The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แนวคิดทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

แนวคิดทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ  :   การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

(Epistemology  Concepts  in Buddhaphumi Philosophy : The Ordination  of  Prince Siddhartha)  

๑.บทนำ ข้อเท็จจริงและปมปัญหาทางญาณวิทยาว่าด้วยการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ


                    ตามกรอบแนวคิดทางอภิปรัชญาและญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมินั้น       แม้นักปรัชญาในสมัยหลังพุทธกาล       จะสามารถวางหลักการที่จะเป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ (อุดมการณ์)             และใช้เหตุผลส่วนตน    และอธิบายมูลเหตุของการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ     โดยระบุว่าเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ทรงเผชิญ  "เทวทูตทั้ง ๔" (นิมิต  ๔ อย่าง)   อันได้แก่  คนชรา  คนป่วย  คนตาย และนักบวช       ขณะเสด็จประพาสอุทยานหลวงนอกพระนครกบิลพัสดุ์      คติความเชื่อนี้ถูกสืบทอดผ่านคำเทศนาของพระภิกษุทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานในวัดต่าง ๆ ทั่วโลก      มติบอกเล่านี้เดินทางเดินทางผ่านกาลเวลามานานกว่า ๒,๖๐๐  ปี      จนชาวพุทธส่วนใหญ่ยอมรับโดยปริยายว่าเป็นความจริงแน่นอน    อันเกิดจากความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งสูงสุด  

                โดยทั่วไป มนุษย์ใช้อายตนะภายใน (ประสาทสัมผัสและใจ) เป็นสะพานเชื่อมโยงเข้าหาปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม   เมื่อรับรู้สิ่งใดแล้ว   จิตใจจะแปรสภาพผัสสสะ  นั้นให้กลายเป็น "หลักฐานทางอารมณ์" (สัญญา)  บันทึกไว้ในจิต  ทว่าธรรมชาติของจิตไม่ได้ หยุดอยู่เพียงการบันทึก    แต่มันมีสภาวะคิดคำนวนและปรุงแต่ง (สังขารขันธ์)  มนุษย์มักใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือปรัชญาในการอธิบายข้อเท็จจริงนั้นแก่สาธารณชน  

                     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอายตนะภายในของมนุษย์     มีขีดจำกัดทั้งยังมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ใต้กฎของอคติ ๔ ประการ    (ความไม่รู้ ความกลัว  ความเกลียดชัง และความหลง)  ชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในความมืดบอด      ขาดปัญญาที่จะแยกแยะระหว่างความจริง    ความจริงโดยสมมติขึ้น (สมมติสัจจะ) และความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ)     ยุคก่อนพุทธกาล  แคว้นสักกะ        (Sakka Country) ปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรมตามกฎหมายระบบวรรณะ  และตกอยู่ภายใต้อิทธิของ "รัฐศาสนาพราหมณ์"             กลุ่มพราหมณ์ผู้ทำหน้าที่นักตรรกศาสตร์  และที่ปรึกษากษัตริย์ได้บูรณาการคัมภีร์พระเวทเข้าโครงสร้างทางการเมือง  โดยอ้างเหตุผลเชิงตรรกะว่า     เมื่อพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง  จึงระบบวรรณะขึ้นมา เพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่มนุษย์ที่พระพรหมสร้างขึ้นมานั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน   โดยแบ่งประชาชนออกเป็น  ๔ วรรณได้แก่  วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์และวรรณะศูทร โดยกำหนดหน้าที่ตายตัว 

               เมื่อระบบความเชื่อพราหมณ์  ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายจารีตประเพณีในอาณาจักรสักกะ   มันได้สร้างสภาพบังคับและข้อห้ามที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง        การห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศหรือแต่งงานข้ามวรรณะ และการห้ามไม่ให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   ทว่าชาวสักกะผู้ซึ่งเกิดมาพร้อมด้วยความไม่รู้ (อวิชชา)และกิเลสตัณหา         มักขาดสติยับยั้งชั่งใจ จนเกิดความรักข้ามวรรณะขึ้น  เมื่อกระทำผิดต่อกฎมณเทียร และจารีตประเพณี     พวกเขาจะถูกลงทัณฑ์จากสังคมอย่างรุนแรง    ด้วยการขับไล่ออกจากชุมชน  กลายเป็นคนไร้บ้าน         และสูญเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะไปตลอดชีวิตไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคม  โดยคนในสังคมยุคนั้นอ้างว่า เป็นการลงโทษจากพระพรหม หรือที่เรียกว่า "พรหมทัณฑ์"

                    ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ปรัชญา    ยุคหลังพุทธกาล  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตจากราชอาณาจักรโมริยะ  ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังโลกตะวันตก    นักปรัชญาตะวันตกได้นำระเบียบวิธีคิด และการใช้เหตุผลเชิงพุทธไปประยุกต์ใช้ ทว่า สังคมตะวันตกยังคงติดกับดักอยู่ในทฤษฎี(โลกียปัญญา)   พวกเขาใช้เหตุผล ทางพุทธศาสนาเพื่อไปอธิบายการมีอยู่ของเทพเจ้า หรือพระผู้สร้าง  และเมื่อยังไม่ได้นำอริยมรรคมีองค์ ๘  ไปปฏิบัติเพื่อเข้าถึงปรมัตถธรรม การศึกษาเหล่านั้น  จึงเป็นเพียงแค่ "หลักตรรกะเชิงทฤษฎี"   ที่ไม่สามารถนำพาจิตวิญญาณให้พ้นจากความมืดบอดของชีวิตได้

๒.ญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ :  ขีดจำกัดของเหตุผลและการพิสูจน์ความจริง  

                  เมื่อนักตรรกะศาสตร์          และนักปรัชญาในอดีต (รวมถึงนักปรัชญาตะวันตกในยุคหลัง  เช่น      ในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสที่ใช้เหตุผล เชิงเดี่ยวสร้างลัทธิล่าอาณานิคม)    พยายามอธิบายความจริงของโลก  จักรวาล  หรือการมีอยู่เทพเจ้า  พวกเขาทำได้เพียงแสดงความคิดเห็นผ่าน  "ปฏิภาณทางตรรกะและการคาดคะเน"  ซึ่งมีโอกาสผิดพลาด  คลุมเครือ          และแปรเปลี่ยนไปตามอคติส่วนตน  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงปฏิเสข    ที่จะเชื่อถือถ้อยคำบอกเล่าเหล่านั้น  ในทันที โดยปราศจากการสืบค้นเชิงประจักษ์

ตัวอย่างเช่น   เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบเรื่องราวของกลุ่มจัณฑาล ที่ถูกขับไล่ให้เร่ร่อนไปตามท้องถนนด้วยข้ออ้างเรื่อง "พรหมทัณฑ์"  พระองค์ทรงไม่ปักใจเชื่อคำอธิบายของพราหมณ์   แต่ทรงตั้งข้อสงสัยเชิงญาณวิทยา          และทรงสืบค้นความจริงด้วยการซักถาม พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีบูชายัญว่า "ใครเคยเห็น หรือสามารถยืนยัน ที่มาของพระพรหมได้จริง? "    ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบคำถามเชิงประจักษ์ได้เลย

อย่างไรก็ตาม สังคมในโลกตะวันตกยังคงมืดมน  เพราะนักปรัชญาตะวันตกใช้เหตุผลทางพระพุทธศาสนาเพื่ออธิบายความจริงของชีวิตมนุษย์และสร้างความเข้าใจในความจริงที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์        นั่นคือ การมีอยู่ของเทพเจ้าจากมุมมองของนักปรัชญาตะวันตก  อย่างไรก็ตามเหตุผลดังกล่าวเป็นทฤษฎีแห่งสัจธรรมเท่านั้น  เมื่อชาวตะวันตกไม่ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘      เพื่อเข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์แล้ว     การศึกษาการใช้เหตุผลเชิงปรัชญานั้นเป็นการศึกษาเชิงทฤษฎีเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสัจธรรมของชีวิต  พวกเขาไม่สามารถบรรลุถึงความจริงของชีวิตได้ ดังนั้น ผู้คนในโลกตะวันตกจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ในความมืดมนต่อไป

              ในสมัยอินเดียโบราณ    พราหมณ์บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา     มักอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของตนโดยใช้เหตุผลและคาดคะเนความจริง    การให้เหตุผลของพวกเขาบางครั้งก็ถูกต้องในการอธิบายความจริง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาก็อธิบายความจริงด้วยวิธีนี้      บางครั้งก็แบบนั้น    เมื่อเหตุผลเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาคลุมเครือและไม่ชัดเจน         วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ หรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นของพราหมณ์  ซึ่งเป็นนักตรรกะหรือนักปรัชญาในเรื่องดังกล่าว        และจะไม่ยอมรับความคิดเห็นของพราหมณ์ว่า เป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องดังกล่าว          ยกตัวอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "จัณฑาล"    ถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะและจารีตประเพณีแล้ว      จัณฑาลเหล่านี้ถูกบังคับให้เร่ร่อนไปตามท้องถนนในนครใหญ่ไปตลอดชีวิต   พระองค์ทรงไม่ได้เชื่อทันทีว่าเรื่องราวนี้เป็นความจริง          พระองค์ทรงสงสัย  ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้       พระองค์จึงทรงสืบหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ    เช่น    คำให้การของพยานจากพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ที่อ้างว่า      สื่อสารกับเทพเจ้าเป็นประจำผ่านพิธีบูชายัญเพื่อขอพรให้ความปรารถนาของมนุษย์         อย่างไรก็ตามเมือพระองค์ทรงซักถามถึงที่มาของพระพรหมก็ไม่มีใครสามารถตอบได้  เป็นต้น       

                  ในยุคหลังพุทธกาล เมื่อวิธีการให้เหตุผลของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาและนักตรรกะชาวอินเดียโบราณ  ได้ถูกเผยแผ่ไปโลกตะวันตกผ่านพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรโมริยะและการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของบาทหลวงชาวตะวันตก    ไปยังตะวันออกไกล     พวกเขาเขียนจดหมายเหตุเล่าถึงอุปสรรคการเผยแผ่คำสอนของศาสนาคริสต์ในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก         บันทึกเรื่องราวเหล่านั้น    โดยเฉพาะคัมภีร์พระพุทธศาสนาไปยังประเทศของพวกเขา เพื่อพัฒนาความรู้เหล่านั้น          ไปพัฒนาเป็นความรู้ของพวกเขาโดยนักปรัชญาตะวันตกนำความรู้ของพระพุทธศาสนา      ไปประยุกต์ใช้กับปรัชญาตะวันตกทำให้การคิดแบบมีเหตุผลในโลกตะวันตกเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส    พวกเขามีความคิดแบบมีเหตุผล โดยใช้เหตุผลครอบงำความคิดของผู้คน เพื่อไล่ล่าอาณานิคมต่าง  ๆ  ทั่วโลก    

             อย่างไรก็ตาม       การคิดของนักตรรกะและนักปรัชญาที่มีเหตุผลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงเท่านั้น    อย่างไรก็ตามการใช้เหตุผลของนักปรัชญาและนักตรรกะนั้น  บางครั้งก็ถูกต้องบ้าง  บางครั้งไม่ถูกต้อง  บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบนี้บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบนั้นทั้งนี้เนื่องจากนักปรัชญาและนักตรรกะ ซึ่งเป็นมนุษย์มีลักษณะของอายตนะภายในร่างกายที่มีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว  ความเกลียดชังและความรัก  เป็นต้น        พวกเขามักจะยืนกรานข้อเท็จจริงเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน ขาดความสามารถในการใช้เหตุผล    เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างสมเหตุสมผล     

              ในยุคต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนเองด้วยการสร้างมือตรวจสอบ เช่น     กล้องโทรทรรศน์ เพื่อสำรวจดวงดาวอันห่างไกลหรือกล้องจุลทรรศน์       เพื่อศึกษาโลกจุลภาคระดับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก      เป็นการสืบทอดและต่อยอดความรู้เชิงวัตถุอย่างไม่มีวันสิ้นสุดและเปิดเส้นทางการศึกษาใหม่   ๆ ในหัวข้อเหล่านี้      และโครงการงานวิจัยที่มีคุณค่ามากมายที่เอื้อต่อการพัฒนาสังคมได้รับการอนุรักษ์ไว้และสามารถพัฒนาต่อไป (สืบสาน) และต่อยอดความรู้เหล่านั้นเพื่อประโยชน์มากยิ่งขึ้น 

          จนกระทั่ง    นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาสู่นวัตกรรมคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตและแอพริเคชั่นดิจิทัลในปัจจุบัน     ซึ่งวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้นำมาประยุกต์ใช้จัดเก็บและค้นคว้าคัมภีร์พระไตรปิฎก     เช่น (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและฉบับหลวง)  ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถพิมพ์สืบค้นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การเมืองและศาสนาโบราณในพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม และอรรถกถา ๙๑ เล่มได้อย่างแม่ยำ โดยไม่ต้องเปิดอ่านทีละหน้าอย่างในอดีตทว่าปรัชญาพุทธภูมิชี้ให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยี่วิทยาศาสตร์จะก้าวไกลเพียงใด       แต่มันเป็นเพียงความรู้ระดับ "สมมติสัจจะ" ที่สนองความอยากรู้อยากเห็นทางกายภาพเท่านั้น มนุษย์ยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึง "ปรมัตถสัจจะ"        (เช่นสภาวะธรรมขั้นสูง นิพพานหรือกฎแห่งกรรม)  ตราบใดที่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติพัฒนาจิตตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยตนเอง 

๓.  ทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิด กระบวนการและโครงสร้างแห่งความรู้ (The Origin of  Knowledge)   

                กระบวนทัศน์ทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่อาจเข้าถึงความจริงแท้ได้             เนื่องจากมนุษย์มีอายตนะภายในตกอยู่ใต้ข้อจำกัดในสำหรับการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต         และอคติ ๔  ประการ   (ฉันทาคติ โทสาคติ  โมหาคติ  และภยาคติ)    การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ของเจ้าชายสิทธัตถะต่อระบบวรรณะและ "พรหมทัณฑ์"        ไม่เพียงแต่เป็นการท้าทายจารีตพราหมณ์โบราณแต่หากเป็นการเปิดฉาก   "การแสวงหาความเชิงประจักษ์" ที่ก้าวพ้นตรรกะคาดเดา      ลัทธิบอกเล่า (อนุสสวะ)   หรือ ข้ออ้างอิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์

             เพื่อไขปมปัญหาว่า "เหตุใดเจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยผนวช"   เราจึงต้องพิจารณาผ่านโครงสร้างญาณวิทยา ๔  มิติ ดังต่อไปนี้   

            ๒.๑.ต้นกำเนิดแห่งความรู้ (The Origin of Knowledge)  โดยทั่วไปแล้ว   ความรู้ของทางปรัชญา              พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้น     ถือเป็นความรู้ของมนุษย์ไม่ได้มาจากคำประทานของเทพเจ้า   หรือการดลบันดาลของพระพรหม    หากแต่มีจุดเริ่มต้นที่  "จิต"     ซึ่งใช้อายตนะภายใน  (ตา หู จมูก ลิ้น  กาย ใจ)  เชื่อมโยงเข้ากับโลกภายนอก     เมื่อผัสสะเกิดขึ้น  จิตจะบันทึกร่องรอยเหล่านั้นไว้เป็น "สัญญา"  (หลักฐานทางอารมณ์)    จากนั้นธรรมชาติของจิตจะนำสัญญาเหล่านั้น      เข้าสู่กระบวนการของของ "สังขารขันธ์"  (กระบวนการปรุงแต่งและคิดคำนวณ)    เพื่อวิเคราะห์ ปรับแต่งและสร้างเหตุผลในการอธิบายปรากฏการณ์รอบตัว   ดังนั้น ต้นกำเนิดของแห่งความรู้แท้จริง  จึงประดิษฐานอยู่ในจิตใจของมนุษย์เอง มิใช่ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์ไร้การพิสูจน์  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ