The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

๓. โครงสร้างทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ: การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

๓.โครงสร้างทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ  ( Epistemological   Structure  In Buddhaphumi  Philosophy    : The Ordination of Prince Siddhartha)  

คำสำคัญ: ญาณวิทยา, ขันธ์ ๕ , พรหมทัณฑ์, สมมติสัจจะ, ปรมัตถ์สัจจะ, กาลามสูตร   

๑.มายาภาพแห่งจินตนาการและข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษยชาติ

         โดยทั่วไปแล้ว     มนุษยชาติจะมีลักษณะเด่นร่วมกัน คือ การมี "จินตนาการอันไร้ขอบเขต" และความพยายามที่จะทำความเข้าใจความจริงของสิ่งต่าง ๆ ในโลก    ทว่าเมื่อมนุษย์แปรเปลี่ยนจิตนาการนั้น ให้กลายเป็นรูปธรรม  ภาพที่ปรากฏขึ้นในจิตใจ มักจะปะปนได้ด้วยข้อเท็จจริงที่คลุมเครือ ขาดความชัดเจนในแง่ของที่มา และพัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์   แม้ว่ามนุษย์จะใช้ "เหตุผล" ซึ่งเป็นเครื่องมือทางปรัชญาขั้นพื้นฐานในการอธิบายทัศนะ (ความคิดเห็นของตน) และถ่ายทอดเจตนารมณ์ของตนสู่สังคม   แต่ในมิติทางญาณวิทยา มนุษย์กลับเผชิญกับข้อจำกัดอย่างยิ่งยวดของตนเองจาก "อายตนะภายใน"  ในการรับรู้ปรากฏการณ์ควบคู่กับอคติภายในจิตใจของตนเองอันเป็นผลมาจากอวิชชา (ความไม่รู้) ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก เป็นต้น  

           สภาวะจิตทมี่ตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดทางปัญญานี้ ส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่ขาดศักยภาพทางปัญญาที่จะเข้าใจเพื่อแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ"  (ความจริงที่สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด) นั้น   

            วิกฤติทางญาณวิทยานี้สะท้อนชัดในแวดวงวิชาการร่วมสมัยเมื่อนักวิชาการจำนวนมากพยายามแสดงทัศนะเกี่ยวกับการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ         โดยอาศัยเพียงปฏิภาณไหวพริบส่วนตนและคาดคะเนความจริงด้วยเหตุผลจากเรื่องเล่าที่ได้ยินมาหลายชั่วอายุคน  คำอธิบายเหล่านั้นจึงมีความแปรปรวน คลุมเครือและไม่ชัดเจน ขาดความเป็นเอกภาพ   ด้วยเหตุนี้ วิญญูชนนักคิด ผู้แสวงหาสัจจะขั้นสูงสุดเช่น  เจ้าชายสิทธัตถะ  จึงทรงไม่ด่วนเชื่อทัศนะเหล่านั้น  และปฏิเสขที่จะยอมรับถ้อยคำของนักวิชาการเหล่านั้นในฐานะพยานยืนยันความจริง 

             เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์คือการคิด เมื่อพวกเขารู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  พวกเขาก็จะคิดถึงสิ่งนั้น โดยใช้จินตนาการอันไร้ขอบเขต โดยอาศัยหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ   พวกเขาใช้เหตุผล เพื่ออธิบายความจริงจากภาพที่สร้างขึ้นในจิตใจ    อย่างไรก็ตาม จินตนาการที่สร้างขึ้น บ้างครั้งก็สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทางสังคมจริง  หรือบางครั้งก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้อื่นด้วยเจตนาร้าย   เพื่อแสวงหาชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น  ในขณะที่มนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต    ยิ่งไปกว่านั้น   จิตใจของมนุษย์มักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้  ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก  

             ดังนั้น  เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยความมืดมิด    มนุษย์จึงไม่สามารถอธิบายความจริงความจริงได้อย่างมีเหตุผล ทั้งความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์ อย่างไรก็ตาม  เหตุผลของนักวิชาการเหล่านั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน      เพราะมนุษย์ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความขยันมั่นเพียรในการศึกษาและแสวงหาความรู้ ขาดการควบคุมตนเองในการแสดงความคิดเห็นของตนเอง และขาดสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่หรือกิจกรรมที่จำเป็น   ทำให้จินตนาการอันไร้ขอบเขตเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านทางอายตนะภายใน  ดังนั้น มนุษย์จึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรู้ที่ตนต้องการศึกษาเพื่อให้เข้าใจความจริงได้อย่างชัดเจน   เป็นต้น 

๒.นิยามและองค์ประกอบของ "ความรู้" ตามเกณฑ์ญาณวิทยา ?     

           เมื่อพราหมณ์บางคนในสมัยพุทธกาลเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  เป็นนักคิดโดยธรรมชาติที่มีจินตนาการไร้ขอบเขต เมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นตามปฏิภาณของตนเอง โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริง    เมื่อข้อเท็จจริงในสังคมถูกบิดเบือนด้วยจินตนาการ ที่บางครั้งถูกสร้างเพื่อผลประโยชน์ หรือเพื่อหลอกลวงผู้อื่นภายใต้ข้อจำกัดของอายตนะภายในของตน    เพราะการใช้เหตุผลอธิบายความจริงเหล่านั้น บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง  บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบนี้ หรือบางครั้งก็อีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลของคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า ได้ยินความคิดเห็นนั้น   ย่อมจะไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และวิญญูชนก็สงสัยว่า "ความรู้คืออะไรกันแน่" ?       

                   ในบริบทนี้  เพื่อสร้างเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ ผู้เขียนได้อ้างอิงบทนิยามจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๕๔  ซึ่งได้นิยาม "ความรู้" คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน  การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะเช่น  ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน การฟัง การคิด หรือการปฏิบัติ เช่น ความรู้เรื่องสุขภาพ  ความรู้เรื่องนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น 

          จากคำนิยามดังกล่าวในทางปรัชญาพุทธภูมิจำแนกองค์ประกอบแห่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็น ๕ มิติหลักดังนี้   

๒.๑ มนุษย์ (ผู้รับรู้)                                                                          ๒.๒ จิตใจมนุษย์หรือระบบการรับรู้ (อาตนะภายใน/ขันธ์ ๕)                  ๒.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ (สัญญา/ข้อมูลทางอารมณ์์)                      ๒.๔.กระบวนการพิจารณาความจริง   (วิธีวิทยา/Method)                    ๒.๕ ผลการพิจารณาความจริง    (สัจจะผ่านการพิสูจน์)                  


       ๒.๑.มนุษย์ (ผู้รับรู้) : โดยทั่วไปแล้ว     ปรัชญา พระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์ รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ล้วนเป็นความรู้ของมนุษย์ คำถามคือมนุษยชาติคือใคร? โดยทั่วไป  มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกนี้    ตามคำสอนของพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา เชื่อกันว่ามนุษยชาติถูกสร้างขึ้นจากกายของ "พระพรหม"   หลังจากที่มนุษยชาติเกิดและมีชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง    พวกเขาก็ตาย ซึ่งถือเป็นดับสูญไปโดยไม่มีภพหน้าซึ่งเป็นแนวคิดแบบมิจฉาทิฐิ     ต่อมามาพระพุทธเจ้าตรัสรู้และค้นพบกฎธรรมชาติเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ด้วยปัญญาญาณเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป         

               ๒.๒ จิตใจหรือระบบการรับรู้      ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  ชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ  ไม่อาจแยกจากกันได้ จิตใจอาศัยร่างกายในที่เรียกว่าอาตนะภายใน      เป็นเครื่องมือรับรู้เหตุการณ์แล้วบันทึก (สั่งสม) ไว้ในฐานะ      "ข้อมูลทางอารมณ์" หรือหลักฐานทางอารมณ์        แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับรู้และบันทึกข้อมูลทางอารมณ์เท่านั้น           ชีวิตยังเกี่ยวข้องกับการคิดหรือประมวลผลอารมณ์เหล่านั้น (ปรุงแต่ง)      สร้างภาพขึ้นหรือเรื่องราวในจิตใจ    หลังจากไตร่ตรอง(ทบทวน) แล้วหลายครั้งแล้ว    ก็ใช้เหตุผลอธิบายความจริงของภาพเหล่านั้น    เพื่อเสนอความคิดเห็นของตนเองต่อสังคมในความจริงของสิ่งต่างๆ    

        ๒.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ (สัญญา/ข้อมูลทางอารมณ์) เนื่องจากมนุษย์ซึ่งเป็นพราหมณ์ในสมัยอินเดียโบราณ  มีข้อจำกัดของอายตนะภายในในการรับรู้ แต่อาศัยจินตนาการสร้างทฤษฎีกำเนิดโลกขึ้นมาเพื่อ สร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบวรรณะ คำอธิบายเหล่านั้น จึงคลุมเครือและไม่ชัดเจน   ส่งผลให้เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญาและไม่ยอมรับนักตรรกศาสตร์ และนักปรัชญาเป็นพยานยืนยันความจริง    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องของจัณฑาล ถูกลงโทษโดยพระพรหมตามบทลงโทษของกฎหมายระบอบวรรณะเรียกว่า "พรหมทัณฑ์" ซึ่งเป็นมาตรฐานการลงทัณฑ์ทางสังคมและกฎหมายจารีตประเพณีของพวกอารยันที่จะขับไล่ผู้ที่ประพฤติผิดประเวณีข้ามวรรณะหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น  เป็นต้น      

๓. พรหมทัณฑ์กับชนวนแห่งการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ              

               เมื่อข้อเท็จจริงของคำตอบของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลต่อสังคมมนุษย์ยังคลุมเครือและไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องราวการลงโทษของพระพรหม  ซึ่งเป็นโทษตามกฎหมาย  ขนบธรรมเนียม    และประเพณีของระบบวรรณะ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "พระพรหมทัณฑ์"    ตามคำสั่งสอนของพราหมณ์ชาวอารยัน เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้รับการศึกษาอย่างเชี่ยวชาญในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา    พระองค์ทรงได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่พระพรหมลงโทษชาวสักกะด้วยบทลงโทษ "พรหมทัณฑ์"      พระองค์ทรงใช้พุทธวิธีวิทยา ไม่ยอมรับเรื่องดังกล่าวในทันที  พระองค์ทรงตั้งข้อสงสัย และศึกษาลึกลงไปถึงองค์ประกอบ และที่มาของความรู้นั้น 

           ในแง่กฎหมายจารีตประเพณี  แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงดำรงพระยศในวรรณะกษัตริย์ ผู้มีอำนาจปกครองแคว้นสักกะ  แต่พระองค์ทรงไม่มีสิทธิและหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ  ซึ่งเป็นสิทธิขาดของวรรณะพราหมณ์ หากพระองค์ทรงฝ่าฝืนกระทำพิธีบูชายัญด้วยพระองค์ย่อมถือเป็นการละเมิดกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรงและถูกลงโทษด้วย "พรหมทัณฑ์" คือการถูกเนรเทศออกจากสังคมให้กลายเป็นคนไร้บ้าน 

         ปมเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ;    ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละสิทธิและหน้าที่ตามวรรณะกษัตริย์ที่ประสูติมาคือราชสมบัติและทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อแสวงหากระบวนการพิจารณาความจริงที่เป็นสากล  พระองค์ทรงยอมทดลองทฤษฎีต่าง ๆ  หลายปี  จนกระทั้งทรงค้นพบ "อริยมรรคมีองค์ ๘ " และบรรลุความจริงขั้นปรมัตถ์ในระดับ "อภิญญา๖" ทรงเข้าใจความจริงของระบบวิญญาณ และการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแจ่มแจ้ง ชำระความมืดมิดในใจได้สำเร็จ 


             ๒.๔กระบวนการพิจารณาความจริง    

                  โดยทั่วไปในสมัยพุทธกาลพราหมณ์ในอนุทวีปอินเดียเป็นนักตรรกศาสตร์          และนักปรัชญา  พวกเขาได้เรียนรู้ความจริงจากเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน  เช่น แนวคิดเกี่ยวกับ  มนุษย์  โลกเที่ยง      ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการมีอยู่ของเทพเจ้า              พวกเขามักแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลของตนเอง เพื่ออธิบายความจริงหรือคาดคะเนความจริง         อย่างไรก็ตาม นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญามักใช้เหตุผล          ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญา                ในการอธิบายความจริงของเรื่องเหล่านั้น บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง บางครั้งไม่ถูกต้อง     บางครั้งพวกเขาให้เหตุผลในลักษณะนี้ บางครั้งเป็นเช่นนั้น         เมื่อการใช้เหตุผลของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาอธิบายความจริงอย่างคลุมเครือ  และไม่ชัดเจน       วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ    เมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาแล้ว     จะไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง              ดังนั้นเมื่อความคิดเห็นของมนุษย์ เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาดังกล่าว             ขาดความน่าเชื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นมา      เพื่อเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงในประเด็นที่น่าสงสัย           เช่น ประเด็นเรื่องพระพรหมลง โทษมนุษย์  สาเหตุการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ    เป็นต้น     

          ๕.๑. การสั่งสมความรู้ของมนุษย์   ความรู้ถูกสั่งสมไว้ในจิตใจของมนุษย์โดยธรรมชาติผ่านการศึกษา  การวิจัย  ประสบการณ์ชีวิต และทักษะการปฏิบัติที่ได้มาจากการฟัง  การคิดหรือการกระทำ จะได้เห็นว่า ความรู้ดั้งเดิมของมนุษจำกัดการรับรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้า มีเพียงพราหมณ์เท่านั้นที่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญ  เพื่อสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญได้    เนื่องจากกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณีได้กำหนดสภาพบังคับไว้ กล่าวคือ ห้ามมิให้ประชาชนทุกวรรณะสมสู่กับคนต่างวรรณะ หรือปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น    

         แม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะประสูติในวรรณะกษัตริย์และมีสิทธิและหน้าที่ปกครองอาณาจักรสักกะภายใต้กฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญได้ หากพระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะบูชายัญเทพเจ้าพร้อมกับของมีค่าด้วยพระองค์เอง พระองค์ก็จะทรงกระทำผิดฐานละเมิดคำสอนของศาสนา  และกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง ในข้อหาฐานปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่นโดยมิชอบ  ดังนั้น พระองค์ก็จะทรงถูกพระพรหมลงโทษด้วยโดยให้สังคมขับไล่พระองค์ออกจากชุมชนตลอดชีวิต กลายเป็นจัณฑาลต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนไปตลอดชีวิต   

           ด้วยเหตุนี้     พระองค์จึงทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเพื่อแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้  พระองค์ทรงได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมหลายรูปแบบมาเป็นเวลาหลายปี        จนกระทั่ง พระองค์ทรงค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ และปฏิบัติธรรมจนตรัสรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งเป็นความรู้ในระดับอภิญญาทั้ง ๖  และพระองค์ทรงเห็นความจริงของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีดวงวิญญาณเป็นของตนเอง เมื่อทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย  ดวงวิญญาณก็จะออกจากร่างไปเกิดในภพภูมิอื่น  เช่น สวรรค์  นรก   กลับมาเกิดในโลกมนุษย์  เป็นต้น  เมื่อกลับมาเกิดในภพภูมิมนุษย์  วิญญาณก็จะปฏิสนธิในครรภ์มารดา  หลังจากตั้งครรภ์ได้ ๙ เดือน มารดาก็ให้กำเนิดทารก มีสภาพบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  เป็นต้น

                ๕.๒.วิธีการแสวงหาความรู้ของนักปรัชญา  

                    โดยทั่วไปแล้ว  มนุษย์ตามคำสอนเรื่อง "ขันธ์ห้า" ของพระพุทธเจ้านั้น  ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ  จิตใจของมนุษย์ใช้อายตนะภายในรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมนุษย์ในขอบเขตที่จำกัด  ยิ่งไปกว่านั้น  จิตใจมนุษย์ยังมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่นโดยแสดงความคิดเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    เมื่อมีข้อสงสัยกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักจะยืนยันข้อเท็จจริงด้วยความเท็จแม้ว่าตนเองจะไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองก็ตาม เช่น  การฆาตกรรม  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดฐานละเมิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น   เป็นต้น  

                 แม้ว่าอภิปรัชญาจะเป็นสาขาหนึ่งปรัชญา  แต่หน้าที่ของปรัชญาคือศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงของชีวิต   โลก ธรรมชาติและการดำรงอยู่ของเทพเจ้า โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากประสบการณ์ชีวิตของตนเอง   โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง          จนกระทั่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นความจริง  แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเทพเจ้านั้น   เป็นความรู้ที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์    การค้นพบนี้เกิดขึ้นได้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของพราหมณ์นิกายต่าง ๆ เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์โดยการอนุมานหรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง  โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องมนุษย์และเทพเจ้าก็ตาม   แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงประวัติความเป็นมาของเทพเจ้านั้น        ไม่มีใครตอบพระองค์ได้แสดงว่าพยานบุคคลเหล่านี้ ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพจริง จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าได้ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยการมีอยู่ของเทพเจ้า จึงเป็นหน้าที่ของญาณวิทยาที่จะต้องหาคำตอบในเรื่องนี้โดยธรรมชาติแล้ว  

         ญาณวิทยาจะต้องศึกษาและตรวจสอบต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ โครงสร้างความรู้ของมนุษย์   วิธิการของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้  ความรู้ที่สมเหตุสมผลของมนุษย์     ดังนั้นญาณวิทยาจึงมีหน้าที่ตอบคำถามที่มนุษย์สงสัยว่า"เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?" ในปัญหาดังกล่าวนักปรัชญาเช่น  เจ้าชายสิทธัตถะ,   พระโคตมะพุทธเจ้า, เรอเน เดการ์ตส์  ได้ศึกษาการมาของความรู้ที่ถูกต้องคืออะไร? โดยการสร้างกระบวนการพิจารณาความจริง ขึ้นมาอยู่ในขอบเขตของญาณวิทยาทั้งหมด ๔  วิธีด้วยกันคือ   

           ๕.๑  วิธีแสวงหาความรู้จากความเชื่อของพราหมณ์      เมื่อผู้เขียนพิจารณาข้อเท็จริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ  ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า  เมื่อชาวอนุทวีปเชื่อตามคำสอนของพราหมณ์อารยันในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าอย่างมั่นใจ มีพราหมณ์บางพวกสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ของตน เป็นการเชื่้อข้อเท็จจริงเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยปริยายว่าเป็นความจริง


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ