The Real Problems of Prince Siddhartha : liberal Studies
บทนำ
โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในที่สามารถรับรู้เหตุการณ์ในชีวิตและสั่งสมเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การรับรู้ และเก็บหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องการคิดอีกด้วย เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้น เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องนั้น
อย่างไรก็ตาม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พราหมณ์บางคนในโลกเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ด้วยธรรมชาติของชีวิตพวกเขามีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้สิ่งเหตุการณ์ในชีวิตได้และมีอคติต่อผู้อื่น พวกเขามักจะอธิบายความจริงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ผลที่ตามมาทำให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ และไม่สามารถใช้เหตุผลเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเรื่องใด ๆ ได้อย่างมีเหตุผล เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นของตนเองโดยใช้เหตุผล และคาดคะเนเกี่ยวกับความจริงบางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งเหตุผลก็เป็นแบบนี้ บางครั้งเหตุผลก็เป็นแบบนั้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงของคำตอบนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินความคิดเห็นเบื้องหลังคำตอบนั้น พระองค์ก็ทรงไม่เชื่อว่าบุคคลเป็นพยานยืนยันความจริงได้ เป็นต้น
นี่คือวิธีที่ความรู้ในสาขาต่าง ๆ สั่งสมไอยู่ในจิตใจของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ได้มาจากการศึกษา การวิจัยและการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ความรู้ที่เก็บไว้ในจิตใจมักจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของผู้นั้น ดังนั้น มนุษย์จึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรักษาความรู้เหล่านี้ไว้ไม่ให้สูญหายไป ผ่านการถ่ายทอดด้วยวาจาที่เรียกว่า "มุขปาฐะ" ยกตัวอย่างเช่น ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ซึ่งมีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้าและเผยแพร่ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้พระธรรมวินัยนี้สูญหายไปพร้อมกับการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อชาวพุทธทั่วโลกได้รับความรู้เหล่านี้ผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมไว้ในจิตใจของตน ในยุคต่อมาสร้างนวัตกรรมใหม่ด้วยถ่ายทอดในพระคัมภีร์พระไตรปิฎก ใบลาย หนังสือพระไตรปิฎกและพระไตรปิฎกออนไลน์ เป็นต้น
ความรู้เกี่ยวกับศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ได้รวบรวมตำราใน ๑๘ สาขาวิชาที่สอนกันมาก่อนสมัยพุทธกาล ความรู้เหล่านี้มาจากคำเทศนาของพระภิกษุทั้งในนิกายเถรวาท และมหายานในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันพระ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือจากการบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในห้องเรียนของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั่วโลก
๒.ประเภทความรู้ของมนุษย์
เมื่อความรู้ในสาขาต่าง ๆ ถูกเรียกว่าความรู้ของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ความรู้ของ "นักตรรกศาสตร์ นักปรัชญา ผู้นำศาสนา และนักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ต้นกำเนิดของความรู้ของนักวิชาการเหล่านี้ เกิดขึ้นจากจิตใจของพวกเขา โดยใช้อายตนะภายในในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต และรวบรวมข้อมูลเป็นหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษย์นั้นไม่ได้มีธรรมชาติแค่การรับรู้สิ่งต่าง ๆ และการรวบรวมข้อมูลเป็นหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังมีธรรมชาติเกี่ยวข้องกับการคิดอีกด้วย เมื่อรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนเราก็จะคิดโดยอาศัยหลักฐานทางอารมณ์นั้นในจิตใจ แต่เนื่องจากธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มีอายตนะภายในของตนเองที่จำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ และมีอคติต่อผู้อื่น ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน มนุษย์ไม่สามารถคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างมีเหตุผล
ในการศึกษาปัญหาเชิงอภิปรัชญาเกี่ยวกับความเป็นจริงของมนุษย์ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และการพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น ตามแนวคิดเชิงอภิปรัชญานั้น ความรู้ของมนุษย์สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๒.๑ ความรู้ที่เป็นความจริงที่สมมติขึ้น (Knowledge that is a fictitious fact) โดยทั่วไป ความรู้ของมนุษย์ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษา การเรียนรู้ การวิจัย หรือประสบการณ์ ซึ่งรวมถึงความสามารถและทักษะเชิงปฏิบัติ เช่น ความรู้ด้านประวัติศาสตร์, สิ่งที่ได้ยิน, การคิดหรือการปฏิบัติ เช่นความรู้ด้านสุขภาพ, ความรู้เกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติรอบตัว พวกเขาอาจรับรู้ถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเหตุการณฺ์ทางสังคม และชุมชนการเมืองที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะหายไปจากสายตาของมนุษย์ ชีวิตมนุษย์สามารถรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้และโน้มรับข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ จนกลายเป็นสัญญา (ความทรงจำ) ในจิตใจ เช่น เมื่อผู้เขียนได้ยินการศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะ และโน้มข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ จนกลายเป็นคำสัญญาหรือความทรงจำในจิตใจ แผ่นดินไหวที่สหภาพเมียนมาร์และกรุงเทพมหานคร พายุและน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย หรือเหตุการณฺ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น เช่น การที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีที่นำเข้า ๑๔๕ เปอร์เซ็นต์จากจีน การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในพม่า หรือการประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีในอเมริกา เป็นต้น
เนื่องจากธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ คือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็หายไป จึงถือว่าเป็นความรู้ที่เป็นความจริงที่สมมติขึ้น เนื่องจากธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ มีอายตนะภายในที่จำกัดสามารถในการรับรู้และเก็บเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ เป็นหลักฐานทางอารมณ์อยู่ในจิตใจอย่างไรก็ตาม จิตใจของมนุษย์ไม่ได้แค่เพียงรับรู้และเก็บเรื่องราวเป็นอารมณ์เท่านั้น ชีวิตของมนุษย์ยังมีธรรมชาติของการเป็นนักคิด เมื่อมนุษย์รับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จิตใจของพวกเขาจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น และเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
เมื่อผู้เขียนรับรู้ว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์จากสำนักเรียนของครูวิศวามิตร พวกเขาก็เก็บข้อมูลนี้ไว้ในจิตใจในฐานะหลักฐานทางอาณมณ์ จากนั้นผู้เขียนใช้หลักฐานทางอารมณ์นี้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้เขียนมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เรื่องนี้ และอคติที่อาจเกิดขึ้นของผู้เขียน หากผู้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาศิลปศาสตร์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ตามปฏิภาณของตนเองตามหลักเหตุผล หรือคาดคะเนความจริงตามที่ได้ยินมานั้น เหตุผลของผู้เขียนในการอธิบายความจริง บางครั้งก็อาจถูกต้องบ้าง บางครั้งก็อาจไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลในลักษณะนี้ บางครั้งก็ใช้เหตุผลในลักษณะนั้น เมื่อวิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะได้ยินความคิดเห็นที่คลุมเครือ และไม่ชัดเจนในเรื่องนี้พระองค์จะทรงไม่เชื่อว่าบุคคลจะเป็นพยานนั้นสามารถยืนยันความจริงในเรื่องนั้นได้
เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษาของเจ้าชายสิทธัตถะยังคงเป็นที่น่าสงสัย ผู้เขียนชื่นชอบแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทความบนเว็บไซต์และตำราพุทธศาสนา ผู้เขียนได้ยินมาว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาจากสำนักเรียนวิศวามิตรในเมืองกบิลพัสดุ์ ผู้เขียนไม่เชื่อทันที และสงสัยในความจริง จึงได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมจากเว็บไซต์http://www.geocities.ws /tmchote /tpd-mcu / เมื่อผู้เขียนค้นหาคำว่า "วิศวามิตร" ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่ยืนยันว่าครูวิศวามิตรสอนวิชาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชาแก่เจ้าชายสิทธัตถะ ทำให้เรื่องราวของครูวิศวามิตรยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน
เมื่อผู้เขียนขาดหลักฐานที่ชัดเจนในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ระบุถึงวิชาต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในหลักสูตรศิลปศาสตร์ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษา ผู้เขียนจึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้การค้นคว้าในอรรถกถา อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ๕.ปัตถนาสูตรที่ ๑ ก็ไม่ได้ระบุวิชาที่ครอบคลุมในหลักสูตรศิลปศาสตร์อย่างชัดเจนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบหลักฐานในมิลินทปัญหา ตอนที่ ๑. เกี่ยวกับพระเจ้ามิลินท์แห่งเมืองสาคละ ผู้ทรงสำเร็จหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาเช่นเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้เขียนพบว่าพระเจ้ามิลินท์ทรงศึกษาสาขาวิชาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมอีกหนึ่งสาขา รวมทั้งหมด๑๙ สาขา ดังนั้นศิลปศาสตร์ จึงประกอบด้วยวิชาดังต่อไป :
๑. สูติ การศึกษาการฟังเสียงมนุษย์และสัตว์เพื่อให้รู้ว่าเป็นเสียงดีหรือร้าย
๒. สัมมติ การศึกษาความเข้าใจกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี
๓. สังขยา การศึกษาการคำนวณ
๔. โยคยันตร์ การศึกษาวิชาเกี่ยวกับการช่าง
๕. นิติ การศึกษาระบบและระเบียบข้อบังคับของรัฐบาล
๖. วิเสสิกา การศึกษาการค้าและพาณิชย์
๗. คันธัพพา การศึกษาศึกษาศิลปะการแสดง
๘. คณิกา การศึกษาการออกกายบริหาร
๙. ธนุพเพธา การศึกษาการยิงธนู
๑๐. ปุราณา การศึกษาโบราณคดี
๑๑. ติกิจฉา การศึกษาการแพทยศาสตร์
๑๒. อิติหาสา การศึกษาตำนานหรือประวัติศาสตร์
๑๓. โชติ การศึกษาดาราศาสตร์
๑๔. มายา การศึกษาตำราพิชัยสงคราม
๑๕. ฉันทสา การศึกษาเกี่ยวกับการประพันธ์
๑๖. เกตุ การศึกษาเกี่ยวกับวาทศิลป์
๑๗. มันตา การศึกษาเกี่ยวกับคาถา(ร่ายมนต์)
๑๘. สัททา การศึกษาวิชาไวยากรณ์ เป็นต้น
ดังนั้น การศึกษาศิลปศาสตร์จึงแบ่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็นสองประเภท :
๑.ความจริงที่สมมติขึ้น
๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ เป็นต้น
๑.ความจริงที่สมมติขึ้น: โดยทั่วไปแล้ว วิชาศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาคือ ความรู้ของครูบาอาจารย์ที่เป็นพราหมณ์ นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ซึ่งแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเองตามหลักเหตุผลและคาดคะเนความจริงเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ โลก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางสังคมและหลักฐานการการมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านั้น มีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่างๆ ผ่านอายตนะภายในของตนเองและมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ เมื่อต้องใช้เหตุผลอธิบายความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิต พวกเขาก็ไม่สามารถอธิบายความจริงโดยใช้เหตุผลอย่างสมเหตุสมผล เมื่อมนุษย์บทบาทหน้าที่ในการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิดข้อตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมากมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่น
๒.ความจริงขั้นปรมัตถ์ โดยทั่วไป ความรู้ที่เป็นความจริงขั้นปรมัตถ์นั้นได้แก่วิชาพระพุทธศาสนาที่มีเนื้อหาวิชาประกอบด้วยภาคทฤษฏี ที่เรียกว่า "ภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ และภาคปฏิเวธ ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติ ที่เรียกว่าความจริงขั้นปรมัตถ์ เป็นต้น
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักสูตรศิลปศาสตร์
เมื่อผู้เขียนสืบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับหลักสูตรศิลปศาสตร์ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษา ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ และฉบับอื่น ๆ อรรถกถาและเอกสารทางวิชาการอื่น ๆเป็นต้นฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นพระโอรสองค์โต ของพระเจ้าสุทโธทนะและพระราชินีมายาเทวี พระเจ้าสุทโธทนะทรงกำหนดให้พระราชโอรสของพระองค์ ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาราชาทรงให้มีหน้าที่ปกครองแคว้นสักกะในอนาคต พระองค์ทรงโปรดให้พระโอรสองค์โต ได้รับการศึกษาที่ดีในหลักสูตรศิลปศาสตร์จำนวน ๑๘ วิชา จากสำนักการศึกษาครูวิศวามิตร เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาจบแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะทรงสร้างปราสาทสามฤดู เป็นที่ประทับของพระองค์มีข้าราชบริพารและนางสนม ๔๐,๐๐๐ คนที่คอยรับใช้พระองค์ในแต่ละวัน ทรงโปรดให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงพิมพาแห่งราชวงศ์โกลิยะ และทรงมีพระราชโอรส ๑ องค์คือเจ้าชายราหุล เป็นต้น
ปัญหาว่า "เราจะอย่างไรว่าเจ้าชายสิทธัตถะสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์นั้นเป็นความจริง เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงดำริให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของแคว้นสักกะ พระองค์ทรงก็บัญชาให้เจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษาด้านศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องมีความรู้ในด้านศิลปศาสตร์นี้ ดังปรากฎหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔๕ เล่มที่ ๒๒ พระสุตันตปิฎกเล่มที่๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ๕. ปฐมปัตถนาสูตรว่าด้วยความปราถนาสูตร ข้อ [๑๓๕] ภิกษุทั้งหลายพระราชโอรสองค์ใหญ่ของกษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงประกอบด้วยองค์๕ ประการย่อมปรารถนาราชสมบัติ องค์ ๕ ประการ อะไรบ้างคือ คือพระราชโอรสองค์ใหญ่ของกษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้
(๑) เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายพระมารดาและฝ่ายพระบิดาถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหน้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล
(๒) เป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก
(๓) เป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยของพระมารดาและพระบิดา
(๔) เป็นที่รักที่พอใจของชาวนิคมและชาวชนบท
(๕) เป็นผู้ได้รับการศึกษาดีในศิลปศาสตร์แห่งกษัตราธิราช ผู้ได้รับมูธราภิเษกแล้ว เช่นศิลปศาสตร์เรื่องช้างม้า รถ ธนูหรือดาบ พระราชโอรสองค์ใหญ่นั้น ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า "เรามีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายพระมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดจนเจ็ดชั่วโคตรบรรพบุรุษไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้"
จากข้อเท็จจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ ได้กล่าวไว้ว่าถึงคุณสมบัติของพระโอรสองค์โต ที่ทรงประสงค์จะทรงขึ้นครองราชย์ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ กล่าวคือ ต้องมีชาติกำเนิดดี มีรูปร่างหน้าตาดีเป็นที่เลื่อมใส เป็นที่รักพอพระทัยของพระบิดาและพระมารดา เป็นที่รักของประชาชน และทรงได้รับการศึกษาดีในด้านศิลปศาสตร์ เป็นต้น เมื่อข้อเท็จจริงรับเป็นที่ยอมรับกันแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นพระโอรสองค์โตของพระเจ้าสุทโธทนะและพระราชินีมายาเทวี พระองค์ทรงมีรูปร่างหน้าตาดี เพราะทรงมีมหาบุรุษ (มหาปุริลักษณะ) พระบิดาทรงปรารถนาให้พระโอรสขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ โดยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองราษฎรแห่งแคว้นสักกะ พระองค์จึงทรงให้การศึกษาในด้านศิลปศาสตร์แก่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นอย่างดี เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นกษัตริย์ในอนาคต
ผู้เขียนมีความเห็นว่าระบบการศึกษาก่อนสมัยพุทธกาล ไม่มีหลักสูตรที่ชัดเจน และไม่มีการประกาศกฎหมายบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมเหมือนปัจจุบัน จึงไม่มีอาคารเรียนและสำนักงานใหญ่โตที่เรียกว่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เมื่อไม่มีกฎหมายรองรับเหมือนปัจจุบันนั้น สถาบันการศึกษาเป็นเพียงสถาบันขนาดเล็กและไม่มีการพัฒนานวัตรกรรมสมัยใหม่ เช่น ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาและเขียนเป็นตำราเรียน เพื่อเผยแผ่ความรู้เกี่ยวกับวิชาต่าง ๆ ครูจึงสอนโดยใช้วิธีการแบบปากเปล่า (หรือมุขปาฐะ) ดังนั้น ความรู้ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ศึกษาเล่าเรียนมานั้น ยังคงเป็นความจำที่สั่งสมอยู่ในพระทัย (จิตใจ) และติดตามชีวิตของพระองค์ไปทุกหนทุกแห่ง แม้หลังจากพระองค์ผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ทรงนำความรู้ทางโลกที่ติดตัวของพระองค์ทรงมาบูรณาการกับหลักธรรมแห่งการตรัสรู้ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในประเทศต่าง ๆ ด้วยอธิบายอธิบายและเผยแพร่ ทำให้เข้าใจง่าย จึงเป็นที่ศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก หลังจากพระองค์ปรินิพพาน คณะสงฆ์ได้จัดตั้งสภาสังคายนาพระไตรปิฎกหลายครั้ง เพื่อรวบรวมหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ในพระไตรปิฎกหลายฉบับ เป็นต้น ในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรศิลปศาสตร์ ผู้เขียนศึกษาข้อเท็จจริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยฉบับปกสีฟ้า ๔๕ เล่มว่า มีเนื้อหาสาระวิชาศิลปศาสตร์หรือไม่เพียงใด ?
๑. หลักสูตรภาษาสัตว์
เป็นวิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้องเป็นวิชาศิลปศาสตร์อีกวิชาหนึ่งที่ชนวรรณะกษัตริย์ (Royal caste) ต้องศึกษา ในเวลาต่อมา มีการค้นพบหลักฐานว่า กษัตริย์มิลินท์เคยศึกษาหลักสูตรภาษาสัตว์มาก่อน ปัญหาว่าหลักสูตรศิลปศาสตร์ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ หรือไม่ เมื่อผู้เขียนใส่คำว่า "เสียงสัตว์" ในแอพพลิเคชั่นของพระไตรปิฎกออนไลน์ผลการสืบค้นได้พบหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกที่ ๑ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔๕ เล่ม ฑีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๒.สามัญญผลสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระเจ้าอชาตศัตรูกับศากยมุนีพระพุทธเจ้า ข้อ ๒๐๕ ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่น ที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหาร ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือการทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายดวงชะตา(โชคลาง) ทำนายความฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายผ้าหนูกัด การทำพิธีบูชาไฟ พิธีเบิกแว่นเวียนเทียน พิธีซัดแกรบบูชาไฟ พิธีซัดรำบูชาไฟ พิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ พิธีเติมเนยบูชาไฟ พิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ พิธีพ่นไฟเครื่องบูชาไฟ พิธีพลีกรรมด้วยเลือด วิชาดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชาทำเสน่ห์เวทมนตร์ไล่ผี วิชาตั้งศาลพระภูมิ วิชาหมองู วิชาว่าด้วยพิษ วิชาว่าด้วยแมลงป่อง วิชาว่าด้วยหนู วิชาว่าด้วยเสียงนก วิชาว่าด้วยเสียงกา วิชาทายอายุ วิชาป้องกันลูกศร วิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้อง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น