๔.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุในการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ
(Facts Regarding the Motivation Behind Prince Siddhartha's ordination)
คำสำคัญ : เจ้าชายสิทธัตถะ, การออกผนวช, นิมิต ๔, ระบบวรรณะ, จัณฑาล, สภาสัณถาคาร, ราชอปริหานิยธรรม, ปรัชญาพุทธภูมิ
๑.บทนำ:การวิพากษ์ "นิมิต ๔ " ด้วยระเบียบวิธีทางปรัชญา (Epistemological Challenge)

จากการตรวจสอบหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกายพุทธวงศ์ ๒๕.โคตมวงศ์ข้อ. ๑๖ มีการบันทึกประวัติการผนวชไว้เพียงสั้น ๆ ว่า
"เราเห็นนิมิต ๔ จึงทรงราชพาหนะคือม้าออกผนวช" ......แล้ว ได้บำเพ็ญทุกกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ"
แม้นัยเชิงความเชื่อดั้งเดิมจะอธิบายอย่างกว้างขวางว่าการพบคนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช (นิมิต๔) คือ ชนวนเหตุที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวช ทว่าในมุมมองของนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ ข้อสรุปนี้ตามตัวอักษรยังขาดรายละเอียดเชิงประจักษ์(Empirical Evidence) เนื่องจาก ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมนุษย์ทุกคนต้องประสบ
เจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงเจริญวัยท่ามกลางข้าราชบริพารกว่า ๔๐,๐๐๐ คนและปราสาท ๓ ฤดู ย่อมต้องเคยทอดพระเนตรเห็นความเจ็บป่วยและการสิ้นชีวิตของข้าราชบริพารมาบ้างแล้ว เหตุใดปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้จึงกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางปัญญาที่ตักเตือนให้ขัตติยชน ผู้เพียบพร้อม ทรงยอมสละสิทธิในการสืบราชบัลลังก์เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต?
เมื่อพิจารณาตามหลักกาลามสูตร พระพุทธองค์ตรัสสอนมิให้วิญญูชนปักใจเชื่อข้อคิดเห็น(ทัศนะ)ของนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาที่คาดคะเนความจริงตามปฏิภาณไหวพริบของตน, เชื่อตามบันทึกตามตำราหรือคัมภีร์ทางศาสนาโดยปราศจากการวิเคราะห์ การสืบค้นความจริงต้องอาศัย "กระบวนการอนุมานความรู้ (Inference) ผ่านการรวบรวมพยานแวดล้อมcircumstancial evidence) ทั้งพยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานโบราณคดีเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างทางสังคม (หรือระบบการปกครอง)และการเมืองในสมัยพุทธกาล
๒.พยานแวดล้อมและข้อเท็จจริงทางสังคมการเมืองในสมัยอินเดียโบราณ
เมื่อการอธิบายนิมิต ๔ ในเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงปาฏิหาริย์ ยังไม่อาจให้คำตอบที่สมเหตุสมผลตามหลักตรรกวิทยา เราจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ "พยานแวดล้อม( circumstancial evidence)" ซึ่งปกครองด้วยด้วยระบบรัฐศาสนาพราหมณ์ และจารีตวรรณะที่เข้มงวด

๒.๑ แคว้นสักกะ ระบบวรรณะและภาวะนิพพิทา ในสมัยพุทธกาล สัวงคมอินเดียโบราณถุกครอบงำด้วยอุดมการณ์ศาสนาพราหมณ์ และการแบ่งแยกชนชั้นหรือวรรณะอย่างเด็ดขาด โดยอ้างบทบัญญัติเทวลิขิตแห่งมหาพรหม ดังปรากฎหลักฐานดังปรากฏใน "กัณณถลสูตร"(มัชฌิมนิกาย) และ "ภูริทัตตสูตร" (ขุททกนิกาย) ที่แบ่งประชาชนในแคว้นต่าง ๆ ออกเป็น ๔ วรรณะคือ
- วรรณะพราหมณ์: พราหมณ์มีหน้าที่ท่องสวดพระเวทและประกอบพิธีกรรมบูชายัญ
- วรรณะกษัตริย์:ชนวรรณะกษัตริย์มีหน้าที่ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองและรักษารัฐ
- วรรณะแพศย์:มีหน้าที่พาณิชยกรรมและการเกษตร
- วรรณะศูทร: มีหน้าที่รับใช้วรรณะสูงทั้ง ๓ วรรณะ
ความรู้นี้ได้อนุมานจากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๐๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔.ราชวรรค]๑๐.กัณณถลสูตร[ข้อ ๓๗๘].. วรรณะ ๔ จำพวกคือ (๑) กษัตริย์ (๒) พราหมณ์ (๓) แพศย์(๔) ศูทร และพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๒๐ ขุททกนิกายชาดกภาค๒[๒๒.มหานิบาต]๖.ภูริทัตตชาดกข้อ[๙๓๒]......พวกพราหมณ์ถือสาธยายมนต์ พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน พวกแพศย์ยึดการเกษตรกรรม และพวกศูทรยึดการรับใช้วรรณะทั้ง ๓ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้าง แต่ละอย่างกล่าวกันว่ามหาพรหมผู้มีอำนาจได้สร้างขึ้นไว้"
นอกจากนี้ใน "อัมพัฏฐสูตร" พระไตรปิฎกฉบับที่ ๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๓.อัมพัฏฐสูตรว่าด้วยชายหนุ่มชื่ออัมพัฏฐะ ข้อ.๒๖๗ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า"อัมพัฏฐมานพนี้ชอบเหยียดหยามพวกศากยะรุนแรงว่า เป็นคนรับใช้ทางที่ดี เราควรถามถึงตระกูลดูบ้าง"จึงตรัสถามว่า อัมพัฏฐะเธอมีตระกูล(โคตร)อย่างไร เขาทูลว่า "ท่านพระโคดมข้าพเจ้าคือกัณหายนตระกูล(กัณหายนโคตร)" พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอัมพัฏฐะเมื่อเธอระลึกถึงตระกูลอันเก่าแก่ของบิดามารดาของเธอดู(จะรู้ว่า) พวกศากยะเป็นลูกเจ้าแต่เธอเป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ ก็พวกศากยะพากันอ้างถึงพระเจ้าโอกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งตน"
บันทึกบทสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับอัมพัฏฐมานพ ซึ่งสะท้อนจารีตโบราณการถือตัวในสายเลือดและตระกู,(โคตร) ของศากยวงศ์อย่างเข้มงวด
จากหลักฐานใน "โคตมพุทธวงศ์" ระบุว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงเสวยสุขในปราสาท ๓ ฤดู จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ พระสุตตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์ ๒๕โคตมพุทธวงศ์ว่าด้วยพระประวัติของโคตมพุทธวงศ์ [ข้อ.๑๔] เราครองฆราวาสอยู่ ๒๙ ปี มีปราสาทอันอุดมอยู่ ๓ หลังคือ สุจันทปราสาท โกกนุทปราสาท โกญจปราสาท และท่ามกลางนางสนมและข้าราชบริพารตลอด ๑๓ ปี ข้อเท็จจริงย่อมชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงถูกห้อมล้อมด้วยกามสุขอันประณีตจนถึงพระชนมายุ ๒๙ พรรษาได้ก่อให้เกิดภาวะ "นิพพิทา" หรือความเบื่อหน่ายในความสุขทางโลก และเมื่อเสด็จประพาสพระอุทยานทรงได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของประชาชนสองข้างทาง ซึ่งโดนพระทัยให้ทรงตั้งคำถามว่า ขัตติยชนเช่นพระองค์จะทรงใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศ เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชนในโครงสร้างความเลื่อมล้ำในสังคมของแคว้นสักกะให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร ?
ข้อที่ ๑๕ พระองค์ทรงมีนางสนม ๔๐,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีของเราชื่อว่ายโธรา พระโอรสของเราชื่อว่าราหุล" และพยานเอกสารในอรรถกถาขุททกนิกายพุทธวงศ์ข้อ. ๒๕ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวว่าวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ทรงประสงค์จะเสด็จไปยังพระอุทยานหลวง พระองค์จึงทรงเรียกสารถีมาแล้วและทรงสั่งว่าจงเทียมรถไว้เพื่อเราจะได้ชมสวน... พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นแล้วพระองค์เสด็จไปยังพระอุทยานหลวงลำดับนั้นเทวดาทรงดำริว่าเราจักแสดงบุพนิมิตให้พระองค์ทรงเห็นในวันแรก เทวดาปรากฏกายขึ้นในรูปเทพพระบุตรองค์หนึ่ง มีร่างกายทรุดโทรมเพราะวัยชรา ฟันหัก ผมขาวร่างกายค่อมสั่นเทา...พระองค์ทรงพบชายชราคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สอง)...พระองค์ทรงเห็นคนป่วยคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สาม)...พระองค์ทรงเห็นคนตายคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สี่).....พระองค์ทรงเห็นฤาษีผู้แสวงหาสัจธรรมของชีวิต

๒.๒ ปัญหาของ"จัณฑาล"(มนุษย์ผู้ถูกริดรอนสิทธิเชิงโครงสร้างทางสังคม) ในสังคมที่ใช้หลักศาสนาควบคุมกฎหมาย หากมีการละเมิดจารีตประเพณีด้วยการสมสู่ข้ามวรรณะ เช่น หญิงพราหมณ์สมสู่กับชายวรรณะศูทรผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษด้วย "พรหมทัณฑ์" คือการตัดสิทธิทางสังคม ถอดถอนวรรณะ เนรเทศออกจากชุมชน และกลายเป็นจัณฑาล ดังปรากฏหลักฐานใน"โทณพราหมสูตร" ของพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจกฉักกนิบาต [๔.จตุตถปัณณาสก์]๕.พราหมณวรรค ๒.โทณพราหมสูตร...สมสู่กับนางพราหมณีบ้างสตรีชั้นนางกษัตริย์บ้าง แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง จัณฑาลบ้างด้วยเหตุดั่งนี้แลชาวโลกเรียกว่า"พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล" คนไร้วรรณะเหล่านี้ ไม่มีสิทธิประกอบอาชีพสุจริตตามกฎหมายวรรณะ ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน ไร้บ้านและถูกบังคับให้ทำงานที่สังคมมองว่าต่ำตมเช่น การเก็บขยะหรือเทสิ่งปฏิกูลตามริมถนนในเมืองใหญ่ เช่น พระนครกบิลพัสดุ์

ผู้เขียนอนุมานว่าภาพ "คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย"ที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส สองข้างทางในยามที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสแท้จริงแล้วคือ"กลุ่มจัณฑาลและชนชั้นล่าง "ที่ไร้การเหลียวแลจากรัฐ (ถูกโครงสร้างสังคมกดทับไว้) ร่างกายจึงทรุดโทรมและไร้สุขอนามัยของพวกเขา คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ของความอยุติธรรมทางกฎหมาย (ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน) ในสมัยพุทธกาล ส่งผลให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงเกิดภาวะเบื่อหน่ายในกามสุขอันไร้แก่นสารภายในปราสาท ๓ ฤดูและทรงตั้งคำถามเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ว่า เหตุใดโครงสร้างรัฐจึงสร้างความทุกข์ให้แก่คนบางกลุ่มอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ?
๒.๓บริบททางเศรษฐกิจ การเมืองและสงครามแย่งชิงทรัพยากร แคว้นสักกะตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัย มีความอุดมสมบูรณ์ เดิมชนพื้นเมือง (ชาวมิลักขะหรือดราวิเดียน) มีความั่งคั่งจากการทำนาและการค้า แต่เมื่อพวกอารยันเข้ามายึดอำนาจอำนาจอธิปไตย จึงใช้อุดมการณ์ทางระบบวรรณะและพิธีกรรมทางบูชายัญ (ดังปรากฏในกฎทันตสูตร)เป็นเครื่องมือทางกฎหมายผูกขาดความมั่งคั่ง และริดรอน อำนาจทางการเมืองของชนพื้นเมือง ไม่สามารถต่อรองอำนาจทางการเมืองได้
นอกจากนี้ความขัดแย้งเชิงชั้นวรรณะภายในแล้ว แคว้นสักกะยังเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองภายนอก โดยเฉพาะพิพาทเรื่องการแย่งชิงน้ำในแม่น้ำโรหินี เพื่อการเกษตรกรรมกับแคว้นโกลิยะ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามอยู่ตลอดเวลา สภาพสังคมที่ตั้งอยู่บนความเลื่อมล้ำและแรงกดดันทางสงคราม จึงเป็นปัจจัยเร่งให้ทรงมองหาทางออกจากวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้
๒.๔ หลักฐานทางโบราณคดี : ซากกำแพงหนาแห่งพระราชวังกบิลพัสดุ์
ในทางประจักษ์นิยม"(Empiricism) การขุดค้นทางโบราณคดี ณ บริเวณติเลาโกต (Tilaurakot) หมู่บ้านเตาลิหวา (Taurihawa) ประเทศเนปาล ใกล้กับเสาหินอโศกแห่งลุมพินี ซึ่งนักโบราณคดีชาวเนปาลและยุโรปยืนยันเป็นเอกฉันท์ว่าเป็น"พระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ"ที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอด ๒๙ พรรษา การสำรวจทางโบราณคดี ได้เผยให้เห็นซากกำแพงอิฐโบราณที่มีความหนาเกือบ ๓ เมตร บริเวณประตูเข้าออกทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก กำแพงอิฐอันตระหง่านหนาแน่นนี้สะท้อนในเชิงปรัชญาการเมืองว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงตระหนักถึงความตั้งใจ และอุดมการณ์ของเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ก่อนแล้ว จึงโปรดให้สร้างกำแพงเมืองขนาดใหญ่ขึ้นก็เพื่อป้องกัน และสกัดกั้นมิให้พระราชโอรสเสด็จหนีออกผนวช หลังจากพระองค์ทรงเริ่มตั้งคำถามต่อระบบการปกครอง และความเหลี่ยมล้ำในสังคม โดยเฉพาะเมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ ไม่อนุมัติการออกกฎหมายยกเลิกวรรณะ เพื่อรักษาอำนาจและความมั่นคงของชนชั้นสูงในแคว้นสักกะ
ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เสาหินพระเจ้าอโศกเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาพระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ จากผลการค้นพบเบื้องต้นจากพระไตรปิฎกนั้นอนุมานความรู้ว่าพระราชวังกบิลพัสดุ์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นน่าจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินี อย่างไรก็ตามในระหว่างการสำรวจ ชาวบ้านในหมู่บ้านเตาริหวา (Taurihawa) ได้แจ้งเจ้าหน้าที่โบราณคดีว่ามีเมืองโบราณสถานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน"เตาลิหวา"ไม่ไกลจากลุมพินีสถานที่ประสูติ และที่ตั้งของเสาหินอโศก
การค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ หลังจากการวิเคราะห์หลักฐานโดยนักโบราณคดีชาวเนปาลและยุโรป นำไปสู่ข้อตกลงเป็นเอกฉันท์ยืนยันว่าซากโบราณสถานแห่งนี้คือ พระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงโปรดสร้างปราสาท ๓ ฤดูไว้ ในเขตพระราชฐาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ถึง ๒๙ ปี แม้สภาพของพระราชวังอันเก่าแก่แห่งพระนครกบิลพัสดุ์ จะเหลือเพียงแต่ซากกำแพงกว้างเกือบ ๓ เมตรตั้งตรงประตูเข้าออกพระราชวังทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกทำให้ผู้เขียนอนุมานได้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบปัญหาแล้วแต่แรกแล้วว่าสักวันหนึ่งวันใดเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวชแน่นอนและสิ่งพระองค์ทรงคาดคะเนไว้เป็นความจริง เมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ ไม่อนุมัติการออกกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพื่อความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงในแคว้นสักกะเพียงฝ่ายเดียว พระองค์ทรงโปรดให้สร้างกำแพงขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อป้องกันมิให้พระราชโอรสเสด็จหนีออกบวช
เมื่อผู้เขียนได้เดินทางไปสัมผัสสถานที่จริง ณ พระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาหิมาลัยและลุมพินีวันล้อมรอบล้อมด้วยทุ่งนาของชาวบ้านเตาลิหวา (สอดคล้องกับบันทึกในพระไตรปิฎกที่ว่าชาวศากยะนั้นประกอบอาชีพทำนา) ยิ่งทำให้วิเคราะห์ได้ว่า การใช้ชีวิตสุขสมบูรณ์ท่ามกลางรูป รส กลิ่น เสียงในพระราชวังแห่งนี้มายาวนานจนถึงพระชนมายุ ๒๙ พรรษา คือเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้จิตวิญญาณของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเกิดภาวะ "นิพพิทา"หรือความเบื่อหน่ายในกามคุณอย่างที่สุด จนตัดสินพระทัยเสด็จออกเยี่ยมราษฎร และนำไปสู่การตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางแก้ทุกข์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
๒.๕ บริบทความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในรัฐทางศาสนาแห่งอาณาจักรสักกะ
เดิมที่อาณาจักรสักกะตั้งอยู่บนดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ บริเวณลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัยซึ่งมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี ชนพื้นเมืองเดิม(ชาวมิลักขะหรือดราวิเดียน) มีความมั่งคั่งอย่างยิ่ง จากการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการผลิตข้าวและเครื่องเทศส่งออกไปขายยังต่างประเทศ(แคว้นต่าง ๆ) ก่อให้เกิดรายได้มหาศาล สภาพเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง ส่งผลให้ประชาชนมีฐานะดีที่สุดยุคหนึ่ง จนชนชั้นสูงในราชวงศ์ศากยะ สามารถสั่งซื้อสินค้านำเข้าจากต่างแดนมาใช้สอย
ในด้านความเชื่อ ชนพื้นเมืองเดิมนับถือธรรมชาติ โดยเฉพาะการนับถือน้ำเป็นเทวดา (ดังปรากฏใน"ภูริทัตตชาดก" ในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬา ฯ) เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ ขุทททกนิกาย ชาดกภาค ๒ [๒๒.มหาชาดก] ๖.ภูริทัตตชาดก[๙๒๘] ความว่า "ความจริงคนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา ส่วนพวกมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดา.. ควบคู่ไปความเชื่อตามอุดมการณ์ศาสนาพราหมณ์ว่า พระพรหมเป็นสร้างมนุษย์ ในแต่ละปี จึงมีการจัดพิธีกรรมมหาบูชายัญอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อถวายแด่พระพรหม โดยใช้สัตว์สังเวยประเภทต่าง ๆ ถึงชนิดละ ๗๐๐ ตัว รวมไม่น้อยกว่า ๓,๕๐๐ ตัวต่อครั้ง ดังปรากฏหลักฐานใน "กูฏทันตสูตร" (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๕.กูฏทันตสูตร [๒๐๐] ก็สมัยนั้นพราหมณ์กูฏทันตะได้เตรียมมหายัญโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ และแกะ ๗๐๐)

อย่างไรก้ดี แม้กลุ่มชาวอารยันจะสามารถเข้ามายึดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนแห่งนี้ได้ แต่การปกครองกลุ่มชนพื้นเมืองเดิมกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากชาวมิลักขะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นอันยึดมั่นว่าเทวดาปกป้องคุ้มครองตน ส่งผลให้พวกอารยันกังวลว่า อำนาจทางเศรษฐกิจและการรวมกลุ่มผ่านพิธีกรรมประจำปีของชาวมิลักขะ อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นปกครองอารยัน จึงใช้อุดมการณ์ทางศาสนาพราหมณ์และตรา"กฎหมายวรรณะ" ขึ้นเป็นกลไกลควบคุมสังคมผ่าน"รัฐสภาศากยวงศ์" (ซึ่งปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม) โดยบังคับให้ชาวราวิเดียนผิวดำตกอยู่ในวรรณะต่ำสุด และจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ เมื่ออำนาจอธิปไตยยังเป็นของกลุ่มพวกอารยันอยู่ควรหาทางจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ การศึกษาและอำนาจทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อรองทางการเมืองพร้อมใช้บทลงโทษทางจารีตประเพณีเช่น"พรหมทัณฑ์" แก่ผู้ที่แต่งงานข้ามวรรณะและปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ยังให้อำนาจคนในสังคมตรวจสอบกันเอง เพื่อกระชับโครงสร้างชนชั้นให้เด็ดขาดยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐสภาศากยวงศ์ยังตรากฎหมายปกครอง (รัฐธรรมนูญ) อ้างอิงหลักการห้ามยกเลิกกฎหมายเดิมที่บัญญัติไว้ดีแล้ว ส่งผลให้กฎหมายแบ่งแยกวรรณะกลายเป็นข้อบังคับถาวรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การรับรองอุดมการณ์ศาสนาพราหมณ์และบทบาทของพระพรหมในระดับโครงสร้างรัฐเช่นนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า แคว้นต่าง ๆ ในยุคนั้น มีสภาพเป็น "รัฐศาสนา"อย่างชัดเจน
๒.๖ หลักอปริหานิยธรรม
ในสมัยพุทธกาลนั้น แคว้นต่าง ๆ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือหลักเกณฑ์สูงสุดในการบริหารปกครองประเทศหรือไม่ ? จากการศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พบข้อเท็จจริงว่าคำว่า "แคว้น" ตรงกับความหมายของ "ประเทศ" ในปัจจุบัน ซึ่งทุกประเทศต้องมีกฎหมายรัฐธรมนูญเป็นหลักในการปกครอง นักวิชาการทางพุทธปรัชญาหลายท่านจึงวิเคราะห์ว่า "หลักอปริหานิยธรรม" คือหลักธรรมสำคัญที่กษัตริย์และผู้ปกครองต้องยึดถือ โดยเฉพาะในรัฐที่ใช้ระบอบการปกครองแบบสามัคคีธรรมเช่น รัฐสักกะ รัฐวัชชี จึงเปรียบได้กับกฎหมายสูงสุดของรัฐในยุคนั้น
การพิจารณาประเด็นการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เพียงเพราะการทอดพระเนตรเห็น "นิมิต ๔ ตามตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในพระไตรปิฎกนั้น จึงอาจยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้สรุปว่า เป็นข้อยุติ การศึกษาเชิงวิเคราะห์ทางปรัชญาจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะบริบทและปัญหาทางสังคมในยุคเดียวกันมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อค้นหาเหตุผลที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความเป็นจริงยิ่งขึ้น
ข้อสรุปอันเป็นข้อยุติของผู้เขียนเห็นว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ชรา คนเจ็บป่วย และคนเสียชีวิตระหว่างเสด็จประพาสพระราชอุทยานนั้น พร้อมทั้งตรัสถามนายฉันนะถึงที่มาของคนเหล่านั้น พระองค์ย่อมไม่อาจทรงนิ่งเฉยต่อความทุกข์ยาก และความยากจนของราษฎรได้อย่างแน่นอน แม้ข้อความในพระไตรปิฎกนั้น จะไม่ได้บันทึกรายละเอียดในส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจนก็ตาม
๓.บทสรุป: การเสนอปฏิรูปสังคมและการตัดสินพระทัยออกผนวช
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของกลุ่ม"จัณฑาล" และทรงตระหนักว่าความทุกข์ยากของราษฎรไม่ได้เกิดจากโชคชะ ตาหากเกิดจาก "กฎหมายวรรณะอันอยุติธรรม" ที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น ในฐานะรัชทายาท เจ้าชายสิทธัตถะทรงพยายามแก้ไขปัญหานี้ตามกระบวนนิติรัฐ
พระองค์ทรงนำเสนอต่อ"สภาสัณถาคาร(รัฐสภาแห่งศากยวงศ์ซึ่งปกครองด้วยระบอบสามัคีธรรม) เพื่อขอ"ยกเลิกระบบวรรณะ" และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชนทุกคน ทว่าสมาชิกรัฐสภาศากยวงศ์ได้ร่วมกันพิจารณาข้อกฎหมายตาม"หลักราชอปริหานิยธรรม" มาตรา ๓ แล้ว และมีความเห็นว่า การเสนอยกเลิกระบบวรรณะนั้น ขัดต่อหลักราช อปริหานิยธรรมที่ห้ามเพิกถอนกฎหมายเดิมที่บัญญัติไว้ดีแล้ว จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ยกเลิกการปฏิรูปสังคม ตามที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสนอมา เมื่อระบบรัฐสภาศากยวงศ์ปฏิเสธการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของสังคมตามกระบวนการทางกฎหมาย และการดำรงตำแหน่งกษัตริย์ในอนาคต ทรงไม่สามารถขจัดความทุกข์ของประชาชนได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัย สละราชสมบัติและเสด็จออกผนวชเพื่อค้นหาปัญญาญาณขั้นสูงสุดหรือ "ปรมัตถ์สัจจะ" ที่จะปลดแอกมนุษยชาติออกจาก "อวิชชา" อคติทางวรรณะ และความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างแท้จริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น