๕.พยานยืนยันการมีอยู่ของพระพุทธเจ้า
(Witnesses Confirm the Existence of Buddha)
๑.บทนำ ใครคือพยานบุคคล ?
โดยทั่วไป มนุษย์ทุกคนรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตผ่านอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และสั่งสมเรื่องราวเหล่านั้นไว้ เป็น "หลักฐานทางอารมณ์" ในจิตใจ แต่ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับรู้ และเก็บข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น มนุษย์ยังมีความสามารถในการคิดและวิเคราะห์ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น การมีอยู่ของพระพุทธเจ้าผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนาเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว พุทธศาสนิกชนทั่วโลกเรียนรู้เรื่องราวการมีอยู่ของพระพุทธองค์ ผ่านพระธรรมเทศนาของพระสงฆ์ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน หรือจากการศึกษาในสถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เมื่อรับรู้แล้ว ผู้คนจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ โดยการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเชิงเหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาใช้ในการอธิบายการมีอยู่ของพระพุทธองค์
อย่างไรก็ดี เมื่อธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้นมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในและอคติต่อผู้อื่นเกิดจากความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความรักส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์มืดมิด ที่บดบังปัญญา ทำให้จิตยากที่จะเข้าใจทั้ง "สมมติสัจจะ"(ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสมมติขึ้นมา) และ "ปรมัตถ์สัจจะ (ความจริงขั้นสูงสุด)
เมื่อนักวิชาการ นักปรัชญา หรือนักตรรกศาสตร์ใช้เหตุผลอธิบายข้อเท็จจริงใดข้อเท็จจริงหนึ่ง คำอธิบายเหล่านั้น บ้างครั้งถูก บางครั้งผิดบางก็ให้เหตุผลในลักษณะนี้ หรือลักษณะนั้น แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ดังเช่นข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น จาก "เทวทูต ๔" ในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ที่นักวิชาการตีความไปตามปฏิภาณ หรือข้อคาดคะเนของตน คำตอบที่คลุมเครือเช่น ย่อมไม่อาจทำให้วิญญูชนเชื่อถือได้เป็นพยานยืนยันความจริงที่เที่ยงแท้ได้
๒.กระบวนการพิจารณาความจริงสากลตามแนวพุทธวิธี
เพื่อแก้ปัญหาความไม่น่าเชื่อพยานบุคคล พระพุทธเจ้าจึงทรงวางกระบวนพิจารณาความจริงที่เป็นสากล ที่นักวิชาการทั่วโลก สามารถนำไปใช้ในการแสวงหาความรู้ที่แท้จริงได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกับระบบวรรณะในสมัยพุทธกาล ที่กำหนดเงื่อนไขให้วรรณะพราหมณ์พราหมณ์เท่านั้น มีสิทธิประกอบพิธีกรรมบูชายัญเพื่อเข้าถึงการมีอยู่เทพเจ้าได้ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พระพุทธองค์ทรงกำหนดกระบวนพิจารณาไว้ดังต่อไป
ประการแรก ไม่ด่วนเชื่อและต้องพิสูจน์ด้วยปัญญา เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพรหม จากพยานเพียงปากเดียวคือพราหมณ์ ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้น เราไม่ควรเชื่อในทันที แต่ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน รวบรวมพยานหลักฐานและนำมาพิสูจน์ด้วยการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล เพราะพยานบุคคลมีความจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน และอาจมีอคติ มนุษย์จึงไม่อาจเป็นประจักษ์พยานยืนยันข้อเท็จจริงได้ทุกเรื่อง
ประการที่สอง การก้าวข้อจำกัดของชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมโดยธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้น ตามคำสอนของพระพุทธองค์ แม้มนุษย์จะมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน หากพวกเขาได้รับรู้พัฒนาศักยภาพผ่านการปฏิบัติธรรมตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘ มนุษย์ก็จะสามารถก้าวข้ามอคติและข้อจำกัดทางกาย เพื่อเข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ได้ด้วยตนเอง
๓.นิยามและองค์ประกอบของ"พยานบุคคล"
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "พยานบุคคล" หมายถึงว่า "บุคคลที่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีไม่ว่าจะรู้ด้วยวิธีใด ซึ่งอาจจะเป็นประจักษ์พยานหรือพยานบอกเล่าก็ได้ (คำว่า "คดี" ในที่นี้หมายถึง เรื่องราว เหตุการณ์ หรือประเด็นที่เกิดขึ้น)
หากนำมาจำแนกโครงสร้าง เพื่อการวิเคราะห์ในเชิงพุทธศาสนาและปรัชญา จะแบ่งองค์ประกอบของพยานได้ ๔ ส่วนดังนี้
๑.บุคคล ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "บุุคคลคือคน" หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า"คนคือมนุษย์" "มนุษย์"ในทางพระพุทธศาสนา คือการวมตัว "ขันธ์ห้า" ( รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ) คำว่า "รูป"แปลว่า สิ่งที่เห็นด้วยตา ซึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในขันธ์ ๕ เป็นต้น คำว่า "เวทนา" หมายถึงความรู้สึก ความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คำว่า"สัญญา" หมายถึงความจำของจิตมนุษย์ กล่าวคือ เมื่อจิตใจของมนุษย์ใช้อายตนะภายในร่างกายรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเอง จิตใจของมนุษย์ก็ทำหน้าที่เก็บหลักฐานทางอารมณ์และสั่งสมไว้ในจิตใจด้วย สามารถนึกถึงความทรงจำของเหตุการณ์เหล่านั้นมาใช้เป็นหลักเพื่อใช้วิเคราะห์โดยอนุมานความรู้เพื่อหาเหตุผล มาอธิบายความจริงในเรื่องนั้น คำว่า "สังขาร" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้เราเข้าใจความหมายได้ว่า สังขารคือความคิด เป็นขันธ์ ๑ ในขันธ์ ๕ เป็นต้น
กล่าวคือ เมื่อจิตใจของมนุษย์มีหลักฐานทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ จิตของมนุษย์ก็มีธรรมชาติที่จะคิดโดยวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานทางอารมณ์นั้น เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น คำว่า "วิญญาณ" ตามพจนานุกรมราชบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๕๔ เราสามารถเข้าใจความหมายได้ว่า วิญญาณคือสิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในร่างกายเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อตายลง ก็จะออกจากร่างกายและล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ความหมายอีกอย่างหนึ่งคือการรับรู้ เช่น จักษุวิญญาณคือ การรับรู้ทางตา เป็นต้น แต่เพื่อให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เราสามารถรวบยอดเหลือเพียง "กายและจิต" เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนั้น มนุษย์จึงสามารถในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสของตน (อาตนะภายใน)และสั่งสมประสบการณ์เหล่านั้นไว้เป็น "ข้อมูลทางอารมณ์" อยู่ในจิตใจ
๒. การรับรู้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๕๔ "การรับรู้" คือ การที่จิตใช้อายตนะภายในรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น การรับรู้เรื่องการมีอยู่ของพระพุทธเจ้าผ่านการเทศน์ การเรียนประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจากโรงเรียนที่ตนเองศึกษาอยู่ หรือภาควิชาปรัชญาและศาสนา สาขาวิชาภาษาบาลี และการศึกษาพระพุทธศาสนา คณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบานารัสฮินดู หรือการเดินทางไปเห็นสถานที่จริงเช่น เมืองโบราณกบิลพัสดุ์ อำเภอกบิลพัสดุ์ จังหวัดลุมพินี ในสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล หรือ การเดินทางไปแสวงบุญ ณ ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
๓.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "ข้อเท็จจริง" คือ ๑.ข้อความหรือเห็นเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามจริง ๒.(กฎ) เรื่องราวหรือประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ พฤติกรรมของมนุษย์หรือสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้น ที่มีอยู่หรือที่เป็นไป
และคำว่า คดี ได้ให้คำจำกัดความของ "คดี" คือ (๑) เรื่องมักใช้ประกอบคำศัพท์ เช่นโบราณคดี คดีโลก คดีธรรม วรรณคดีและสารคดี (๒) เรื่องหรือ ความที่ฟ้องร้องหรือกล่าวหากันในทางกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการตามกระบวนวิธีพิจารณาความจริง ตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น คำว่า"คดีธรรม"ตามพจนานุกรมภาษาอีสานหมายถึง เรื่องเกี่ยวกับธรรมะเป็นต้น
ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี(คดีธรรม) คือเรื่องราวหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น พระอานนท์ ผู้เป็น "สหชาติ" และพระอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้ามานานหลายปี ได้ทรงจดจำพระธรรมวินัยจากประสบการณ์ตรง ที่ได้สั่งสมไว้ในจิต หรือการที่พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและเข้าถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามที่พระองค์ทรงแสดงไว้
๔.สถานะพยาน (ประจักษ์พยานหรือพยานบอกเล่า) บุคคลทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ หรือยืนยันความจริงตามระดับประสบการณ์ที่ตนได้รับมา
๔.จากผู้แสวงบุญสู่พระนักเทศน์(ประสบการณ์ตรงและการเป็นพยานยืนยัน
แม้ในโลกปัจจุบัน แม้ผู้คนจะมีปัจจัย ๔ พรั่งพร้อม แต่หลายคนยังมัวเมาในความสุขชั่วคราวและหลงลืมแก่นสารของชีวิต การเดินทางแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบลในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลเป็นเวลา ๘ วัน บนระยะทางกว่า ๑,๒๐๐ กิโลเมตร จึงเป็นกระบวนการฝึกฝนและสร้าง "หลักฐานทางอารมณ์" ที่สำคัญยิ่ง
ตลอดการเดินทาง ผู้แสวงบุญได้ฟังพระธรรมเทศนา ได้ปฏิบัติบูชา และทำสมาธิภาวนา เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ การปฏิบัติบูชานี้คือการเจริญรอยตามพระพุทธองค์ ผู้ทรงใช้เวลา ๖ ปีในการบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้แจ้งกฎธรรมชาติ และทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนายาวนานถึง ๔๘ ปี
เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น"พระธรรมทูต" หรือ "พระวิทยากร" บรรยายธรรมแก่ผู้แสวงบุญ ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่ได้ศึกษา และสั่งสมไว้ในจิตใจ ไม่เพียงแต่ไม่สูญหาย ไปไหน แต่กลับยิ่งแจ่มแจ้งและแม่นยำยิ่งขึ้น การได้ถ่ายทอดธรรมะสั่งสมเป็นทักษะและความทรงจำอันงดงาม
ดังนั้น การทำหน้าที่พระวิทยากร ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล จึงถือเป็นการทำหน้าที่เป็น "พยานบุคคล" ผู้ยืนยันการมีอยู่และคุณค่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดที่ได้ทำงานถวายแด่พระบรมศาสดา และได้เป็นที่พึ่งทางจิตใจให้แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น