๓.โครงสร้างทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ
( Epistemological Structure In Buddhaphumi Philosophy : The Ordination of Prince Siddhartha)
คำสำคัญ: ญาณวิทยา, ขันธ์ ๕ , พรหมทัณฑ์, สมมติสัจจะ, ปรมัตถ์สัจจะ, กาลามสูตร
๑.มายาภาพแห่งจินตนาการและข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษยชาติ
โดยทั่วไปแล้ว มนุษยชาติมีศักยภาพแห่งจิตใจคือการ "จินตนาการอันไร้ขอบเขต" และความทะเยอทะยานที่จะไขปริศนาแห่งจักรวาล ทว่าเมื่อจินตนาการถูกปรุงแต่งเป็นทฤษฎี หรือโครงสร้างความรู้ ภาพที่เกิดขึ้นในจิตใจ มักจะเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบดบังด้วยอคติ ๔ ประการคือ(ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ) อันเกิดจากข้อจำกัดของอายตนะภายใน( ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) ส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่ ติดกับดักทางปัญญาไม่สามารถแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ" (ความจริงเชิงข้อตกลงของมนุษย์สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด)ได้
ข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษย์นี้สะท้อนชัดในยุคพุทธกาล เมื่อเหล่านักตรรกศาสตร์และพราหมณ์ พยายามอธิบายสัจจะ (เช่น การมีอยู่ของเทพเจ้า) ผ่านการคาดคะเนเชิงตรรกะหรือปฏิภาณไหวพริบของตนเชิงตรรกะ เมื่อพวกเขาอธิบายความเชื่อด้วยการบอกเล่าสืบทอดกันมา บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ผิดพลาด แปรเปลี่ยนข้อเท็จจริงไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ด้วยเหตุนี้ วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทรงปฏิเสธการรับรองทฤษฎีเหล่านั้น โดยปราศจากการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน และทรงตั้งคำถามสำคัญทางญาณวิทยา "ความรู้ที่แท้จริงคืออะไร? และมนุษย์จะเข้าถึงความจริงนั้นได้อย่างไร ?
๒.นิยามและองค์ประกอบของ"ความรู้"ตามเกณฑ์ญาณวิทยา ?
หากพิจารณาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ "ความรู้"หมายถึงสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติ และทักษะเช่น ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน การฟัง การคิด หรือการปฏิบัติ เช่น ความรู้เรื่องสุขภาพ ความรู้เรื่องนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น
ทว่าในทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ ได้จำแนกองค์ประกอบแห่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็น ๕ มิติหลัก ดังนี้
๒.๑ มนุษย์ (ผู้รับรู้) ๒.๒ จิตใจมนุษย์หรือระบบการรับรู้ (อาตนะภายใน/ขันธ์ ๕) ๒.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ (สัญญา/ข้อมูลทางอารมณ์์) ๒.๔.กระบวนการพิจารณาความจริง (วิธีวิทยา/Method) ๒.๕ ผลการพิจารณาความจริง (สัจจะผ่านการพิสูจน์)
๒.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ (สัญญา/ข้อมูลทางอารมณ์) ใน ความทรงจำและร่องรอยแห่งอารมณ์ที่ถูกบันทึกไว้ หากปราศ จากสติและปัญญา สัญญาเหล่านี้จะถูกปรุงแต่งด้วยอคติจนกลายทฤษฎีมายาที่บิดเบือนความจริง
๒.๔กระบวนการพิจารณาความจริง (วิธีวิทยา/Method) โดยระเบียบวิธีในการตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูล เพื่อก้าวพ้นจากตรรกะการคาดเดาไปสู่ความจริงเชิงประจักษ์ (เช่น กาลามสูตรและอริยมรรคมีองค์ ๘ )
๒.๕ ผลการพิจารณาความจริง (สัจจะผ่านการพิสูจน์) เมื่อผลลัพธ์แห่งปัญญาที่ผ่านการทดลองและพิสูจน์แล้ว ซึ่งปรัชญาพุทธภูมิจำแนกออกเป็น ๒ ระดับคือ "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่ได้ขึ้นกับกาลเวลาและข้อตกลงใด ๆ )
๓.พรหมทัณฑ์กับชนวนแห่งการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ
ในแวดวงพราหมณ์ยุคโบราณ ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาและที่ปรึกษากษัตริย์ได้สร้างทฤษฎีกำเนิดโลกและระบบวรรณะขึ้น โดยอ้างว่าพระพรหมเป็นผู้กำหนดหน้าที่และสิทธิของมนุษย์ พร้อมทั้งตั้งกฎหมายจารีตประเพณี ห้ามการร่วมประเวณีหรือแต่งงานข้ามวรรณะ หรือห้ามการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษโดยพระพรหม โดยให้สังคมทำหน้าที่เป็นผู้ลง "พรหมทัณฑ์" คือการขับไล่ออกจากชุมชน ตัดสิทธิ์ทางสังคมกลายเป็นคนไร้บ้าน (จัณฑาล)ไปตลอดชีวิต
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาวิชาการในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา พระองค์ทรงตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญาต่อพรหมทัณฑ์และระบบวรรณะ พระองค์ทรงใช้พุทธวิธีวิทยาซักถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงประวัติและพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ ของการมีอยู่ของพระพรหมทว่าไม่มีพราหมณ์คนใด สามารถยืนยันที่มาของพระพรหมได้จริงซึ่งแสดงให้เห็นว่าพยานบุคคลเหล่านั้น ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสเป็นเพียงการคาดคะเนเชิงตรรกะเท่านั้น

ปมเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และกฎหมายจารีตประเพณี :
ในแง่กฎหมายจารีตประเพณี แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงดำรงพระยศในวรรณะกษัตริย์ แต่พระองค์ทรงไม่มีสิทธิ และหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ ซึ่งเป็นสิทธิขาดของวรรณะพราหมณ์ หากพระองค์ทรงฝ่าฝืนประกอบพิธีบูชายัญ เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง ย่อมถือเป็นการละเมิดกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรงและต้องลงโทษด้วย "พรหมทัณฑ์" คือ การถูกเนรเทศออกจากพระนครกบิลพัสดุ์เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ การสละราชสมบัติและออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางอภินิหาร หรือสลดใจต่อเทวทูตทั้ง ๔ เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็น "การตัดสินพระทัยสละสิทธิทางวรรณะกษัตริย์เพื่อก้าวพ้นระบบสมมติ" ทรงยินยอมนำพระวรกายและจิตใจ เข้าสู่นิเวศแห่งการทดลองเชิงประจักษ์ เพื่อแสวงหากระบวนการพิจารณาความจริงที่เป็นสากล
๔. กระบวนการพิจารณาความจริงและวิธีแสวงหาความรู้
๔.๓ วิธีสังเกตและทดลองเชิงวัตถุ(Epistemolog Observation) ดังเช่น ที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาเครื่องมือขยายขีดจำกัดของอายตนะภายในของมนุษย์ เช่น กล้องโทรทรรศน์ หรือ นวัตกรรมเทคโนโลยี่ดิจิทัลในปัจจุบัน (การจัดเก็บพระไตรปิฎก ๔๕ เล่มและอรรถกถา ๙๑ เล่มในระบบคอมพิวเตอร์ แม้วิธีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและขยายความรู้ได้อย่างแม่นยำ แต่ทางปรัชญาพุทธภูมิ มองว่าเป็นเพียงความรู้ระดับ "ประสาทสัมผัส" ที่ไม่อาจพาจิตวิญญาณ หลุดพ้นจากอวิชชาได้
แม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะประสูติในวรรณะกษัตริย์และมีสิทธิและหน้าที่ปกครองอาณาจักรสักกะภายใต้กฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญได้ หากพระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะบูชายัญเทพเจ้าพร้อมกับของมีค่าด้วยพระองค์เอง พระองค์ก็จะทรงกระทำผิดฐานละเมิดคำสอนของศาสนา และกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง ในข้อหาฐานปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่นโดยมิชอบ ดังนั้น พระองค์ก็จะทรงถูกพระพรหมลงโทษด้วยโดยให้สังคมขับไล่พระองค์ออกจากชุมชนตลอดชีวิต กลายเป็นจัณฑาลต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนไปตลอดชีวิต
ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเพื่อแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้ พระองค์ทรงได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมหลายรูปแบบมาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่ง พระองค์ทรงค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ และปฏิบัติธรรมจนตรัสรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งเป็นความรู้ในระดับอภิญญาทั้ง ๖ และพระองค์ทรงเห็นความจริงของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีดวงวิญญาณเป็นของตนเอง เมื่อทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ดวงวิญญาณก็จะออกจากร่างไปเกิดในภพภูมิอื่น เช่น สวรรค์ นรก กลับมาเกิดในโลกมนุษย์ เป็นต้น เมื่อกลับมาเกิดในภพภูมิมนุษย์ วิญญาณก็จะปฏิสนธิในครรภ์มารดา หลังจากตั้งครรภ์ได้ ๙ เดือน มารดาก็ให้กำเนิดทารก มีสภาพบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น
๕.๒.วิธีการแสวงหาความรู้ของนักปรัชญา โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ตามคำสอนเรื่อง "ขันธ์ห้า" ของพระพุทธเจ้านั้น ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ จิตใจของมนุษย์ใช้อายตนะภายในรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมนุษย์ในขอบเขตที่จำกัดยิ่งไปกว่านั้น จิตใจมนุษย์ยังมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่นโดยแสดงความคิดเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีข้อสงสัยกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักจะยืนยันข้อเท็จจริงด้วยความเท็จ แม้ว่าตนเองจะไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองก็ตามเช่น การฆาตกรรม ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดฐานละเมิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นต้น
แม้ว่าอภิปรัชญาจะเป็นสาขาหนึ่งปรัชญา แต่หน้าที่ของปรัชญาคือศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงของชีวิต โลก ธรรมชาติและการดำรงอยู่ของเทพเจ้า โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากประสบการณ์ชีวิตของตนเอง โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกระทั่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเทพเจ้านั้น เป็นความรู้ที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์ การค้นพบนี้เกิดขึ้นได้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของพราหมณ์นิกายต่าง ๆ เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์โดยการอนุมานหรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องมนุษย์และเทพเจ้าก็ตาม แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงประวัติความเป็นมาของเทพเจ้านั้น ไม่มีใครตอบพระองค์ได้แสดงว่าพยานบุคคลเหล่านี้ ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพจริง จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าได้ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยการมีอยู่ของเทพเจ้า จึงเป็นหน้าที่ของญาณวิทยาที่จะต้องหาคำตอบในเรื่องนี้โดยธรรมชาติแล้ว
ญาณวิทยาจะต้องศึกษาและตรวจสอบต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ โครงสร้างความรู้ของมนุษย์ วิธิการของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ที่สมเหตุสมผลของมนุษย์ ดังนั้นญาณวิทยาจึงมีหน้าที่ตอบคำถามที่มนุษย์สงสัยว่า"เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?" ในปัญหาดังกล่าวนักปรัชญา เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ, พระโคตมะพุทธเจ้า, เรอเน เดการ์ตส์ ได้ศึกษาการมาของความรู้ที่ถูกต้องคืออะไร? โดยการสร้างกระบวนการพิจารณาความจริง ขึ้นมาอยู่ในขอบเขตของญาณวิทยาทั้งหมด ๔ วิธีด้วยกันคือ
๕.๑ วิธีแสวงหาความรู้จากความเชื่อของพราหมณ์ เมื่อผู้เขียนพิจารณาข้อเท็จริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า เมื่อชาวอนุทวีปเชื่อตามคำสอนของพราหมณ์อารยันในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าอย่างมั่นใจ มีพราหมณ์บางพวกสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ของตน เป็นการเชื่้อข้อเท็จจริงเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยปริยายว่าเป็นความจริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น