Introduction to Buddhaphumi Philosophy : The Liberal Arts Studies of Prince Siddhartha
คำสำคัญ การศึกษา เจ้าชายสิทธัตถะ, ศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา,ปรัชญาพุทธภูมิ, พระไตรปิฎก
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ท่ามกลางกระแสอารยธรรมอินเดียโบราณ เรื่องราวการอุบัติของพระพุทธเจ้ามักถูกมอง(รับรู้) ผ่านมิติแห่งความอัศจรรย์และการหยั่งรู้ทางจิต ทว่าในมมุมองเชิงปรัชญาพุทธภูมิและประวัติศาสตร์ บาดแผลและความขัดแย้งทางปัญญาในวัยเยาว์ของ "เจ้าชายสิทธัตถะ" ต่างหากที่เป็นบทนำไปสู่การแสวงหาทางจิตวิญญาณของพระองค์ การศึกษา "ศิลปศาสตร์" (Liberal Arts) ๑๘ สาขาวิชาของเจ้าชายสิทธัตถะในสำนักตรรกศาสตร์และปรัชญาพราหมณ์ยุคโบราณ ไม่เพียงแต่รวบรวมองค์ความรู้ในระดับ "สมมติสัจจะ" (ความจริงเชิงประจักษ์)เท่านั้น แต่ยังพยายามอธิบาย "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นสูงสุด)ผ่านเทวนิยมและพิธีกรรมบูชายัญ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบสังคมที่ควบคุมด้วยกฎหมายวรรณะอันเข้มงวด เจ้าชายสิทธัตถะในฐานะวรรณะกษัตริย์กลับถูกจำกัดสิทธิมิให้ประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าโดยตรงเช่นวรรณะพราหมณ์ ข้อจำกัดทางสังคมและข้อสงสัยในความสมเหตุสมผลของระบบเทวนิยมนี้เอง ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนการเรียนรู้เพื่อเกื้อหนุน ระบบอำนาจรัฐไปสู่การบ่มเพาะ "สติปัญญาเชิงวิเคราะห์" เพื่อแสวงหาเสรีภาพทางปัญญาอันบริสุทธิ์ การศึกษาศิลปศาสตร์ในบริบทนี้ จึงมิใช่เพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อขึ้นครองราชย์ของเจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ แต่เป็นรากฐานและสะพานเชื่อมโยงตรรกะที่นำไปสู่การค้นพบ "อริยมรรคมีองค์ ๘ ในเวลาต่อมา
๒.ปริศนาทางประวัติศาสตร์ : ความขัดแย้งระหว่างคัมภีร์และข้อเท็จจริง
เมื่อสืบค้นร่องรอยการศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะผ่านพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้ง ๔๕ เล่ม กลับปรากฏข้อเท็จจริงอันชวนฉงนและท้าทายวงการวิชาการอย่างยิ่ง : จึงมิใช่เพียงเส้นทางแห่งวิชาการทางโลก แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะความคิดเชิงวิเคราะห์และการใช้เหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ ทรงสามารถอนุมานและสังเคราะห์ความรู้จากปัจจัยสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ สิ่งนี้เองที่เป็นดั่งทางอรรถคดี และฐานรากสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบอริยมรรคองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางแห่งการตรัสรู้และก้าวล่วงพ้นความทุกข์ทั้งปวง
โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์มักมีข้อจำกัดด้านอายตนะภายในในการรับรู้ความจริงของโลก และบ่อยครั้งมักแสดงทัศนะที่เอนเอียงด้วยอำนาจอคติ ทั้งความไม่รู้ (โมหะ) ความเกลียดชัง (โทสะ) ความกลัว(ภยาคติ) และความหลงผิด เมื่อนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาเป็นมนุษย์ พวกเขาจึงมีอายตนะภายในอันจำกัดในการรับรู้ และอาจมีอคติแล้ว ความคิดเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับความจริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยอาศัยปฏิภาณของตนเองโดยใช้เหตุผลเพื่ออธิบาย หรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมานั้น เหตุผลของพวกเขานั้น บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลแบบหนึ่ง บางครั้งใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญานั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่เชื่อถือพวกเขาในฐานะพยานยืนยันความแท้จริงได้
๒.ความเป็นมาของการศึกษาศิลปศาสตร์
เมื่อสืบค้นร่องรอยการศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะผ่านพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้ง ๔๕ เล่ม กลับปรากฏข้อเท็จจริงอันชวนฉงนและท้าทายวงการวิชาการอย่างยิ่ง : ข้อสังเกตุสำคัญจากการสืบค้น : ภาพจำอันคุ้นเคยของชาวพุทธทั่วโลกที่ว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จากสำนักอาจารย์วิศวามิตร" เมื่อทำการตรวจสอบผ่านระบบสืบค้นดิจิทัลในพระไตรปิฎกอย่างละเอียด กลับไม่พบการระบุชื่อ "วิศวามิตร" หรือรายละเอียดของหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้เลย หลักฐานส่วนใหญ่ปรากฏในคัมภีร์ชั้นรองเช่น คัมภีร์วิมธุรัตถวิลาสินี (อรรถกถาพุทธวงศ์) ซึ่งรังสรรค์ึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานล่วงแล้วกว่า ๖๐๐ ปี
ในบริบทอินเดียโบราณ หลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา (หรืออัฏฐารสวิชชา) มิใช่เพียงวิชาการทั่วไป แต่เป็นวิทยาการชั้นสูงที่จำแนกเป็นหมวดหมู่ เพื่อเจียระไนเพื่อเตรียมความพร้อมด้วยปัญญาและความสามารถโดยแบ่งออกเป็นศาสตร์หลัก ๆ ดังนี้
- -กลุ่มอภิปรัชญาและภาษาศาสตร์ ประกอบด้วยสูติ(ความรู้คัมภีร์พระเวท), สมติ(ขนบธรรมเนียมประเพณี), สังขยา(วิชาคำนวณและคณิตศาสตร์) , (วิชาการควบคุมกายและจิต),อักษรศาสตร์(การขียน และการพูด)
- กลุ่มยุทธศาสตร์และการปกครองประกอบด้วยนิติ (กฎหมายและการปกครอง),ยุทธศาสตร์(ตำราพิชัยสงคราม), ธนูเวท (วิชาการใช้อาวุธและการยิงธนู)และอัสสาศาสตร์/หัตถีศาสตร์ (วิชาการบังคับม้าและช้าง)
- กลุ่มวิทยาศาสตร์ประยุกต์และศิลปะ:ประกอบด้วยดาราศาสตร์ (การดูดาวและคำนวณปฏิทิน), ภูมิศาสตร์(สัณฐานของแผ่นดิน), แพทย์ศาสตร์(การรักษาโรค) รวมถึงคนธรรพศาสตร์ (ดุริยางค์ศิลป์และการดนตรี)
การศึกษาของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทฤษฎีทางโลกีย์แต่เป็นการฝึกฝนที่ครอบคลุม และเคี่ยวกร่ำอย่างเป็นระบบ โครงสร้างพื้นฐานของศิลปศาสตร์เหล่านี้เอง ทำหน้าที่เหมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่ง มันถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำที่เข้าใจกลไกล การควบคุม แต่อีกแง่หนึ่งวิทยาการที่หลากหลายนี้ได้ปลุกเร้า "สติปัญญาเชิงวิเคราะห์" ของเจ้าชายสิทธัตถะให้เริ่มต้นตั้งคำถามความจริงตรงหน้า ทรงนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ตรรกศาสตร์และธรรมชาติวิทยามาอนุมานและประเมินสัจธรรมชีวิต จนมองเห็นว่าองค์ความรู้ทั้งหมดในศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขานี้ แม้จะล้ำเลิศเพียงใด ก็ยังติดข้างและเวียนว่ายอยู่เพียงในขอบเขตของ "สมมติสัจจะ" และไม่สามารถพาพ้นไปจาความเกิด ความแก่ เจ็บตาย อันเป็นปริศนาธรรมขั้นสูงสุดได้เลย
๓.ความสำคัญของการศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะ
๓.๑ ข้อจำกัดทางอายตนะภายในและอคติของมนุษย์สู่การแสวงหาเสรีภาพทางปัญญา ในฐานะมนุษย์ปุถุชน เจ้าชายสิทธัตถะทรงถูกห้อมล้อม ด้วยข้อจำกัดทางอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัสภายใน) และเผชิญกับแนวโน้มของมนุษยชาติที่มักแสดงทัศนะเอนเอียงด้วยอำนาจอคติ ๔ อันเกิดจากโมหะ (ความไม่รู้) โทสะ (ความเกลียดชัง) ภยาคติ (ความกลัว) และความหลงผิด สิ่งเหล่านี้ทำให้การตีความจริงทั้งระดับสมมติสัจจะ และปรมัตถ์สัจจะของนักปรัชญาหรือนักตรรกศาสตร์ในยุคโบราณเป็นไปอย่างบิดเบือน มีการใช้ปฏิภาณและเหตุผลอธิบายความจริงเชิงคาดคะเนที่คลุมเครือ จนวิญญูชนไม่อาจยึดถือเป็นสัจจะที่แท้จริงได้
การศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา จึงทวีความสำคัญต่อเจ้าชายสิทธัตถะ ในการเป็นเครื่องมือ ขัดเกลาและพัฒนา "พละ ๕" (ศรัทธา, วินิยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา) ทรงขวนขวยแสวงหาความรู้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในการแก้ไขความท้าทายของราษฎร ทรงพัฒนาสติสัมปชัญญะ สมาธิ และการควบคุมตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานรากฐาน ที่ช่วยให้พระองค์ทรงเข้าใจโลกและมนุษยชาติอย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การตัดสินพระทัยสละสถานะขัดติยะวรรณะ เพื่อมุ่งหน้าแสวงหาสัจธรรมขั้นสูงสุดที่จะช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากวงจรแห่งความทุกข์
๓.๒บริบททางการเมืองและกฎหมายวรรณะในชมพูทวีป
เมื่อพิจารณาโครงสร้างบริบททางสังคม และการเมืองศึกษา อาณาจักรสักกะและภูมิภาคต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดียยุคโบราณตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์อย่างเ้มข้น ประชาชนขับเคลื่อนชีวิต ด้วยความเชื่อในเทพเจ้าและการประกอบพิธีบูชายํญ เพื่อความสำเร็จในชีวิต ซึ่งความศรัทธานี้ ได้สร้างอำนาจและความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มพราหมณ์อารยัน จนนำไปสู่การผลักดันให้เกิดกฎหมายและการบังคับใช้ ๔ ระบบวรรณะ (กษัตริย์ , พราหมณ์, แพศย์ ศูทร) โดยอ้างสิทธิความชอบธรรมว่ามนุษย์ถูกสร้างมาจากพระวรกายของพระพรหม
เมื่อกฎหมายวรรณะกำหนดบทลงโทษทางสังคมอย่างรุนแรง ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะ และจำกัดสิทธิของวรรณะอื่นในปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด หากบุคคลใดฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะ จะถูกสังคมสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาความผิด ด้วยเหตุผลเชิงเทวนิยมและหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กระทำความผิดจริง จะถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะ ซึ่งมีบทลงโทษด้วยการลง "พรหมทัณฑ์" พวกเขาถูกตัดสิทธิ์ทางสังคมตลอดชีวิต

ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าหลักสูตรจะเปิดสอนในสำนักพราหมณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมในขัตติยราชกุมาร แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงมองเห็น "ช่องโหว่เชิงปรัชญา" ในหลักสูตรศิลปศาสตร์ดังกล่าว เนื่องจากในสมัยนั้น พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ใช้เหตุผลสร้างความชอบให้กับการมีอยู่ของเทพเจ้าที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์และระบบวรรณะ แต่ทว่าจำกัดสิทธิและหน้าที่ในการบูชายัญ ไว้เฉพาะวรรณะพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นรวมถึงวรรณะกษัตริย์ จึงไม่มีเสรีภาพในการเข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์(การมีอยู่ของเทพเจ้า)ด้วยตนเอง พระองค์จึงทรงตั้งข้อสงสัยเชิงวิพากษ์ ไม่สยบยอมต่อคำอ้างเรื่อง "พระพรหม" ลงโทษชาวสักกะ และริ่เริ่มคิดค้น " กระบวนการพิจารณาความจริง" โดยอาศัยการรวบรวมหลักฐานและการวิเคราะห์หลักฐานโดยอนุมานความรู้ เพื่อท้าทายระบบความเชื่อเดิมของชาวสักกะในสมัยนั้น
๓.๓ จากเหตุผลเชิงปรัชญาสู่การบูรณาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สมัยใหม่
พลวัตแห่งการแสวงหาความจริงไม่ได้หยุดเพียงอินเดียโบราณ ในเวลาต่อมา แนวคิดปรัชญาพุทธภูมิ เมื่อพราหมณ์บางพวกในโลกที่เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา เช่น เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ทรงไม่สามารถตัดสินได้ว่าแนวคิดของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาคนใดที่ใช้เหตุผลอธิบายความจริงนั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้องพระองค์จึงทรงคิดค้นกระบวนการพิจารณาความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง กล่าวคือ เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าพระพรหมลงโทษชาวสักกะ เพราะมีเพศสัมพันธ์กับผู้คนต่างวรรณะ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อเรื่องราวนั้นในทันที พระองค์ทรงสงสัยในความจริงนั้น จนกว่าจะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ พระองค์จึงทรงใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของการที่พระพรหมทรงลงโทษชาวสักกะ
ในสมัยอินเดียโบราณ มีนักตรรกะศาสตร์และนักปรัชญาจำนวนมากถือกำเนิดขึ้น ก่อตั้งสำนักของตนเองเพื่อประกอบพิธีบูชายัญและใช้เหตุผล เป็นเครื่องมืออธิบายความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าเพื่อครอบงำชีวิตผู้คน ปลูกฝังศรัทธาในเทพเจ้าและแสวงหาผลประโยชน์จากการบูชา ผู้คนบางกลุ่มในโลกได้พัฒนาความรู้ทางศิลปศาสตร์ขึ้นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานได้ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้หลักฐานเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้ หรือคาดคะเนความจริงจากหลักฐานได้ โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ โลก จักรวาล และพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อความรู้มีเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้แยกวิทยาศาสตร์ออกจากปรัชญาตะวันตก เพื่อสร้างสาขาการศึกษาของตนเองที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์"
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะแยกวิทยาศาสตร์ออกจากปรัชญาตะวันตก แต่พวกเขาก็ยังคงนำแนวคิดทางปรัชญามาประยุกต์ใช้กับวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิต เมื่อพวกเขารับรู้ พวกเขาก็เก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงการรับรู้และรวบรวมหลักฐานเท่านั้น พวกเขายังเป็นนักคิดอีกด้วย เมื่อพวกเขารับรู้สิ่งใด พวกเขาก็จะคิดจากสิ่งนั้น โดยใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของสิ่งนั้น การใช้เหตุผลของนักวิทยาศาสตร์ บางครั้งอาจใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง สิ่งนี้นำไปสู่การขยายตัวของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์วิทยาศาสตร์ประยุกต์ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต วิศวกรคอมพิวเตอร์สามารถสร้างแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต เป็นเครือข่ายสำหรับแบ่งปันความรู้และช่วยให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงหัวข้อต่าง ๆ หลายร้อยล้านหัวข้อในแต่ละวัน การวิจัยบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตทั่วโลกสร้างความรู้ที่ฝังรากลึกในจิตใจของผู้คนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
ในด้านการทำงาน หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถติดตามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน เมื่อเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต กำลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่าง ๆ ความรู้เฉพาะทางในหลักสูตรมหาวิทยาลัยนั้น จึงไม่เพียงพอสำหรับการทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต หรือการทำงานแบบไร้เอกสารอีกต่อไป การจัดเก็บเอกสารดิจิทัลช่วยลดภาระงานของแต่ละบุคคล การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต สามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ หรือระบบที่วิศวกรคอมพิวเตอร์สร้างขึ้น การสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตให้เป็นเครือข่ายระดับโลก ช่วยให้ผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนภูเขาสูง กลางทะเลหรือในหมู่บ้านห่างไกล สามารถเรียนรู้และแบ่งปันข้อมูลบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตได้

ดังนั้นในขณะที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกเปิดสอนการศึกษาเชิงวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้ เพื่อแสวงหาความจริงในศาสตร์ต่าง ๆ มีทฤษฎีทางวิชาการมากมาย จึงเกิดขึ้นในหลากหลายสาขาและเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ นักวิชาการจะใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริง โดยใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงของเรื่องเหล่านั้น กระบวนการเหล่านี้เรียกว่า "กระบวนการพิจารณาความจริงในศาสตร์ต่าง ๆ" ถึงเวลาแล้ว ที่การสอนปรัชญาและพระพุทธศาสนาในระบบการศึกษาของไทย จะต้องพัฒนาวิธีการพิจารณาความจริงในศาสตร์ของตนเองเช่นกัน และบูรณาการเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างสอดคล้องกันเพราะปรัชญา พุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตกวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นความรู้ของมนุษย์ ปัญหาที่เราต้องพิจารณาต่อไปว่านักปรัชญาพระพุทธเจ้า และนักวิทยาศาสตร์นั้นมีต้นกำเนิดความรู้อย่างไร โครงสร้างความรู้ของมนุษย์ วิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์และความสมเหตุสมผลของมนุษย์ เป็นต้น
เมื่อเราศึกษาชีวิตของมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงสอนว่าชีวิตมนุษย์ เกิดจากปัจจัยทางร่างกายและจิตปัจจัยทั้งสองนี้ พึ่งพาอาศัยกัน จิตใจของมนุษย์อาศัยอายตนะภายในของร่างกาย เพื่อรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตและสั่งสมเรื่องราวต่าง ๆไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์ไม่เพียงแต่รับรู้และเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้นแต่ยังเป็นธรรมชาติของนักคิดด้วย เมื่อมนุษย์รู้สิ่งใด พวกเขาจะใคร่ครวญถึงสิ่งนั้น อย่างไรก็ตาม ความคิดของมนุษย์เกิดจากการรับรู้ผ่านอายตนะภายในซึ่งมีข้อจำกัดในการรับรู้และมีอคติเข้าข้างผู้อื่น ส่งผลให้ชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติและความจริงขั้นปรมัตถ์ พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใด ๆ ได้อย่างมีเหตุผล
เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายและเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียมหรือจารีตประเพณี ข้อเท็จจริงจากตำราเรียนหรือคัมภีร์ทางศาสนา แม้ว่าเราจะยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านั้นโดยปริยายว่าเป็นความจริง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเราไม่ควรเชื่อโดยทันที เราควรสงสัยในข้อเท็จจริงเหล่านั้นก่อน จนกว่าเราจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ หลักฐานเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่อยืนยันความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น เป็นต้น
ปัจจุบัน นักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐานสำคัญอื่น ๆ เช่น การค้นพบแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนาในสาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เนื้อหาในหลักสูตรพุทธศาสนาควรมีความสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มากขึ้น การกำหนดอายุของแหล่งโบราณคดีพุทธศาสนา โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาตามที่นักประวัติศาสตร์ และการใช้แผนที่โลกกูเกิลเป็นนวัตกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ในการค้นหาเมืองโบราณในอินเดีย เช่น พระนครกบิลพัสดุ์ พระนครเทวทหะ พระนครสาวัตถี และพระนครราชคฤห์ หลักฐานเหล่านี้ช่วยให้เราวิเคราะห์ข้อมูล โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบได้อย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ต้องสงสัยข้อเท็จจริงที่เราได้ยินมา

เมื่อชาวพุทธทั่วโลกได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาจากสำนักวิศวามิตร โดยอ้างอิงจากคำเทศนาของพระภิกษุในนิกายเถรวาท และมหายานในวันธรรมสวนะ หรือจากหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั่วโลก พวกเขาก็เชื่อโดยปริยายว่าเป็นความจริง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน ผู้เขียนจึงค้นหาข้อเท็จจริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้ง ๔๕ เล่ม ในเว็บไซต์http://www. geocities.ws /tmchote /tpd-mcu/ แต่เมื่อผู้เขียนป้อนคำว่า "วิศวามิตร" ลงในแอปพลิเคชั่นเพื่อค้นหาข้อความในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้ง ๔๕ เล่ม แต่ผู้เขียนก็ไม่พบคำนั้นเมื่อหลักฐานในพระไตรปิฎกไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงสงสัยว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงเคยศึกษาที่สำนักวิศวามิตรหรือไม่ จากการศึกษาโครงการสัมมนาทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และการสนทนาในกระทู้ถามตอบบนเว็บไซต์Pantip (เว็บบอร์ดออนไลน์ของไทย) พบว่า
ในพระไตรปิฎกหลายฉบับนั้น ไม่มีการกล่าวถึงการศึกษาของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของพระพุทธเจ้าประวัติมักปรากฎในแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ เช่น คัมภีร์วิมธุรัตถวิลาสินี ซึ่งเป็นอรรถกถาเกี่ยวกับพุทธนิกายพุทธวงศ์ที่เขียนขึ้น ๖๐๐ ปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้
เมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษา "ศิลปศาสตร์" ของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบันหากผู้เขียนจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องหลักสูตรศิลปศาสตร์นี้ของตนเองโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบ ตามหลักเหตุผลและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา เหตุผลของผู้เขียนใช้ในการอธิบายความจริงของเรื่อง การศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น บางครั้งผู้เขียนอาจใช้เหตุผลอธิบายความจริงอย่างถูกต้อง บางครั้งผู้เขียนอาจใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง บางคร้งผู้เขียนอาจใช้เหตุผลในลักษณะเป็นอย่างนี้ บางคร้งผู้เขียนอาจใช้เหตุผลในลักษณะเป็นอย่างนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของศิลปศาสตร์ทั้ง ๑๘ สาขายังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนย่อมไม่เชื่อความคิดเห็นของผู้เขียนและไม่ถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น
อย่างไรก็ตาม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราไม่ควรเชื่อข้อเท็จจริงเรื่องนั้นในทันที เราควรข้อสงสัยเสียก่อนจนกว่าเราจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะ และรวบรวมหลักฐาน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ผู้เขียนจะนำมาใช้เป็นข้อมูล ในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น คำตอบในบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่คณะธรรมทูตแห่งราชอาณาจักรไทย ที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ กระบวนการพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้านั้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพของประชาชนในราชอาณาจักรไทย ในการทำการศึกษาเชิงวิเคราะห์ และปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อบรรลุสัจธรรมของชีวิตในระดับอภิญญา ๖ ได้ กระบวนการวิเคราะห์นี้ยังจะมีประโยชน์ต่อนักศึกษาปริญญาเอกในการทำวิทยานิพนธ์ในสาขาปรัชญาและพระพุทธศาสนา เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น