บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : ศาสนาพราหมณ์ในพระไตรปิฎก
Introduction to Buddhaphumi philosophy : Brahmanism in Tipitaka
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
บทความวิชาการฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา และตรวจสอบเชิงวิเคราะห์ (Analytical Study) เกี่ยวกับโครงสร้างและองค์ประกอบทางญาณวิทยาของศาสนาพราหมณ์ในสมัยก่อนพุทธกาลว่ามีสภาวะและตัวตนที่แท้จริงอย่างไร โดยอาศัยการสืบค้นและวิเคราะห์พยานเอกสารปฐมภูมิ (Primary Sources) จากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาฉบับมหาจุฬาลกรณราชวิทยาลัย เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงขอบเขตความรู้ และอุดมการณ์ทางสังคมของศาสนาพราหมณ์ในสมัยก่อนพุทธกาล
ยิ่งไปกว่านั้น บทความนี้ยังมุ่งชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและจุดอ่อนเชิงจริยศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์โบราณ ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกชนชั้น และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงปัญญา (Philosophical Inquiry) ต่อตรรกะของชาวอารยันที่ว่า "พระพรหมหรือพระอิศวรเป็นสร้างมนุษย์และลิขิตโลกจริงหรือไม่่ ?"
เหตุการณ์ทางสังคมนี้เกิดขึ้นก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะเสด็จหนีออกจากพระราชในเมืองวังกบิลพัสดุ์ เพื่อละทิ้งชีวิตทางโลกและออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปี ศึกษาสัจธรรมของชีวิตก่อนที่จะตรัสรู้ และเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ในเวลานั้น ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่ออันตรายในวัฏสงสาร ทำให้พวกเขาแสวงหาที่พึ่งในเทพเจ้า เพื่อขอความช่วยเหลือในการหลีกหนีจากความทุกข์
ข้อเท็จจริงเหล่านี้เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คนในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ นำไปสู่ความทุกข์ สถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบูชายัญในยุคนั้น ส่งผลให้เกิดละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งมีอิทธิพลมายาวนานต่อการศึกษาปรัชญา ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ในอินเดีย ศาสนาพราหมณ์มีต้นกำเนิดมาจากแนวคิดที่ซับซ้อนของศาสนาพราหมณ์นิกายอารยันและนิกายดราวิเดียน"
เมื่อสภาวะทางสังคมชมพูทวีปอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่ต่างมีความเชื่อที่หลากหลายในเทพเจ้าหลายองค์ และผลประโยชน์ทางการเมือง ล้วนถูกกำหนดโดยนโยบายการปกครอง การใช้อำนาจอธิปไตยในการออกกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมือง การศึกษา อาชีพและพิธีกรรมบนพื้นฐานที่อิงอยู่กับความเชื่อที่ซับซ้อนของศาสนาพราหมณ์ ควบคู่ไปกับการพึ่งพาอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และอคติต่อผู้อื่น ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยมืดมิดทางปัญญา(อวิชชา) ขาดเครื่องมือทางญาณวิทยาที่จะจำแนกแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ" (Concentional Truth) และ "ปรมัตถสัจจะ" (Ultimate Truth) เมื่อต้องเผชิญกับความกลัวต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยสงครามและความผันผวนในสังสารวัฏ มนุษย์จึงแสวงหที่พึ่งภายนอก ด้วยการสยบต่อเทวประสงค์และพึ่งพาอำนาจดลบันดาลของเทพเจ้าเพื่อความอยู่รอด
เมื่อเผชิญกับความจำเป็นในการใช้เหตุผลเกี่ยวกับความดีหรือความชั่ว พวกเขามักจะตัดสินใจโดยอิงจากความจริงที่รับรู้ของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็เป็นแบบนี้ บางครั้งก็เป็นแบบนั้น เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นที่คลุมเครือ และไม่ชัดเจนของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาแล้ว พระองค์จึงทรงไม่เชื่อถือพวกเขาในการยืนยันความจริงของเรื่องนั้น ๆ
บทความนี้ สำรวจประวัติศาสตร์และความสำคัญของศาสนา พราหมณ์ในสมัยอินเดียโบราณ โดยพิจารณาถึงพัฒนาของความรู้ของมนุษย์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายคือเพื่อช่วยให้ชีวิตมนุษยชาติหลุดพ้นจากมืดมิดของชีวิต และแสวงหาปัญญา เพื่อบรรลุถึงสัจธรรมของชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผลและเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงเบื้องหลังคำตอบของชีวิต และนำความรู้นั้นไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของตนเอง
๒.การก่อตั้งชุมชนทางการเมือง และการผูกขาดเชิงโครงสร้างของศาสนาพราหมณ์
เมื่อศึกษาลึกซึ้งลงไปหน้าประวัติศาสตร์ของ "ยุคเวท (Vedic Period) ซึ่งอยู่ระหว่าง ๑,๕๐๐-๕๐๐ ปีก่อนคริสกาล ในช่วงเวลานั้น ชาวอารยัน (Aryans) อพยพเข้ามาในอนุทวีปอินเดีย พร้อมทั้งนำคคัมภีร์พระเวทประกอบด้วยสี่ส่วนคือฤคเวท (Rigveda) ยชุรเวท (Yajurveda) สามเวท (Samaveda) อถรรพเวท (Atharvaveda) พระเวทไม่ใช่แค่คัมภีร์ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคม และความเชื่อของชาวอารยันอีกด้วย เข้ามาประดิษฐานความเชื่อเรื่องพหุเทวนิยม (Polytheism)มีการบูชาเทพเจ้า เช่น พระอินทร์ พระอัคนีและพระสุริยะ ผ่านพิธีกรรม "ยัญญะ" ต่อมาแนวคิดนี้ได้วิวัฒนาการสู่ความลึกซึ้งในคัมภีร์อุปนิษัท อธิบายถึง "อาตมัน" (จิตวิญญาณสากลย่อย) และพรหมมัน (จิตวิญญาณสูงสุด) แนวคิดเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาปรัชญาและศาสนาในอินเดีย
ทว่าในมิติทางรัฐศาสตร์และการเมืองปัญญา ข้อเท็จจริงในพระไตรปิฎกระบุว่า นับตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าโอกกากราช (บรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ศากยะและโลกิยะ) รัฐโบราณได้พัฒนาสภาพของตนเองขึ้นเป็น "รัฐเทวาธิปไตย" ที่ผูกติดกับศาสนาพราหมณ์อย่างแนบแน่น จิตใจของมนุษย์เต็มไปด้วยความกลัว และความไม่รู้กลายสภาพเป็นเครื่องมือของกลุ่มพราหมณ์ปุโรหิตผู้มีความโลภในการรักษาผลประโยชน์และมูลค่าทางการตลาดมหาศาลจากการจัดพิธีกรรมบูชาในแต่ละปี
ปุโรหิตเหล่านั้นได้อาศัยอิทธิพลทางการเมืองถวายคำแนะนำแก่ผู้ปกครอง (วรรณะกษัตริย์) ให้ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา ตรากฎหมายและจารีตประเพณีแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็น ๔ วรรณะคือพราหมณ กษัตริย์ แพศย์ ศูทรโดยอ้างวาทกรรม "พระพรหมทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากอวัยวะที่ต่างกัน มนุษย์จึงต้องปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของวรรณะตนเองโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
กลไกทางหฎหมายในลักษณะนี้ไร้ความยืดหยุ่นและความไม่สามารถยกเลิกได้เพราะขัดต่อ "ธรรมกษัตริย์"ในยุคนั้นมีการจำกัดสิทธิของชาวดราวิเดียนหรือชนพื้นเมืองดั้งเดิม(ชาวมิลักขะ) ให้กลายเป็นวรรณะศูทรที่มีหน้าที่รับใช้ชนชั้นสูงเท่านั้น กฎหมายฉบับนี้มีสภาพบังคับคือห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ด้วย "พรมทัณฑ์" คือการขับไล่ออกจากชุมชนและริบสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ส่งผลให้เกิดกลุ่มชนไร้วรรณะที่เรียกว่า "จัณฑาล" ซึ้งต้องใช้ชีวิตอย่างทุกขทรมานและเร่ร่อนอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์ และเทวทหะ ประกอบอาชีพที่สังคมรังเกียจ เช่นการเก็บขยะและล้างท่อระบายน้ำ เพื่อแลกค่าจ้างอันน้อยนิด ดังจะเห็นได้จากกรณีนางปฏาจารา หญิงวรรณะพราหมณ์แอบสมสู่กับชายคนรับใช้วรรณะศูทร จนต้องหนีออกจากบ้านเกิดเพื่อหลบหนีการลงมทัณฑ์ทางสังคมและเผชิญกับโศกนาฏกรรมในที่สุด
๓.ความสำคัญของศาสนาพราหมณ์
ศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อสังคมและวัฒนธรรมอินเดีย เมื่ออนุทวีปอินเดียสร้างระบบวรรณะขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการบูชาจำนวนมหาศาลทุกปีจำนวนมหาศาล ตามกฎหมายวรรณะนั้น ประชาชนในอาณาจักรต่าง ๆ ถูกแบ่งออกเป็น ๔ วรรณะ คือพราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ และศูทร เป็นต้น ระบบที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ ระบบวรรณะนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ ได้กำหนดบทบาทและหน้าที่ของผู้คนในสังคม แม้ว่าระบบวรรณะจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอินเดีย นอกจากระบบวรรณะแล้ว ศาสนาพราหมณ์ก็ยังส่งอิทธิพลต่อศิลปะ สถาปัตยกรรมและวรรณะกรรมของอินเดียอีกด้วย วัด ปราสาท และงานศิลปะต่าง ๆ สะท้อนถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์ก็ไม่ใช่แค่ศาสนาเท่านั้น
แต่ศาสนาพราหมณ์ยังเป็นระบบความเชื่อทางปรัชญา และวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทุกแง่ทุกมุมของสังคมอินเดีย ความสำคัญของศาสนาพราหมณ์นั้น สามารถมองเห็นได้จากอิทธิพลที่มีต่อวัฒนธรรมการบูชาในวัดพราหมณ์ทั่วโลก แม้กระทั่งในราชอาณาจักรไทยประเพณีการบูชาเทพเจ้าและสังคมอินเดียในปัจจุบัน ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงสละทางโลกเพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ เมื่อพระองค์ทรงสงสัยถึงความจริงที่ว่า พระพรหมสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง และสร้างวรรณะให้มนุษย์ทุกคนที่พระองค์สร้างขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน ซึ่งเรื่องนี้เป็นความจริงตามคำสอนของพราหมณ์อารยัน
แม้ว่าพราหมณ์ชาวอารยันจะสอนผู้คนในอนุทวีปอินเดียว่า พวกเขาสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้ผ่านพิธีบูชายัญ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และทรงมีหน้าที่ปกครองอาณาจักรสักกะตามวรรณะกษัตริย์ของพระองค์ ทรงไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ที่จะประกอบพิธีกรรมบูชายัญต่อเทพเจ้า เพื่อสื่อสารกับพระพรหม พระองค์ยังทรงถูกขอให้ยกเลิกระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะด้วยซ้ำ หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เองเช่นนั้น พระองค์จะทรงถูกพิจารณาว่าได้กระทำผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะพระองค์จะต้องเผชิญกับการลงโทษจากพระพรหม โดยให้คนในสังคมบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายวรรณะด้วยการขับไล่ออกจากบ้านตลอดชีวิตและต้องใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน
ดังนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้า พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยละทิ้งชีวิตทางโลกเพื่อออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิตเป็นเวลา ๖ ปี ในช่วงเวลานั้น พระโพธฺสัตว์สิทธัตถะทรงได้พัฒนาศักยภาพชีวิตของพระองค์ในหลายด้าน พระองค์ทรงค้นพบการอริยมรรคแปดประการและเมื่อพระองค์ทรงปฏิบัติธรรมแล้ว พระองค์ตรัสรู้และเข้าใจกฎธรรมชาติของชีวิต ด้วยปัญญาอันเหนือกว่ามนุษย์ทั้ปวง ชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกรรมของตนเอง ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงเผยแพร่คำสอนและการปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการ เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ ของอนุทวีปอินเดีย ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นสัจธรรมของชีวิตได้
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว จักรพรรดิอโศกทรงได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า มนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นตัวตนที่แท้จริง และดำรงชีวิตตามกรรมที่สั่งสมไว้ในใจ มนุษย์เกิดจากการรวมกันของปัจจัยทางกายภาพและจิตใจในครรภ์มารดาเป็นเวลา ๙ เดือน คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงขัดแย้งและหักล้างคำสอนของพราหมณ์ที่ว่า พระพรหมสร้างมนุษย์ และวรรณะเพื่อให้พวกเขาทำหน้าที่ตามวรรณะของตน พระพุทธเจ้าทรงตั้งปณิธานที่จะเผยแพร่คำสอนและพัฒนาศักยภาพของมนุษยชาติไปทั่วโลก
สิ่งนี้สำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติอริยมรรคแปดประการ เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกมีความศรัทธาในตนเอง สามารถพัฒนาชีวิตให้พึ่งพาตนเอง ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติธรรม มีสติระลึกถึงความรู้ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจได้ มั่นคงในการปฏิบัติธรรมด้วยการทำสมาธิ จนกระทั่งจิตใจบริสุทธิ์ ปราศจากอคติและความทุกข์ มีอุปนิสัยอ่อนโยนและสุภาพเหมาะสมกับการอยู่ร่วมกันผู้อื่นอย่างสันติ มีความมั่นคงในอุดมคติของชีวิต และมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ และยุติธรรม จนกระทั่งในที่สุดบรรลุสัจธรรมแห่งชีวิต ซึ่งเรียกว่า "อภิญญา ๖"
ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์ : จากการศึกษาข้อเท็จจริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ ๔๕ เล่ม ผู้เขียนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า มนุษย์ทุกคนกลัวบาป กลัวความตายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไฟไหม้และสงคราม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างชุมชนทางการเมือง เพื่อใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองตนเอง ปกป้องสิทธิและหน้าที่ของตนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยยึดมั่นในหลักศีลธรรมและกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน และมักมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของพวกเขาจึงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในชีวิต พวกเขาขาดปัญญาแยกแยะความจริงและไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นจริงและสิ่งที่เป็นเท็จ
การก่อตั้งชุมชนทางการเมือง : แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะมีหน้าที่ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง แต่จิตใจของมนุษย์เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ และความปรารถนาที่จะแสวงหาที่พึ่งพิงสูงสุด เพื่อความปลอดภัยในอยู่รอดและยืนหยัดในสังคม ในรัชสมัยพระเจ้าโอกกากราช ผู้ทรงปกครองอาณาจักรโกลิยะ พระองค์ทรงเป็นผู้ศรัทธาในศาสนาพราหมณ์อย่างเคร่งครัด และเชื่อว่าเทพเจ้าหลายองค์สามารถช่วยเหลือมนุษยชาติได้ พระองค์ทรงปกครองอาณาจักรโกลิยะในฐานะรัฐศาสนาพราหมณ์ โดยทรงรับเอาแนวคิดและคำสอนของพราหมณ์ชาวอารยัน มาบัญญัติเป็นศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ ซึ่งแบ่งประชาชนในอาณาจักรโกลิยะออกเป็น ๔ วรรณะ คือวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์และวรรณะศูทร เป็นต้น
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะชาวโกลิยะมีความศรัทธาในเทพเจ้าหลายองค์ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้พวกเขาบรรลุความปรารถนาผ่านการบูชายัญเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมของพราหมณ์ อย่างไรก็ตาม การบูชาเทพเจ้าด้วยของมีค่าเหล่านี้ยังให้พราหมณ์นิกายต่าง ๆ มีฐานะมั่งคั่งและมีชื่อเสียงในสังคม พราหมณ์อารยันมีความโลภ และต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนในการบูชาเทพเจ้า เมื่อพวกเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นปุโรหิตที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับวรรณะกษัตริย์ในเรื่องกฎหมาย ประเพณีและ ขนบธรรมเนียม เป็นต้น เมื่อปุโรหิตมีอิทธิพลทางการเมืองและต้องการผูกขาดการบูชาเทพเจ้า พวกเขาจึงเสนอกฎหมายวรรณะเพื่อความมั่นคงของประเทศต่อรัฐสภาของอาณาจักรโกลิยะ
เมื่อสมาชิกประชุมและพิจารณาแล้ว พวกเขาอนุมัติกฎหมายวรรณะตามที่ปุโรหิตเสนอเพื่อกำหนดสิทธิ และหน้าที่ให้ชาวโกลิยะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะที่พวกเขาเกิดมา เป็นต้น เมื่อการบูชายัญเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเขา นอกเหนือจาก พราหมณ์อารยันที่บูชายัญต่อพระพรหมและพระอิศวรโดยการฆ่าสัตว์ มนุษย์ อัญมณีและพืชผลแล้วยังมีพราหมณ์ดราวิเดียนซึ่งบูชายัญต่อเทวดา(Deva)โดยการฆ่าสัตว์ด้วย การแบ่งชนชั้นวรรณะในอนุทวีปอินเดีย ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณ ผู้เขียนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าการแบ่งชนชั้นวรรณะเริ่มขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าโอกกากราช เป็นบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ศากยะ
ชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะทรงศรัทธาในศาสนาพราหมณ์และมีพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพระองค์ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกได้แก่พิธีอ่านดวงชะตาชีวิต พิธีตั้งชื่อตามวันประสูติ คำว่า "สิทธัตถะ" แปลว่าผู้บรรลุความสำเร็จ ผู้บรรลุจุดมุ่งหมายตามหลักฐานในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นต้น
ใครเป็นศาสดาของศาสนาพราหมณ์ ? ในสมัยนั้น มีนิกายต่าง ๆ มากมายในศาสนาพราหมณ์ เปิดวัดเพื่อบูชาเทพเจ้าและตั้งตนเป็นครู เช่น พราหมณ์อาฬารดาบสกาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ซึ่งเป็นครูของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ พราหมณ์สนใจศึกษาปัญหาที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ เชื่อว่าแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์เกิดจากพระพรหมสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง และกำหนดชีวิตมนุษย์โดยสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมาเมื่อมหาราชาของรัฐต่าง ๆ ทรงเชื่อในคำสอนของพราหมณ์อารยันว่า หากปล่อยให้พราหมณ์มิลักขะบูชาเทวดาต่อไป ชาวมิลักขะก็จะรวมตัวเป็นชุมชนการเมืองที่เข้มแข็งได้
เมื่อผลประโยชน์ของการบูชามีมูลค่าทางการตลาดมหาศาล จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกพราหมณ์บางกลุ่ม ส่งผลให้มีการบัญญัติคำสอนของพราหมณ์ขึ้น เป็นทั้งคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะ ที่บังคับให้ประชาชนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คือ ห้ามมิให้ประชาชนแต่งงานข้ามวรรณะและห้ามผู้ใดปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น และมีบทลงโทษดังนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะอย่างร้ายแรง จะถูกพระพรหมลงโทษที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" โดยถูกคนในสังคมลงโทษให้ไล่ออกจากบ้านตลอดชีวิต เป็นต้น
บุคคลในศาสนาพราหมณ์นั้น พวกพราหมณ์ถือเป็นหนึ่งใน ๔ วรรณะของอนุทวีปอินเดีย พวกเขาจึงเป็นนักบวชตามกฎหมายวรรณะ มหาราชาแห่งรัฐต่าง ๆ ทรงแต่งตั้งพวกเขาเป็นปุโรหิตที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ประเพณีและขนบธรรมเนียมแก่ราชวงศ์ศากยะ พวกเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อนโยบายการบริหารประเทศสักกะของราชวงศ์ศากยะ ดังจะได้เห็นจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ เช่น เมื่อพระเจ้าเสนทิโกศลทรงฝันร้าย พระองค์ทรงปรึกษาหารือกับปุโรหิตเพื่อทำการบูชายัญต่อเทพเจ้า แต่การบูชายัญนั้นต้องฆ่าสัตว์จำนวนมาก ใช้ทรัพย์สิน แก้วแหวน เงินทอง พืชและเมล็ดพืชเพื่อบูชายัญต่อเทพเจ้า เป็นต้น การบูชานี้ทำให้ทั้งพราหมณ์มิลักขะและอารยันร่ำรวยและมั่งคั่ง เป็นต้น
เมื่อศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อการเมือง การปกครอง สังคม เศรษฐกิจ ศาสนาและวัฒนธรรมในแคว้นสักกะ พวกพราหมณ์อารยันก็ได้ยึดอำนาจอธิปไตยในการปกครองทั้งหมด พวกเขาไม่ยอมให้ชาวดราวิเดียนมีอิทธิพลต่อการเมืองในแคว้นสักกะอีกต่อไป ปุโรหิตได้ถวายคำแนะนำให้วรรณะกษัตริย์หาวิธีจำกัดสิทธิโดย และหน้าที่ของชาวมิลักขะมิในด้านของเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง วัฒนธรรมทางศาสนา เพื่อความั่นคงของประเทศ เป็นต้น ปุโรหิตเสนอต่อรัฐสภาแห่งแคว้นโกลิยะให้บัญญัติคำสอนของพราหมณ์ ให้เป็นทั้งคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะโดยอ้างว่า เมื่อพระพรหมสร้างมนุษย์จากร่างกายของพระองค์เอง พระองค์จึงทรงสร้างวรรณะให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่พวกเขาเกิดมา โดยแบ่งผู้คนออกเป็น ๔ วรรณะคือ วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์และให้ชาวมิลักขะอยู่ในวรรณะศูทร โดยมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้รับใช้ของวรรณะที่สูงกว่าเท่านั้น
นอกจากนี้ชาวอารยันยังบัญญัติ "พระธรรมของกษัตริย์" ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ หรือที่เรียกว่า "หลักอปริหานิยธรรม" เมื่อชีวิตถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ พวกเขาต้องทำงานตามวรรณะที่ตนเกิดมา การแต่งงานข้ามวรรณะเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคม เพราะจะทำให้บุคคลนั่นสูญเสียสิทธิ และหน้าที่ในการประกอบอาชีพตามวรรณะที่ตนเกิดมา และจะถูกคนในสังคมลงพรหมทัณฑ์ด้วยการถูกขับไล่ออกจากสังคม หรือถูกฆ่าโดยสมาชิกในครอบครัว เพื่อรักษาเกียรติยศของสมาชิกในครอบครัว พวกเขาต้องออกไปใช้ชีวิตบนท้องถนนในเมืองใหญ่ เช่น พระนครกบิลพัสดุ์ พระนครโกลิยะ พวกเขาต้องหาเลี้ยงชีพโดยทำงานสกปรก เช่น ทิ้งขยะทำความสะอาดห้องน้ำ ท่อระบายน้ำเพื่อแลกกับค่าจ้างที่ต่ำ และไม่มีสิทธิเป็นของเจ้าของที่ดินเพราะผืนดินเหล่านี้สงวนไว้สำหรับคนวรรณะสูงเท่านั้น
เมื่อข้อเท็จจริงของชาวอนุทวีปอินเดียเป็นเช่นนี้ ชีวิตของพวกจัณฑาลดูเหมือนว่าพระพรหมได้กำหนดชะตากรรมของพวกเขาไว้แล้ว เช่น นางปฏาจาราซึ่งเป็นหญิงวรรณะพราหมณ์ ได้แอบมีสัมพันธ์กับชายวรรณะศูทร ซึ่งเขาเป็นคนรับใช้ในปราสาทของนาง เมื่อพ่อแม่หาคู่ครองกับชายวรรณะเดียวกัน พวกเขาจึงตัดสินใจหนีไปอยู่ห่างบ้านเกิดของนางปฏาจารา ๑๐๐ กิโลเมตร แม้จะประสบความสำเร็จในความรัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีความสุขตลอดไป ยังมีปัญหาอื่น ๆ ในชีวิตของพวกเขา ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา เป็นต้น
| ริมฝั่งแม่น้ำคงคาเมืองพาราณสี ๒๕๖๓ |
ในรัชสมัยของพระเจ้าโอกกากราชแห่งอาณาจักรโกลิยะ พระโอรสและพระธิดาของพระองค์ได้อพยพผู้คนจากอาณาจักรโกลิยะ ไปตั้งอาณาจักรใหม่ในป่าแห่งหนึ่งเรียกว่า "เมืองกบิลพัสดุ์" พวกเขาตั้งชุมชนการเมืองขึ้น ต่อมาประกาศเอกราชตั้งอาณาจักรสักกะของตนไม่ขึ้นตรงต่ออาณาจักรโกลิยะ อาณาจักรสักกะ" มีพรหมแดนเชื่อมต่อกับอาณาจักรโกลิยะด้านทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือพรมแดนจดเทือกเขาหิมาลัย ทิศตะวันตกจดอาณาจักรโกศล เป็นต้น เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองของแคว้นสักกะ ตั้งอยู่บนพื้นฐานการปกครองแบบรัฐศาสนาพราหมณ์ ผู้คนเชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าหลายองค์ จึงมีการบูชาเทพเจ้าตลอดทั้งปี สร้างรายได้มหาศาลสำหรับพราหมณ์อารยันและพราหมณ์มิลักขะ
เมื่อพวกพราหมณ์อารยันเห็นว่าการบูชายัญสัตว์ต่อเทพเจ้าและเทวดา เป็นความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่สำหรับพราหมณ์ทั้งสองนิกาย พวกเขาก็มีความรู้ด้านนิติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอีกด้วย เมื่อพวกพราหมณ์ทั้งสองนิกาย สามารถทำพิธีบูชายัญและสวดพระเวทได้ เมื่อพวกพราหมณ์อารยันตระหนักถึงปัญหาในอนาคต เมื่อพวกมิลักขะยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจจากการบูชาเทวดา ในอนาคต พวกเขาอาจได้รับแต่งตั้งเป็นปุโรหิตเพื่อให้คำปรึกษาแก่มหาราชแห่งแคว้นโกลิยะ ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่พวกอารยันจะปกครองประเทศให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อประชาชนเชื้อสายอารยันเพียงฝ่ายเดียวเพื่อความมั่นคงของประเทศ สมาชิกรัฐสภามาจากวรรณะกษัตริย์ได้บัญญัติกฎหมายให้คำสอนของพวกพราหมณ์อารยัน เป็นทั้งคำสอนในศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์มิลักขะในการศึกษาปรัชญาของพราหมณ์และทำพิธีบูชายัญได้ และเพื่อจำกัดอำนาจทางเศรษฐกิจในการครอบครองที่ดินเป็นของตนเองและเพื่อให้พวกเขาเป็นเพียงผู้รับใช้ของชาวอารยันเท่านั้น
เมื่อสมาชิกรัฐสภาของวรรณะกษัตริย์ในภูมิภาคต่าง ๆมีหน้าที่ปกครอง คำสอนของพราหมณ์ถือเป็นทั้งคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ โดยอ้างว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา จึงทรงสร้างวรรณะให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างนั้นให้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่พวกเขาเกิดมา โดยวรรณะกษัตริย์ทรงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการตรากฎหมายโดยแบ่งชาวสักกะออกเป็น ๔ วรรณะให้สิทธิและหน้าที่ในการประกอบอาชีพตามวรรณะของพวกเขา โดยอ้างว่าพระพรหมสร้างไว้ให้มนุษย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และมีบทลงโทษโดยการขับไล่ออกจากสังคมนั้น เมื่อกฏหมายวรรณะนั้นประกาศบังคับใช้แล้วต่อมาภายหลัง สมาชิกรัฐสภาแห่งชาตินั้นจะยกเลิกกฎหมายนั้นมิได้ เพราะขัดต่อธรรมของกษัตริย์ในการปกครองประเทศ ซึ่งเทียบได้กับรัฐธรรมนูญของประเทศทั่วโลกได้ประกาศบังคับใช้ในปัจจุบัน เมื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายวรรณะแล้ว ผู้คนในสังคมเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้และมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตจึงตกอยู่ในความมืดมน ไม่สามารถคิดในการใช้เหตุผล เพื่ออธิบายผลของกรรมโดยเจตนาของตนเองได้จึงใช้ชีวิตตามอารมณ์ของตัณหาของตนเอง เกิดความสมัครรักใคร่และสมสู่กับคนต่างวรรณะ ทำให้สังคมสงสัยในพฤติกรรมของพวกเขา เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่าง ๆ คนในสังคมใช้หลักฐานเหล่านั้น เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง เชื่อว่าพวกเขากระทำผิดตามข้อกล่าวหาด้วยการสมสู่กับคนต่างวรรณะ ก็จะถูกลงพรหมทัณฑ์จากสังคมถูกขับไล่ออกจากสังคมหมู่บ้าน ที่เคยพำนักอาศัยไปใช้ชีวิตอยู่บนถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ พระนครเทวทหะ และพระนครสาวัตถี เป็นต้น
เมื่อถึงยุคสมัยของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นสักกะตามสิทธิหน้าที่ของชนวรรณะกษัตริย์ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสด็จเยี่ยมประชาชน ทรงพบปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนแคว้นสักกะโดยเฉพาะพวกจัณฑาล หมดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพตามวรรณะที่ตนเกิดมา เพราะเป็นชนไร้วรรณะ เกิดจากการแต่งงานข้ามวรรณะ ทรงตัดสินพระทัยใช้ระบบการเมืองแก้ไขปัญหาสังคมผ่านรัฐสภาศากยวงศ์ เพื่อปฏิรูปสังคมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพอย่างเท่าเทียมกัน แต่รัฐสภาไม่อนุมัติเพราะขัดต่อธรรมกษัตริย์ เป็นหลักนิติศาสตร์สูงสุดในการบริหารปกครองที่เรียกว่า "ราชอปริหานิยธรรม" เมื่อทรงศึกษาข้อมูลของสภาพปัญหาในสังคมในยุคนั้น ทรงเห็นว่าปัญหาเรื่องวรรณะนั้น เกิดจากความเชื่อเรื่องเทพเจ้ามีอยู่จริง และเชื่อว่าเทพเจ้าได้กำหนดโชคชะตาตนไว้แล้วด้วยการสร้างวรรณะ ประชาชนต้องยอมรับสภาพโดยไม่สามารถยกเหตุผลขึ้นมาหักล้างโต้แย้งความเชื่อนั้น เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่าปัญหาของวรรณะไม่อาจแก้ไขได้ด้วยระะบบ รัฐสภาศากยวงศ์จึงตัดสินใจออกผนวช ,เป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะทรงพัฒนาศักยภาพของชีวิตจนตรัสรู้ (ค้นพบ) กฎธรรมชาติของความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์นั้นเป็นไปตามการกระทำของตนเองที่สั่งสมไว้ในจิตตนเองหาใช่พระพรหมลิขิตโชคชะตามนุษย์ไว้ไม่
ในยุคปัจจุบัน แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตแล้วก็ตาม แต่นักวิศวกรคอมพิวเตอร์ก็ยัง สร้างแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ชีวิต ผ่านอายตนะภายในร่างกายและสั่งสมข้อมูลทางอารมณ์ไว้ในจิตใจของมนุษย์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งผ่านอินเตอร์เน็ตให้ผู้คนทั่วโลกได้ศึกษา ค้นคว้า และรับความรู้จากเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครื่องมือของมนุษย์ ที่สามารถได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น นอกเหนือขอบเขตของอายตนะภายในร่างกายของมนุษย์
ในปัจจุบัน แม้ว่าคนเราจะมีความสุขสบาย มีครอบครัวที่อบอุ่น มีงานที่ดี แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาที่แอบแฝงอยู่ในจิตใจ จิตใจของมนุษย์กลับมัวเมาใน "กิเลสตัณหา" จนสูญเสียศรัทธาในตัวเอง ขาดความเพียรศึกษาหาความรู้ ขาดสติในการระลึกถึงความรู้จากประสบการณ์ชีวิตและสั่งสมอยู่ไว้ในจิตใจ จึงไม่กำลังสมาธิที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จึงไม่มีปัญญาหยั่งรู้ว่าเมื่อกระทำอันใดแล้ว ย่อมต้องรับผลของกรรมนั้น เป็นต้น ทั้งนี้เพราะชีวิตของมนุษย์มีความอ่อนแอ จิตใจท้อแท้ ไม่สนใจที่จะพัฒนาศักยภาพชีวิตด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ให้ชีวิตเข้มแข็งในการดำเนินชีวิตด้วยการทำสมาธิ จนจิตใจบริสุทธิ์ ปราศจากความฟุ้งซ่านหรือความขุ่นมัว อ่อนโยนเหมาะสมกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม มั่นคงในอุดมการณ์ชีวิตไม่หวั่นไหวในการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์ ยุติธรรม เป็นต้น เมื่อชีวิตอ่อนแอ ไม่กล้าเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นทุกข์เพราะติดอยู่กับปัญหานั้น ขาดปัญญาหยั่งรู้ความจริงในเรื่องนั้น จึงคิดวิธีแก้ไขปัญหาของตนเองไม่ได้
ดังนั้น วัดซึ่งเป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ จึงเต็มไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ เรียกว่า "อามิสบูชา" เพื่อบูชาพระพรหม และขอให้ช่วยทำให้ความปรารถนาเป็นจริง การศึกษาศาสนาพราหมณ์ จึงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เพราะแม้จะผ่านมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว แต่ศรัทธาในศาสนาพรหมณ์ของคนในดินแดนต่าง ๆ ก็ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา ยังคงเป็นกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
เมื่อ พราหมณ์บางคนเป็นนักปรัชญา เป็นนักตรรกะได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ในพระไตรปิฎกแล้ว พวกเขามักแสดงความเห็นตามปฏิภาณของตนตามหลักเหตุผล และคาคะเนความจริงในเรื่องนี้หรือพราหมณ์บางคนเป็นศาสดาในศาสนามักแสดงธรรมะตามปฏิภาณของตนและคาดคะเนความจริง โดยการใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของเรื่องศาสนาพราหมณ์ถูกบ้าง บางครั้งอาจใช้เหตุผลผิดบ้าง บางครั้งอาจใจเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นต้น
เมื่อผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของเรื่องศาสนาพราหมณ์ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณแล้ว ข้อเท็จจริงก็ยังไม่ชัดเจนว่า ใครเป็นศาสดาของศาสนาพราหมณ์ ? ศาสนาพราหมณ์สอนความจริงอะไร ? สาวกของศาสนาพราหมณ์เป็นใคร ? พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์คืออะไร ? ศาสนาพราหมณ์ในยุคก่อนพุทธศาสนากาลมีความสอดคล้องกับศาสนาฮินดู และแตกต่างจากศาสนาฮินดูอย่างไร ? ฯลฯ
ดังนั้น เมื่อต้นกำเนิดของศาสนาพราหมณ์ยังไม่ชัด ผู้เขียนเริ่มสงสัยการมีอยู่ของศาสนาพราหมณ์ ผู้เขียนชอบศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของศาสนาพราหมณ์ ด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เช่น พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ อรรถกถา ฏีกา และคัมภีร์ต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อมีหลักฐานเพียงพอแล้ว ผู้เขียนก็จะใช้หลักฐานนั้น เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงตามหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนั้น โดยการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาในการอธิบายความจริงของคำตอบเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ในพระไตรปิฎก
คำตอบของเรื่องนี้ ผู้เขียนจะเขียนเป็นบทความวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อพระธรรมทูตสายต่างประเทศในการเทศนาสั่งสอนผู้แสวงบุญที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง เพื่อให้เนื้อหาทางพระพุทธศาสนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนกระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธศาสนา จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตปริญญาเอกสาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนา ใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล โดยอนุมานความรู้ เพื่อใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบ และเป็นความรู้ที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินที่สมเหตุสมผล ไม่มีข้อสงสัยในความจริง เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการทุกฝ่าย และเป็นความรู้ที่สากลที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติ และได้ผลคำตอบเดียวกัน เป็นต้น

1 ความคิดเห็น:
กราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์ยุทธนา ที่เมตตาให้ความรู้เกี่ยวกับความจริงของศาสนาพราหมณ์ ว่าใครคือศาสดาของศาสนาพราหมณ์ มีหลักธรรมคำสอนอย่างไร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนิสิต และผู้ที่สนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่ง กราบสาธุเจ้าค่ะ
แสดงความคิดเห็น