The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

๓.องค์ประกอบความรู้เกี่ยวกับการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

3.Components of Knowledge  : The Ordination of Prince Siddhartha   

๓.องค์ประกอบความรู้ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ   

            โดยทั่วไปแล้ว มนุษยชาติจะมีธรรมชาติของการเป็นนักคิด ที่มีจินตนาการอันไร้ขอบเขต ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับขันธ์ห้าแล้วพวกเขาใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญา เพื่ออธิบายความคิดของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และถ่ายทอดเจตนารมณ์ของตนสู่สังคมรับรู้ อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษยชาติมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ และอคติที่มีต่อผู้อื่น ดังนั้น ชีวิตมนุษยชาติจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด    ส่งผลให้ชีวิตขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์นั้น 

           ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการสมัยใหม่  ซึ่งเป็นมนุษย์มักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ตามปฏิภาณของตนเองโดยใช้เหตุผลในการอธิบายความจริง และคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมาหลายชั่วอายุคน    เหตุผลของนักวิชาการเหล่านี้ บางครั้งก็ถูกต้อง  บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง  บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของนักวิชาการเหล่านั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว    ก็เป็นเรื่องยากที่วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า ที่จะทรงพิจารณาหาความจริงได้  พระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริงและปฏิเสขที่จะยอมรับนักวิชาการเหล่านั้นเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้น 

             เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์คือการคิด เมื่อพวกเขารู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  พวกเขาก็จะคิดถึงสิ่งนั้นโดยใช้จินตนาการอันไร้ขอบเขต โดยอาศัยหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ   พวกเขาใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงจากภาพที่สร้างขึ้นในจิตใจ    อย่างไรก็ตาม จินตนาการที่สร้างขึ้น บ้างครั้งก็สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทางสังคมจริง  หรือบางครั้งก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้อื่นด้วยเจตนาร้าย   เพื่อแสวงหาชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น  ในขณะที่มนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต    ยิ่งไปกว่านั้น   จิตใจของมนุษย์มักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้  ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก  

             ดังนั้น  เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด    มนุษย์จึงไม่สามารถอธิบายความจริงความจริงได้อย่างมีเหตุผล ทั้งความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ อย่างไรก็ตาม  เหตุผลของนักวิชาการเหล่านั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน   เพราะมนุษย์ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความขยันมั่นเพียรในการศึกษาและแสวงหาความรู้ ขาดการควบคุมตนเองในการแสดงความคิดเห็นของตนเอง และขาดสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่  หรือกิจกรรมที่จำเป็น   ทำให้จินตนาการอันไร้ขอบเขตเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านทางอายตนะภายใน  ดังนั้น มนุษย์จึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรู้ที่ตนต้องการศึกษา เพื่อให้เข้าใจความจริงได้อย่างชัดเจน   เป็นต้น 

๔.ปัญหาหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ ความรู้คืออะไรกันแน่ ?     

           เมื่อพราหมณ์บางคนในโลกเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  เป็นนักคิดโดยธรรมชาติที่มีจินตนาการไร้ขอบเขต สนใจในการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ  ผ่านอายตนะภายในของตน อย่างไรก็ตาม  การรับรู้ของพวกเขามีข้อจำกัด และพวกเขามีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้             ส่งผลให้ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมิด  พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์   เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเอง โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริง บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง  บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบนี้ หรือบางครั้งก็อีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า   เมื่อได้ยินความคิดเห็นนั้น   ก็จะไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และวิญญูชนก็สงสัยว่าความรู้ของมนุษย์คืออะไรกันแน่ ?       

         ดังนั้น ในฐานะมนุษย์ที่มีอายตนะภายในจำกัดในการทำความเข้าใจเหตุการณ์การสละราชสมบัติของเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่า  ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีจินตนาการอันไร้ขอบเขต การแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยใช้คำอธิบายที่มีเหตุผลจึงคลุมเครือและไม่ชัดเจน    ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรู้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้คำจำกัดความของพจนานุกรมฉบับราช บัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๕๔         ซึ่งนิยาม "ความรู้" ว่าเป็นสิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของมนุษย์ผ่านการศึกษาเล่าเรียน  การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะเช่น  ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน การฟัง การคิด หรือการปฏิบัติ เช่น ความรู้เรื่องสุขภาพ  ความรู้เรื่องนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น ดังนั้น ตามคำจำกัดความของพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๕๔ เราสามารถแยกองค์ประกอบของความรู้ของมนุษย์ได้ดังนี้  

๔.๑ มนุษย์                                                                                    ๔.๒ จิตใจมนุษย์หรือระบบการรับรู้                                                    ๔.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ                                                          ๔.๔.กระบวนการพิจารณาความจริง                                                ๔.๕ ผลการพิจารณาความจริง                      


       ๔.๑.มนุษย์: โดยทั่วไปแล้วปรัชญา  พระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์  รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ล้วนเป็นความรู้ของมนุษย์  คำถามคือมนุษยชาติคือใคร?   โดยทั่วไป  มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกนี้      ตามคำสอนของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเชื่อกันว่า มนุษยชาติถูกสร้างขึ้นจากกายของพระพรหมและอิศวร  หลังจากมนุษยชาติถือกำเนิดขึ้นและมีชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง   พวกเขาก็ตายไปถือเป็นการดับสูญ ซึ่งไม่มีชีวิตหลังความตาย  อย่างไรความเชื่อของพราหมณ์ในสมัยพุทธกาลเป็นมิจฉาทิฐิ  ในเวลามาพระพุทธเจ้าตรัสรู้และค้นพบกฎธรรมชาติเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ด้วยญาณทิพย์เหนือมนุษย์ทั่วไป         

               .๒ จิตใจหรือระบบการรับรู้      สิ่งนี้หมายถึงการสั่งสมอยู่ในจิตใจมนุษย์  การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้น   หลักจากพระองค์ทรงปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘  เกิดขึ้นจากญาณทิพย์ ซึ่งเหนือกว่าญาณทิพย์ของมนุษย์ทั่วไป     พระองค์ทรงเห็นวิญญาณออกจากร่างของผู้ตาย     และไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น พระองค์ทรงไ้ด้เห็นดวงวิญญาณที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา     เติบโตเป็นทารกในครรภ์เป็นเวลา ๙ เดือน            ก่อนที่จะเกิดเป็นมนุษย์ฺ ที่มีสิทธิภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของราชอาณาจักรไทย       สิ่งนี้ทำให้เราตระหนักรู้ว่าชีวิตของเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ  และทั้งสองอย่างนี้แยกจากกันไม่ได้         จิตใจของมนุษย์อาศัยร่างกายในการรับรู้เหตุการณ์          และเก็บเหตุการณ์เหล่านั้นไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์ไว้ในจิตใจ        อย่างไรก็ตาม  ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับรู้และเก็บเหตุการณ์ไว้เป็นข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น มันยังเป็นธรรมชาติชีวิตของนักคิดด้วย     เมื่อมนุษย์รับรู้สิ่งใด  พวกเขาก็จะวิเคราะห์สิ่งนั้น โดยอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินโดยใช้เหตุผล      ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้น               

                ๔.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ  เมื่อธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ  ในชีวิต และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง  ทำให้ชีวิตพวกเขาจมอยู่ในความมืดมิด   ส่งผลให้ขาดปัญญาเข้าใจความจริงที่สมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ ดังนั้น ในสมัยพุทธกาล  พราหมณ์ในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งเป็น "นักตรรกะ และนักปรัชญา"   มักแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเองโดยอาศัยเหตุผล และคาดคะเนความจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ  ในสังคม    อย่างไรก็ตาม  เหตุผลของ  นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ในการอธิบายความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์นั้น    บางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง  บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง หรือบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่งเนื่องจากพราหมณ์เหล่านี้เป็นมนุษย์ที่ข้อจำกัดในการรรับรู้และมีคติต่อผู้อื่น  เมื่อเหตุผล เพื่ออธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า ได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกะและนักปรัชญาอธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจน  ย่อมไม่เชื่อเหตุผลของคำตอบของเรื่องนั้นว่าเป็นความจริง  

                 ดังนั้น เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์  และนักปรัชญา และเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลสามารถอธิบายความจริงของสิ่งต่าง ๆ  เช่นชีวิตมนุษย์  โลก  จักรวาล  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้า เป็นต้น   แต่เมื่อนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา มีลักษณะของอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมักมีอคติต่อผู้อื่น ส่งชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน  ส่งผลให้พวกเขาขาดปัญญาที่เข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์  เมื่อแสดงความคิดเห็นบางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลถูกต้อง บางครั้งใช้เหตุผลไม่ถูกต้อง   บางครั้งใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น เมื่อเหตุผลที่ใช้อธิบายความจริงนั้นคลุมเครือและไม่ขัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า  เมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นนั้น ก็จะไม่เชื่อว่าเหตุผลเบื้องหลังคำตอบนั้นเป็นความจริง และจะไม่ยอมรับนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลนั้นเป็นพยานยืนยันความจริงได้   เป็นต้น      

            เมื่อข้อเท็จจริงของคำตอบของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลต่อสังคมมนุษย์ยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องราวการลงโทษของพระพรหม  ซึ่งเป็นโทษตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมและประเพณีของระบบวรรณะ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "พระพรหมทัณฑ์" ตามคำสั่งสอนของพราหมณ์ชาวอารยัน    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้รับการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา พระองค์ทรงได้ยินเรื่องราวของพระพรหมลงโทษชาวสักกะในข้อหาประพฤติผิดประเวณีกับคนต่างวรรณะ และปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น  ๆ         พระองค์ทรงไม่ได้ยอมรับว่าเป็นความจริงในทันที  พระองค์ทรงสงสัยในความจริงของเรื่องนี้ไว้ก่อน    พระองค์ทรงคิดค้นวิธีการแสวงหาวิธีพิจารณาความจริงในเรื่องนี้     โดยเริ่มต้นศึกษาที่มาความรู้เกี่ยวกับการลงโทษของพระพรหมต่อชาวสักกะ     องค์ประกอบของความรู้เกี่ยวกับการลงโทษของพระพรหม    วิธีพิจารณาความจริงเกี่ยวกับการลงโทษของพระพรหม    และความสมเหตุสมผลของความรู้เกี่ยวกับความรู้ของการลงโทษของพระพรหมต่อชาวสักกะ เป็นต้น.......

             ๔.๔กระบวนการพิจารณาความจริง    

                  โดยทั่วไปในสมัยพุทธกาลพราหมณ์ในอนุทวีปอินเดียเป็นนักตรรกศาสตร์          และนักปรัชญา  พวกเขาได้เรียนรู้ความจริงจากเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน  เช่น แนวคิดเกี่ยวกับ  มนุษย์  โลกเที่ยง      ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการมีอยู่ของเทพเจ้า   พวกเขามักแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลของตนเอง เพื่ออธิบายความจริงหรือคาดคะเนความจริง  อย่างไรก็ตาม        นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญามักใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา        ในการอธิบายความจริงของเรื่องเหล่านั้น บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง     บางครั้งพวกเขาให้เหตุผลในลักษณะนี้ บางครั้งเป็นเช่นนั้น   เมื่อการใช้เหตุผลของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาอธิบายความจริงอย่างคลุมเครือและไม่ชัดเจน       วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาแล้ว             จะไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง    ดังนั้นเมื่อความคิดเห็นของมนุษย์ เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาดังกล่าว             ขาดความน่าเชื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นมา      เพื่อเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงในประเด็นที่น่าสงสัย           เช่น ประเด็นเรื่องพระพรหมลง โทษมนุษย์  สาเหตุการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ    เป็นต้น     

          ๕.๑. การสั่งสมความรู้ของมนุษย์   ความรู้ถูกสั่งสมไว้ในจิตใจของมนุษย์โดยธรรมชาติผ่านการศึกษา  การวิจัย  ประสบการณ์ชีวิต และทักษะการปฏิบัติที่ได้มาจากการฟัง  การคิดหรือการกระทำ จะได้เห็นว่า ความรู้ดั้งเดิมของมนุษจำกัดการรับรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้า มีเพียงพราหมณ์เท่านั้นที่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญ  เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญได้    เนื่องจากกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณีได้กำหนดสภาพบังคับไว้ กล่าวคือ ห้ามมิให้ประชาชนทุกวรรณะสมสู่กับคนต่างวรรณะ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น    

         แม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะประสูติในวรรณะกษัตริย์และมีสิทธิและหน้าที่ปกครองอาณาจักรสักกะภายใต้กฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญได้ หากพระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะบูชายัญเทพเจ้าพร้อมกับของมีค่าด้วยพระองค์เอง พระองค์ก็จะทรงกระทำผิดฐานละเมิดคำสอนของศาสนา  และกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง ในข้อหาฐานปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่นโดยมิชอบ  ดังนั้น พระองค์ก็จะทรงถูกพระพรหมลงโทษด้วยโดยให้สังคมขับไล่พระองค์ออกจากชุมชนตลอดชีวิต กลายเป็นจัณฑาลต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนไปตลอดชีวิต   

           ด้วยเหตุนี้     พระองค์จึงทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเพื่อแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้  พระองค์ทรงได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมหลายรูปแบบมาเป็นเวลาหลายปี        จนกระทั่ง พระองค์ทรงค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ และปฏิบัติธรรมจนตรัสรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งเป็นความรู้ในระดับอภิญญาทั้ง ๖  และพระองค์ทรงเห็นความจริงของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีดวงวิญญาณเป็นของตนเอง เมื่อทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย  ดวงวิญญาณก็จะออกจากร่างไปเกิดในภพภูมิอื่น  เช่น สวรรค์  นรก   กลับมาเกิดในโลกมนุษย์  เป็นต้น  เมื่อกลับมาเกิดในภพภูมิมนุษย์  วิญญาณก็จะปฏิสนธิในครรภ์มารดา  หลังจากตั้งครรภ์ได้ ๙ เดือน มารดาก็ให้กำเนิดทารก มีสภาพบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  เป็นต้น

                ๕.๒.วิธีการแสวงหาความรู้ของนักปรัชญา  

                    โดยทั่วไปแล้ว  มนุษย์ตามคำสอนเรื่อง "ขันธ์ห้า" ของพระพุทธเจ้านั้น  ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ  จิตใจของมนุษย์ใช้อายตนะภายในรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมนุษย์ในขอบเขตที่จำกัด  ยิ่งไปกว่านั้น  จิตใจมนุษย์ยังมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่นโดยแสดงความคิดเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    เมื่อมีข้อสงสัยกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักจะยืนยันข้อเท็จจริงด้วยความเท็จแม้ว่าตนเองจะไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองก็ตาม เช่น  การฆาตกรรม  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดฐานละเมิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น   เป็นต้น  

                 แม้ว่าอภิปรัชญาจะเป็นสาขาหนึ่งปรัชญา  แต่หน้าที่ของปรัชญาคือศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงของชีวิต   โลก ธรรมชาติและการดำรงอยู่ของเทพเจ้า โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากประสบการณ์ชีวิตของตนเอง   โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง          จนกระทั่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นความจริง  แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเทพเจ้านั้น   เป็นความรู้ที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์    การค้นพบนี้เกิดขึ้นได้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของพราหมณ์นิกายต่าง ๆ เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์โดยการอนุมานหรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง  โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องมนุษย์และเทพเจ้าก็ตาม   แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงประวัติความเป็นมาของเทพเจ้านั้น        ไม่มีใครตอบพระองค์ได้แสดงว่าพยานบุคคลเหล่านี้ ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพจริง จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าได้ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยการมีอยู่ของเทพเจ้า จึงเป็นหน้าที่ของญาณวิทยาที่จะต้องหาคำตอบในเรื่องนี้โดยธรรมชาติแล้ว  

         ญาณวิทยาจะต้องศึกษาและตรวจสอบต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ โครงสร้างความรู้ของมนุษย์   วิธิการของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้  ความรู้ที่สมเหตุสมผลของมนุษย์     ดังนั้นญาณวิทยาจึงมีหน้าที่ตอบคำถามที่มนุษย์สงสัยว่า"เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?" ในปัญหาดังกล่าวนักปรัชญาเช่น  เจ้าชายสิทธัตถะ,   พระโคตมะพุทธเจ้า, เรอเน เดการ์ตส์  ได้ศึกษาการมาของความรู้ที่ถูกต้องคืออะไร? โดยการสร้างกระบวนการพิจารณาความจริง ขึ้นมาอยู่ในขอบเขตของญาณวิทยาทั้งหมด ๔  วิธีด้วยกันคือ   

           ๕.๑  วิธีแสวงหาความรู้จากความเชื่อของพราหมณ์      เมื่อผู้เขียนพิจารณาข้อเท็จริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ  ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า  เมื่อชาวอนุทวีปเชื่อตามคำสอนของพราหมณ์อารยันในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าอย่างมั่นใจ มีพราหมณ์บางพวกสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ของตน เป็นการเชื่้อข้อเท็จจริงเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยปริยายว่าเป็นความจริง


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ