The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

บทนำแนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : การปฎิรูปสังคมในสมัยพระพุทธกาล

Intruduction to Metaphysical Concepts in "Buddhaphumi philosophy" :  Social Reforms during  the Time of  The Buddha

บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสังคมในสมัยพุทธกาล

        แนวคิดทางอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงการฝึกจิตด้วยการปฏิบัติอริยมรรคองค์ ๘ เท่านั้นเพื่อแสวงหาความสงบส่วนบุคคล  หากแต่เป็น "กระบวนทัศน์ทางอภิปรัชญาและญาณวิทยา " ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมและการเมืองของอินเดียโบราณอย่างลึกซึ้ง การทำความเข้าใจมิตินี้   จำเป็นต้องพิจารณาผ่านสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ซึ้งหักล้างและท้าทายระบบความเชื่อกระแสหลักเรื่อง  พระพรหมผู้สร้างและเทวนิยมในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง 

๑.จากเทวนิยมสู่กฎธรรมชาติ : การเปลี่ยนผ่านทางอภิปรัชญา  

ในยุคพุทธกาล อนุทวีปอินเดียประกอบด้วยรัฐอิสระมากมายเช่น  แคว้นสักกะ และแคว้นโกลิยะ      ซึ่งปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี (หลักอปริหานิยธรรม)   โดยมีวรรณะกษัตริย์ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย (นิติบัญญัติ  บริหาร ตุลาการ) อย่างไรก็ตาม  โครงสร้างการปกครอง  ดังกล่าว ตั้งอยู่บนรากฐานของ "ระบบวรรณะ"  (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) ตามรีตศาสนาพราหมณ์ 

ระบบวรรณะไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับทางสังคม แต่ถูกยกสภาวะให้เป็น "กฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์"  ที่ห้ามการมีความสัมพันธ์ (ร่วมประเวณี) ข้ามวรรณะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ข้ามวรรณะอย่างเด็ดขาด  หากผู้ใดฝ่าฝืน สังคมจะลงโทษด้วย "พรหมทัณฑ์" คือการขับไล่ออกจากชุมชน ตัดสิทธิทางกฎหมายและสังคมไปตลอดชีวิต กลายเป็นไร้บ้านที่เรียว่า "จัณฑาล"   ซึ่งส่งผลให้บุตรหลานที่เกิดมา ต้องรับสถานจัณฑาลต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ศาสนาพราหมณ์ยุคโบราณใช้ตรรกศาสตร์และจินตนาการสร้าง"ทฤษฎีกำเนิดโลกขึ้น" โดยอ้างว่าพระพรหมสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากพระวรกาย  เพื่อกำหนดหน้าที่เฉพาะวรรณะ   การประกอบพิธีกรรมบูชายัญกลายเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งและอำนาจแก่ชนชั้นพราหมณ์   ในขณะเดียวกัน สังคมกลับถูกปกคลุมด้วยความมืดบอดทางปัญญา(อวิชชา)  และตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของ "อายตนะภายใน" ที่ถูกบิดเบือนด้วยอคติ ๔ ประการ(ความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความกลัว และความหลง)  ส่งผลให้ผู้ขาดศักยภาพทางปัญญาในการแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติ) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)
๒.ข้อสงสัยเชิงญาณวิทยาและการตัดสินพระทัยผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ 
        
              เมื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาในสมัยพุทธกาล ผู้ประกอบพิธีกรรมบูชายัญ อ้างเหตุอธิบายความจริงที่คลุมเครือ  ไม่ชัดเจนและแปรเปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ส่วนตน  วิญญูชนผู้แสวงหาสัจจะเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงปฏิเสธที่จะเชื่อถ้อยคำเหล่านั้น  โดยปราศจากการพิสูจน์หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีอยู่จริงของเทพเจ้า  ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบที่เป็นสัจธรรมได้ 

ในมิติทางการเมืองและกฎหมายจารีตประเพณี     เจ้าชายสิทธัตถะทรงมองเห็นมองเห็นวิกฤตการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มจัณฑาล และความเลื่อมล้ำในแคว้นสักกะ  แต่ด้วยโครงสร้างการปกครองยุคนั้นกษัตริยไม่สามารถยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีเรื่องวรรณะได้  อีกทั้งวรรณะกษัตริย์ยังไม่มีสิทธิยังไม่มีสิทธิ์ประกอบประกอบพิธีกรรมบูชายัญเพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าด้วยตนเอง หากทรงฝ่าฝืนย่อมต้องโทษ "พรหมทัณฑ์"และถูกเทศเช่นกัน 

ชนวนแห่งการออกผนวช : การตัดสินพระทัยออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ  จึงไม่ใช่เรื่องราวทางอารมณ์หรืออภินิหาร    แต่คือ"กระบวนการทางญาณวิทยา  เพื่อสละสิทธิ์และข้อจำกัดทางวรรณะกษัตริย์    พระองค์ทรงยินยอมก้าวออกจากระบบสมมติเดิม   เพื่อทรงแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์เรื่อง "กฎธรรมชาติ" ที่ก้าวพ้นตรรกะคาดเดาและข้ออ้าอ้างอำนาจเหนือธรรมชาติ
๓.การตรัสรู้กฎธรรมชาติและการปฏิรูปสังคมเชิงปัญญา

ตลอดระยะเวลา ๖ ปีแห่งการทดลองเชิงประจักษ์  พระพุทธองค์ทรงทรงค้นพบ "อริยมรรคมีองค์ ๘ "และทรงบรรลุสัจธรรมขั้นสูงสุด(อภิญญา๖)  ซึ่งเปิดเผยอภิปรัชญาแห่งชีวิตใหม่แก่โลกมนุษย์ : 

  • การหักล้างมายาการพระพรหม : มนุษย์ไม่ได้เกิดมาจากพระวรกายของพระพรหม   หรือถูกกำหนดโชคชะตาโดยเทพเจ้า  แต่เกิดจากปัจจัยทางกายภาพและจิตใจ(นามรูป) /อวิชชา/กรรม) ที่สัมพันธ์กันตามกฎอิทัปปัจจยตา  
  • สถาปนาความเท่าเทียมกันทางสัจธรรม :มนุษย์มีความเท่าเทียมกันตามกฎธรรมชาติ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ย่อมนำดวงวิญญาณไปสู่สุคติภูมิ  ในขณะที่ทุจจริตย่อมนำไปสู่ทุคติภูมิ โดยไม่ขึ้นอยู่กับวรรณะกำเนิด 
  • ความจริงระดับสมมติและปรมัตถ์ :  ระบบวรรณะ ชื่อ นามสกุลและยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเพียง "สมมติสัจจะ" ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อจัดระเบียบสังคม  แต่ในระดับปรมัตถสัจจะ"  จิตวิญญาณของ มนุษย์ทุกคนต่างตกอยู่ภายใต้สังสารวัฏ และมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองเพื่อเข้าถึงนิพพานอย่างเท่าเทียมกัน

สรุปบทนำ   การผนวชและการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  จึงเป็นการ "ปฏิวัติทางญาณวิทยาและอภิปรัชญา" ที่ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางสังคมครั้งใหญ่ในอนุทวีปอินเดีย   พระองค์ทรงปลดล็อค ผู้คนจากความกลัวในอำนาจเทพเจ้า    ทรงรื้อความชอบธรรมของระบบวรรณะและทรงคืนคุณค่า  ความคิดและเสรีภาพในการบรรลุธรรมให้แก่มนุษยชาติทุกคนอย่างแท้จริง 
         


บรรณานุกรม

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ