The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

๔.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุในการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

 

๔.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุในการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

(Facts Regarding  the Motivation Behind  Prince Siddhartha's ordination) 

คำสำคัญ : เจ้าชายสิทธัตถะ, การออกผนวช, นิมิต ๔, ระบบวรรณะ, จัณฑาล,   สภาสัณถาคาร,  ราชอปริหานิยธรรม, ปรัชญาพุทธภูมิ

๑.บทนำ:การวิพากษ์ "นิมิต ๔ "  ด้วยระเบียบวิธีทางปรัชญา  (Epistemological  Challenge) 

                    จากการตรวจสอบหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)   เล่มที่ ๓๓   พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕   ขุททกนิกายพุทธวงศ์ ๒๕.โคตมวงศ์ข้อ. ๑๖    มีการบันทึกประวัติการผนวชไว้เพียงสั้น ๆ  ว่า  

"เราเห็นนิมิต ๔ จึงทรงราชพาหนะคือม้าออกผนวช" ......แล้ว  ได้บำเพ็ญทุกกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ"   


        แม้นัยเชิงความเชื่อดั้งเดิมจะอธิบายอย่างกว้างขวางว่าการพบคนแก่ คนเจ็บ  คนตายและนักบวช (นิมิต๔)  คือ ชนวนเหตุที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวช   ทว่าในมุมมองของนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์   ข้อสรุปนี้ตามตัวอักษรยังขาดรายละเอียดเชิงประจักษ์(Empirical  Evidence)  เนื่องจาก ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมนุษย์ทุกคนต้องประสบ  

เจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงเจริญวัยท่ามกลางข้าราชบริพารกว่า ๔๐,๐๐๐ คนและปราสาท ๓ ฤดู ย่อมต้องเคยทอดพระเนตรเห็นความเจ็บป่วยและการสิ้นชีวิตของข้าราชบริพารมาบ้างแล้ว    เหตุใดปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้จึงกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางปัญญาที่ตักเตือนให้ขัตติยชน ผู้เพียบพร้อม  ทรงยอมสละสิทธิในการสืบราชบัลลังก์เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต?  

เมื่อพิจารณาตามหลักกาลามสูตร พระพุทธองค์ตรัสสอนมิให้วิญญูชนปักใจเชื่อข้อคิดเห็น(ทัศนะ)ของนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาที่คาดคะเนความจริงตามปฏิภาณไหวพริบของตน, เชื่อตามบันทึกตามตำราหรือคัมภีร์ทางศาสนาโดยปราศจากการวิเคราะห์  การสืบค้นความจริงต้องอาศัย "กระบวนการอนุมานความรู้ (Inference) ผ่านการรวบรวมพยานแวดล้อมcircumstancial evidence)      ทั้งพยานเอกสาร  พยานวัตถุ  และพยานโบราณคดีเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างทางสังคม (หรือระบบการปกครอง)และการเมืองในสมัยพุทธกาล 
         
     ๒.พยานแวดล้อมและข้อเท็จจริงทางสังคมการเมืองในสมัยอินเดียโบราณ  

    เมื่อการอธิบายนิมิต ๔ ในเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงปาฏิหาริย์ ยังไม่อาจให้คำตอบที่สมเหตุสมผลตามหลักตรรกวิทยา เราจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ "พยานแวดล้อม( circumstancial evidence)" ซึ่งปกครองด้วยด้วยระบบรัฐศาสนาพราหมณ์    และจารีตวรรณะที่เข้มงวด  

    ๒.๑ แคว้นสักกะ  ระบบวรรณะและภาวะนิพพิทา  ในสมัยพุทธกาล สัวงคมอินเดียโบราณถุกครอบงำด้วยอุดมการณ์ศาสนาพราหมณ์ และการแบ่งแยกชนชั้นหรือวรรณะอย่างเด็ดขาด โดยอ้างบทบัญญัติเทวลิขิตแห่งมหาพรหม ดังปรากฎหลักฐานดังปรากฏใน "กัณณถลสูตร"(มัชฌิมนิกาย) และ "ภูริทัตตสูตร" (ขุททกนิกาย) ที่แบ่งประชาชนในแคว้นต่าง ๆ  ออกเป็น ๔ วรรณะคือ
  
  • วรรณะพราหมณ์: พราหมณ์มีหน้าที่ท่องสวดพระเวทและประกอบพิธีกรรมบูชายัญ
  • วรรณะกษัตริย์:ชนวรรณะกษัตริย์มีหน้าที่ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองและรักษารัฐ 
  • วรรณะแพศย์:มีหน้าที่พาณิชยกรรมและการเกษตร 
  • วรรณะศูทร: มีหน้าที่รับใช้วรรณะสูงทั้ง ๓ วรรณะ 
      ความรู้นี้ได้อนุมานจากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๐๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔.ราชวรรค]๑๐.กัณณถลสูตร[ข้อ ๓๗๘].. วรรณะ ๔ จำพวกคือ (๑) กษัตริย์ (๒) พราหมณ์ (๓) แพศย์(๔) ศูทร และพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๒๐  ขุททกนิกายชาดกภาค๒[๒๒.มหานิบาต]๖.ภูริทัตตชาดกข้อ[๙๓๒]......พวกพราหมณ์ถือสาธยายมนต์ พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน พวกแพศย์ยึดการเกษตรกรรม และพวกศูทรยึดการรับใช้วรรณะทั้ง ๓ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้าง แต่ละอย่างกล่าวกันว่ามหาพรหมผู้มีอำนาจได้สร้างขึ้นไว้"   

นอกจากนี้ใน "อัมพัฏฐสูตร" พระไตรปิฎกฉบับที่ ๘  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค  ๓.อัมพัฏฐสูตรว่าด้วยชายหนุ่มชื่ออัมพัฏฐะ ข้อ.๒๖๗ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า"อัมพัฏฐมานพนี้ชอบเหยียดหยามพวกศากยะรุนแรงว่า เป็นคนรับใช้ทางที่ดี เราควรถามถึงตระกูลดูบ้าง"จึงตรัสถามว่า อัมพัฏฐะเธอมีตระกูล(โคตร)อย่างไร เขาทูลว่า  "ท่านพระโคดมข้าพเจ้าคือกัณหายนตระกูล(กัณหายนโคตร)" พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอัมพัฏฐะเมื่อเธอระลึกถึงตระกูลอันเก่าแก่ของบิดามารดาของเธอดู(จะรู้ว่า) พวกศากยะเป็นลูกเจ้าแต่เธอเป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ ก็พวกศากยะพากันอ้างถึงพระเจ้าโอกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งตน" 

บันทึกบทสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับอัมพัฏฐมานพ ซึ่งสะท้อนจารีตโบราณการถือตัวในสายเลือดและตระกู,(โคตร) ของศากยวงศ์อย่างเข้มงวด 

จากหลักฐานใน "โคตมพุทธวงศ์" ระบุว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงเสวยสุขในปราสาท ๓ ฤดู   จากหลักฐานเชิงประจักษ์  ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   เล่มที่ ๓๓ พระสุตตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์ ๒๕โคตมพุทธวงศ์ว่าด้วยพระประวัติของโคตมพุทธวงศ์ [ข้อ.๑๔]  เราครองฆราวาสอยู่ ๒๙ ปี มีปราสาทอันอุดมอยู่ ๓ หลังคือ สุจันทปราสาท โกกนุทปราสาท โกญจปราสาท  และท่ามกลางนางสนมและข้าราชบริพารตลอด ๑๓ ปี    ข้อเท็จจริงย่อมชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงถูกห้อมล้อมด้วยกามสุขอันประณีตจนถึงพระชนมายุ ๒๙ พรรษาได้ก่อให้เกิดภาวะ "นิพพิทา" หรือความเบื่อหน่ายในความสุขทางโลก  และเมื่อเสด็จประพาสพระอุทยานทรงได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของประชาชนสองข้างทาง   ซึ่งโดนพระทัยให้ทรงตั้งคำถามว่า     ขัตติยชนเช่นพระองค์จะทรงใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศ      เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชนในโครงสร้างความเลื่อมล้ำในสังคมของแคว้นสักกะให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร ?    

ข้อที่ ๑๕  พระองค์ทรงมีนางสนม ๔๐,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม  พระมเหสีของเราชื่อว่ายโธรา  พระโอรสของเราชื่อว่าราหุล"   และพยานเอกสารในอรรถกถาขุททกนิกายพุทธวงศ์ข้อ. ๒๕ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวว่าวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ทรงประสงค์จะเสด็จไปยังพระอุทยานหลวง    พระองค์จึงทรงเรียกสารถีมาแล้วและทรงสั่งว่าจงเทียมรถไว้เพื่อเราจะได้ชมสวน...   พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นแล้วพระองค์เสด็จไปยังพระอุทยานหลวงลำดับนั้นเทวดาทรงดำริว่าเราจักแสดงบุพนิมิตให้พระองค์ทรงเห็นในวันแรก  เทวดาปรากฏกายขึ้นในรูปเทพพระบุตรองค์หนึ่ง มีร่างกายทรุดโทรมเพราะวัยชรา  ฟันหัก ผมขาวร่างกายค่อมสั่นเทา...พระองค์ทรงพบชายชราคนหนึ่ง

....วันรุ่งขึ้น(วันที่สอง)...พระองค์ทรงเห็นคนป่วยคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สาม)...พระองค์ทรงเห็นคนตายคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สี่).....พระองค์ทรงเห็นฤาษีผู้แสวงหาสัจธรรมของชีวิต
    
     ๒.๒ ปัญหาของ"จัณฑาล"(มนุษย์ผู้ถูกริดรอนสิทธิเชิงโครงสร้างทางสังคม) ในสังคมที่ใช้หลักศาสนาควบคุมกฎหมาย  หากมีการละเมิดจารีตประเพณีด้วยการสมสู่ข้ามวรรณะ เช่น หญิงพราหมณ์สมสู่กับชายวรรณะศูทรผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษด้วย "พรหมทัณฑ์" คือการตัดสิทธิทางสังคม ถอดถอนวรรณะ   เนรเทศออกจากชุมชน และกลายเป็นจัณฑาล ดังปรากฏหลักฐานใน"โทณพราหมสูตร" ของพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ  เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจกฉักกนิบาต [๔.จตุตถปัณณาสก์]๕.พราหมณวรรค ๒.โทณพราหมสูตร...สมสู่กับนางพราหมณีบ้างสตรีชั้นนางกษัตริย์บ้าง  แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง จัณฑาลบ้างด้วยเหตุดั่งนี้แลชาวโลกเรียกว่า"พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล" คนไร้วรรณะเหล่านี้   ไม่มีสิทธิประกอบอาชีพสุจริตตามกฎหมายวรรณะ ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน ไร้บ้านและถูกบังคับให้ทำงานที่สังคมมองว่าต่ำตมเช่น การเก็บขยะหรือเทสิ่งปฏิกูลตามริมถนนในเมืองใหญ่ เช่น พระนครกบิลพัสดุ์ 

        ผู้เขียนอนุมานว่าภาพ "คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย"ที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส      สองข้างทางในยามที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสแท้จริงแล้วคือ"กลุ่มจัณฑาลและชนชั้นล่าง "ที่ไร้การเหลียวแลจากรัฐ (ถูกโครงสร้างสังคมกดทับไว้)  ร่างกายจึงทรุดโทรมและไร้สุขอนามัยของพวกเขา คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ของความอยุติธรรมทางกฎหมาย (ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน) ในสมัยพุทธกาล ส่งผลให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเกิดภาวะเบื่อหน่ายในกามสุขอันไร้แก่นสารภายในปราสาท ๓ ฤดูและทรงตั้งคำถามเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ว่า เหตุใดโครงสร้างรัฐจึงสร้างความทุกข์ให้แก่คนบางกลุ่มอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ? 

   ๒.๓บริบททางเศรษฐกิจ  การเมืองและสงครามแย่งชิงทรัพยากร  แคว้นสักกะตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัย มีความอุดมสมบูรณ์ เดิมชนพื้นเมือง (ชาวมิลักขะหรือดราวิเดียน) มีความั่งคั่งจากการทำนาและการค้า แต่เมื่อพวกอารยันเข้ามายึดอำนาจอำนาจอธิปไตย จึงใช้อุดมการณ์ทางระบบวรรณะและพิธีกรรมทางบูชายัญ (ดังปรากฏในกฎทันตสูตร)เป็นเครื่องมือทางกฎหมายผูกขาดความมั่งคั่ง และริดรอน อำนาจทางการเมืองของชนพื้นเมือง  ไม่สามารถต่อรองอำนาจทางการเมืองได้ 

นอกจากนี้ความขัดแย้งเชิงชั้นวรรณะภายในแล้ว แคว้นสักกะยังเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองภายนอก โดยเฉพาะพิพาทเรื่องการแย่งชิงน้ำในแม่น้ำโรหินี  เพื่อการเกษตรกรรมกับแคว้นโกลิยะ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามอยู่ตลอดเวลา  สภาพสังคมที่ตั้งอยู่บนความเลื่อมล้ำและแรงกดดันทางสงคราม จึงเป็นปัจจัยเร่งให้ทรงมองหาทางออกจากวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้

    ๒.๔  หลักฐานทางโบราณคดี : ซากกำแพงหนาแห่งพระราชวังกบิลพัสดุ์ 

     ในทางประจักษ์นิยม"(Empiricism) การขุดค้นทางโบราณคดี ณ บริเวณติเลาโกต (Tilaurakot) หมู่บ้านเตาลิหวา (Taurihawa) ประเทศเนปาล   ใกล้กับเสาหินอโศกแห่งลุมพินี ซึ่งนักโบราณคดีชาวเนปาลและยุโรปยืนยันเป็นเอกฉันท์ว่าเป็น"พระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ"ที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอด ๒๙ พรรษา การสำรวจทางโบราณคดี ได้เผยให้เห็นซากกำแพงอิฐโบราณที่มีความหนาเกือบ ๓  เมตร บริเวณประตูเข้าออกทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก กำแพงอิฐอันตระหง่านหนาแน่นนี้สะท้อนในเชิงปรัชญาการเมืองว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงตระหนักถึงความตั้งใจ และอุดมการณ์ของเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ก่อนแล้ว จึงโปรดให้สร้างกำแพงเมืองขนาดใหญ่ขึ้นก็เพื่อป้องกัน และสกัดกั้นมิให้พระราชโอรสเสด็จหนีออกผนวช หลังจากพระองค์ทรงเริ่มตั้งคำถามต่อระบบการปกครอง และความเหลี่ยมล้ำในสังคม โดยเฉพาะเมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ ไม่อนุมัติการออกกฎหมายยกเลิกวรรณะ เพื่อรักษาอำนาจและความมั่นคงของชนชั้นสูงในแคว้นสักกะ

     ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เสาหินพระเจ้าอโศกเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาพระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ   จากผลการค้นพบเบื้องต้นจากพระไตรปิฎกนั้นอนุมานความรู้ว่าพระราชวังกบิลพัสดุ์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นน่าจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินี อย่างไรก็ตามในระหว่างการสำรวจ ชาวบ้านในหมู่บ้านเตาริหวา (Taurihawa) ได้แจ้งเจ้าหน้าที่โบราณคดีว่ามีเมืองโบราณสถานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน"เตาลิหวา"ไม่ไกลจากลุมพินีสถานที่ประสูติ และที่ตั้งของเสาหินอโศก 

       การค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ หลังจากการวิเคราะห์หลักฐานโดยนักโบราณคดีชาวเนปาลและยุโรป นำไปสู่ข้อตกลงเป็นเอกฉันท์ยืนยันว่าซากโบราณสถานแห่งนี้คือ พระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงโปรดสร้างปราสาท ๓ ฤดูไว้ ในเขตพระราชฐาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ถึง ๒๙ ปี  แม้สภาพของพระราชวังอันเก่าแก่แห่งพระนครกบิลพัสดุ์ จะเหลือเพียงแต่ซากกำแพงกว้างเกือบ ๓ เมตรตั้งตรงประตูเข้าออกพระราชวังทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกทำให้ผู้เขียนอนุมานได้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบปัญหาแล้วแต่แรกแล้วว่าสักวันหนึ่งวันใดเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวชแน่นอนและสิ่งพระองค์ทรงคาดคะเนไว้เป็นความจริง เมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ ไม่อนุมัติการออกกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพื่อความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงในแคว้นสักกะเพียงฝ่ายเดียว พระองค์ทรงโปรดให้สร้างกำแพงขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อป้องกันมิให้พระราชโอรสเสด็จหนีออกบวช

    เมื่อผู้เขียนได้เดินทางไปสัมผัสสถานที่จริง ณ พระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาหิมาลัยและลุมพินีวันล้อมรอบล้อมด้วยทุ่งนาของชาวบ้านเตาลิหวา (สอดคล้องกับบันทึกในพระไตรปิฎกที่ว่าชาวศากยะนั้นประกอบอาชีพทำนา) ยิ่งทำให้วิเคราะห์ได้ว่า การใช้ชีวิตสุขสมบูรณ์ท่ามกลางรูป รส กลิ่น เสียงในพระราชวังแห่งนี้มายาวนานจนถึงพระชนมายุ ๒๙ พรรษา คือเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้จิตวิญญาณของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเกิดภาวะ "นิพพิทา"หรือความเบื่อหน่ายในกามคุณอย่างที่สุด จนตัดสินพระทัยเสด็จออกเยี่ยมราษฎร และนำไปสู่การตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางแก้ทุกข์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง 

๒.๕ บริบทความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในรัฐทางศาสนาแห่งอาณาจักรสักกะ

    เดิมที่อาณาจักรสักกะตั้งอยู่บนดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ บริเวณลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัยซึ่งมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี ชนพื้นเมืองเดิม(ชาวมิลักขะหรือดราวิเดียน) มีความมั่งคั่งอย่างยิ่ง จากการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการผลิตข้าวและเครื่องเทศส่งออกไปขายยังต่างประเทศ(แคว้นต่าง ๆ) ก่อให้เกิดรายได้มหาศาล สภาพเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง ส่งผลให้ประชาชนมีฐานะดีที่สุดยุคหนึ่ง จนชนชั้นสูงในราชวงศ์ศากยะ สามารถสั่งซื้อสินค้านำเข้าจากต่างแดนมาใช้สอย 

      ในด้านความเชื่อ ชนพื้นเมืองเดิมนับถือธรรมชาติ โดยเฉพาะการนับถือน้ำเป็นเทวดา (ดังปรากฏใน"ภูริทัตตชาดก" ในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬา ฯ) เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ ขุทททกนิกาย ชาดกภาค ๒ [๒๒.มหาชาดก] ๖.ภูริทัตตชาดก[๙๒๘] ความว่า "ความจริงคนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา ส่วนพวกมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดา.. ควบคู่ไปความเชื่อตามอุดมการณ์ศาสนาพราหมณ์ว่า พระพรหมเป็นสร้างมนุษย์  ในแต่ละปี จึงมีการจัดพิธีกรรมมหาบูชายัญอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อถวายแด่พระพรหม โดยใช้สัตว์สังเวยประเภทต่าง ๆ  ถึงชนิดละ ๗๐๐ ตัว รวมไม่น้อยกว่า ๓,๕๐๐ ตัวต่อครั้ง ดังปรากฏหลักฐานใน "กูฏทันตสูตร" (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๕.กูฏทันตสูตร [๒๐๐] ก็สมัยนั้นพราหมณ์กูฏทันตะได้เตรียมมหายัญโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ และแกะ ๗๐๐)   

     อย่างไรก้ดี  แม้กลุ่มชาวอารยันจะสามารถเข้ามายึดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนแห่งนี้ได้ แต่การปกครองกลุ่มชนพื้นเมืองเดิมกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากชาวมิลักขะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นอันยึดมั่นว่าเทวดาปกป้องคุ้มครองตน  ส่งผลให้พวกอารยันกังวลว่า อำนาจทางเศรษฐกิจและการรวมกลุ่มผ่านพิธีกรรมประจำปีของชาวมิลักขะ อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองในอนาคต 

      ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นปกครองอารยัน จึงใช้อุดมการณ์ทางศาสนาพราหมณ์และตรา"กฎหมายวรรณะ" ขึ้นเป็นกลไกลควบคุมสังคมผ่าน"รัฐสภาศากยวงศ์" (ซึ่งปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม) โดยบังคับให้ชาวราวิเดียนผิวดำตกอยู่ในวรรณะต่ำสุด และจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ เมื่ออำนาจอธิปไตยยังเป็นของกลุ่มพวกอารยันอยู่ควรหาทางจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ การศึกษาและอำนาจทางเศรษฐกิจ  เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อรองทางการเมืองพร้อมใช้บทลงโทษทางจารีตประเพณีเช่น"พรหมทัณฑ์" แก่ผู้ที่แต่งงานข้ามวรรณะและปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ยังให้อำนาจคนในสังคมตรวจสอบกันเอง เพื่อกระชับโครงสร้างชนชั้นให้เด็ดขาดยิ่งขึ้น 

   นอกจากนี้ รัฐสภาศากยวงศ์ยังตรากฎหมายปกครอง (รัฐธรรมนูญ) อ้างอิงหลักการห้ามยกเลิกกฎหมายเดิมที่บัญญัติไว้ดีแล้ว ส่งผลให้กฎหมายแบ่งแยกวรรณะกลายเป็นข้อบังคับถาวรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การรับรองอุดมการณ์ศาสนาพราหมณ์และบทบาทของพระพรหมในระดับโครงสร้างรัฐเช่นนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า แคว้นต่าง ๆ ในยุคนั้น มีสภาพเป็น "รัฐศาสนา"อย่างชัดเจน


๒.๖ หลักอปริหานิยธรรม  

       ในสมัยพุทธกาลนั้น แคว้นต่าง  ๆ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือหลักเกณฑ์สูงสุดในการบริหารปกครองประเทศหรือไม่  ?  จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)  พบข้อเท็จจริงว่าคำว่า "แคว้น" ตรงกับความหมายของ "ประเทศ" ในปัจจุบัน ซึ่งทุกประเทศต้องมีกฎหมายรัฐธรมนูญเป็นหลักในการปกครอง นักวิชาการทางพุทธปรัชญาหลายท่านจึงวิเคราะห์ว่า "หลักอปริหานิยธรรม" คือหลักธรรมสำคัญที่กษัตริย์และผู้ปกครองต้องยึดถือ โดยเฉพาะในรัฐที่ใช้ระบอบการปกครองแบบสามัคคีธรรมเช่น รัฐสักกะ รัฐวัชชี จึงเปรียบได้กับกฎหมายสูงสุดของรัฐในยุคนั้น 

   การพิจารณาประเด็นการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เพียงเพราะการทอดพระเนตรเห็น "นิมิต ๔ ตามตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในพระไตรปิฎกนั้น จึงอาจยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้สรุปว่า เป็นข้อยุติ  การศึกษาเชิงวิเคราะห์ทางปรัชญาจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะบริบทและปัญหาทางสังคมในยุคเดียวกันมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อค้นหาเหตุผลที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความเป็นจริงยิ่งขึ้น   

      ข้อสรุปอันเป็นข้อยุติของผู้เขียนเห็นว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ชรา คนเจ็บป่วย และคนเสียชีวิตระหว่างเสด็จประพาสพระราชอุทยานนั้น พร้อมทั้งตรัสถามนายฉันนะถึงที่มาของคนเหล่านั้น พระองค์ย่อมไม่อาจทรงนิ่งเฉยต่อความทุกข์ยาก และความยากจนของราษฎรได้อย่างแน่นอน แม้ข้อความในพระไตรปิฎกนั้น จะไม่ได้บันทึกรายละเอียดในส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจนก็ตาม

๓.บทสรุป: การเสนอปฏิรูปสังคมและการตัดสินพระทัยออกผนวช

    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของกลุ่ม"จัณฑาล" และทรงตระหนักว่าความทุกข์ยากของราษฎรไม่ได้เกิดจากโชคชะ ตาหากเกิดจาก "กฎหมายวรรณะอันอยุติธรรม" ที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น ในฐานะรัชทายาท เจ้าชายสิทธัตถะทรงพยายามแก้ไขปัญหานี้ตามกระบวนนิติรัฐ 

พระองค์ทรงนำเสนอต่อ"สภาสัณถาคาร(รัฐสภาแห่งศากยวงศ์ซึ่งปกครองด้วยระบอบสามัคีธรรม) เพื่อขอ"ยกเลิกระบบวรรณะ" และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชนทุกคน ทว่าสมาชิกรัฐสภาศากยวงศ์ได้ร่วมกันพิจารณาข้อกฎหมายตาม"หลักราชอปริหานิยธรรม" มาตรา ๓ แล้ว และมีความเห็นว่า    การเสนอยกเลิกระบบวรรณะนั้น ขัดต่อหลักราช อปริหานิยธรรมที่ห้ามเพิกถอนกฎหมายเดิมที่บัญญัติไว้ดีแล้ว จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ยกเลิกการปฏิรูปสังคม  ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอมา  เมื่อระบบรัฐสภาศากยวงศ์ปฏิเสธการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของสังคมตามกระบวนการทางกฎหมาย และการดำรงตำแหน่งกษัตริย์ในอนาคต ทรงไม่สามารถขจัดความทุกข์ของประชาชนได้  เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัย สละราชสมบัติและเสด็จออกผนวชเพื่อค้นหาปัญญาญาณขั้นสูงสุดหรือ "ปรมัตถ์สัจจะ" ที่จะปลดแอกมนุษยชาติออกจาก "อวิชชา"  อคติทางวรรณะ และความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างแท้จริง       

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ