The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

๒.ญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

Epistemology in Buddhaphumi Philosophy : The Ordination  of  Prince Siddhartha  

๑.บทนำ ต้นกำเนิดของความรู้

               แม้ว่าชาวพุทธทั่วโลกจะยอมรับความจริงเกี่ยวกับการสละทางโลกเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์         เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นนิมิต    ๔  อย่างได้แก่ คนชรา  คนป่วย  คนตายและฤาษี     ชาวพุทธส่วนใหญ่่รู้จักเรื่องราวนี้จากคำเทศนาของพระภิกษุในนิกายเถรวาทและมหายานในวัดต่าง ๆ ทั่วโลก  พระภิกษุเหล่านี้อธิบายเหตุผลที่เจ้าชายสิทธัตถะผนวชเป็นพระโพธิสัตว์      ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๒,๖๐๐ ปีเมื่อชาวพุทธทั่วโลกได้เรียนรู้ความจริงของเรื่องราวนี้แล้ว     พวกเขาก็ยอมรับโดยปริยายโดยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ    อีกต่อไป   นี่อาจเป็นเพราะพวกเขามีศรัทธาในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ    พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งสูงสุดของชีวิต       พวกเขาเชื่อว่าการทำกุศลด้วยการให้ทาน  การรักษาศีลและการทำสมาธิ เพียงพอต่อการดำรงชีวิต  การสั่งสมบุญในจิตใจเพื่อให้ดวงวิญญาณสามารถขึ้นสู่สวรรค์ชั้นสูง  หลังความตายและเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีกครั้ง  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติอริยมรรค ๘  ประการและบรรลุธรรมอภิญญาทั้ง๖ประการได้

                   เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ของอาณาจักรสักกะจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   เราพบว่าก่อนสมัยพุทธกาล อาณาจักรสักกะหรือประเทศสักกะ (Sakka Country) มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง         และปกครองภายใต้ระบบสามัคคีธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายระบบวรรณะ    อาณาจักรสักกะแบ่งประชาชนออกเป็น  ๔           วรรณะได้แก่  วรรณะพราหมณ์      วรรณะกษัตริย์  วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร        ในเวลานั้น อาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย  ล้วนเป็น "รัฐศาสนาพราหมณ์"  (Brahmanical Religion State )  

                  ในสมัยนั้น พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้รับความเคารพและไว้วางใจจากทุกวรรณะ ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่วรรณะกษัตริย์ในกฎหมาย  ขนบธรรมเนียม และประเพณี    ส่งผลให้พวกเขามีอิทธิพลทางการเมือง สิ่งนีทำให้พวกเขาสามารถบูรณาการความรู้จากคัมภีร์พระเวทเข้ากับกฎหมายระบบวรรณะได้อย่างสอดคล้องและมีเหตุผล       พวกเขาอ้างว่าเมื่อพระพรหมสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง   พระองค์ก็ทรงสร้างวรรณะต่าง ๆ  ขึ้นมาด้วย      เพื่อให้มนุษย์ทำหน้าที่ตามวรรณะของตน  สิ่งนี้ทำให้ผู้คนมีความหวังในชีวิตเพราะศรัทธาในเทพเจ้าหลายองค์ สามารถช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ในชีวิตได้ ผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์ในวัดต่าง   ๆ   ทั่วอนุทวีปอินเดีย  

                    อย่างไรก็ตามเมื่อคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ถูกบัญญัติเป็นระบบวรรณะ     เมื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายจารีตประเพณีในอาณาจักรสักกะ             มันได้สร้างภาระผูกพันให้ผู้คนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง    การห้ามความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้คนต่างวรรณะและห้ามไม่ให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น ถึงกระนั้นเนื่องจากธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษยชาตินั้นมีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  และอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ของตนเอง  ชีวิตของพวกเขาจึงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด      ส่งผลให้พวกเขาจึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้งความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์  และไม่สามารถอธิบายความจริงเหล่านั้นได้อย่างมีเหตุผล 

                 ดังนั้นเมื่อพวกเขารับบทบาทและหน้าที่ตามวรรณะของตน  พวกเขามักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของประเด็นต่างๆ    ในสังคม  โดยอาศัยปฏิภาณของตนเองโดยใช้เหตุผล  และการคาดคะเนเพื่ออธิบายความจริงตามสิ่งที่ได้ยินมา   เมื่อชาวสักกะเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้         พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามกิเลสและตัณหาของตนเอง  ขาดความอดทนต่อต้านกิเลสตัณหา   ไม่มีสติที่จะ (ระลึก) นึกถึงเกี่ยวกับประวัติของระบบวรรณะ       ซึ่งสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องราวของความรักต่างวรรณะ     จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจกรรมของตนเอง     เมื่อพวกเขายึดติดกับอารมณ์ของโลกจนตกหลุมรักผู้คนต่างวรรณะ    เมื่อชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน   ส่งผลให้พวกเขาขาดปัญญาเข้าใจหลักศีลธรรมอันดีงามของชาวสักกะ   และกฎหมายระบบวรรณะ     พวกเขากระทำความผิดต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะด้วยความไม่รู้ของตนเอง    พวกเขาจะถูกลงโทษโดยสังคม  พวกเขาต้องเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะไปตลอดชีวิต    ไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคม โดยคนในสังคมอ้างว่าพระพรหมลงโทษ

                    ในสมัยพุทธกาล     พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างให้มนุษยชาติได้เรียนรู้ถึงวิธีการพัฒนาศักยภาพชีวิต    เพื่อบรรลุสัจธรรมสูงสุด   ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์     พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีพิจารณาความจริงที่สมมติขึ้นและวิธีพิจารณาความจริงขั้นปรมัตถ์ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘เพื่อบรรลุถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิต   ในยุคหลังพุทธกาล  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตต่างประเทศจากราชอาณาจักรโมริยะ   ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังโลกตะวันตก    นักปรัชญาตะวันตกได้บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับปรัชญาตะวันตก        โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เหตุผลทางพุทธศาสนา   ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการอธิบายสัจธรรมสูงสุดของชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น    ไปใช้ในการอธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า  เป็นต้น

                     อย่างไรก็ตาม สังคมในโลกตะวันตกยังคงมืดมน  เพราะนักปรัชญาตะวันตกใช้เหตุผลทางพระพุทธศาสนาเพื่ออธิบายความจริงของชีวิตมนุษย์และสร้างความเข้าใจในความจริงที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์        นั่นคือ การมีอยู่ของเทพเจ้าจากมุมมองของนักปรัชญาตะวันตก  อย่างไรก็ตามเหตุผลดังกล่าวเป็นทฤษฎีแห่งสัจธรรมเท่านั้น  เมื่อชาวตะวันตกไม่ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘      เพื่อเข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์แล้ว     การศึกษาการใช้เหตุผลเชิงปรัชญานั้นเป็นการศึกษาเชิงทฤษฎีเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสัจธรรมของชีวิต  พวกเขาไม่สามารถบรรลุถึงความจริงของชีวิตได้ ดังนั้น ผู้คนในโลกตะวันตกจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ในความมืดมนต่อไป

              ในสมัยอินเดียโบราณ    พราหมณ์บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา     มักอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของตนโดยใช้เหตุผลและคาดคะเนความจริง    การให้เหตุผลของพวกเขาบางครั้งก็ถูกต้องในการอธิบายความจริง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาก็อธิบายความจริงด้วยวิธีนี้      บางครั้งก็แบบนั้น    เมื่อเหตุผลเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาคลุมเครือและไม่ชัดเจน         วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ หรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นของพราหมณ์  ซึ่งเป็นนักตรรกะหรือนักปรัชญาในเรื่องดังกล่าว        และจะไม่ยอมรับความคิดเห็นของพราหมณ์ ว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องดังกล่าว          ยกตัวอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "จัณฑาล"     ถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะและจารีตประเพณีแล้ว      จัณฑาลเหล่านี้ถูกบังคับให้เร่ร่อนไปตามท้องถนนในนครใหญ่ไปตลอดชีวิต   พระองคทรงไม่ได้เชื่อทันทีว่า เรื่องราวนี้เป็นความจริง         พระองค์ทรงสงสัย  ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้       พระองค์จึงทรงสืบหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ    เช่นคำให้การของพยานจากพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ที่อ้างว่าสื่อสารกับเทพเจ้าเป็นประจำผ่านพิธีบูชายัญ เพื่อขอพรให้ความปรารถนาของมนุษย์       อย่างไรก็ตามเมือพระองค์ทรงซักถามถึงที่มาของพระพรหมก็ไม่มีใครสามารถตอบได้  เป็นต้น       

                  ในยุคหลังพุทธกาล เมื่อวิธีการให้เหตุผลของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาและนักตรรกะชาวอินเดียโบราณ  ได้ถูกเผยแผ่ไปโลกตะวันตกผ่านพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรโมริยะและการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของบาทหลวงชาวตะวันตก    ไปยังตะวันออกไกล     พวกเขาเขียนจดหมายเหตุเล่าถึงอุปสรรคการเผยแผ่คำสอนของศาสนาคริสต์ในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก         บันทึกเรื่องราวเหล่านั้น   โดยเฉพาะคัมภีร์พระพุทธศาสนาไปยังประเทศของพวกเขา เพื่อพัฒนาความรู้เหล่านั้น    ไปพัฒนาเป็นความรู้ของพวกเขา     โดยนักปรัชญาตะวันตกนำความรู้ของพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้กับปรัชญาตะวันตก         ทำให้การคิดแบบมีเหตุผลในโลกตะวันตกเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส    พวกเขามีความคิดแบบมีเหตุผล โดยใช้เหตุผลครอบงำความคิดของผู้คน เพื่อไล่ล่าอาณานิคมต่าง  ๆ  ทั่วโลก    

             อย่างไรก็ตาม       การคิดของนักตรรกะและนักปรัชญาที่มีเหตุผลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงเท่านั้น    อย่างไรก็ตามการใช้เหตุผลของนักปรัชญาและนักตรรกะนั้น  บางครั้งก็ถูกต้องบ้าง  บางครั้งไม่ถูกต้อง  บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบนี้บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบนั้นทั้งนี้เนื่องจากนักปรัชญาและนักตรรกะ  ซึ่งเป็นมนุษย์มีลักษณะของอายตนะภายในร่างกายที่มีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ   ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว  ความเกลียดชังและความรัก  เป็นต้น        พวกเขามักจะยืนกรานข้อเท็จจริงเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน ขาดความสามารถในการใช้เหตุผล    เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างสมเหตุสมผล     

                       การสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์  เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมน       จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์        มนุษย์ที่เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาจึงไม่สามารถคิดอย่างมีเหตุผล เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล     ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์   โลก   จักรวาล  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  และดวงดาวที่อยู่ไกลออกไป     นักวิทยาศาสตร์ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอายตนะภายในการรับรู้ดวงดาวอันไกลโพ้น   ด้วยการสร้างกล้องโทรทรรศน์           เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงดวงดาวต่าง ๆ และรวบรวมหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความจริงของดวงดาวต่าง ๆ        หรือสร้างกล้องจุลทรรศน์ขึ้นเพื่อดูจุลภาคขาดเล็กที่สุด     สิ่งนี้ได้ขยายขอบเขตความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างไม่สิ้นสุดและเปิดกว้างทางการศึกษาใหม่สำหรับวิชาเหล่านี้   งานวิจัยหลายชิ้นที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคม ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ และสามารถสืบสานและต่อยอดความรู้เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น 

        ในยุคหลัง ๆนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต        เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนทั่วโลก   ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม   วิถีชีวิต     และเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ด้วยการใช้เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการจัดการ       และจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลยังสามารถถูกดึงมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น        รวดเร็วขึ้นและแม่นยำสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบเมื่อความรู้ทางวิชาการทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก      เราได้เห็นข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและปฏิรูปให้เหมาะสมกับสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

             อันเนื่องมาจากความคิดเห็นของมนุษย์ที่เรียกว่า "มโนกรรม"  นำไปสู่การกระทำทางวาจาที่เรียกว่า "วจีกรรม"และการกระทำทางกายที่เรียกว่า "กายกรรม"     ต่อมาเมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่  ๆ     โดยการสร้างแอปพลิเคชั่น เพื่อเผยแพร่ความรู้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  และพระไตรปิฎกฉบับหลวง     แอบพริเคชั่นเหล่านี้อำนวยความสะดวกในการศึกษาพระไตรปิฎก    เพียงพิมพ์คำที่ต้องการลงในแอปพลิเคชั่น พระไตรไตรปิฎกราชวิทยาลัย   ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อเท็จจริงที่ต้องการศึกษาในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยได้อย่างง่ายดายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอ่านพระไตรปิฎกทุกเล่มอีกต่อไป ไม่ว่จะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ  สังคม ศาสนาพราหมณ์ ความเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าและพิธีกรรมบูชายัญที่เกิดขึ้นในอินเดียโบราณ ไม่จำเป็นต้องอ่านพระไตรปิฎกทั้ง  ๔๕ เล่ม และอรรถกถา ๙๑ เล่มต่อไป                 

๒.ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา  

                  โดยทั่วไป   มนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในที่จำกัดความสามารถในการรับรู้และมักมีความคิดเห็นที่อคติ     เพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง       ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิดและขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น        และความจริงขั้นปรมัตถ์  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถอธิบายความจริงของคำถามใด ๆ ได้อย่างมีเหตุผล      ด้วยเหตุนี้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า       พราหมณ์บางคนในโลก ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา  พวกเขามักจะแสดงความเห็นในเรื่องต่าง ๆ  โดยอาศัยเหตุผลและคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา           นักตรรกะและนักปรัชญามักใช้เหตุผล       เป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น  บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง    บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง         บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง  เมื่อคำอธิบายความจริงนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน         วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าเมื่อได้ยินความคิดเห็นนั้น    พระองค์ทรงไม่เชื่อถือและไม่ยอมรับบุคคลนั้นเป็นพยานยืนยันความจริงในเรื่องนั้นได้       

              ตัวอย่างเช่น พราหมณ์ใสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้อธิบายความจริงของคำตอบ   โดยกล่าวว่าพระพรหมพระอิศวรทรงสร้างมนุษย์    และสร้างระบบวรรณะโดยกำหนดหน้าที่ให้แก่มนุษย์ตามวรรณะของตน     พวกเขายังอ้างว่ามนุษย์สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าเหล่านี้ได้ ผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์      นอกจากนี้ พระพรหมยังสามารถลงโทษมนุษย์ได้ ที่เรียกว่า "พรหมณ์ทัณฑ์"  โดยพระองค์ทรงบัญชาให้สังคมลงโทษมนุษย์      ด้วยการเนรเทศออกจากบ้านตลอดชีวิต    เป็นต้น    อย่างไรก็ตาม      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินความคิดเห็นของพราหมณ์ชาวอารยันในเรื่องนี้        พระองค์ทรงตระหนักว่า     พระองค์ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยตรง ผ่านอายตนะภายใน      และพระองค์ทรงไม่สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าเหล่านั้นผ่านพิธีกรรมบูชายัญได้       การทำเช่นนั้นจะเป็นการละเมิดคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายของระบบวรรณะ    หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เอง      พระองค์จะต้องเผชิญกับการลงโทษของพระพรหม         เช่น การถูกเนรเทศออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์   เป็นต้น    

                 ด้วยเหตุนี้ แม้ว่านักปรัชญาและนักตรรกะศาสตร์จะสามารถอธิบายความจริงของเรื่องใด  ๆ   ได้อย่างมีเหตุผล      แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าธรรมชาติของชีวิตมนุษย์นั้น     มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้และมีความคิดที่อคติใช้เหตุผลอธิบายความจริงเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    สิ่งนี้ทำให้ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน      ส่งผลให้พวกเขาขาดปัญญาในการเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น และความจริงขั้นปรมัตถ์ได้             เมื่อพวกเขาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติ    โลก    ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ    และเหตุการณ์ทางสังคม   บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลไม่ถูกต้องหรือบางครั้งใช้เหตุผลในลักษณะนี้หรือในลักษณะนั้น  

              ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่ของญาณวิทยาที่จะสร้างวิธีการพิจารณาความจริงโดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ    เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายคำตอบของปัญหาที่ว่า"     เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อเท็จจริงที่เราได้ยินเป็นความจริง   ?      อะไรเป็นตัวกำหนดว่าข้อเท็จจริงใดเป็นจริงหรือเท็จ ?       ความรู้ของมนุษย์คืออะไร ?      ลักษณะเฉพาะของความรู้ของมนุษย์คืออะไร   ?         เป็นความรู้เชิงอัตวิสัยหรือวัตถุวิสัย  เราสร้างความรู้ได้อย่างไร ?  ปัจจัยใดบ้างที่เอื้อต่อความรู้ ?  ในการแก้ปัญหานี้ นักปรัชญาหลายท่านได้ค้นพบวิธีแสวงหาความรู้     ซึ่งวิธีการสากลที่ทุกคนสามารถใช้ได้           การแสวงหาความจริงและบรรลุผลเดียวกัน  คือ การสร้างความรู้เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาความจริงในรูปแบบต่าง ๆ    โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐาน      โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงในเรื่องนั้น ๆ   ภายใต้ขอบเขตของความรู้เชิงญาณวิทยา  เป็นต้น 

๒.๑.ต้นกำเนิดแห่งความรู้ของมนุษย์   

                    โดยทั่วไปแล้ว   ความรู้ทางปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้น  ถือเป็นความรู้ของมนุษย์       อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงนี้  ผู้เขียนไม่ได้เชื่อในทันที            ผู้เขียนตั้งสงสัยข้อเท็จจริงไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง           และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นมา    แต่เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ของความรู้ในสาขาต่าง   ๆ       เราจะได้ยินเรื่องราวที่เล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนั้น ในประเด็นเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ชาวแคว้นสักกะ และชาวแคว้นโกลิยะเชื่อตามคำสอนของพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ว่า       ชีวิตมนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากกายของพระพรหม   

                  ดังนั้น ความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตร์   ๑๘ สาขานั้นจึงถูกประทานแก่มนุษยโดยพระพรหมเอง       แม้เราจะยอมรับความจริงข้อนี้โดยปริยายว่าเป็นความจริง    เมื่อพราหมณ์นำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้    จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน  เสรีภาพและหน้าที่และเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในสังคม       เมื่อความรู้เรื่องการมีอยู่ของพระพรหมถูกนำไปใช้เพื่อบัญญัติกฎหมายวรรณะจารีตประเพณีโดยอ้างว่าพระพรหมได้สร้างวรรณะขึ้น       เพื่อให้มนุษย์  ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะที่ตนเกิดมายิ่งไปกว่านั้น    เมื่อประกาศบังคับใช้แล้ว  ย่อมมีสภาพบังคับตามกฎหมายที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม    กล่าวคือ  การห้ามมิให้ประชาชนแต่งงานข้ามวรรณะและการห้ามประชาชนปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นของวรรณะอื่น    

                  ปัญหาก็คือว่า "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความรู้นี้เป็นความจริง  ? "  ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์นั้น มีต้นกำเนิดจากจิตใจมนุษย์ ซึ่งใช้อายตนะภายใน     เพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น ภูเขา แม่น้ำ อาคารบ้านเรือน  รถยนต์และสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่น กลิ่น คลื่นวิทยุ  เสียง คลื่นอินเตอร์เน็ต        เมื่อสิ่งเหล่านี้เข้ามาในชีวิตเรา แต่จิตใจมนุษย์เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้     จึงไม่สามารถเก็บวัตถุที่จับต้องได้หรือไม่มีรูปร่างไว้ในจิตใจของตนเองได้    นอกจากการรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ  ของสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์       อย่างไรก็ตาม  ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์คือเมื่่่่อรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  มักจะคิดจากสิ่งนั้น  โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานทางอารมณ์ภายใน   โดยใช้เหตุผล  เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของคำตอบนั้น       หากข้อเท็จจริงใดที่จิตใจรับรู้แล้วเป็นที่น่าพอใจ ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ          หากข้อเท็จจริงใดที่จิตรับรู้แล้ว  ไม่เป็นที่น่าพอใจ  ก็จะให้เกิดความทุกข์    

              ดังนั้น ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์       จึงมีจุดเริ่มต้นที่จิตใจมนุษย์รับรู้เหตุการณ์ต่าง       ๆ    ผ่านอายตนะภายใน  ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จับต้องได้และนามธรรม   และรวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ        อย่างไรก็ตาม  ธรรมชาติของมนุษย์ มิได้เพียงแค่รับรู้และเก็บหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจเท่านั้น        แต่มีธรรมชาติของนักคิดอีกด้วย    เมื่อรู้สิ่งไหน  พวกเขาก็จะคิดจากสิ่งนั้นโดยจิตใจมนุษย์จะวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์   โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น   โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล    เหตุผลของคำตอบเรื่องนั้น  ถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์คนนั้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งจิตใจของมนุษย์    ถือเป็นต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ในทุกสาขาวิชาเป็นต้น 

ติดตามปัญหาญาณวิทยาเกี่ยวกับสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวช  (ตอน๓)


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ