The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : การปฎิรูปสังคมในสมัยพระพุทธกาล

Metaphysical in Buddhaphumi philosophy :  Social Reforms during  the Time of  The Buddha

บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสังคมในสมัยพุทธกาล

        แนวคิดทางอภิปรัชญาของปรัชญาพุทธภูมิไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการเพื่อแสวงหาความสงบ และระงับอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจเท่านั้น แต่เป็นแนวคิดพื้นฐานที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างทางสังคมของอินเดียโบราณอย่างรุนแรง การทำความเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องมองผ่านมุมมองของสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ซึ้งขัดแย้งกับความเชื่อกระแสหลักของการมีอยู่ของเทพเจ้าในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง เราสามารถสรุปความสำคัญและความเป็นมาของแนวคิดเชิงอภิปรัชญาที่นำไปสู่การปฏิรูปสังคมในสมัยพุทธกาลได้ดังนี้  

                 ๑.ความเป็น : จากความเชื่อใน "เทวนิยมสู่ "กฎธรรมชาติ" เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ เราจะได้ยินข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า ก่อนสมัยพุทธกาล มีอาณาจักรมากมายเกิดขึ้นในอนุทวีปอินเดีย    ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเหล่านี้เหตุการณ์ทางสังคมและการเมือง   เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การศึกษาทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์ เผยให้เห็นปัญหาทางสังคมในยุคนั้น ที่ต้องมีการพัฒนาหรือการปฏิรูปสังคมซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดมิดสำหรับผู้คนในอนุทวีปอินเดีย อาณาจักรต่าง ๆ เช่น อาณาจักรโกลิยะและสักกะได้ก่อตั้งขึ้นในอนุทวีปอินเดีย อาณาจักรเหล่านี้เป็นรัฐอิสระที่มีอำนาจอธิปไตยปกครองประเทศของตนบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาการเมืองเรียกกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีในสมัยอินเดียโบราณว่า "ธรรมกษัตริย์" และนักวิชาการพุทธศาสนาถือว่า เป็นหลักธรรมสำหรับผู้ปกครองที่เรียกว่า "ราชอปริหานิยธรรม" (หลักปกครองที่ไม่เสื่อมถอย)  ผู้ปกครองในยุคนั้นเป็นบุคคลในวรรณะกษัตริย์ ซึ่งมีหน้าที่ปกครองประเทศตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และประเพณีของระบบวรรณะ

               อาณาจักรเหล่านี้ปกครองภายใต้ศูนย์รวม ซึ่งนักปรัชญาไทยมักเรียกกันว่า "ระบบสามัคคีธรรม" (ระบบแห่งความเป็นเอกภาพและยุติธรรม) โดยมีพื้นฐานมาจากระบบวรรณะ   ประชากรถูกแบ่งออกเป็น ๔ วรรณะ ได้แก่   วรรณะกษัตริย์(นักรบ)  วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพศย์ (พ่อค้า)  และวรรณะศูทร  (กรรมกร)    เป็นต้น  เมื่อระบบวรรณะถูกบังคับใช้แล้วประชากรก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม    ชาวสักกะถูกห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์กับคนวรรณะอื่น และห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ของคนวรรณะอื่น    การฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะนี้ก็จะมีบทลงโทษจากพระพรหมที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ตามวรรณะของตนไปตลอดชีวิต สังคมมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายวรรณะ ด้วยการเนรเทศผู้ฝ่าฝืนออกจากสังคมไปตลอดชีวิต และไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมที่กฎหมายระบบวรรณะบัญญติไว้ได้

              ต้นกำเนิดของพุทธศาสนา: โดยทั่วไปแล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  แต่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่างๆ  พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้น จากพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว แต่ยังเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น คำสอนของพระพุทธเจ้า   สาวกที่ปฏิบัติตาม  พิธีกรรมทางศาสนาและสถานที่ทางศาสนา  ปัจจัยแห่งความรู้เหล่านี้นำไปสู่การกำเนิดของพระพุทธศาสนาในโลกมนุษย์ ในสมัยอินเดียโบราณ  ศาสนาพราหมณ์ได้ถือกำเนิดขึ้น    พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้เรียนรู้ที่จะใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงที่สมมติขึ้น   และความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

            ผลที่ตามมาคือ    พวกพราหมณ์ชาวอารยันและพราหมณ์ดราวิเดียนได้รับการเคารพนับถือไปทั่วอนุทวีปอินเดีย พวกเขาประกอบพิธีกรรมบูชายัญต่าง ๆ ซึ่งนำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาลแก่ทั้งสองนิกาย     อย่างไรก็ตาม  สิ่งนี้ทำให้จิตใจของมนุษย์มืดมิดไปด้วยกิเลสตัณหาที่ครอบงำชีวิต และขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น  (ในภาษาไทยเรียกว่า "สมมติสัจจะ") และความจริงขั้นปรมัตถ์  (ในพระพุทธศาสนาหมายถึง ความจริงสูงสุด)      สิ่งนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้เหตุผล  ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล ดังนั้น เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ   โลก   ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการมีอยู่ของเทพเจ้า   บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง  บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนี้       บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลในทางหนึ่ง  บางครั้งในอีกทางหนึ่ง   เพื่ออธิบายความจริงในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลที่ใช้อธิบายคำตอบนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงไม่เชื่อความคิดเห็นเหล่านั้น และทรงปฏิเสขที่จะยอมรับนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาเป็นพยานยืนยันความจริงในเรื่องนั้น   ๆ   

           ตัวอย่างเช่น เมื่อชาวอารยันอพยพลงทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัยและทำสงครามชนะชาวดราวิเดียน พวกเขาสามารถยึดครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติได้ พวกเขาก่อตั้งชุมชนทางการเมืองและปกครองตนเองได้ มีอำนาจทางเศรษฐกิจจากการส่งออกข้าวไปยังอาณาจักรต่าง ๆ ทั่วอนุทวีปอินเดีย      พวกเขายังเชื่อในคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์ เพื่อขอความช่วยเหลือในยามยากลำบาก ชาวอารยันไม่เคยหยุดพัฒนาตนเอง  เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ศาสนาและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนุทวีปอินเดียซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปสังคมตั้งแต่เกิด พวกเขาไม่รู้ถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการฆาตกรรม  ความรุนแรง    การลักขโมยทรัพย์  การฉ้อโกงทรัพย์ การใช้ภาษาหยาบคาย  การดื่มสุราและการใช้ยาเสพติด แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความสุขชั่วคราว แต่ชีวิตพวกเขาก็จะกลับคืนสู่ความทุกข์ทรมานในไม่ช้า  เพราะความสุขนั้นมาพร้อมกับราคาสุขภาพ พวกเขาต้องซื้อสุขภาพกลับคืนมาด้วยเงิน     นี่คือผลลัพท์ของทัศนคติที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทางสังคมมากมายทั่วอนุทวีปอินเดีย ด้วยเหตุนี้   สังคมจึงขาดความสงบสุขที่ตั้งบนหลักศีลธรรมอันดีงามของประชาชนและกฎหมายของชาติ

              ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรือง     การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นในสังคมของอนุทวีปอินเดีย     เนื่องจากกษัตริย์แห่งรัฐต่าง ๆ ได้ออกกฎหมายระบบวรรณะ เพื่อบังคับใช้ภายในอาณาจักรของตน    โดยอ้างถึงความมั่นคงของชาติ และการปกป้องผลประโยชน์ของชาติจากการบูชายัญสัตว์ พวกเขายังหลอกลวงผู้คนด้วยความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความมืดมิดเนื่องจากพวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น      และความจริงขั้นปรมัตถ์ พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ใช้ เพื่ออธิบายความเป็นจริงอย่างมีเหตุผลได้

                ความไม่รู้ (อวิชชา) เกี่ยวกับความทุกข์ของตนเองนั้น   มาจากคำสอนของพราหมณ์ที่ว่า การบูชายัญสัตว์แและมนุษย์ไม่บาป และการลักขโมยไม่บาป เนื่องจากพราหมณ์เหล่านั้นไม่รู้ต้นตอของความทุกข์   เป้าหมายของการยุติทุกข์   หรือวิธีการปฏิบัติเพื่อบรรจุสัจธรรมของงชีวิต ดวงวิญญาณของพวกเขาจึงติดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในชีวิตของตนเอง ซึ่งเกิดจากความไม่สนใจในการศึกษา ค้นคว้า และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ดังนั้น  พวกเขาจึงไม่รู้วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุสัจธรรมแห่งชีวิต ผลที่ตามมา พราหมณ์เหล่านี้ยังคงศรัทธาในเทพเจ้าหลายองค์อย่างไม่สั่นคลอน  และประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าด้วยวัตถุมงคลต่าง ๆ ตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน เมื่อเสร็จพิธีกรรม เครื่องบูชาเหล่านี้ก็ตกเป็นของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรม   ก่อให้เกิดความมั่งคั่งแก่พราหมณ์ทุกนิกาย ไม่ว่าพราหมณ์อารยันหรือพราหมณ์มิลักขะ

                 เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เกี่ยวกับกฎธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นสัจธรรมสูงสุดที่คนธรรมดาไม่อาจเข้าใจได้พระองค์ทรงตระหนักว่าถึงเวลาแล้ว     ที่พระองค์จะต้องแสดงพระธรรมเกี่ยวกับกฎธรรมชาติอันล้ำค่าและยากต่อการเข้าใจต่อชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงใช้เวลา ๖ ปีศึกษา ค้นคว้า  และลงมือปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยพระองค์เอง และ ความรู้เหล่านี้อาจสูญหายไปพร้อมกับปรินิพพานของพระองค์ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงระลึกถึงชะตากรรมของชาวจัณฑาลในอาณาจักรสักกะ       และทรงเห็นว่า ชีวิตจัณฑาลยังคงปกคลุมไปด้วยความมืดมิด พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้งความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิต ดังนั้น จึงไม่สามารถอธิบายความจริงของชีวิตได้อย่างมีเหตุผล       และไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาของตนได้ เพราะพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพชีวิตผ่านระบบการศึกษาของอาณาจักรสักกะ พวกเขาขาดการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และไม่สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของตนได้

                    นับตั้งแต่รัฐสภาของราชวงศ์ศากยะได้บัญญัติกฎหมายระบบวรรณะขึ้นเพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ที่พวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน เนื่องจากคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ประกอบด้วยคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะ       ซึ่งพลเมืองต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและมีบทลงโทษอย่างรุนแรง สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสอนทางศาสนาและกฎหมายวรรณะ ซึ่งเป็นการลงโทษโดยพระพรหม  บทลงโทษตามกฎหมายวรรณะนี้ถูกเรียกว่า "พรหมทัณฑ์"  โดยกฎหมายบัญญัติให้ผู้คนในสังคมมีหน้าที่บังคับคดี          ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระพรหม คือการเนรเทศผู้ทำความผิดออกจากชุมชนและถูกตัดขาดจากครอบครัวไปตลอดชีวิต  ไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมในสังคมเพื่อมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะได้อีกต่อไป 

           เมื่อพระพรหมทรงพิพากษาชีวิตของพวกเขาและประกาศว่าพวกเขาเป็น"จัณฑาล"หรือคนที่ไม่จัดอยู่ในวรรณะใด ๆ  และ     พวกเขาก็สูญเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา และไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายวรรณะอีกต่อไป ยิ่งไปกว่ามนุษย์ลูกหลานที่เกิดมาจากการสมสู่กับคนต่างวรรณะก็กลายเป็นจัณฑาลโดยปริยาย  เนื่องจากการลงโทษโดยสังคม ส่วนวรรณะที่สูงกว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ก็ใช้ชีวิตอย่างประมาทเล่นเลอ และไม่สามารถพัฒนาศักยภาพชีวิตของตนที่จะบรรลุถึงความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ได้ ส่วนชนชั้นวรรณะกษัตริย์ซึ่งใช้อำนาจอธิปไตยในการบัญญัติกฎหมาย บริหารประเทศและใช้อำนาจตุลาการพิจารณาอรรถคดีทั้งปวง และมีกำลังทหารน้อย จึงไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้ ส่วนวรรณะศูทร (shudra) แม้ว่าจะพัฒนาศักยภาพชีวิตและทักษะการทำงานแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่นเพราะถูกกฎหมายวรรณะห้ามไว้ จึงเป็นเพียงผู้รับใช้ของวรรณะที่สูงกว่าเท่านั้น

ดังนั้น เนื่องจากระบบการเมืองของอาณาจักรสักกะเป็นรัฐทางศาสนา และมหาราชาแห่งอาณาจักรสักกะทรงยึดมั่นในหลักการปกครองของศาสนาพราหมณ์ โดยทรงยืนยันว่าพระพรหมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชาชน พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากพระกายของพระองค์เอง และทรงสถาปนาวรรณะ เพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ประชาชนให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ต่อประเทศ ตามวรรณะที่ตนเกิดมา เนื่องจากคำสอนของศาสนาพราหมณ์เป็นทั้งคำสอนของศาสนาและกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ จึงเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างร้ายแรง การแก้ไขปัญหาจัณฑาลในอาณาจักรสักกะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการยกเลิกกฎหมายจารีตประเพณีเกี่ยวกับวรรณะ หรือกฎหมายฉบับอื่น ๆ ในอาณาจักรสักกะนั้น เป็นสิ่งที่ห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีของอาณาจักรสักกะ เป็นต้น ในวันที่ ๔ ของการเสด็จเยี่ยมราษฎรในเขตพระนครกบิลพัสด เจ้าชายสิทธัตถะทรงพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งละทิ้งวรรณะ บ้านเรือน ครอบครัวและสังคมเพื่อแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต การผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เป็นหนทางเดียว ที่พระองค์จะทรงปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตอย่างแท้ และพระองค์ยังทรงสามารถประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า โดยขอให้พระพรหมทรงยกเลิกวรรณะได้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ทรงสามารถบูชายัญได้โดยมิได้ฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะใด จนกระทั่งทรงตรัสรู้กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ด้วยญาณทิพย์อันสูงส่งซึ่งเหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวง มนุษย์ทุกคนจึงเท่าเทียมกันตามกฎธรรมชาติ ผู้ใดกระทำความดีด้วยกายสุจริต วจีสุจริตและมโนสุจริต ย่อมไปเกิดในสุคติภูมิและผู้ใดกระทำความชั่วด้วยกายทุจริต วจีทุจริต ย่อมไปเกิดในทุคติภูมิ พระองค์ทรงค้นพบสัจธรรมแห่งธรรมชาติของมนุษย์ นั่นคือมนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง เมื่อมนุษย์ตายไป ร่างกายย่อมเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ แต่วิญญาณจะยังคงเวียนว่ายตายแล้วเกิดใหม่ในภพหน้าอย่างไม่สิ้นสุดชีวิตมนุษย์เกิดจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดชีวิตใหม่ นี่คือกฎธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีใครหลีกหนีได้ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ได้เกิดจากกายของพระพรหม ดังที่พราหมณ์อารยันได้สั่งสอนไว้ เมื่อจิตวิญญาณของมนุษย์ เข้าไปเกี่ยวข้องวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่ พระองค์ก็ทรงพบว่าต้นเหตุแห่งกรรมของมนุษย์คือเจตนาแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว มีทางเดียวเท่านั้นที่จะหยุดวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่ของวิญญาณได้ มนุษย์ต้องพัฒนาศักยภาพในชีวิต เพื่อชำระล้างกรรมชั่วที่สั่งสมไว้ในจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ ซึ่งจะนำไปสู่อุดมคติสูงสุดของชีวิตคือนิพพาน เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ พระองค์ทรงตรัสรู้ (enlightened) กฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั่นคือชีวิตมนุษย์เกิดจากปัจจัยทางร่างกาย และจิตใจในครรภ์มารดาซึ่งรวมกันเป็นมนุษย์ เมื่อเกิดมาจากครรภ์มารดาแล้วดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็สมมติชื่อและนามสุกล การเกิดเป็นมนุษย์นั้น ดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงดับสูญไปเอง

ดังนั้น มนุษย์จึงเป็นเพียงความจริงที่สมมติขึ้น พระพุทธเจ้าทรงมีญาณทิพย์เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา และทรงเห็นว่ามนุษย์มีวิญญาณคือตัวตนที่แท้จริงสถิตอยู่ในร่างกาย เมื่อชีวิตมนุษย์ตายลงวิญญาณจะออกจากร่างกายไปเกิดในสังสารวัฏ แล้วกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ใหญ่อีกครั้ง ดังนั้น เมื่อมนุษย์ไม่ได้เกิดจากร่างกายของพระพรหมและพระอิศวรตามนิกายต่าง ๆในศาสนาพราหมณ์ได้สั่งสอนไว้ เมื่อพระพุทธองค์ทรงทดสอบผลการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเวลา ๗ สัปดาห์หรือ ๔๙ วัน พระองค์จึงทรงบรรลุผลการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ คือความรู้ในระดับ"อภิญญา ๖" ทั้ง ๗ ครั้งเมื่อผู้เขียนวิเคราะห์หลักฐานโดยใช้การอนุมาน เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ชีวิตของชาวอนุทวีปอินเดียเต็มไปด้วยความมืดมนนั้น เป็นเพราะพวกเขามีอายตนะภายในที่จำกัดความสามารถในการรับรู้และมีความลำเอียงเข้าข้างต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ความกลัว ความเกลียดชังและความรัก ดังนั้น พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ การใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงเหล่านี้ บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลผิด บางครั้งใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น เป็นต้น 
             เมื่อเหตุผลในการตอบคำถามของชาวอนุทวีปอินเดียยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นของคนเหล่านั้น ย่อมไม่เชื่อว่าความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริง เป็นต้น การมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งพวกเขายอมรับโดยปริยายว่าเป็นความจริง เป็นเรื่องราวที่สั่งสมกันมาเป็นเวลานานตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลจนกระทั่งปัจจุบัน พวกเขาเชื่อว่าไม่มีที่พึ่งใดที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เมื่อทุกข์ทรมาน พวกเขาหันไปพึ่งพราหมณ์ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ เพื่อทำพิธีกรรมบูชาพระพรหมซึ่งเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์ และพระองค์ทรงกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ที่พระองค์สร้างขึ้น โดยการกำหนดสิทธิ เสรีภาพ และความรับผิดชอบของมนุษย์ตามกฎหมายวรรณะ เมื่อมนุษย์ทุกข์ทรมาน เพราะพวกเขามีความปรารถนาสิ่งใดมิได้สิ่งนั้น ย่อมเกิดความทุกข์ ก็จะเดินทางไปสู่สำนักของเจ้าลัทธิต่าง ๆ เพื่อประกอบพิธีบูชายัญด้วยการฆ่าโค ให้เทพเจ้าดลบันดาลให้สิ่งที่ตนปรารถนา นำมาซึ่งความร่ำรวย แก้วแหวน เงินทอง ทรัพย์สินและพืชพันธ์ุธัญญาหารเป็นจำนวนมากแก่ของเจ้าลัทธิ ซึ่งเป็นพราหมณ์ประกอบพิธีบูชายัญนั้น เป็นต้นการแบ่งวรรณะทำให้เกิดปัญหาสังคมของการฆ่าคนครอบครัวเพื่อรักษาเกียรติยศ การเกิดการเหยียดสีผิว ชนชั้นวรรณะในสังคม และปัญหาของการแต่งงานข้ามวรรณะ ทำให้เกิดประชาชนไร้วรรณะที่เรียกว่า "พวกจัณฑาล" เป็นพวกขาดสิทธิหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมา จึงมีฐานะยากจนไม่มีสิทธิในที่ดินทำกินได้ ไม่มีสิทธิได้รับการศึกษาจากรัฐ และไม่มีสิทธิสาธยายมนต์พระเวทและถูกลงพรหมทัณฑ์ จากสังคม ด้วยการถูกขับไล่ออกจากคามหมู่บ้านที่ตนเคยบำพักอาศัยมาใช้ชีวิตข้างถนนในพระนครใหญ่ เช่น พระนครกบิลพัสดุ์ พระนครราชคฤห์ พระนครเวสาลี และพระนครสาวัตถี เป็นต้น การที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงพบปัญหาสังคมเรื่องชนชั้นวรรณะนั้น ทรงต้องการปฏิรูปสังคมให้มนุษย์มีสิทธิหน้าที่เท่าเทียมกัน แต่พระองค์ไม่อาจปฏิรูปสังคมได้ เพราะมนุษย์มีความเชื่อเพราะถูกสอนกันอย่างผิดว่า ชีวิตของมนุษย์ตายแล้วสูญ ทุกชีวิตถูกกำหนดโชคชะตาไว้แล้วด้วยอำนาจของพระพรหม ซึ่งเป็นเทพสูงสุดมนุษย์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขชีวิตตนเองได้และขัดต่อธรรมของกษัตริย์ อันเป็นหลักนิติศาสตร์ในการปกครองประเทศในยุคนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะรับรู้ข้อมูลจากประสาทสัมผัสของพระองค์ ปัญหาทางสังคมในแคว้นสักกะแล้ว เมื่อทรงศึกษาข้อมูลว่าระบบการเมืองการปกครองแบบสามัคคีธรรมให้สมาชิกรัฐสภาศากยวงศ์มาจากวรรณะกษัตริย์ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งนิติบัญญัติออกกฎหมาย อำนาจบริหารปกครองประเทศและอำนาจตุลาการ และหลักอปริหานิยธรรม ล้วนแต่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาวรรณะในชมพูทวีปให้สำเร็จได้ พระองค์ตัดสินพระทัยออกแสวงหาความรู้และความจริงของชีวิตที่เรียกว่า"กฎธรรมชาติ" ของชีวิตมนุษย์ด้วยวิธีการทรงออกผนวช เพื่อสละวรรณะกษัตริย์ เดินทางออกสู่โลกกว้างผ่านแคว้นมัลละ แคว้นกาสี และแคว้นมคธเพื่อเรียนรู้วิธีการค้นหาความจริงแห่งมนุษย์ที่สร้างความมืดมน ให้กับการเดินทางของจิตวิญญาณมาแล้วไม่รู้กี่อสงไขยและกี่แสนกัปป์


บรรณานุกรม

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ