4. Facts about the reasons for Prince Siddhartha's ordination
๔.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ
๑.บทนำ:การท้าทายความจริงเรื่อง "นิมิต" ด้วยระเบียบวิธีทางปรัชญา

จากการตรวจสอบหลักฐาน ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกายพุทธวงศ์ ๒๕.โคตมวงศ์ข้อ. ๑๖ มีการบันทึกไว้เพียงสั้น ๆ ว่า "เราเห็นนิมิต ๔ จึงทรงราชพาหนะคือม้าออกผนวช"......แล้ว ได้บำเพ็ญเพียรประพฤติทุกกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ"
แม้ข้อมูลเรื่องการพบ คนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวชจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในจารึกและประเพณีนิยม ทว่าในมิติของนักปรัชญาและนักวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ส่วนนี้ยังคลุมเครือและขาดรายละเอียดเชิงประจักษ์ในฐานะนักคิด เราไม่เพียงแต่รับรู้ข้อมูลผ่านอายตนะแล้ว ยอมข้อเท็จจริงจากบันทึกในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ เท่านั้น แต่จำเป็นต้องใช้ "กระบวนการอนุมานความรู้"และใช้เหตุผลมาเป็นเครื่องมือสืบค้น พระพุทธเจ้าเคยทรงสอนไว้ว่าวิญญูชนไม่เชื่อข้อคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาที่คาดคะเนไปตามอารมณ์ โดยปราศจากเหตุผลที่ชัดเจน ดังนั้น สาเหตุที่แท้จริงของการเสด็จออกผนวชยังคงเป็นประเด็นที่น่าสงสัย และรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานดิจิทัล เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป
หากพิจารณาตามความเป็นจริง ความความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นกฎธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเผชิญด้วยตนเอง เจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญวัยท่ามกลางข้าราชบริพารกว่า ๔๐,๐๐๐ คน พระองค์ย่อมทรงต้องพบเห็นการพลัดพรากจากคนที่รัก และปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของสังคมนี้มาบ้างแล้วเหตุใดปรากฏการณ์ปกติเหล่านี้ จึงกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ขัตติยชนผู้เพียบพร้อมทรงยอมสละฐานันดรศักดิ์ไปเป็นพระโพธิสัตว์ ? ปมปัญหานี้อาจอธิบายได้ด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองในยุคพุทธกาล
๒.พยานแวดล้อมและข้อเท็จจริงทางสังคมการเมืองในสมัยอินเดียโบราณ
เมื่อนิมิต ๔ ในเชิงสัญลักษณ์อาจยังไม่ใช่น้ำหนักที่เพียงพอในเชิงตรรกะ เราจึงเบนเข้มมาวิเคราะห์ "พยานแวดล้อม" ว่ามีปัจจัยอื่นใดอีกหรือไม่ เช่นปัญหาการเมืองในระบบรัฐสภาหรือโครงสร้างสังคมแบบ"รัฐศาสนา" ของแคว้นสักกะ

๒.๑แคว้นสักกะเป็นรัฐทางศาสนาพราหมณ์และระบบวรรณะ จากการสืบค้นคำว่า"วรรณะ" ในระบบพระไตรปิฎกออนไลน์ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (พบในเล่มที่ ๓, ๕, ๗, ๘, ๙, ๑๐, ๑๑) โดยเฉพาะในพระไตรปิฎกฉบับที่ ๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ [ฉบับมหาจุฬา ฯ] ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๓.อัฏฐสูตรว่าด้วยชายหนุ่มชื่ออัมพัฏฐะ
ข้อ.๒๖๗ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า"อัมพัฏฐมานพนี้ชอบเหยียดหยามพวกศากยะรุนแรงว่า เป็นคนรับใช้ทางที่ดีเราควรถามถึงตระกูลดูบ้าง" จึงตรัสถามว่า อัมพัฏฐะเธอมีตระกูล (โคตร) อย่างไร เขาทูลว่า "ท่านพระโคดมข้าพเจ้าคือกัณหายนตระกูล (กัณหายนโคตร)" พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอัมพัฏฐะเมื่อเธอระลึกถึงตระกูลอันเก่าแก่ของบิดามารดาของเธอดู(จะรู้ว่า) พวกศากยะเป็นลูกเจ้าแต่เธอเป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ ก็พวกศากยะพากันอ้างถึงพระเจ้าโอกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งตน"
บทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับอัมพัฏฐมานพสะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตสมัยรัชกาลพระเจ้าโอกกากราชทรงตรากฎหมายวรรณะขึ้นเป็นครั้งแรกและบังคับใช้ระบบวรรณะที่เข้มงวด โดยอาณาจักรโกลิยะ (koliya Country) โดยแบ่งแยกประชาชนออกเป็น ๔ กลุ่มคือพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์และศูทร ผู้เขียนอนุมานข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกดังกล่าวข้างต้นซึ่งระบุไว้ว่า"ชาวศากยะเป็นโอรสของพระราชา(วรรณะกษัตริย์) ในขณะที่ตระกูลกัณหายนเป็นข้าราชบริพารของกษัตริย์ศากยะ" ผู้เขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงนี้โดยการอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยโต้แย้งว่าเจ้าชายแห่งราชวงศ์ศากยะประสูติในวรรณะกษัตริย์ ในขณะที่อัมพัฏฐะมานพนั้น เป็นบุตรของข้าราชบริพารในวรรณะกษัตริย์ซึ่งอยู่ในวรรณะศูทร
กฎหมายฉบับนี้ อ้างถึงเทวลิขิต "มหาพรหม"(ปรากฏในมัชฌิมนิกาย ราชวรรค กัณณถลสูตรและขุททกนิกาย ภูริทัตตชาดก) กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคนอย่างเบ็ดเสร็จ :
- วรรณะพราหมณ์มีหน้าที่ท่องบ่นพระเวทและทำพิธีบูชายัญต่อเทพเจ้า
- วรรณะกษัตริย์มีหน้าที่ใช้อำนาจในการปกครอง
- วรรณะแพศย์มีหน้าที่ทำการเกษตรและค้าขาย
- วรรณะศูทรมีหน้าที่รับใช้วรรณะอื่น

ความรู้นี้ได้มาการอนุมานจากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๐๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔.ราชวรรค]๑๐.กัณณถลสูตร[ข้อ ๓๗๘]........วรรณะ ๔ จำพวกคือ (๑) กษัตริย์ (๒) พราหมณ์ (๓) แพศย์(๔) ศูทร และพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกายชาดกภาค๒[๒๒.มหานิบาต]๖.ภูริทัตตชาดกข้อ[๙๓๒]......พวกพราหมณ์ถือสาธยายมนต์ พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน พวกแพศย์ยึดการเกษตรกรรม และพวกศูทรยึดการรับใช้วรรณะทั้ง ๔ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้าง แต่ละอย่างกล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจได้สร้างขึ้นไว้"
ระบบวรรณะนี้เป็นกลไกควบคุมสังคมในอาณาจักรสักกะโดยมีระบบทางกฎหมายที่เด็ดขาดและมีประสิทธิ เนื่องจากทำให้ผู้คนในสังคมสามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้เอง และระบบนี้ยังคงดำเนินสืบทอดต่อไปจนถึงยุคพุทธกาลโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ
๒.๒ ชีวประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะและการเผชิญหน้ากับความจริงนอกกำแพง เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ พระสุตตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์ ๒๕ โคตมพุทธวงศ์ว่าด้วยพระประวัติของโคตมพุทธวงศ์ [ข้อ.๑๔] เราครองฆราวาสอยู่ ๒๙ ปี มีปราสาทอันอุดมอยู่ ๓ หลัง คือ สุจันทปราสาท โกกนุทปราสาท โกญจปราสาท เป็นต้น และข้อที่ ๑๕ พระองค์ทรงมีนางสนม ๔๐,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีของเราชื่อว่ายโธรา พระโอรสของเราชื่อว่าราหุล"
พยานเอกสารในอรรถกถาขุททกนิกายพุทธวงศ์ข้อ. ๒๕ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวว่า วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ทรงประสงค์จะเสด็จไปยังพระอุทยานหลวง พระองค์จึงทรงเรียกสารถีมาแล้วและทรงสั่งว่า จงเทียมรถไว้เพื่อเราจะได้ชมสวน...พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นแล้วพระองค์เสด็จไปยังพระอุทยานหลวงลำดับนั้น เทวดาทรงดำริว่าเราจักแสดงบุพนิมิตให้พระองค์ทรงเห็นในวันแรก เทวดาปรากฏกายขึ้นในรูปเทพพระบุตรองค์หนึ่ง มีร่างกายทรุดโทรมเพราะวัยชรา ฟันหัก ผมขาว ร่างกายค่อมสั่นเทา...พระองค์ทรงพบชายชราคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สอง)...พระองค์ทรงเห็นคนป่วยคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สาม)...พระองค์ทรงเห็นคนตายคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สี่).....พระองค์ทรงเห็นฤาษีผู้แสวงหาสัจธรรมของชีวิต

ความรู้นี้ได้รับการอนุมานจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาราชวิทยาลัยและอรรถกถานั้น ผู้เขียนพิสูจน์ความจริงในข้อเบื้องต้นว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ชีวิตทางโลกอย่างสุขสำราญในปราสาท ๓ ฤดู ท่ามกลางสตรีบำเรอ ๔๐,๐๐๐ นาง นานถึง ๑๓ ปี จิตวิญญาณของพระองค์ถูกห้อมล้อมด้วยกามคุณ (สิ่งที่น่าปรารถนาคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) อันประณีตมาตลอดชีวิต ย่อมเกิดภาวะ "นิพพิทา" หรือความเบื่อหน่ายในกามคุณเหล่าอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้นพระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปประพาสพระอุทยานหรือสวนหลวงในเขตเมืองกบิลพัสดุ์ ในระหว่างเสด็จพระดำเนินนั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของราษฎรที่อาศัยอยู่ตามท้องถนนในวัยชรา นอนเจ็บและตายอยู่ข้างถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ ความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ได้กระแทกเข้าสู่พระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะอย่างรุนแรง นำไปสู่คำถามที่ว่าขัตติยชนเช่นพระองค์จะทรงใช้อำนาจที่มีอยู่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร ?
๒.๓ ปัญหาของ"จัณฑาล":กลุ่มไร้สิทธิทางกฎหมายเมื่อผู้เขียนอนุมานความรู้เรื่อง "นิมิต ๔จากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและอรรถกถาแล้ว เกิดปัญหาที่น่าคิดคือคนแก่ คนเจ็บและคนตายที่นอนทนทุกข์อยู่ตามท้องถนนนั้นแท้จริงแล้วคือใคร ?ตามกฎหมายวรรณะแห่งอาณาจักรสักกะ หากมีการแต่งงานข้ามวรรณะ หรือสมสู่ก่อนแต่งงานข้ามวรรณะตามประเพณี (เช่นชายพราหมณ์สมสู่กับหญิงศูทร) สังคมจะลงโทษด้วย "ระบบพรหมทัณฑ์" คือการเนรเทศออกจากสังคมตลอดชีวิต และริบสิทธิทางสังคมทั้งหมด กลายเป็นกลุ่มคนไร้วรรณะที่เรียกว่า "จัณฑาล"(หลักฐานปรากฏในอังคุตตรนิกายโทณพราหมณ์สูตร)

๒.๔ ปัญหาของจัณฑาล ระบบวรรณะ ในสังคมภูมิภาคต่างๆ นั้น ซึ่งพวกพราหมณ์อ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระพรหมที่สร้างวรรณะทั้ง ๔ สำหรับประชาชนของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นมา เพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการประกอบอาชีพตามวรรณะของตน เมื่อตรากฎหมายวรรณะแล้ว ย่อมสภาพบังคับตามกฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือห้ามไม่ให้ประชาชนสมสู่หรือร่วมประเวณีกับคนต่างวรรณะ และห้ามไม่ให้ประชาชนปฏิหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น ผู้ใดฝ่าฝืนคำสอนทางศาสนาและกฎหมาย พระพรหมทรงลงโทษเรียกว่า "พรหมทัณฑ์" โดยพระองค์ทรงกำหนดหน้าที่ให้สังคมลงโทษด้วยการขับไล่ออกจากบ้านเรือนตลอดชีวิตนั้นต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะ ไม่สามารถกลับคือสู่สถานะเดิมทางสังคมได้ และนักโทษเหล่านี้ถูกเรียกว่า "จัณฑาล" ยกตัวอย่างเช่น หากชายวรรณะพราหมณ์สมสู่กับหญิงวรรณะศูทร ชายวรรณะพราหมณ์นั้นต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ของวรรณะตน จะถูกสังคมลงโทษด้วยการขับไล่ออกชุมชน กลายเป็นคนจัณฑาลใช้ชีวิตเร่ร่อนบนท้องถนน ดังปรากฏหลักฐานที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกายปัญจก ฉักกนิบาต [๔.จตุตถปัณณาสก์]๕.พราหมณวรรค ๒.โทณพราหมสูตร.......สมสู่กับนางพราหมณีบ้าง สตรีชั้นนางกษัตริย์บ้าง แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง จัณฑาลบ้าง......ด้วยเหตุดั่งนี้แลชาวโลกเรียกว่า "พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล"
หลังจากศึกษาข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าคนวรรณะพราหมณ์สมสู่กับหญิงต่างวรรณะนั้น ต้องสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะของตนทันที่ พวกเขาจะถูกลงโทษโดยพระพรหมในกระบวนที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ซึ่งพระพรหมจะบัญชาให้สังคมบังคับใช้ตามกฎหมายวรรณะ และขับไล่พวกเขาออกจากสังคมตลอดชีวิต พวกเขาถูกบังคับให้ไปอาศัยอยู่ท้องถนนในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์ หาเลี้ยงชีวิตด้วยการทำงานที่ไม่เหมาะสมกับคนวรรณะสูง เช่น เทขยะ ตัดไม้ และจัดการอุจจาระ เป็นต้น
ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนป่วยและคนตาย อาศัยอยู่ตามท้องถนนชีวิตระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์นั้น ผู้เขียนเชื่อว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนไร้วรรณะ ที่เรียกว่า"จัณทาล" คือผู้คนที่เกิดจากการแต่งงานข้ามวรรณะพวกเขา ซึ่งสูญเสียสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะ ไม่มีใครจากวรรณะอื่นคบค้าสมาคมกับพวกเขา ส่งผลให้ตกอยู่ในความยากจนแสนสาหัส พวกเขาถูกบังคับให้ไปอาศัยอยู่ในพระนครใหญ่ ๆ ทำงานในอาชีพที่วรรณะอื่นไม่ยอมรับ วรรณะอื่นที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าและมีอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมไม่ใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนนเหมือนคนไร้วรรณะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักรู้ถึงชะตากรรมของคนไร้วรรณะเหล่านี การตัดสินพระทัยของพระองค์จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติม
๒.๔ หลักฐานทางโบราณคดี : ซากกำแพงหนาแห่งพระราชวังกบิลพัสดุ์ : จากทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์นิยม (Empiricism) การมีอยู่ของพระราชวังกบิลพัสดุ์สามารถพิสูจน์ได้จากหลักฐานทางโบราณคดีในปัจจุบัน ณ หมู่บ้านเตาลิหวา (Taurihawa) ประเทศเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเสาหินอโศกแห่งลุมพินีสถาน
จากการสำรวจซากโบราณสถาน พบกำแพงโบราณที่มีความหนาเกือน ๓ เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ทางประตูทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ในทางปรัชญาการเมือง สิ่งนี้บ่งชี้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงตระหนักถึงความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองในอาณาจักรสักกะโดยเฉพาะปัญหาการยกเลิกวรรณะอยู่ก่อนแล้ว การสร้างกำแพงที่หนาแน่นและใหญ่โตตระหง่านขนาดนี้ ย่อมีไว้เพื่อสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จหนีออกไปโลกภายนอก
ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เสาหินพระเจ้าอโศกเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาพระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ จากผลการค้นพบเบื้องต้นจากพระไตรปิฎกนั้นอนุมานความรู้ว่าพระราชวังกบิลพัสดุ์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น น่าจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินี อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสำรวจ ชาวบ้านในหมู่บ้านเตาริหวา (Taurihawa) ได้แจ้งเจ้าหน้าที่โบราณคดีว่ามีเมืองโบราณสถานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน"เตาลิหวา" ไม่ไกลจากลุมพินีสถานที่ประสูติ และที่ตั้งของเสาหินอโศก
การค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ หลังจากการวิเคราะห์หลักฐานโดยนักโบราณคดีชาวเนปาลและยุโรป นำไปสู่ข้อตกลงเป็นเอกฉันท์ยืนยันว่าซากโบราณสถานแห่งนี้คือ พระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงโปรดสร้างปราสาท ๓ ฤดูไว้ ในเขตพระราชฐาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ถึง ๒๙ ปี แม้สภาพของพระราชวังอันเก่าแก่แห่งพระนครกบิลพัสดุ์ จะเหลือเพียงแต่ซากกำแพงกว้างเกือบ ๓ เมตรตั้งตรงประตูเข้าออกพระราชวังทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกทำให้ผู้เขียนอนุมานได้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบปัญหาแล้วแต่แรกแล้วว่าสักวันหนึ่งวันใดเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวชแน่นอนและสิ่งพระองค์ทรงคาดคะเนไว้เป็นความจริง เมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ ไม่อนุมัติการออกกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพื่อความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงในแคว้นสักกะเพียงฝ่ายเดียว พระองค์ทรงโปรดให้สร้างกำแพงขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อป้องกันมิให้พระราชโอรสเสด็จหนีออกบวช
ดังนั้น เมื่อผู้เขียนได้เดินทางมาผัสสะทางประสาทสัมผัสเพียงเดียวในพระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่แห่งนี้ผู้เขียนจึงวิเคราะห์ได้ว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นเขตพระราชฐานของพระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่ที่เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์และทรงใช้ชีวิตในพระราชวังกบิลพัสดุ์แห่งนี้จนมีพระชนมายุได้ ๒๙ ปี ในความมัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์ที่พระทัยทรงชื่นชอบและโปรดปราณ มูลเหตุที่ผู้เขียนมีความเชื่อเช่นนั้นเพราะเห็นว่าเมืองโบราณแห่งนี้นั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินีมากนักเป็นต้นบริเวณรายรอบล้อมพระราชวังกบิลพัสดุ์เป็นทุ่งนาของชาวบ้านเตาลิหะวาสอดคล้องที่กล่าวในพระไตรปิฎกว่า พวกเจ้าศากยวงศ์นั้นมีอาชีพทำนาและที่สำคัญพระราชวังแห่งนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาหิมาลัยมากนัก พระราชวังอันเก่าแก่แห่งนี้จึงเป็นเหตุปัจจัยของเหตุผลของคำตอบข้อหนึ่งในการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะถ้าเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่ใช้ชีวิตมัวเมามาต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีแล้ว จิตวิญญาณของเจ้าชายสิทธัตถะคงไม่เกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย ในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์ที่จรเข้ามาผัสสะชีวิตของพระองค์ เป็นเหตุให้พระองค์ จึงตัดสินพระทัยออกเยี่ยมประชาชนตัดสินพระทัยออกบวชเพื่อแก่ทุกข์ให้แก่ประชาชน
๒.๕ บริบทความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในรัฐทางศาสนาแห่งอาณาจักรสักกะ
เดิมที่อาณาจักรสักกะนั้นเป็นดินแดนลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัยที่อุดมสมบูรณ์เพราะมีน้ำไหลจากเทือกเขาหิมาลัยตลอดทั้งปี มีชนพื้นเมืองเดิม(ชาวมิลักขะหรือดราวิเดียน)มีความมั่งคั่ง จากการเกษตรและการค้าขายข้ามชาติ(แคว้นต่าง ๆ) ส่งผลให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก นอกจากชาวพื้นเมืองศรัทธาในเทวดา โดยอนุมานความรู้จากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ ขุทททกนิกายชาดกภาค ๒ [๒๒.มหาชาดก] ๖.ภูริทัตตชาดก[๙๒๘] กล่าวว่า "ความจริงคนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา ส่วนพวกมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดา..
เมื่อกลุ่มอารยันเข้ามายึดอำนาจอธิปไตย จึงจำเป็นต้องใช้อุดมการณ์ทางศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะ มาเป็นเครื่องมือ ควบคุมสังคม เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่และตัดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจและการศึกษาของชนพื้นเมืองไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อรองทางการเมือง รัฐสภาศากยวงศ์อันปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม จึงยึดมั่นในกฎหมายวรรณะ ชาวมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดาจริง เป็นความรู้ที่สมเหตุสมผลปราศจากข้อสงสัยในความจริงที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกปัญหาต้องพิจารณาต่อไปอีกชาวมิลักขะบูชาน้ำเป็นเทวดาอย่างไร เมือผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎกทำให้ชาวแคว้นสักกะมีข้าวใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีและสามารถส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศมีรายได้ จำนวนมหาศาลเข้าประเทศ ทำให้ประชาชนในแคว้นนี้มีฐานะร่ำรวยและมั่งคั่งที่สุดในยุคนั้น จนชนวรรณะกษัตริย์สั่งซื้อสิ้นค้าจากต่างประเทศมาใช้ในสมาชิกราชวงศ์ศากยะ เมื่อชีวิตประชาชนชาวแคว้นสักกะมีความเจริญรุ่งเรืองเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งแล้วพวกเขายังดำเนินชีวิตตามแนวคิดของความเชื่อในปรัชญาศาสนาพราหมณ์ว่าพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุดที่ควรเคารพบูชาเพราะพระองค์ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาจากจากพระวรกายของพระองค์เองในแต่ละปี พวกเขาประกอบพิธีกรรมมหาบูชายัญแด่พระพรหมโดยใช้ด้วยสัตว์อย่างละ๗๐๐ตัว ดังปรากฏหลักฐานในพยานเอกสารพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๕.กูฏทันตสูตร [๒๐๐] ก็สมัยนั้นพราหมณ์กูฏทันตะได้เตรียมมหายัญโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ และแกะ ๗๐๐ ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ

ต่อมาพวกอารยันเห็นว่าแม้มีชัยชนะเหนือพวกมิลักขะก็ตาม แต่การปกครองดินแดนพื้นที่ราบเชิงเขาหิมาลัยนั้น มิได้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้โดยง่ายเพราะพวกมิลักขะเจ้าของดินแดนสวรรค์แห่งนี้ยังไม่ยินยอมอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองชนอารยันแต่อย่างใด เพราะพวกเขาเชื่ออย่างมั่นคงและไม่หวั่นไหวว่า เมื่อพระพรหมทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาแล้วจากพระวรกายของพระองค์ พระพรหมจะปกป้องคุ้มครองให้รอดปลอดภัยจากการใช้อำนาจอธิปไตยตามอำเภอใจของพวกอารยันในแต่ละปีพวกมิลักขะ ได้ประกอบพิธีมหายัญด้วยเครื่องพลีจากการฆ่าสัตว์ ๕ อย่างเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๓,๕๐๐ ตัวและยังมีความมั่งคั่งและร่ำรวยจากการขายข้าวและเครื่องเทศไปยังต่างประเทศ เมื่อพวกอารยันตั้งระลึกถึงปรากฏการณ์ทางสังคมได้เช่นนี้พวกอารยันวิเคราะห์หาเหตุผลของคำตอบว่าในภายภาคหน้าเป็นเรื่องยาก ที่พวกเขาจะมีความเจริญรุ่งเรืองเพียงฝ่ายเดียว พวกมิลักขะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอาจให้อำนาจทางเศรษฐกิจต่อรองทางการเมืองได้ และสร้างความสามัคคีในกลุ่มชนมิลักขะ ด้วยการประกอบพิธีมหายัญเป็นประจำทุกปี เมื่ออำนาจอธิปไตยยังเป็นของพวกอารยันอยู่ควรหาทางจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ เพื่อลดบทบาทอำนาจทางเศรษฐกิจมิให้แข็งแกร่ง ลดบทบาททางการศึกษาในปรัชญาทางศาสนา เพื่อมิให้รู้จักคิดหาเหตุผลของคำตอบมาโต้แย้งสิทธิหน้าที่ในการถูกเลือกปฏิบัติในสังคม สร้างสภาพบังคับทางกฎหมายจารีตประเพณีด้วยการให้สังคม หรือชุมชนลงพรหมทัณฑ์แก่พวกจัณฑาลที่แต่งงานข้ามวรรณะ ทำให้ระบบวรรณะในสังคมเข้มแข็งและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น การแบ่งวรรณะทำให้เกิดความสามัคคีในชนแต่ละวรรณะเพราะเป็นการอ้างความประสงค์ของพระพรหมณ์ ขณะเดียวกันเห็นว่าเมื่ออำนาจทางเศรษฐกิจ ยังเป็นของพวกดราวิเดียน จึงคิดหาเหตุผลที่ จะจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น รัฐสภาศากยวงศ์จึงได้ออกกฎหมายแบ่งประชาชนออกเป็น ๔ วรรณะ ให้พวกดราวิเดียนเป็นพวกผิวดำ อยู่ในวรรณะต่ำสุด โดยอ้างว่าพระพรหมเป็นสร้างมนุษย์ขึ้นมาและแบ่งสิทธิหน้าที่ของประชาชน ที่พระพรหมสร้างไว้แล้วให้ประกอบอาชีพตามวรรณะของตนเอง เมื่อรัฐสภาออกกฏหมายแบ่งวรรณะแล้ว และยังได้ออกธรรมะของกษัตริย์ในการปกครองประเทศด้วยห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติแล้วดังนั้นกฎหมายแบ่งวรรณะเมื่อรัฐสภาของแคว้นต่างๆ ออกกฎหมายไว้แล้วจึงต้องห้ามมิให้ยกเลิกวรรณะแต่อย่างใด ตามแนวคิดของปรัชญาศาสนาพราหมณ์ถือว่ารัฐสภาของแคว้นต่างๆ ยอมรับความมีอยู่ของพระพรหมว่ามีอยู่จริงเพราะเชื่อว่าพระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากพระองค์เอง เท่ากับรัฐเหล่านั้นรัฐศาสนาตามที่กล่าวในพระไตรปิฎก
๒.๗ หลักอปริหานิยธรรม
ในสมัยพุทธกาลนั้นแคว้น (country) ต่าง ๆ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานในการบริหารปกครองประเทศหรือไม่ เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า คำว่า "แคว้น" นักวิชาการหลายคนทางด้านภาษาอังกฤษแปลความหมายว่า "ประเทศ" ในสมัยปัจจุบันทุกประเทศจะมีกฎหมายรัฐธรมนูญนักวิชาการทางพุทธปรัชญาหลายท่านวิเคราะห์ว่าหลักอปริหานิยธรรมนั้นเป็นธรรมของกษัตริย์ต้องปฏิบัติในการบริหารปกครองประเทศ โดยเฉพาะรัฐที่มีระบอบการปกครองแบบสามัคคีธรมเช่น รัฐสักกะ รัฐวัชชี เป็นต้น เป็นกฎหมายสูงสุดควรพิจารณาในการแสวงหาคำตอบทางปรัชญาในการศึกษาเชิงวิเคราะห์นั้น การทอดพระเนตรเห็นนิมิต ๔ จะถือว่าเป็นมูลเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชนั้น เป็นการตีความถ้อยคำตามตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในพระไตรปิฎกนั้น ยังมีน้ำหนักในเหตุผลของคำตอบยังไม่เพียงพอที่รับฟังแล้วให้เชื่อว่าเป็นความจริงอย่างนั้น ทำให้ผู้เขียนสิ้นความสงสัยในเหตุผลของการออกบวชเจ้าชายสิทธ้ตถะได้เราจำเป็นต้องหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นยุคเดียวกันนั้น มาวิเคราะห์หาเหตุผลของคำตอบเพื่อสนับสนุนคำตอบของการออกผนวชให้ได้หลักความรู้และความจริงนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นข้อยุติของผู้เขียนว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ชรา คนเจ็บป่วย และคนตายบนสองข้างเสด็จพระราชดำเนินไปสู่พระราชอุทยานนั้น ทรงสนพระทัยไต่ถามนายฉันนะว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นใคร เมื่อได้คำตอบแล้ว คงไม่ปล่อยปัญหาความยากจนของประชาชนโดยไม่ใจอย่างแน่นอน แม้ในข้อความอื่นในพระไตรปิฎกนั้นจะม่มีรายละเอียดเขียนไว้อย่างแน่ชัดก็ตาม

๒.๘ เจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิรูปสังคมในชมพูทวีป เมื่อข้อเท็จจริงได้รับฟังว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงออกประพาสพระนครกบิลพัสดุ์ ทรงเห็นปัญหาของประชาชนไร้วรรณะที่เรียกกันว่า "พวกจัณฑาล" ไม่มีสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพตามกฎหมายจารีตประเพณี เพราะทุกอาชีพนั้น ได้สงวนไว้ เพื่อชนวรรณะอื่นไปจนหมดสิ้นแล้วต้องใช้ชีวิตอย่างคนไร้บ้านข้างถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ ต้องทำงานเทขยะ เทอุจจาระ เป็นต้น เมื่อทรงตั้งสติระลึกถึงปัญหาของพวกจัณฑาลเป็นเวลาหลายวันแล้วพระองค์มองเห็นวิธีการเดียวเท่านั้น ที่แก้ไขปัญหาของประเทศได้คือ การเสนอบัญญัติกฎหมายยกเลิกประเพณีการแบ่งชนชั้นวรรณะประชาชนในแคว้นสักกะ มิให้มีอีกต่อไปต่อรัฐสภาศากยวงศ์ตามหลักธรรมะของกษัตริย์เรียกว่า"ราชอปริหานิยธรรม"เป็นหลักนิติศาสตร์ในการปกครองประเทศมีลักษณะเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศเทียบเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อผู้บริหารประเทศนำหลักอปริหานิยธรรมไปใช้ปฏิบัติแล้วรัฐอิสระนั้น จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงเพียงฝ่ายเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น