The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แนวคิดทางญาณวิทยาในปรัชญาพุทธภูมิ : การผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

Epistemology  Concepts  in Buddhaphumi Philosophy : The Ordination  of  Prince Siddhartha  

๑.บทนำ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าชายสิทธัตถะ

                    แม้ว่าชาวพุทธทั่วโลกจะยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสละชีวิตทางโลกของเจ้าชายสิทธัตถะ     เพื่อผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ เนื่องจาก   พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นนิมิต  ๔  อย่างได้แก่ คนชรา  คนป่วย  คนตายและฤาษี        ในขณะเสด็จพระราชเยี่ยมประชาชนและอุทยานหลวงในเขตพระนครกบิลพัสดุ์       จากคำเทศนาของพระภิกษุในนิกายเถรวาทและมหายานในวัดต่าง ๆ ทั่วโลก           พระภิกษุเหล่านี้อธิบายเหตุผลของการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ       เป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน    เป็นเวลากว่า ๒,๖๐๐ ปี      เมื่อชาวพุทธทั่วโลกได้เรียนรู้ความจริงของเรื่องราวนี้     พวกเขาก็ยอมรับโดยปริยายโดยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ   อีกต่อไป นี่อาจเป็นเพราะ  พวกเขามีศรัทธาในพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งสูงสุดในชีวิต พวกเขาเชื่อว่าการทำกุศลด้วยการให้ทาน   การรักษาศีลและการทำสมาธิเพียงพอต่อการดำรงชีวิต         การสั่งสมบุญในจิตใจเพื่อให้ดวงวิญญาณสามารถขึ้นสู่สวรรค์ชั้นสูง    หลังความตายและเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีกครั้ง     พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติอริยมรรค ๘  ประการ และบรรลุธรรมอภิญญาทั้ง ๖ ประการได้

                   เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ของอาณาจักรสักกะ      จากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย      เราพบว่าก่อนสมัยพุทธกาล อาณาจักรสักกะหรือประเทศสักกะ (Sakka Country)     มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง   และปกครองภายใต้ระบบสามัคคี ธรรมบนพื้นฐานของระบบวรรณะ   อาณาจักรสักกะแบ่งประชาชนออกเป็น  ๔   วรรณะได้แก่  วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์  วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร   ในเวลานั้น อาณาจักรต่าง ๆ ในอนุทวีปอินเดีย  ล้วนเป็น "รัฐศาสนาพราหมณ์"  (Brahmanical Religion State )  

                  ในสมัยนั้น พราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้รับความเคารพและไว้วางใจจากทุกวรรณะ     ดังนั้น เมื่อพวกเขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่วรรณะกษัตริย์ในด้านกฎหมาย  ขนบธรรมเนียม และประเพณี       พวกเขาจึงมีอิทธิพลทางการเมือง สิ่งนีทำให้พวกเขาสามารถบูรณาการความรู้จากคัมภีร์พระเวทเข้ากับระบบวรรณะได้อย่างสอดคล้องและมีเหตุผล         พวกเขาอ้างว่าเมื่อพระพรหมสร้างมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง    พระองค์ก็ทรงสร้างวรรณะต่าง ๆ  ขึ้นมาด้วย          เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน  สิ่งนี้ทำให้ผู้คนในก่อนพุทธกาล  มีความหวังในชีวิตเพราะศรัทธาในเทพเจ้าหลายองค์  และช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ในชีวิตได้ผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์ในวัดต่าง   ๆ   ทั่วอนุทวีปอินเดีย  

                    อย่างไรก็ตามเมื่อคำสอนทางศาสนาพราหมณ์ถูกบัญญัติเป็นระบบวรรณะ     เมื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายจารีตประเพณีในอาณาจักรสักกะ             มันได้สร้างภาระผูกพันให้ผู้คนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การห้ามความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้คนต่างวรรณะ      และห้ามไม่ให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น   เมื่อชาวสักกะเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้     พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามกิเลสและตัณหาของตนเอง   ขาดความอดทนต่อต้านกิเลสตัณหา  ไม่มีสติที่จะ (ระลึก) นึกถึงเกี่ยวกับประวัติของระบบวรรณะ     ซึ่งสั่งสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ในจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องราวของความรักต่างวรรณะ จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจกรรมของตนเอง     เมื่อพวกเขายึดติดกับอารมณ์ของโลกจนตกหลุมรักผู้คนต่างวรรณะ        เมื่อชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน         ส่งผลให้พวกเขาขาดปัญญาเข้าใจหลักศีลธรรมอันดีงามของชาวสักกะและกฎหมายระบบวรรณะ    พวกเขากระทำความผิดต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายระบบวรรณะด้วยความไม่รู้ของตนเอง  พวกเขาจะถูกลงโทษโดยสังคม       พวกเขาต้องเสียสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะไปตลอดชีวิต    ไม่อาจกลับคืนสู่สถานะเดิมทางสังคม  โดยคนในสังคมอ้างว่าพระพรหมลงโทษ

                    ในสมัยพุทธกาล     พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างให้มนุษยชาติได้เรียนรู้ถึงวิธีการพัฒนาศักยภาพชีวิต    เพื่อบรรลุสัจธรรมสูงสุด   ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์     พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีพิจารณาความจริงที่สมมติขึ้นและวิธีพิจารณาความจริงขั้นปรมัตถ์ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘เพื่อบรรลุถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ของชีวิต   ในยุคหลังพุทธกาล  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตต่างประเทศจากราชอาณาจักรโมริยะ   ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังโลกตะวันตก    นักปรัชญาตะวันตกได้บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับปรัชญาตะวันตก        โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เหตุผลทางพุทธศาสนา   ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการอธิบายสัจธรรมสูงสุดของชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น    ไปใช้ในการอธิบายความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้า  เป็นต้น

                     อย่างไรก็ตาม สังคมในโลกตะวันตกยังคงมืดมน  เพราะนักปรัชญาตะวันตกใช้เหตุผลทางพระพุทธศาสนาเพื่ออธิบายความจริงของชีวิตมนุษย์และสร้างความเข้าใจในความจริงที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์        นั่นคือ การมีอยู่ของเทพเจ้าจากมุมมองของนักปรัชญาตะวันตก  อย่างไรก็ตามเหตุผลดังกล่าวเป็นทฤษฎีแห่งสัจธรรมเท่านั้น  เมื่อชาวตะวันตกไม่ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘      เพื่อเข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์แล้ว     การศึกษาการใช้เหตุผลเชิงปรัชญานั้นเป็นการศึกษาเชิงทฤษฎีเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสัจธรรมของชีวิต  พวกเขาไม่สามารถบรรลุถึงความจริงของชีวิตได้ ดังนั้น ผู้คนในโลกตะวันตกจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ในความมืดมนต่อไป

              ในสมัยอินเดียโบราณ    พราหมณ์บางคนเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา     มักอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของตนโดยใช้เหตุผลและคาดคะเนความจริง    การให้เหตุผลของพวกเขาบางครั้งก็ถูกต้องในการอธิบายความจริง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาก็อธิบายความจริงด้วยวิธีนี้      บางครั้งก็แบบนั้น    เมื่อเหตุผลเกี่ยวกับความจริงของคำตอบของนักตรรกศาสตร์หรือนักปรัชญาคลุมเครือและไม่ชัดเจน         วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ หรือพระพุทธเจ้าจะทรงไม่เชื่อความคิดเห็นของพราหมณ์  ซึ่งเป็นนักตรรกะหรือนักปรัชญาในเรื่องดังกล่าว        และจะไม่ยอมรับความคิดเห็นของพราหมณ์ ว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงในเรื่องดังกล่าว          ยกตัวอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "จัณฑาล"     ถูกพระพรหมลงโทษตามกฎหมายวรรณะและจารีตประเพณีแล้ว      จัณฑาลเหล่านี้ถูกบังคับให้เร่ร่อนไปตามท้องถนนในนครใหญ่ไปตลอดชีวิต   พระองคทรงไม่ได้เชื่อทันทีว่า เรื่องราวนี้เป็นความจริง         พระองค์ทรงสงสัย  ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้       พระองค์จึงทรงสืบหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ    เช่นคำให้การของพยานจากพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ที่อ้างว่าสื่อสารกับเทพเจ้าเป็นประจำผ่านพิธีบูชายัญ เพื่อขอพรให้ความปรารถนาของมนุษย์       อย่างไรก็ตามเมือพระองค์ทรงซักถามถึงที่มาของพระพรหมก็ไม่มีใครสามารถตอบได้  เป็นต้น       

                  ในยุคหลังพุทธกาล เมื่อวิธีการให้เหตุผลของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเครื่องมือของนักปรัชญาและนักตรรกะชาวอินเดียโบราณ  ได้ถูกเผยแผ่ไปโลกตะวันตกผ่านพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรโมริยะและการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของบาทหลวงชาวตะวันตก    ไปยังตะวันออกไกล     พวกเขาเขียนจดหมายเหตุเล่าถึงอุปสรรคการเผยแผ่คำสอนของศาสนาคริสต์ในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก         บันทึกเรื่องราวเหล่านั้น    โดยเฉพาะคัมภีร์พระพุทธศาสนาไปยังประเทศของพวกเขา เพื่อพัฒนาความรู้เหล่านั้น          ไปพัฒนาเป็นความรู้ของพวกเขาโดยนักปรัชญาตะวันตกนำความรู้ของพระพุทธศาสนา      ไปประยุกต์ใช้กับปรัชญาตะวันตก         ทำให้การคิดแบบมีเหตุผลในโลกตะวันตกเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส    พวกเขามีความคิดแบบมีเหตุผล โดยใช้เหตุผลครอบงำความคิดของผู้คน เพื่อไล่ล่าอาณานิคมต่าง  ๆ  ทั่วโลก    

             อย่างไรก็ตาม       การคิดของนักตรรกะและนักปรัชญาที่มีเหตุผลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงเท่านั้น    อย่างไรก็ตามการใช้เหตุผลของนักปรัชญาและนักตรรกะนั้น  บางครั้งก็ถูกต้องบ้าง  บางครั้งไม่ถูกต้อง  บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบนี้บางครั้งก็ให้เหตุผลแบบนั้นทั้งนี้เนื่องจากนักปรัชญาและนักตรรกะ  ซึ่งเป็นมนุษย์มีลักษณะของอายตนะภายในร่างกายที่มีข้อจำกัดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ   ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว  ความเกลียดชังและความรัก  เป็นต้น        พวกเขามักจะยืนกรานข้อเท็จจริงเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง    ชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความมืดมน ขาดความสามารถในการใช้เหตุผล    เพื่ออธิบายความจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างสมเหตุสมผล     

                    ในยุควิทยาศาสตร์ เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยจินตนาการอันไร้ขอบเขต     แล้วพวกเขาใช้เหตุผลอธิบายจินตนาการนั้นเพื่อสร้างสังคมอุดมคติหรืออุดมการณ์อื่น ๆ  สำหรับชีวิตของพวกเขา     เมื่อชีวิตของพวกเขายังขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น    และความจริงขั้นปรมัตถ์      เมื่อนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ     ได้อย่างสมเหตุสมผล เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ  เช่น มนุษย์   โลก  จักรวาล  ปรากฏการณ์ธรรมชาติ       และดวงดาวที่อยู่ไกลออกไป        นักวิทยาศาสตร์ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอายตนะภายในของตนเอง     สำหรับการรับรู้ดวงดาวที่อยู่ไกลออกไป  ด้วยการสร้างกล้องโทรทรรศน์                เพื่อสำรวจปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์และรวบรวมหลักฐาน        เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของพวกมัน  หรือสร้างกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูรายละเอียดเล็ก  ๆ   ระดับจุลภาค  สิ่งนี้ได้ขยายขอบเขตความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างไม่สิ้นสุด   และเปิดเส้นทางการศึกษาใหม่   ๆ ในหัวข้อเหล่านี้และโครงการงานวิจัยที่มีคุณค่ามากมายที่เอื้อต่อการพัฒนาสังคมได้รับการอนุรักษ์ไว้     และสามารถพัฒนาต่อไป (สืบสาน)    และต่อยอดความรู้เหล่านั้นเพื่อประโยชน์มากยิ่งขึ้น 

        ในยุคหลัง ๆนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อสร้างเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต        เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนทั่วโลก   ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม   วิถีชีวิต     และเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ด้วยการใช้เทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการจัดการ       และจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลยังสามารถถูกดึงมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น        รวดเร็วขึ้นและแม่นยำสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบเมื่อความรู้ทางวิชาการทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก      เราได้เห็นข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและปฏิรูปให้เหมาะสมกับสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

             อันเนื่องมาจากความคิดเห็นของมนุษย์ที่เรียกว่า "มโนกรรม"  นำไปสู่การกระทำทางวาจาที่เรียกว่า "วจีกรรม"และการกระทำทางกายที่เรียกว่า "กายกรรม"     ต่อมาเมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่  ๆ     โดยการสร้างแอปพลิเคชั่น เพื่อเผยแพร่ความรู้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  และพระไตรปิฎกฉบับหลวง     แอบพริเคชั่นเหล่านี้อำนวยความสะดวกในการศึกษาพระไตรปิฎก    เพียงพิมพ์คำที่ต้องการลงในแอปพลิเคชั่น พระไตรไตรปิฎกราชวิทยาลัย   ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อเท็จจริงที่ต้องการศึกษาในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยได้อย่างง่ายดายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอ่านพระไตรปิฎกทุกเล่มอีกต่อไป ไม่ว่จะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ  สังคม ศาสนาพราหมณ์ ความเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าและพิธีกรรมบูชายัญที่เกิดขึ้นในอินเดียโบราณ ไม่จำเป็นต้องอ่านพระไตรปิฎกทั้ง  ๔๕ เล่ม และอรรถกถา ๙๑ เล่มต่อไป                 

๒.ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา  

                     โดยทั่วไป      มนุษย์ทุกคนมีอายตนะภายในสำหรับการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต  และรวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นหลักฐานทางอารมณ์ในจิตใจ          อย่างไรก็ตาม    ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับรู้  และการรวบรวมหลักฐานทางอารมณ์เท่านั้น  ชีวิตของพวกเขายังเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการคิดที่เรียกว่า "สังขารขันธ์"  (ความคิด)           ซึ่งเปลี่ยนหลักฐานทางอารมณ์ให้เป็นรูปแบบต่าง ๆ   หรือประกอบให้เป็นภาพ หรือเรื่องราวในใจ ดังนั้น เมื่อพวกเขารับรู้สิ่งใด   พวกเขาก็จะคิดถึงสิ่งนั้น  หลังจากพิจารณาแล้ว พวกเขาจะใช้เหตุผลเพื่ออธิบายสิ่งเหล่านั้น       เพื่อนำเสนอความจริงแก่สังคมที่สนใจในข่าวลือ หรือเหตุการณ์อื่น ๆ เป็นต้น

                   อย่างไรก็ตาม    การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทรงได้เปิดเผย แก่มนุษย์ผ่านคำสอนของพระองค์ว่า         มนุษย์มีข้อจำกัดในอายตนะภายในในการรับรู้ความจริงขั้นปรมัตถ์ เช่น นิพพาน     การเห็นวิญญาณออกจากกายหลังความตาย  การประสบสุขในสวรรค์หรือการชดใช้บาปในนรก  มีเพียงผู้ที่ปฏิบัติอริยมรรค ๘  ประการเท่านั้น           ที่จะบรรลุความจริงของสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ มนุษย์มักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัว   ความเกลียดชัง และความยึดติด     ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความมืดมิด        และทำให้พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจทั้งความจริงที่สมมติขึ้น       และความจริงขั้นปรมัตถ์  ดังนั้น         พวกเขาจึงไม่สามารถอธิบายความจริงของคำถามใด ๆ ได้อย่างมีเหตุผล               

                   ด้วยเหตุนี้    เมื่อพวกเขารับตำแหน่งเป็นพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์      และนักปรัชญาที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในอินเดียโบราณ      พวกเขามักแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ  โดยอาศัยปฏิภาณเชิงตรรกะ   และการคาดคะเนความจริงจากสิ่งที่ได้ยินมา นักตรรกะและนักปรัชญามักใช้เหตุผล  เป็นเครื่องมือทางปรัชญาในการเพื่ออธิบายความจริงของเรื่องต่าง ๆ          บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง     บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง   บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง  บางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง    เมื่อคำอธิบายความจริงนั้นคลุมเครือและไม่ชัดเจน         วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าเมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักปชาญ์เหล่านั้นแล้ว     พระองค์จะทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริง         และปฏิเสขที่จะยอมรับบุคคลนั้นเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้น         ตัวอย่างเช่น พราหมณ์ในสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา      ได้อธิบายความจริงโดยกล่าวว่าพระพรหมและพระอิศวรทรงสร้างมนุษย์และระบบวรรณะ    โดยกำหนดหน้าที่ให้แก่มนุษย์ตามวรรณะของตน           พวกเขายังอ้างว่าสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าเหล่านี้           ได้ผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์นอกจากนี้ พระพรหมยังสามารถลงโทษมนุษย์ได้ ซึ่งเรียกว่า "พรหมณ์ทัณฑ์"       โดยทรงบัญชาให้สังคมลงโทษผู้คนด้วยการขับไล่พวกเขาออกจากบ้านตลอดชีวิต  เป็นต้น    

                  อย่างไรก็ตาม      เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินความคิดเห็นของพราหมณ์ชาวอารยันเกี่ยวกับเรื่องนี้            ความคิดเหล่านั้นก็คลุมเครือและไม่ชัดเจน พระองค์ทรงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าโดยตรงผ่านอายตนะภายใน       และพระองค์ทรงไม่สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญได้      การทำเช่นนั้นจะขัดต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์และระบบวรรณะ     หากพระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมบูชายัญด้วยพระองค์เอง        พระองค์จะทรงเผชิญกับการลงโทษจากพระพรหม      เช่น   การถูกเนรเทศออกจากพระราชวังกบิลพัสดุ์ ดังนั้นแม้ว่านักปรัชญาและนักตรรกะศาสตร์         จะสามารถอธิบายความจริงของสิ่งใด  ๆ   ได้อย่างมีเหตุผล        แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดสำหรับการรับรู้   และมักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความไม่รู้           สิ่งนี้ทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในความมืดมิด          ส่งผลให้ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น  และความจริงขั้นปรมัตถ์ได้              เมื่อพวกเขาใช้เหตุผลเพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับมนุษยชาติ  โลก    ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ   และเหตุการณ์ทางสังคมและหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้า  บางครั้งเหตุผลของพวกเขาก็ถูกต้อง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง           บางครั้งพวกเขาก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่ง   และบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง      เมื่อเหตุผลอธิบายความจริงยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว           วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า         เมื่อได้ยินความคิดเห็นของนักปรัชญา          ทำให้พระองค์ทรงไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและไม่ยอมรับนักปรัชญาในสมัยพุทธกาลเป็นพยานยืนยันความจริงของเรื่องนั้น     

               เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ  ยังเป็นที่สงสัย      เจ้าชายสิทธัตถะทรงรักในการแสวงหารู้ต่อไป โดยพระองค์ทรงกำหนดประเด็นที่ต้องศึกษาและแสวงหาความจริง กล่าวคือ ที่มาของความรู้ของมนุษย์ องค์ประกอบของความรู้ขแงมนุษย์    วิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์และความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์เป็นต้น         ในยุคต่อมานักปรัชญาตะวันตกได้แยกเนื้อหาของพระพุทธศาสนา   ออกไปพัฒนาเป็นสาขาวิชาใหม่  และเรียกสาขาวิชานี้ว่า  "ญาณวิทยา"  หรือ "ทฤษฎีความรู้ "   ซึ่งเราอธิบาย "ญาณวิทยา" ให้เกิดความรู้และความเข้าใจได้ดังนี้  

            ๒.๑.ต้นกำเนิดแห่งความรู้ของมนุษย์   โดยทั่วไปแล้ว   ความรู้ทางปรัชญา พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้น     ถือเป็นความรู้ของมนุษย์         อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงนี้  ผู้เขียนไม่ได้เชื่อในทันที         ผู้เขียนยังคงสงสัย  จนกว่าจะได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน         เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นมา  ถึงกระนั้นเมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ความรู้ในสาขาต่าง ๆ  เราจะได้ยินเรื่องราวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ผู้ในอาณาจักรสักกะ     และโกลิยะเชื่อตามคำสอนของพราหมณ์ในนิกายต่าง ๆ ว่าชีวิตมนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากกายของพระพรหม   ดังนั้น ความรู้ด้านศิลปศาสตร์ทั้ง   ๑๘ สาขานั้น      ถูกประทานแก่มนุษยชาติโดยพระพรหมเอง           แม้เราจะยอมรับความจริงนี้โดยปริยายว่าเป็นความจริง           แต่พราหมณ์ได้นำความรู้นี้ไปใช้ ซึ่งนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน  เสรีภาพ         หน้าที่และเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในสังคม ด้วยการออกกฎหมายวรรณะ    โดยอ้างว่าพระพรหมได้สร้างวรรณะขึ้น  เพื่อให้มนุษย์ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นมานั้น     ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน    ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อบัญญัติกฎหมายเหล่านี้แล้ว        ยังกำหนดสภาพบังคับตามกฎหมายแก่ประชาชน  เช่น  การห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะและการห้ามไม่ให้ประชาชนปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น    

                  ปัญหาคือ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความรู้นี้เป็นความจริง  ? "  ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์นั้นมาจากจิตใจมนุษย์ซึ่งใช้อายตนะภายใน เพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น ภูเขา แม่น้ำ อาคารบ้านเรือน  รถยนต์      และสิ่งที่จับต้องไม่ได้  เช่น กลิ่น คลื่นวิทยุ  เสียง และคลื่นอินเตอร์เน็ต    เมื่อสิ่งเหล่านี้เข้ามาในชีวิตเรา       แต่จิตใจมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีรูปร่าง จึงไม่สามารถเก็บวัตถุที่จับต้องได้    หรือจับต้องไม่ได้ไว้ภายในจิตใจของตนเองได้    เว้นแต่รวบรวมเรื่องราวของสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์ของตนเท่านั้น       อย่างไรก็ตาม  ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์คือ เมื่่่่อรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง      มันมักจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น  โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานทางอารมณ์ภายในจิตใจของตน             หลังจากคิดแล้ว พวกเขาจึงใช้เหตุผล  เป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของคำตอบนั้น     หากข้อเท็จจริงที่รับรู้แล้วเป็นที่น่าพอใจ ก็จะทำให้เกิดความสุข หากข้อเท็จจริงใดที่รับรู้แล้ว      เกิดความไม่พอใจก็จะก่อให้เกิดความทุกข์    

              ดังนั้น ต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์       จึงมีจุดเริ่มต้นที่จิตใจมนุษย์รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ   ผ่านอายตนะภายใน  ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จับต้องได้และนามธรรม   และรวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานทางอารมณ์อยู่ในจิตใจ        อย่างไรก็ตาม  ธรรมชาติของมนุษย์ มิได้เพียงแค่รับรู้และเก็บหลักฐานทางอารมณ์ไว้ในจิตใจเท่านั้น    แต่มีธรรมชาติของนักคิดอีกด้วย     เมื่อรู้สิ่งไหน  พวกเขาก็จะคิดจากสิ่งนั้นโดยจิตใจมนุษย์จะวิเคราะห์หลักฐานทางอารมณ์   โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น           โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล    เหตุผลของคำตอบเรื่องนั้น  ถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์คนนั้น   กล่าวอีกนัยหนึ่งจิตใจของมนุษย์ถือเป็นต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์ในทุกสาขาวิชา เป็นต้น 

ติดตามปัญหาญาณวิทยาเกี่ยวกับสาเหตุที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวช  (ตอน๓)


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ