The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

๔.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุในการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

 

๔.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุในการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

(4. Facts about the reasons for Prince Siddhartha's ordination) 

คำสำคัญ : เจ้าชายสิทธัตถะ, การออกผนวช, นิมิต ๔, ระบบวรรณะ, จัณฑาล, ราชอปริหานิยธรรม, พุทธภูมิ

๑.บทนำ:การวิพากษ์ "นิมิต ๔ "  ด้วยระเบียบวิธีทางปรัชญา  (Epistemological  Challenge) 

       จากการตรวจสอบหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย           เล่มที่ ๓๓   พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕   ขุททกนิกายพุทธวงศ์ ๒๕.โคตมวงศ์ข้อ. ๑๖    มีการบันทึกไว้เพียงสั้น ๆ  ว่า  "เราเห็นนิมิต ๔    จึงทรงราชพาหนะคือม้าออกผนวช"......แล้ว  ได้บำเพ็ญทุกกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ"   

        แม้คติความเชื่อดั้งเดิมจะยอมรับกันโดยไปว่าการพบคนแก่ คนเจ็บ คนตาย   และนักบวช คือชนวนเหตุแห่งการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ       ทว่าในมุมมองของนักปรัชญาและนักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ข้อสรุปนี้ยังขาดรายละเอียดเชิงประจักษ์(Empirical  Evidence) เพราะในความเป็นจริง ความแก่ ความเจ็บ  และความตาย  เป็นกฎธรรมชาติมนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ  เจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงเจริญวัยท่ามกลางข้าราชบริพาร  ย่อมต้องเคยพบเห็นปรากฏการณ์ธรรมดานี้มาบ้างแล้ว    เหตุใดปรากฏการณ์ทั่วไป จึงกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางปัญญาที่ทำให้ขัตติยชน ผู้เพียบพร้อม  ทรงยอมสละฐานันดรศักดิ์เป็นพระโพธิสัตว์   เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต  

    พระพุทธองค์เคยตรัสสอนมิให้วิญญูชนปักใจเชื่อข้อคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์   หรือนักปรัชญาที่คาดคะเนไปตามปฏิภาณไหวพริบ โดยไร้เหตุผลรองรับในฐานะนักคิด   เราจึงไม่เพียงรับรู้ผ่านอายตนะแล้วเชื่อตามบันทึกอย่างหลับหูหลับตา    แต่ต้องใช้ "กระบวนการอนุมานความรู้ (Inference)และรวบรวมพยานแวดล้อม     ทั้งพยานเอกสาร  พยานวัตถุ และพยานโบราณคดี  เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เชิงโครงสร้างทางสังคม และการเมือง 
         
     หากพิจารณาตามความเป็นจริง ความความแก่ ความเจ็บ      และความตายเป็นกฎธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเผชิญด้วยตนเอง  เจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญวัยท่ามกลางข้าราชบริพารกว่า ๔๐,๐๐๐ คน  พระองค์ย่อมทรงต้องพบเห็นการพลัดพรากจากคนที่รัก   และปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของสังคมนี้มาบ้างแล้วเหตุใดปรากฏการณ์ปกติเหล่านี้   จึงกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ขัตติยชนผู้เพียบพร้อมทรงยอมสละฐานันดรศักดิ์ไปเป็นพระโพธิสัตว์ ?ปมปัญหานี้อาจอธิบายได้ด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองในยุคพุทธกาล  

๒.พยานแวดล้อมและข้อเท็จจริงทางสังคมการเมืองในสมัยอินเดียโบราณ  

    เมื่อนิมิต ๔ ในเชิงสัญลักษณ์เชิงปาฏิหารย์ ยังไม่ใช่น้ำหนักที่เพียงพอในเชิงตรรกะ เราจึงต้องวิเคราะห์ "พยานแวดล้อมกรณี ( circumstancial evidence)"(พยานหลักฐานทางอ้อมที่อนุมานจากพฤติการณ์ต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรง)ของแคว้นสักกะ  ซึ่งปกครองด้วยด้วยระบบรัฐศาสนาพราหมณ์และจารีตวรรณะที่เข้มงวด  

    ๒.๑แคว้นสักกะกับระบบวรรณะ จากการสืบค้นคำว่า"วรรณะ"ในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ในเล่มที่ ๓, ๕, ๗, ๘, ๙, ๑๐, ๑๑) โดยเฉพาะในพระไตรปิฎกฉบับที่ ๘  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ [ฉบับมหาจุฬา ฯ] ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค  ๓.อัฏฐสูตรว่าด้วยชายหนุ่มชื่ออัมพัฏฐะ 

        ข้อ.๒๖๗ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า"อัมพัฏฐมานพนี้ชอบเหยียดหยามพวกศากยะรุนแรงว่า เป็นคนรับใช้ทางที่ดีเราควรถามถึงตระกูลดูบ้าง" จึงตรัสถามว่า อัมพัฏฐะเธอมีตระกูล (โคตร) อย่างไร เขาทูลว่า "ท่านพระโคดมข้าพเจ้าคือกัณหายนตระกูล (กัณหายนโคตร)" พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอัมพัฏฐะเมื่อเธอระลึกถึงตระกูลอันเก่าแก่ของบิดามารดาของเธอดู(จะรู้ว่า) พวกศากยะเป็นลูกเจ้าแต่เธอเป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ ก็พวกศากยะพากันอ้างถึงพระเจ้าโอกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งตน" 

       บทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับอัมพัฏฐมานพสะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตสมัยรัชกาลพระเจ้าโอกกากราชทรงตรากฎหมายวรรณะขึ้นในอาณาจักรโกลิยะ (koliya Country)  แบ่งแยกประชาชนออกเป็น ๔ วรรณะคือพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์และศูทร โดยอ้างอิงเทวลิขิตแห่งมหาพรหม ผู้เขียนอนุมานข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกดังกล่าวข้างต้นซึ่งระบุไว้ว่า"ชาวศากยะเป็นโอรสของพระราชา(วรรณะกษัตริย์) ในขณะที่ตระกูลกัณหายนเป็นข้าราชบริพารของกษัตริย์ศากยะ"
  
     ปรากฏบทสนทนาระหว่างระหว่างพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้ากับอัมพัฏฐมานพ ซึ่งสะท้อนว่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าโอกกากราช ได้มรการผู้เขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงนี้โดยการอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยโต้แย้งว่าเจ้าชายแห่งราชวงศ์ศากยะประสูติในวรรณะกษัตริย์ ในขณะที่อัมพัฏฐะมานพนั้น เป็นบุตรของข้าราชบริพารในวรรณะกษัตริย์ซึ่งอยู่ในวรรณะศูทร 

        กฎหมายฉบับนี้อ้างถึงเทวลิขิต "มหาพรหม"(ปรากฏในมัชฌิมนิกาย กัณณถลสูตร และขุททกนิกาย ภูริทัตตชาดก) กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคนในสังคมอย่างเด้ดขาด :  
  • วรรณะพราหมณ์:มีหน้าที่ท่องสวดพระเวทและประกอบพิธีกรรมบูชายัญ
  • วรรณะกษัตริย์:มีหน้าที่ใช้อำนาจปกครองและรักษารัฐ 
  • วรรณะแพศย์:มีหน้าที่พาณิชยกรรมและการเกษตร 
  • วรรณะศูทร: มีหน้าที่รับใช้วรรณะสูงทั้ง ๓ วรรณะ 
      ความรู้นี้ได้อนุมานจากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๐๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔.ราชวรรค]๑๐.กัณณถลสูตร[ข้อ ๓๗๘]........วรรณะ ๔ จำพวกคือ (๑) กษัตริย์ (๒) พราหมณ์ (๓) แพศย์(๔) ศูทร และพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐  ขุททกนิกายชาดกภาค๒[๒๒.มหานิบาต]๖.ภูริทัตตชาดกข้อ[๙๓๒]......พวกพราหมณ์ถือสาธยายมนต์ พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน พวกแพศย์ยึดการเกษตรกรรม และพวกศูทรยึดการรับใช้วรรณะทั้ง ๓ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้าง  แต่ละอย่างกล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจได้สร้างขึ้นไว้"   

       ระบบวรรณะนี้เป็นกลไกควบคุมสังคมในอาณาจักรสักกะโดยมีระบบทางกฎหมายที่เด็ดขาดและมีประสิทธิ เนื่องจากทำให้ผู้คนในสังคมสามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้เอง  และระบบนี้ยังคงดำเนินสืบทอดต่อไปจนถึงยุคพุทธกาล  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ   

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะ  เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ พระสุตตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์ ๒๕ โคตมพุทธวงศ์ว่าด้วยพระประวัติของโคตมพุทธวงศ์ [ข้อ.๑๔] เราครองฆราวาสอยู่ ๒๙ ปี มีปราสาทอันอุดมอยู่ ๓ หลัง คือ สุจันทปราสาท  โกกนุทปราสาท โกญจปราสาท  เป็นต้น และข้อที่ ๑๕ พระองค์ทรงมีนางสนม ๔๐,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีของเราชื่อว่ายโธรา  พระโอรสของเราชื่อว่าราหุล"

        พยานเอกสารในอรรถกถาขุททกนิกายพุทธวงศ์ข้อ. ๒๕ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวว่า วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ทรงประสงค์จะเสด็จไปยังพระอุทยานหลวง    พระองค์จึงทรงเรียกสารถีมาแล้วและทรงสั่งว่า  จงเทียมรถไว้เพื่อเราจะได้ชมสวน...พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นแล้วพระองค์เสด็จไปยังพระอุทยานหลวงลำดับนั้น  เทวดาทรงดำริว่าเราจักแสดงบุพนิมิตให้พระองค์ทรงเห็นในวันแรก  เทวดาปรากฏกายขึ้นในรูปเทพพระบุตรองค์หนึ่ง มีร่างกายทรุดโทรมเพราะวัยชรา ฟันหัก  ผมขาว ร่างกายค่อมสั่นเทา...พระองค์ทรงพบชายชราคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สอง)...พระองค์ทรงเห็นคนป่วยคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สาม)...พระองค์ทรงเห็นคนตายคนหนึ่ง
....วันรุ่งขึ้น(วันที่สี่).....พระองค์ทรงเห็นฤาษีผู้แสวงหาสัจธรรมของชีวิต
    
        จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น เราอนุมานได้ว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ชีวิตทางโลกอย่างสุขสำราญในปราสาท ๓  ฤดู ท่ามกลางสตรีบำเรอ ๔๐,๐๐๐ นาง  นานถึง ๑๓ ปี จิตวิญญาณของพระองค์ถูกห้อมล้อมด้วยกามคุณ (สิ่งที่น่าปรารถนาคือ รูป รส กลิ่น  เสียง สัมผัส)  อันประณีตมาตลอดชีวิตย่อมเกิดภาวะ"นิพพิทา" หรือความเบื่อหน่ายในกามคุณเหล่าอย่างลึกซึ้ง 

    ดังนั้นพระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปประพาสพระอุทยาน(สวนหลวง) ในเขตเมืองกบิลพัสดุ์    ในระหว่างเสด็จพระดำเนินนั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของราษฎรที่อาศัยอยู่ตามท้องถนนในวัยชรา นอนเจ็บและตายอยู่ข้างถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ ความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ได้กระแทกเข้าสู่พระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะอย่างรุนแรง นำไปสู่คำถามที่ว่าขัตติยชนเช่นพระองค์จะทรงใช้อำนาจที่มีอยู่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร ?   

       ๒.๒ ปัญหาของ"จัณฑาล":กลุ่มไร้สิทธิทางกฎหมาย  ในสังคมที่ใช้ศาสนาควบคุมกฎหมาย  หากมีการละเมิดจารีตเช่นการสมสู่ข้ามวรรณะเช่นชายพราหมณ์สมสู่กับหญิงศูทรดังปรากฏหลักฐานที่มาของความรู้ในพยานเอกสารพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ  เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย   ปัญจกฉักกนิบาต [๔.จตุตถปัณณาสก์]๕.พราหมณวรรค ๒.โทณพราหมสูตร... สมสู่กับนางพราหมณีบ้าง สตรีชั้นนางกษัตริย์บ้าง  แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง จัณฑาลบ้าง..  ด้วยเหตุดั่งนี้แลชาวโลกเรียกว่า "พราหมณ์ผู้เป็นจัณฑาล"    

บุคคลผู้นั้นจะลงถูกลงโทษด้วย "ระบบพรหมทัณฑ์" คือการตัดสิทธิทางสังคมทั้งหมดถูกเนรเทศออกจากชุมชนและกลายเป็น"จัณฑาล" หรือคนไร้วรรณะ(หลักฐานปรากฏในอังคุตตรนิกายโทณพราหมณ์สูตร)  

  คนไร้วรรณะเหล่านี้  ไม่มีสิทธิประกอบอาชีพสุจริตตามกฎหมาย ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเร่ร่อน  ไร้บ้าน และต้องทำงานที่สังคมมองว่าต่ำตมเช่นงานเก็บขยะ งานล้างอุจจาระ อาศัยและตามข้างถนนในเมืองใหญ่ เช่นพระนครกบิลพัสดุ์
        ผู้เขียนอนุมานว่าภาพ "คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย"ที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่สองข้างทาง ในยามที่ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสแท้จริงแล้วคือ "กลุ่มจัณฑาล" ที่ถูกโครงสร้างสังคมกดทับไว้  การได้พบเห็นมนุษย์ที่ถูกริดรอนสิทธิมนุษยชนอย่างโหดร้าย ได้ส่งแรงกระแทกเข้าสู่พระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะ  จนเกิดภาวะ "นิพพิทา" (ความเบื่อหน่ายในกามสุขไร้แก่นสารภายในปราสาท ๓ ฤดู)  และนำไปสู่คำถามเชิงนิติศาสตร์ว่า รัฐจะยกระดับชีวิตของเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร ? 

       ๒.๓โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองเรื่องวรรณะ

แคว้นสักกะตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัย มีความอุดมสมบูรณ์ มีความอุดมสมบูรณ์ ชนพื้นเมืองเดิม (ชาวมิลักขะ/ดราวิเดียน) มีความั่งคั่งจากการทำนาและค้าขายข้ามแคว้น   แต่เมื่อพวกอารยันเข้ามายึดอำนาจ จึงใช้อุดมการณ์ทางศาสนาพราหมณ์และระบบวรรณะ  เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย เพื่อจำกัดสิทธิ หน้าที่ของอำนาจทางเศรษฐกิจและการศึกษาของชนพื้นเมือง ไม่ให้สามารถลุกขึ้นมาต่อรองทางการเมืองได้ 

นอกจากนี้ สังคมยังถูกผูกขาดด้วยพิธีกรรมมหาบูชายัญ ที่ต้องฆ่าสังเวยชีวิตสัตว์ปีละหลายล้านตัว (ทีฆนิกาย กูฏทันตสูตร)  แม้จะก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิต แต่ก็สร้างความมั่งคั่งแก่วรรณะพราหมณ์มหาศาล  สภาพสังคมที่ดึงดันอยู่บนความเลื่อมล้ำนี้  ได้สร้างความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่รอวันปะทุ

    ๒.๔  หลักฐานทางโบราณคดี : ซากกำแพงหนาแห่งพระราชวังกบิลพัสดุ์ : จากทฤษฎีความรู้เชิงประจักษ์นิยม (Empiricism) การมีอยู่ของพระราชวังกบิลพัสดุ์ ณ หมู่บ้านเตาลิหวา (Taurihawa) ประเทศเนปาล ใกล้กับเสาหินอโศกแห่งลุมพินีสถานได้เผยให้เห็น ซากโบราณสถาน กำแพงอิฐโบราณที่มีความหนาเกือบ ๓  เมตร  บริเวณประตูเข้าออกทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สิ่งนี้ชี้ให้เห็นในปรัชญาเชิงการเมืองว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงตระหนักถึงความอุดมการณ์ทางความคิดของเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ก่อนแล้ว  การสร้างกำแพงพระราชวังที่หนาแน่นตระหง่านขนาดนี้ ก็เพื่อสกัดกั้นและขัดขวางมิให้เจ้าชายเสด็จหนีออกไปโลกภายนอก  หลังจากทรงตั้งคำถาม ต่อระบบการปกครองและความเลื่อมล้ำในสังคม 

     ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เสาหินพระเจ้าอโศกเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาพระราชวังกบิลพัสดุ์โบราณ  จากผลการค้นพบเบื้องต้นจากพระไตรปิฎกนั้นอนุมานความรู้ว่าพระราชวังกบิลพัสดุ์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น น่าจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินี อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสำรวจ ชาวบ้านในหมู่บ้านเตาริหวา (Taurihawa) ได้แจ้งเจ้าหน้าที่โบราณคดีว่ามีเมืองโบราณสถานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน"เตาลิหวา" ไม่ไกลจากลุมพินีสถานที่ประสูติ และที่ตั้งของเสาหินอโศก 

       การค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ หลังจากการวิเคราะห์หลักฐานโดยนักโบราณคดีชาวเนปาลและยุโรป นำไปสู่ข้อตกลงเป็นเอกฉันท์ยืนยันว่าซากโบราณสถานแห่งนี้คือ พระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงโปรดสร้างปราสาท ๓ ฤดูไว้ ในเขตพระราชฐาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ถึง ๒๙ ปี  แม้สภาพของพระราชวังอันเก่าแก่แห่งพระนครกบิลพัสดุ์ จะเหลือเพียงแต่ซากกำแพงกว้างเกือบ ๓ เมตรตั้งตรงประตูเข้าออกพระราชวังทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกทำให้ผู้เขียนอนุมานได้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบปัญหาแล้วแต่แรกแล้วว่าสักวันหนึ่งวันใดเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยออกผนวชแน่นอนและสิ่งพระองค์ทรงคาดคะเนไว้เป็นความจริง เมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ ไม่อนุมัติการออกกฎหมายยกเลิกวรรณะในแคว้นสักกะ เพื่อความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงในแคว้นสักกะเพียงฝ่ายเดียว พระองค์ทรงโปรดให้สร้างกำแพงขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อป้องกันมิให้พระราชโอรสเสด็จหนีออกบวช

        ดังนั้น เมื่อผู้เขียนได้เดินทางมาผัสสะทางประสาทสัมผัสเพียงเดียวในพระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่แห่งนี้ผู้เขียนจึงวิเคราะห์ได้ว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นเขตพระราชฐานของพระราชวังกบิลพัสดุ์อันเก่าแก่ที่เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์และทรงใช้ชีวิตในพระราชวังกบิลพัสดุ์แห่งนี้จนมีพระชนมายุได้ ๒๙ ปี ในความมัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์ที่พระทัยทรงชื่นชอบและโปรดปราณ มูลเหตุที่ผู้เขียนมีความเชื่อเช่นนั้นเพราะเห็นว่าเมืองโบราณแห่งนี้นั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินีมากนักเป็นต้นบริเวณรายรอบล้อมพระราชวังกบิลพัสดุ์เป็นทุ่งนาของชาวบ้านเตาลิหะวาสอดคล้องที่กล่าวในพระไตรปิฎกว่า พวกเจ้าศากยวงศ์นั้นมีอาชีพทำนาและที่สำคัญพระราชวังแห่งนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาหิมาลัยมากนัก พระราชวังอันเก่าแก่แห่งนี้จึงเป็นเหตุปัจจัยของเหตุผลของคำตอบข้อหนึ่งในการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะถ้าเจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่ใช้ชีวิตมัวเมามาต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีแล้ว จิตวิญญาณของเจ้าชายสิทธัตถะคงไม่เกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย ในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมย์ที่จรเข้ามาผัสสะชีวิตของพระองค์ เป็นเหตุให้พระองค์ จึงตัดสินพระทัยออกเยี่ยมประชาชนตัดสินพระทัยออกบวชเพื่อแก่ทุกข์ให้แก่ประชาชน 

๒.๕ บริบทความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในรัฐทางศาสนาแห่งอาณาจักรสักกะ

  เดิมที่อาณาจักรสักกะนั้นเป็นดินแดนลุ่มน้ำเชิงเขาหิมาลัยที่อุดมสมบูรณ์เพราะมีน้ำไหลจากเทือกเขาหิมาลัยตลอดทั้งปี มีชนพื้นเมืองเดิม(ชาวมิลักขะหรือดราวิเดียน)มีความมั่งคั่ง จากการเกษตรและการค้าขายข้ามชาติ(แคว้นต่าง ๆ) ส่งผลให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก  นอกจากชาวพื้นเมืองศรัทธาในเทวดา โดยอนุมานความรู้จากพยานเอกสารในพระไตรปิฎกออนไลน์ฉบับมหาจุฬา ฯ เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ ขุทททกนิกายชาดกภาค ๒ [๒๒.มหาชาดก] ๖.ภูริทัตตชาดก[๙๒๘] กล่าวว่า "ความจริงคนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา ส่วนพวกมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดา..

      เมื่อกลุ่มอารยันเข้ามายึดอำนาจอธิปไตย จึงจำเป็นต้องใช้อุดมการณ์ทางศาสนาพราหมณ์ และกฎหมายวรรณะ มาเป็นเครื่องมือ ควบคุมสังคม  เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่และตัดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจและการศึกษาของชนพื้นเมืองไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อรองทางการเมือง รัฐสภาศากยวงศ์อันปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม  จึงยึดมั่นในกฎหมายวรรณะ  ชาวมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดาจริง เป็นความรู้ที่สมเหตุสมผลปราศจากข้อสงสัยในความจริงที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกปัญหาต้องพิจารณาต่อไปอีกชาวมิลักขะบูชาน้ำเป็นเทวดาอย่างไร  เมือผู้เขียนศึกษาข้อมูลจากที่มาของความรู้ในพระไตรปิฎกทำให้ชาวแคว้นสักกะมีข้าวใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีและสามารถส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศมีรายได้ จำนวนมหาศาลเข้าประเทศ ทำให้ประชาชนในแคว้นนี้มีฐานะร่ำรวยและมั่งคั่งที่สุดในยุคนั้น จนชนวรรณะกษัตริย์สั่งซื้อสิ้นค้าจากต่างประเทศมาใช้ในสมาชิกราชวงศ์ศากยะ เมื่อชีวิตประชาชนชาวแคว้นสักกะมีความเจริญรุ่งเรืองเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งแล้วพวกเขายังดำเนินชีวิตตามแนวคิดของความเชื่อในปรัชญาศาสนาพราหมณ์ว่าพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุดที่ควรเคารพบูชาเพราะพระองค์ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาจากจากพระวรกายของพระองค์เองในแต่ละปี พวกเขาประกอบพิธีกรรมมหาบูชายัญแด่พระพรหมโดยใช้ด้วยสัตว์อย่างละ๗๐๐ตัว ดังปรากฏหลักฐานในพยานเอกสารพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๕.กูฏทันตสูตร [๒๐๐] ก็สมัยนั้นพราหมณ์กูฏทันตะได้เตรียมมหายัญโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคผู้ ๗๐๐ ลูกโคเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ และแกะ ๗๐๐ ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ       

       ต่อมาพวกอารยันเห็นว่าแม้มีชัยชนะเหนือพวกมิลักขะก็ตาม แต่การปกครองดินแดนพื้นที่ราบเชิงเขาหิมาลัยนั้น มิได้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้โดยง่ายเพราะพวกมิลักขะเจ้าของดินแดนสวรรค์แห่งนี้ยังไม่ยินยอมอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองชนอารยันแต่อย่างใด เพราะพวกเขาเชื่ออย่างมั่นคงและไม่หวั่นไหวว่า เมื่อพระพรหมทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาแล้วจากพระวรกายของพระองค์ พระพรหมจะปกป้องคุ้มครองให้รอดปลอดภัยจากการใช้อำนาจอธิปไตยตามอำเภอใจของพวกอารยันในแต่ละปีพวกมิลักขะ ได้ประกอบพิธีมหายัญด้วยเครื่องพลีจากการฆ่าสัตว์ ๕ อย่างเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๓,๕๐๐ ตัวและยังมีความมั่งคั่งและร่ำรวยจากการขายข้าวและเครื่องเทศไปยังต่างประเทศ เมื่อพวกอารยันตั้งระลึกถึงปรากฏการณ์ทางสังคมได้เช่นนี้พวกอารยันวิเคราะห์หาเหตุผลของคำตอบว่าในภายภาคหน้าเป็นเรื่องยาก ที่พวกเขาจะมีความเจริญรุ่งเรืองเพียงฝ่ายเดียว พวกมิลักขะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอาจให้อำนาจทางเศรษฐกิจต่อรองทางการเมืองได้และสร้างความสามัคคีในกลุ่มชนมิลักขะ ด้วยการประกอบพิธีมหายัญเป็นประจำทุกปี  เมื่ออำนาจอธิปไตยยังเป็นของพวกอารยันอยู่ควรหาทางจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ เพื่อลดบทบาทอำนาจทางเศรษฐกิจมิให้แข็งแกร่ง ลดบทบาททางการศึกษาในปรัชญาทางศาสนา เพื่อมิให้รู้จักคิดหาเหตุผลของคำตอบมาโต้แย้งสิทธิหน้าที่ในการถูกเลือกปฏิบัติในสังคม สร้างสภาพบังคับทางกฎหมายจารีตประเพณีด้วยการให้สังคม หรือชุมชนลงพรหมทัณฑ์แก่พวกจัณฑาลที่แต่งงานข้ามวรรณะ ทำให้ระบบวรรณะในสังคมเข้มแข็งและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น การแบ่งวรรณะทำให้เกิดความสามัคคีในชนแต่ละวรรณะเพราะเป็นการอ้างความประสงค์ของพระพรหมณ์ ขณะเดียวกันเห็นว่าเมื่ออำนาจทางเศรษฐกิจ ยังเป็นของพวกดราวิเดียน จึงคิดหาเหตุผลที่ จะจำกัดสิทธิหน้าที่ในการประกอบอาชีพ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชนวรรณะสูงเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น รัฐสภาศากยวงศ์จึงได้ออกกฎหมายแบ่งประชาชนออกเป็น ๔ วรรณะ ให้พวกดราวิเดียนเป็นพวกผิวดำ อยู่ในวรรณะต่ำสุด โดยอ้างว่าพระพรหมเป็นสร้างมนุษย์ขึ้นมาและแบ่งสิทธิหน้าที่ของประชาชน ที่พระพรหมสร้างไว้แล้วให้ประกอบอาชีพตามวรรณะของตนเอง เมื่อรัฐสภาออกกฏหมายแบ่งวรรณะแล้ว และยังได้ออกธรรมะของกษัตริย์ในการปกครองประเทศด้วยห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติแล้วดังนั้นกฎหมายแบ่งวรรณะเมื่อรัฐสภาของแคว้นต่างๆ ออกกฎหมายไว้แล้วจึงต้องห้ามมิให้ยกเลิกวรรณะแต่อย่างใด ตามแนวคิดของปรัชญาศาสนาพราหมณ์ถือว่ารัฐสภาของแคว้นต่างๆ ยอมรับความมีอยู่ของพระพรหมว่ามีอยู่จริงเพราะเชื่อว่าพระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากพระองค์เอง เท่ากับรัฐเหล่านั้นรัฐศาสนาตามที่กล่าวในพระไตรปิฎก 


๒.๗ หลักอปริหานิยธรรม  

           ในสมัยพุทธกาลนั้นแคว้น (country) ต่าง ๆ  มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานในการบริหารปกครองประเทศหรือไม่ เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า คำว่า "แคว้น" นักวิชาการหลายคนทางด้านภาษาอังกฤษแปลความหมายว่า "ประเทศ" ในสมัยปัจจุบันทุกประเทศจะมีกฎหมายรัฐธรมนูญนักวิชาการทางพุทธปรัชญาหลายท่านวิเคราะห์ว่าหลักอปริหานิยธรรมนั้นเป็นธรรมของกษัตริย์ต้องปฏิบัติในการบริหารปกครองประเทศ โดยเฉพาะรัฐที่มีระบอบการปกครองแบบสามัคคีธรมเช่น รัฐสักกะ รัฐวัชชี เป็นต้น เป็นกฎหมายสูงสุดควรพิจารณาในการแสวงหาคำตอบทางปรัชญาในการศึกษาเชิงวิเคราะห์นั้น การทอดพระเนตรเห็นนิมิต ๔ จะถือว่าเป็นมูลเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชนั้น เป็นการตีความถ้อยคำตามตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในพระไตรปิฎกนั้น ยังมีน้ำหนักในเหตุผลของคำตอบยังไม่เพียงพอที่รับฟังแล้วให้เชื่อว่าเป็นความจริงอย่างนั้น ทำให้ผู้เขียนสิ้นความสงสัยในเหตุผลของการออกบวชเจ้าชายสิทธ้ตถะได้เราจำเป็นต้องหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นยุคเดียวกันนั้น มาวิเคราะห์หาเหตุผลของคำตอบเพื่อสนับสนุนคำตอบของการออกผนวชให้ได้หลักความรู้และความจริงนั้น  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นข้อยุติของผู้เขียนว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ชรา คนเจ็บป่วย และคนตายบนสองข้างเสด็จพระราชดำเนินไปสู่พระราชอุทยานนั้น ทรงสนพระทัยไต่ถามนายฉันนะว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นใคร เมื่อได้คำตอบแล้ว คงไม่ปล่อยปัญหาความยากจนของประชาชนโดยไม่ใจอย่างแน่นอน แม้ในข้อความอื่นในพระไตรปิฎกนั้นจะม่มีรายละเอียดเขียนไว้อย่างแน่ชัดก็ตาม

๓.บทสรุป : การเสนอปฏิรูปสังคมและการตัดสินพระทัยออกผนวช

    วิญญูชนเจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิรูปสังคมในชมพูทวีป เมื่อข้อเท็จจริงได้รับฟังว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของกลุ่มคนไร้วรรณะที่เรียกกันว่า "จัณฑาล" ต้องใช้ชีวิตสองข้างถนนในพระนครกบิลพัสดุ์ ต้องทำงานเทขยะเทอุจจาระ พระองค์ทรงตระหนักว่าปัญหาความยากจน และการไร้สิทธิ์ไม่ได้เกิดการดำรงของโชคชะตาอันเกิดจาก"กฎหมายวรรณะอันอยุติธรรม" ที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น 

      ในฐานะรัชทายาท เจ้าชายสิทธัตถะทรงพยายามหาทางแก้ไขปัญหาระบบนิติรัฐที่มีอยู่  โดยเสนอต่อ"รัฐสภาศากยวงศ์"(ซึ่งปกครองด้วยระบอบสามัคีธรรม)ให้ใช้อำนาจตามหลัก "ราชอปริหานิยธรรม" ซึ่งเทียบเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุด  เพื่อปฏิรูปสังคมด้วยการ "ยกเลิกระบบวรรณะ" และคืนสิทธิความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชนทุกคน

ทว่าสมาชิกรัฐสภาศากยวงศ์ร่วมกันพิจารณาข้อกฎหมายตาม "หลักราชอปริหานิยธรรม" มาตรา ๓ แล้ว เห็นว่าการเสนอข้อกฎหมายยกเลิกวรรณะนั้น ขัดต่อกฎหมายราชอปริหานิยธรรมห้ามมิให้ยกเลิกฎหมายที่บัญญัติไว้ดีแล้ว  จึงมติเป็นเอกฉันท์ปฏิเสธการปฏิรูปนี้อย่างสิ้นเชิง เมื่อรัฐสภาศากยวงศ์ไม่ยอมรับการปฏิรูปตามกระบวนการทางกฎหมาย และการดำรงตำแหน่งกษัตริย์ในอนาคต ไม่อาจแก้ไขความทุกข์เชิงโครงสร้างของประชาชนได้  เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัย "สละราชสมบัติและเสด็จออกผนวช"   เพื่อแสวงหาปัญญาญาณขึ้นสูงสุดอันเป็น"ปรมัตถ์สัจจะ" ที่จะสามารถปลดแอกมนุษยชาติออกจากม่านหมอกแห่งอวิชชา อคติทางวรรณะและความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างแท้จริง       

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ