๓.วิธีการพิจารณาความจริงเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
โดยทั่วไป จิตของมนุษย์ย่อมอายตนะภายใน (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นเครื่องมือในการรับรู้เเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอย่างต่อเนื่อง จิตในมิตินี้ทำหน้าที่เป็นผู้รับรู้สภาวะ หรือเรียกว่า"จิตสำนึก"(วิญญาณขันธ์) เมื่อรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะถูกบันทึกเป็นข้อมูลทางอารมณ์และคลังความทรงจำภายในจิตใจ
ทว่าธรรมชาติของจิตมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับรู้ และบันทึกข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังมีมิติของการเป็น"นักคิดหรือนักปรุงแต่ง" ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "สังขารขันธ์" เมื่อจิตใจรับรู้สิ่งใด จึงนำข้อมูลทางอารมณ์และประสบการณ์เหล่านั้นมาวิเคราะห์ ปรุงแต่ง และอนุมานความรู้โดยอาศัยเหตุผล อันเป็นเครื่องมือเชิงปรัชญา เพื่ออธิบายและค้นหาคำตอบต่อความจริงขั้นพื้นฐานนั้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดด้านอายตนะภายในในการรับรู้ของมนุษย์ทั่วไป กอปรกับแนวโน้มที่จะเกิดความลำเอียง(อคติ) เลือกข้าง อันเนื่องมาจากอวิชชา(ความไม่รู้จริง) ความเกลียดชัง ความกลัวและความหลงผิด เป็นต้น ส่งผลให้วิถีทัศน์ของมนุษย์มักถูกบดบังด้วยความมืดบอด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มนุษย์ขาดปัญญาในการแยกแยะและทำความเข้าใจทั้งในระบบ "สมมติสัจจะ" (Conventional Reality) และความจริงขั้นปรมัตถ์ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถคิดและใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้นๆได้อย่างมีเหตุผล
เมื่อนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงเหล่านั้น พวกเขาใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริง ทว่าบางครั้งเหตุผลนั้นก็อธิบายความจริงได้อย่างถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็นำเสนอในมุมมองหนึ่ง หรือแปรเปลี่ยนไปอีกมุมหนึ่ง เมื่อเหตุผลเบื้องหลังคำตอบ ยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงสดับฟัง จึงไม่อาจปักใจเชื่อว่าเป็นความจริง และทรงไม่ยอมรับว่านักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล เป็นประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ที่แท้จริงในเรื่องนั้น

ธรรมชาติจิตของมนุษย์ เมื่อบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบของหลักฐานทางอารมณ์ แล้วนำมาจินตนาการสร้างภาพต่อ โดยปราศจากขอบเขตความรู้ที่ชัดเจน ย่อมนำไปสู่ความสงสัยของมนุษย์ไม่รู้จบ และทำให้ขอบเขตความรู้เหล่านั้นพร่ามัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน เช่น การรับฟังข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ทางสังคมในชีวิตประจำวันหรือสื่อสังคมออนไลน์ทุกวันที่มักพบข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาฉ้อโกงหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อจนยอมโอนเงินผ่านระบบธนาคารให้โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อทัศนะของนักคิดทั่วไป ยังคงยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงค้นคิดกระบวนการวิพากษ์ และพิจารณาความจริงทั้งในระดับ "สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถสัจจะ" เพื่อพิสูจน์สัจจะธรรม พระองค์ทรงวางขอบเขตญาณวิทยาไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อก้าวข้ามที่เลื่อนลอยหรือคลุมเครือของนักปรัชญาทั่วไป ซึ่งช่วยให้ได้มาซึ่งความรู้ซึ่งความรู้ที่ถุกต้อง สอดคล้องกับข้อเท็จจริงกับข้อเท็จจริง และให้ความบริสุทธิ์ ยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย
ในเวลาต่อมา แนวคิดทางญาณวิทยาเกี่ยวกับการแสวงหาความจริงนี้ ได้พัฒนาเป็นระบบในทางกฎหมาย เช่น วิธีพิจารณาความอาญา, วิธีพิจารณาความแพ่ง, วิธีพิจารณาความจริงของเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น โดยนักปรัชญาได้กำหนดที่มาของความรู้ ๔ ประการคือ
๓.๑.วิธีการแสวงหาความรู้จากศรัทธา หลังจากพิจารณาหลักฐานในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พบความจริงเบื้องต้นว่าในยุคที่ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรือง ผู้คนในอนุทวีปอินเดียต่างเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง โดยปราศจากข้อสงสัยว่าพระพรหมและพระอิศวร คือผู้สร้างโลกและมนุษยชาติ
ต่อมาพราหมณ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักปรัชญาได้พัฒนาทฤษฎี"กำเนิดโลก" โดยอิงคำสอนของครูบาอาจารย์ พวกเขาคาดการณ์ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง หรืออนุมานความรู้ด้วยเหตุผลโดยไม่สงสัย สิ่งนี้ทำให้พวกเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมหลักฐาน หรือนำมาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงอย่างถี่ถ้วน
สำหรับการขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้านั้นมีคำสอนเรื่องการบูชายัญ ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของชนชั้นพราหมณ์เท่านั้น โดยมีกฎหมายจารีตประเพณีและระบบวรรณะ ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ทำพิธีบูชายัญหรือสวดบทพระเวทโดยเด็ดขาด
หลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๓. ความว่า
- [๓๖]ภัคควะก็เรารู้ทฤษฎีกำเนิดของโลกอย่างชัดเจน เรารู้ความเป็นมาของทฤษฎีนั้นอย่างชัดเจนและเมื่อเรารู้ชัดยิ่งขึ้นและเมื่อรู้ชัดยิ่งกว่านั้น จึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ชัดความดับด้วยตนเองที่เมื่อรู้ชัดตถาคตจึงไม่ดำเนินไปสู่ความเสื่อม
- ๓๗] ภัคควะ มีสมณพราหมณ์บางพวก ประกาศว่าด้วยทฤษฎีกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างว่าพระอิศวรเป็นสร้าง? เราจึงเข้าไปถามเขาอย่างนี้ว่า"ทราบว่าท่านทั้งหลายบัญญัติทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างจริงหรือ ?"
- สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้วยืนยันว่า"เป็นเช่นนั้น" เราจึงถามต่อไปว่า"พวกท่านประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่า พระอิศวรเป็นผู้สร้างว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมีความเป็นมาอย่างไร? สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้วก็ตอบไม่ได้กลับย้อนถามเรา เราถูกเขาถามแล้วจึงตอบว่า ... ....เป็นต้น
๓.๒ วิธีการแสวงหาความรู้ของเจ้าชายสิทธัตถะ

จากการพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานต่าง ๆ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็น "จัณฑาล" ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกสังคมประณามและเนรเทศให้อยู่นอกสังคมตลอดชีวิต เนื่องจากละเมิดกฎหมายระบบวรรณะอย่างร้ายแรง(เช่น การปล่อยตามกิเลสตัณหาจนมีสัมพันธ์กับคนต่างวรรณะ) พวกเขาต้องรับโทษตามกฎหมายรีตประเพณีระบบวรรณะที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนแม้จะอยู่ในวัยชรา เผชิญความเจ็บป่วยและสิ้นใจบนท้องถนน ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเกิดความสงสัยว่า แท้จริงแล้วจัณฑาลมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ?
ด้วยความสนพระทัยในการแสวงหาความจริง เจ้าชายสิทธัตถะทรงสืบหาข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของเหล่านักบวชปุโรหิตผู้เป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อพระองค์ทรงทรงนำหลักฐานมาวิเคราะห์เชิงเหตุผล พระองค์ทรงพบข้อเท็จจริงว่าความเชื่อที่ว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และทรงสร้างระบบวรรณะ เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนกำเนิดนั้น เป็นเพียงที่พราหมณ์รุ่นก่อนกล่าวอ้าง แต่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์พิสูจน์ความจริง
แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งคำถามนำเจาะลึกว่า พระพรหมและพระอิศวรผู้สร้างมนุษย์นั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? กลับไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถให้คำตอบได้คำให้การของพราหมณ์ปุโรหิตจึงเต็มไปด้วยข้อกังขาและข้อขัดแย้งสะท้อนให้เห็นว่าพราหมณ์เหล่านั้นไม่มีความรู้จริงเกินกว่าขอบเขตการรับรู้ของตนเลย เจ้าชายจึงทรงปฏิเสธการมีอยู่ของเทพเจ้าในฐานะผู้สร้าง และทรงไม่เชื่อว่า "ทฤษฎีกำเนิดของโลก" ของพราหมณ์เป็นความจริง เป็นต้น
ดังนั้น วิธีการแสวงหาความรู้และพิจารณาความจริงของเจ้าชายสิทธัตถะจึงเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม เมื่อนักปรัชญาได้ยินได้ฟังข้อเท็จจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การมีอยู่ของเทพเจ้า หรือการสร้างวรรณะของพระพรหมหรือเรื่องอื่น ๆ เราจึงไม่ควรด่วนเชื่อทันทีว่าเป็นความจริงเราควรกังขาและตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จนกว่าเราจะได้ตรวจสอบข้อเท็จและรวบรวมหลักฐานอย่างเพียงพอ จากนั้นจึงนำหลักฐานเหล่านั้นมาวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์และอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผลชัดเจนว่า "สิ่งนั้นจริงหรือเท็จ" เป็นต้น
ติดตามปัญหาญาณวิทยาเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาครั้งแรกในพระไตรปิฎก (ตอน๔)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น