The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

๓. โครงสร้างทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ: การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

๓.โครงสร้างทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ  ( Epistemological   Structure  In Buddhaphumi  Philosophy    : The Ordination of Prince Siddhartha)  

คำสำคัญ: ญาณวิทยา, ขันธ์ ๕ , พรหมทัณฑ์, สมมติสัจจะ, ปรมัตถ์สัจจะ, กาลามสูตร   

๑.มายาภาพแห่งจินตนาการและข้อจำกัดทางญาณวิทยาของมนุษยชาติ

         โดยทั่วไปแล้ว     มนุษยชาติมีสัจจะร่วมกันประการหนึ่ง คือ การมี "จินตนาการอันไร้ขอบเขต" และความทะเยอทะยานอยากที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งต่าง ๆ ในโลก    ทว่าเมื่อมนุษย์แปรรูปจินตนาการนั้น ให้กลายเป็นทฤษฎีหรือโครงสร้างความรู้  ภาพที่ปรากฏขึ้นในจิตใจ มักจะปะปนด้วยข้อเท็จจริงที่คลุมเครือ ขาดพยานหลักฐานเชิงประจักษ์และขาดความชัดเจนในแง่พัฒนาการทางประวัติศาสตร์   แม้มนุษย์จะพยายามใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายและถ่ายทอดทัศนะ (ความคิดเห็นของตน) ของตนสู่สังคม   แต่ในมิติทางญาณวิทยา มนุษย์กลับเผชิญกับข้อจำกัดอย่างยิ่งยวดของ "อายตนะภายใน" (ประสาทสัมผัสและใจ)   ในการรับรู้ปรากฏการณ์ มักถูกบิดเบือนอคติ  ๔ ประการ อันเกิดจากอวิชชา (ความไม่รู้) ความกลัว ความเกลียดชัง และความรัก เป็นต้น  

           สภาวะจิตที่ที่ตกอยู่ตกอยู่ในความมืดมิดทางปัญญานี้ ส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่ขาดศักยภาพในการแยกแยะระหว่าง "สมมติสัจจะ (ความจริงที่มนุษย์สมมติขึ้น) และ "ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงแท้ขั้นสูงสุด) นั้น วิกฤติทางญาณวิทยานี้สะท้อนชัดในแวดวงวิชาการและการสืบทอดความเชื่อ เมื่อนักวิชาการหรือนักตรรกศาสตร์ จำนวนมากพยายามอธิบายสาเหตุการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ โดยอาศัยเพียงปฏิภาณไหวพริบส่วนตน  และคาดคะเนความจริงจากเรื่องบอกเล่า (อนุสสวะ)ทีีสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน  คำอธิบายเหล่านั้นจึงมีความแปรปรวน    คลุมเครือ และขาดความเป็นเอกภาพ   ด้วยเหตุนี้ วิญญูชนผู้แสวงหาสัจจะเชิงประจักษ์  เช่น  เจ้าชายสิทธัตถะ  จึงทรงปฏิเสธที่จะด่วนเชื่อทัศนะเหล่านั้น  และไม่ยอมรับถ้อยคำของนักตรรกศาสตร์ในอดีตเป็นพยานยืนยันความจริงแท้  

๒.นิยามและองค์ประกอบของ "ความรู้" ตามเกณฑ์ญาณวิทยา ?    

         เมื่อข้อเท็จจริงในสังคมถูกบิดเบือนด้วยจินตนาการและตรรกะคาดคะเนของพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล      ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและระบบวรรณะ       วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะย่อมเกิดข้อสงสัยเชิงญาณวิทยาว่า "ความรู้ที่แท้จริงคืออะไรและรู้ความจริงได้อย่างไร ?       

                  หากพิจารณาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๕๔   "ความรู้" หมายถึงสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน  การค้นคว้าหรือประสบการณ์รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะเช่น  ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน การฟัง การคิด หรือการปฏิบัติ เช่น ความรู้เรื่องสุขภาพ  ความรู้เรื่องนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น แต่ในทางปรัชญาพุทธภูมิ  ได้จำแนกองค์ประกอบแห่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็น ๕ มิติหลัก ดังนี้   

๒.๑ มนุษย์ (ผู้รับรู้)                                                                            .๒ จิตใจมนุษย์หรือระบบการรับรู้ (อาตนะภายใน/ขันธ์ ๕)              ๒.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ (สัญญา/ข้อมูลทางอารมณ์์)                  ๒.๔.กระบวนการพิจารณาความจริง   (วิธีวิทยา/Method)                ๒.๕ ผลการพิจารณาความจริง    (สัจจะผ่านการพิสูจน์)                  


       ๒.๑.มนุษย์ (ผู้รับรู้) : โดยทั่วไปแล้ว     ปรัชญา พระพุทธศาสนา ปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์           รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและครอบครอง ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์อ้างว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากพระวรกายของพระพรหมและดับสูญเมื่อตาย (มิจฉาทิฏฐิ)   พระพุทธเจ้าตรัสรู้และค้นพบว่า มนุษย์คือสภาวะแห่งนามรูป ที่มีศักยภาพในการเข้าถึงกฎธรรมชาติได้ด้วยตนเอง   

               ๒.๒ จิตใจหรือระบบการรับรู้          (อายตนะภายใน/ขันธ์ ๕) :  ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น        จิตใจอาศัยอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ)      เป็นเครื่องมือรับรู้เหตุการณ์แล้วบันทึก (สั่งสม) ไว้จากนั้นจิตจะนำ    "ข้อมูลทางอารมณ์" หรือหลักฐานทางอารมณ์ เข้าสู่กระบวนการของสังขารขันธ์ (การปรุงแต่งและคิดคำนวณ) เพื่อประมวลผลเป็นทัศนะ(ความคิดเห็นของตนเอง)     และใช้เหตุอธิบายความจริงของสิ่งต่าง ๆ        

       ๒.๓ สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ  (สัญญา/ข้อมูลทางอารมณ์) : ความทรงจำ และร่องรอยแห่งอารมณ์ที่ถูกบันทึกไว้ ซึ่งหากปราศจากสติและปัญญา สัญญาเหล่านี้จะถุกปรุงแต่งด้วยอคติและสร้างทฤษฎีมายาขึ้นมา

     ๒.๔กระบวนการพิจารณาความจริง (วิธีวิทยา/Method) : ระเบียบวิธีในการตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูล เพื่อก้าวพ้นตรรกการคาดเดาไปสู่ความจริงเชิงประจักษ์ (เช่น กาลามสูตรและอริยมรรคมีองค์ ๘ )

      ๒.๕ ผลการพิจารณาความจริง (สัจจะผ่านการพิสูจน์) : ผลลัพธ์แห่งปัญญาที่ผ่านการทดลองแล้ว ซึ่งแบ่งความจริงระดับสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ 

๓. พรหมทัณฑ์กับชนวนแห่งการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ              

               ในแวดวงพราหมณ์ยุคโบราณ ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาและที่ปรึกษากษัตริย์ได้สร้างทฤษฎีกำเนิดโลกและระบบวรรณะขึ้น โดยอ้างว่าพระพรหมเป็นผู้กำหนดหน้าที่และสิทธิของมนุษย์ พร้อมทั้งตั้งกฎหมายจารีตประเพณี ห้ามการร่วมประเวณีหรือแต่งงานข้ามวรรณะ หรือห้ามการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษโดยพระพรหม โดยให้สังคมทำหน้าที่เป็นผู้ลง "พรหมทัณฑ์" คือการขับไล่ออกจากชุมชน ตัดสิทธิ์ทางสังคม กลายเป็นคนไร้บ้าน (จัณฑาล)ไปตลอดชีวิต 

       เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาวิชาการในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาวิชา พระองค์ทรงตั้งข้อสงสัยเชิงปรัชญาต่อพรหมทัณฑ์และระบบวรรณะ    พระองค์ทรงใช้พุทธวิธีวิทยาซักถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงประวัติและพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ ของการมีอยู่ของพระพรหมทว่าไม่มีพราหมณ์คนใด   สามารถยืนยันที่มาของพระพรหมได้จริงซึ่งแสดงให้เห็นว่าพยานบุคคลเหล่านั้น   ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสเป็นเพียงการคาดคะเนเชิงตรรกะเท่านั้น 

ปมเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และกฎหมายจารีตประเพณี :           

           ในแง่กฎหมายจารีตประเพณี  แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงดำรงพระยศในวรรณะกษัตริย์ แต่พระองค์ทรงไม่มีสิทธิและหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญซึ่งเป็นสิทธิขาดของวรรณะพราหมณ์ หากพระองค์ทรงฝ่าฝืนประกอบพิธีบูชายัญ เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของเทพเจ้าด้วยพระองค์เอง   ย่อมถือเป็นการละเมิดกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรงและต้องลงโทษด้วย "พรหมทัณฑ์" คือ การถูกเนรเทศออกจากพระนครกบิลพัสดุ์เช่นกัน 

           ด้วยเหตุนี้  การสละราชสมบัติและออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ  จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางอภินิหาร หรือสลดใจต่อเทวทูตทั้ง ๔  เพียงอย่างเดียว     หากแต่เป็น "การตัดสินพระทัยสละสิทธิทางวรรณะกษัตริย์เพื่อก้าวพ้นระบบสมมติ"  ทรงยินยอมนำพระวรกายและจิตใจ เข้าสู่นิเวศ แห่งการทดลองเชิงประจักษ์ เพื่อแสวงหากระบวนการพิจารณาความจริงที่เป็นสากล   

๔. กระบวนการพิจารณาความจริงและวิธีแสวงหาความรู้   

เพื่อตอบคำถามทางญาณวิทยาที่ว่า"เรารู้ความจริงได้อย่างไร?"ปรัชญาพุทธภูมิ มิได้จำแนกวิธีการแสวงหาความรู้และการพิจารณาความจริงออกเป็น ๔ กระบวนทัศน์สำคัญ : 

๔.๑ วิธีแสวงหาความรู้จากความเชื่อและจารีตประเพณี (Tradition & Authority)

 เป็นวิธีดั้งเดิมที่ชาวอนุทวีปเชื่อมตามคำสั่งสอนของพราหมณ์อารยัน    ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์ หรือนักปรัชญาเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าและกฎหมายระบบวรรณะ ดดยรับฟังและเชื่อโดยปริยายว่าเป็นความจริง(อนุสสวะ)    ซึ่งเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าทรงเตือนว่า ไม่ควรรีบเชื่อเพียงเพราะคำบอกเล่าสืบต่อกันมาหรืออ้างคัมภีร์ 

๔.๒ วิธีอนุมานเชิงตรรกะและปรัชญา (Rationlism & Speculation) 

          นักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาทั้งในตะวันออกและตะวันตก เช่น  เรอเน เดการ์ตส์  หรือนักปรัชญาอังกฤษ-ฝรั่งเศส)  ใช้เหตุผลและการคาดคะเนสร้างทฤษฎีอธิบายโลกและจักรวาล   ทว่าการอธิบายเหตุผลเชิงตรรกะนั้น บางครั้งก็ใช้เหตุผลก็ถูกต้อง   บางครั้งก็ผิดพลาด     บางครั้งก็ใช้เหตุผลในลักษณะนี้ บางครั้งเป็นเช่นนั้นขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของอายตนะภายในและอคติของผู้คิด          การใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการทดลองเชิงประจักษ์  จึงเป็นเพียง "โลกียปัญญา"  ที่ไม่่อาจเข้าถึงความจริงแท้ได้   ดังนั้นเมื่อความคิดเห็นของมนุษย์ เป็นนักตรรกศาสตร์  และนักปรัชญาดังกล่าวขาดความน่าเชื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นมา      เพื่อเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงในประเด็นที่น่าสงสัย           เช่น ประเด็นเรื่องพระพรหมลง โทษมนุษย์  สาเหตุการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ    เป็นต้น     

๔.๓ วิธีสังเกตและทดลองเชิงวัตถุ(Epistemolog Observation) 

ดังเช่นที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาเครื่องมือขยายขีดจำกัดของอายตนะภายในของมนุษย์  เช่น กล้องโทรทรรศน์      หรือนวัตกรรมเทคโนโลยี่ดิจิทัลในปัจจุบัน  (การจัดเก็บพระไตรปิฎก  ๔๕ เล่มและอรรถกถา  ๙๑  เล่มในระบบคอมพิวเตอร์ แม้วิธีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวก และขยายความรู้ได้อย่างแม่นยำ  แต่ทางปรัชญาพุทธภูมิ มองว่าเป็นเพียงความรู้ระดับ "ประสาทสัมผัส"  ที่ไม่อาจพาจิตวิญญาณ  หลุดพ้นจากอวิชชาได้ 


         แม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะประสูติในวรรณะกษัตริย์และมีสิทธิและหน้าที่ปกครองอาณาจักรสักกะภายใต้กฎหมายวรรณะ แต่พระองค์ก็ทรงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมบูชายัญได้ หากพระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะบูชายัญเทพเจ้าพร้อมกับของมีค่าด้วยพระองค์เอง พระองค์ก็จะทรงกระทำผิดฐานละเมิดคำสอนของศาสนา  และกฎหมายวรรณะตามจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง ในข้อหาฐานปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่นโดยมิชอบ  ดังนั้น พระองค์ก็จะทรงถูกพระพรหมลงโทษด้วยโดยให้สังคมขับไล่พระองค์ออกจากชุมชนตลอดชีวิต กลายเป็นจัณฑาลต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนไปตลอดชีวิต   

           ด้วยเหตุนี้     พระองค์จึงทรงผนวชเป็นพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเพื่อแสวงหาความรู้ในเรื่องนี้  พระองค์ทรงได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมหลายรูปแบบมาเป็นเวลาหลายปี        จนกระทั่ง พระองค์ทรงค้นพบอริยมรรคมีองค์ ๘ และปฏิบัติธรรมจนตรัสรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งเป็นความรู้ในระดับอภิญญาทั้ง ๖  และพระองค์ทรงเห็นความจริงของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีดวงวิญญาณเป็นของตนเอง เมื่อทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย  ดวงวิญญาณก็จะออกจากร่างไปเกิดในภพภูมิอื่น  เช่น สวรรค์  นรก   กลับมาเกิดในโลกมนุษย์  เป็นต้น  เมื่อกลับมาเกิดในภพภูมิมนุษย์  วิญญาณก็จะปฏิสนธิในครรภ์มารดา  หลังจากตั้งครรภ์ได้ ๙ เดือน มารดาก็ให้กำเนิดทารก มีสภาพบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  เป็นต้น

                ๕.๒.วิธีการแสวงหาความรู้ของนักปรัชญา  

                    โดยทั่วไปแล้ว  มนุษย์ตามคำสอนเรื่อง "ขันธ์ห้า" ของพระพุทธเจ้านั้น  ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ  จิตใจของมนุษย์ใช้อายตนะภายในรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมนุษย์ในขอบเขตที่จำกัด  ยิ่งไปกว่านั้น  จิตใจมนุษย์ยังมีแนวโน้มที่จะอคติต่อผู้อื่นโดยแสดงความคิดเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    เมื่อมีข้อสงสัยกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักจะยืนยันข้อเท็จจริงด้วยความเท็จแม้ว่าตนเองจะไม่มีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัส และสั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองก็ตาม เช่น  การฆาตกรรม  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดฐานละเมิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น   เป็นต้น  

                 แม้ว่าอภิปรัชญาจะเป็นสาขาหนึ่งปรัชญา  แต่หน้าที่ของปรัชญาคือศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงของชีวิต   โลก ธรรมชาติและการดำรงอยู่ของเทพเจ้า โดยการอนุมานความรู้หรือคาดคะเนความจริงจากประสบการณ์ชีวิตของตนเอง   โดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง          จนกระทั่งเชื่ออย่างมั่นใจว่าเป็นความจริง  แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเทพเจ้านั้น   เป็นความรู้ที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์    การค้นพบนี้เกิดขึ้นได้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากคำให้การของพราหมณ์นิกายต่าง ๆ เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์โดยการอนุมานหรือคาดคะเนความจริง เพื่อพิสูจน์ความจริง  โดยใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบในเรื่องมนุษย์และเทพเจ้าก็ตาม   แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงประวัติความเป็นมาของเทพเจ้านั้น        ไม่มีใครตอบพระองค์ได้แสดงว่าพยานบุคคลเหล่านี้ ไม่มีความรู้เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพจริง จึงไม่สามารถใช้เหตุผลอธิบายความจริงของคำตอบประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าได้ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสงสัยการมีอยู่ของเทพเจ้า จึงเป็นหน้าที่ของญาณวิทยาที่จะต้องหาคำตอบในเรื่องนี้โดยธรรมชาติแล้ว  

         ญาณวิทยาจะต้องศึกษาและตรวจสอบต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ โครงสร้างความรู้ของมนุษย์   วิธิการของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ที่สมเหตุสมผลของมนุษย์     ดังนั้นญาณวิทยาจึงมีหน้าที่ตอบคำถามที่มนุษย์สงสัยว่า"เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?" ในปัญหาดังกล่าวนักปรัชญาเช่น  เจ้าชายสิทธัตถะ,   พระโคตมะพุทธเจ้า, เรอเน เดการ์ตส์  ได้ศึกษาการมาของความรู้ที่ถูกต้องคืออะไร? โดยการสร้างกระบวนการพิจารณาความจริง ขึ้นมาอยู่ในขอบเขตของญาณวิทยาทั้งหมด ๔  วิธีด้วยกันคือ   

           ๕.๑  วิธีแสวงหาความรู้จากความเชื่อของพราหมณ์      เมื่อผู้เขียนพิจารณาข้อเท็จริงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬา ฯ  ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า  เมื่อชาวอนุทวีปเชื่อตามคำสอนของพราหมณ์อารยันในเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าอย่างมั่นใจ มีพราหมณ์บางพวกสร้างทฤษฎีกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ของตน เป็นการเชื่้อข้อเท็จจริงเรื่องการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยปริยายว่าเป็นความจริง


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ