The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ความสงสัยทางปรัชญาของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก

 บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ  : ความสงสัยทางปรัชญาของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก
(Introduction  to  Buddhabhumi Philosophy :  The Lord  Buddha's Doubts in the  Tripitaka

บทนำ        

             บทความวิเคราะห์นี้มุ่งสำรวจ "ความสงสัย" ของพระพุทธเจ้าตามที่ปรากฎในพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงการศึกษาพระพุทธศาสนา เข้ากับกระบวนการแสวงหาความจริงเชิงปรัชญา ทั้งปรัชญาตะวันออก ปรัชญาตะวันตก  วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย  แม้ศาสตร์เหล่านี้จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด     และตรรกะที่ใช้อธิบายปรากฎการณ์      แต่ในฐานะมนุษย์ ความรู้ทั้งมวล ล้วนมีจุดเริ่มต้นร่วมกัน คือการรับรู้ผ่าน "อายตนะภายใน" (สัมผัสรับรู้)      

           ทว่าธรรมชาติของจิตมนุษย์ไม่่ได้หยุดอยู่เพียงการรับรู้และสั่งสมอารมณ์     หากยังมีความเป็น "นักคิด"  ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ อันไร้ขอบเขต   ซึ่งหากกรอบพิจารณาที่รัดกุม จินตนาการนั้นก็อาจ นำไปสู่ความรู้ที่คลุมเครือ และเลื่อนลอย 

             ด้วยเหตุนี้  พระพุทธเจ้าจึงทรงสร้างองค์ความรู้ขึ้นอย่างเป็นระบบ  เนื่องจากปรัชญาเปรียบเสมือนมารดาแห่งศาสตร์ทั้งปวง  และทั้งพระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตก  ปรัชญาตะวันออกตลอดจนวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์นั้น ต่างมีรากฐานเชื่อมโยงกับปรัชญาอินเดียโบราณ การเข้าใจรากฐานนี้จะช่วยให้นักศึกษา สามารถเรียนรู้และปรนักศึกษา จึงสามารถเรียนรู้ และประยุกต์ใช้ปัญญาเหล่านี้ในชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืน 

           ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เชื่อมโลกให้เป็นหนึ่งเดียว  ภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า และนักปราชญ์ทั่วโลกได้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง  ผู้เรียนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบองค์ความรู้ได้หลากหลายช่องทาง ยุคสมัยแห่งการอ้างอิงคุณวุฒิหรือความน่าเชื่อถือส่วนบุคคลเพื่อโน้มน้าวใจได้สิ้นสุดลงแล้ว  ครูบาอาจารย์และนักตรรกศาสตร์จำเป็นต้องปรับบทบาทสู่การฝึกฝนให้ผู้เรียนแสวงหา "ความรู้เชิงประจักษ์" (Empirical Knowledge) ด้วยตนเอง โดยมีเทคโนโลยี่ใกล้ตัว เช่น โทรศัพท์มือเป็นเครื่องมือในการรับรู้และส่งต่อปัญญาไปยังผู้คนทั่วโลก    

              เมื่อมองในเชิงปรัชญาทั่วไป ความรู้มักเกิดจากการคาดคะเนหรือการใช้ตรรกะอธิบายสิ่งสืบทอดกันมา ทั้งเรื่องมนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติ  รวมถึงความเชื่อเรื่อง "เทวดาและเทพเจ้าผู้สร้าง (เช่น พระพรหมและพระอิศวร) นักตรรกะและนักปรัชญาในสมัยก่อนพุทธกาล  มักแสดงทัศนะเกี่ยวกับ "อัตตา"   หรือความเที่ยงของโลก    ตามกรอบเหตุผลของตน  เนื่องจากนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านี้ เป็นมนุษย์ยังมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของตนเองและมักตกอยู่ภายใต้อคติ   ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด   พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจ"สมมติสัจจะ"(ความจริงที่สมมติ) และ "ปรมัตถสัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)  การใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียว ปราศจากการพิสูจน์จากหลักฐานเชิงประจักษ์  จึงอาจผลลัพธ์ที่คลุมเครือ ถูกบ้าง ผิดบ้าง และไม่อาจนำไปสู่การเข้าถึงความจริงที่สมมติ(สมมติสัจจะ) หรือความจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ได้อย่างแท้จริง 
กระบวนการแสวงหาความจริง : จากความมสงสัยสู่การพิสูจน์

            ท่ามกลางความเห็นที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน เมื่อวิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้ทรงเชื่อความคิดเห็นของนักตรรกะ   และนักปรัชญาในยุคนั้นโดยทันที  หากทรงเกิด "ความสงสัยทางปรัชญา" ขึ้นมาเสียก่อน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสอุทยานและทรงพบเห็น "เทวทูตทั้ง ๔ (คนแก่ คนป่วย  คนตายและนักบวช ) พระองค์ทรงสงสัยถึงสาเหตุและภูมิหลังของคนเหล่านี้  และพระองค์ทรงกระตือรือล้นที่จะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับนิมิตทั้ง ๔  พระองค์จึงทรงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ของเหตุการณ์เหล่านี้ และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ    แล้วพระองค์ทรงวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้อย่างมีเหตุผลเพื่อพิสูจน์ความจริงอันเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจแปรเปลี่ยน

                 หากพิจารณาบริบททางสังคมของอินเดียโบราณผ่านพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) และอรรถกถา จะพบว่าศาสนาพราหมณ์ยุคนั้นมีความเรืองอำนาจ   ชาวอารยันยึดมั่นในพิธีกรรมบูชายัญ  เพื่ออ้อนวอนเทพเจ้า   ซึ่งสร้างความมั่งคั่งมหาศาล ให้แก่ชนชั้นพราหมณ์ และส่งอิทธิพลต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเมืองอย่างลึกซึ้ง  พราหมณ์อารยันได้รับแต่งตั้งเป็นปุโรหิต ผู้ให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ในด้านกฎหมาย ประเพณี และขนบธรรมเนียม   โดยอ้างอำนาจพิเศษในการติดต่อกับเทพเจ้า และเพื่อรักษาอำนาจกับความมั่งคั่งจากการบูชายัญเทพเจ้านั้นไว้     พราหมณืจึงได้กำหนดระบบวรรณะ (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร)  โดยอ้างว่าพระพรหมเป็นผู้ลิขิตและใช้บทลงโทษ ทางสังคมที่รุนแรงแก่ผู้ฝ่าฝืน จนเกิดปัญหาชนชั้น "จัณฑาล" ที่ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน และอดอยากอย่างไร้มนุษยธรรม 

                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรความทุกข์ยากของมนุษย์(จัณฑาล) ที่เกิดจากระบบโครงสร้างนี้  พระองค์ไม่ได้ทรงยอมรับสัจธรรมตามที่พราหมณ์กล่าวอ้าง หากพระองค์ทรงตั้งข้อสงสัยและไตรถามถึงต้นกำเนิดของพระพรหมและพระอิศวร จากปุโรหิต  เมื่อไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบที่สมเหตุสมผลได้  พระองค์ทรงอนุมานความรู้ว่าพระพรหมสร้างระบบวรรณะดังกล่าว เป็นสิ่งสมมติที่ไร้หลักฐานเชิงประจักษ์   และทรงพยายามเสนอให้ยกเลิกกฎหมายวรรณะเพื่อปฏิรูปสังคม   แม้ในทางปฏิบัติจะติดขัดด้วยหลักการปกครอง ตาม "อปริหานิยธรรม"  ในเวลานั้นก็ตาม 

สรุปและประโยชน์ของการศึกษา

          เมื่อผู้เขียนได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "ความสงสัยของพระพุทธเจ้า"    ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน หากผู้เขียนแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยเหตุผล และคาดคะเนความจริงในสิ่งที่ได้ยิน เมื่อผู้เขียนใช้เหตุผลอธิบายความจริงของความสงสัยของพระพุทธเจ้า บางครั้งถูกต้อง  บางครั้งไม่ถูกต้อง   บางครั้งก็ให้เหตุผลในลักษณะนี้หรืออย่างนั้นเมื่อเหตุผลของผู้เขียนคลุมเครือ และไม่ชัดเจน    วิญญูชนได้ยินความคิดเห็นเช่นนี้จะไม่เชื่อว่าเป็นความจริงเพื่อแก้ปัญหาความคิดเห็นที่ไม่ชัดเจนของประจักษ์พยาน ซึ่งยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนี้       พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงของเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแล้ว ไม่ควรเชื่อทันที  เราควรสงสัยไว้ก่อน      จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน   เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว  เราจึงใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์   โดยอนุมานความรู้  เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริง  

              อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนรักในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป    จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง  และรวบรวมหลักฐานจากพระไตรปิฎก (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)   อรรถกถา และเอกสารทางวิชาการ ในบทความนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อพระภิกษุสงฆ์ในการเผยแผ่ศาสนธรรมแก่ผู้แสวงบุญ ในอินเดียและเนปาล ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันเท่านั้น  แต่กระบวนการวิเคราะห์หลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงทั้งระดับสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ จะยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการวิจัยในระดับพระพุทธศาสตรมหาบัณฑิตและปริญญาเอกทั้งในสาขาพุทธศาสนา ปรัชญาและนิติศาสตร์   ซึ่งจะช่วยชี้แจงคำตอบทางจริยศาสตร์ และสัจธรรมได้อย่างสมเหตุสมผล ปราศจากข้อสงสัยอย่างจริง  


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ