ้าพิมพิสารทรงเปลี่ยนบทบาท "พระราชาผู้ทรงอำนาจ" มาเป็น "อุบาสถผู้เลื่อมใสศรัทธา" ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์และปรัชญา ที่ทำให้พระพุทธศาสนาสามารถหยั่งรากลึกและเผยแผ่หลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่า ทนทานต่อการพิสูจน์ผ่านกาลเวลากว่า ๒,๕๐๐ ีจนถึงปัจจุบัน

บรรณานุกรม
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.พระไตรปิฎกภาษาไทย  ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่มที่๒๕  พระสุตตปิฎกเล่มที่๑๗  ขุททกนิกาย สุตตนิบาต.
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรคปิพพัชชาสูตร. แหล่งข้อมูล : 84000.org.

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ