The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566

บทนำการศึกษาเชิงวิเคราะห์พระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก

 An Analytical Study of Buddhism in Tripitaka 

๑.บทนำ  ความเป็นมาและคำสอนของพระพุทธศาสนา   

                  โดยทั่วไปแล้ว  พระพุทธศาสนาถือเป็นหนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาที่ไม่เชื่อในเทพเจ้า แต่เมื่อคำสอนของพระพุทธศาสนาถูกเผยแผ่ไปยังโลกตะวันตก  นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ชาวตะวันตก    ได้บูรณาการความรู้ทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับสัจธรรมของมนุษย์ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์     เข้ากับปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  ซึ่งเป็นความรู้ที่มีต้นกำเนิดในสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล  เมื่อกว่า ๒,๕๐๐  ปีที่แล้ว

                  ต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนานั้น    สามารถสืบย้อนไปได้ถึงเจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ      พระองค์ทรงมองเห็นปัญหาของประชาชนจำนวนมากในอาณาจักรสักกะ    ที่ถูกลงโทษฐานละเมิดหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์และกฎหมายวรรณะทาง  พวกเขาสูญเสียสิทธิ   เสรีภาพและหน้าที่ตามวรรณะของตน กลายเป็นคนไร้วรรณะที่รู้จักกันในชื่อ  "จัณฑาล"        ดังนั้น    จัณฑาลจึงหมายถึงนักโทษที่กระทำความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์   และกฎหมายจารีตประเพณีที่แบ่งระบบวรรณะ   เช่น การห้ามมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต่างวรรณะ  หรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น เป็นต้น      

              เมื่อผู้คนในสังคมเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนเหล่านี้  พวกเขาจะไม่เชื่อทันทีและจะยังคงสงสัยจนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน            เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว พวกเขาจะใช้หลักฐานนั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์  โดยอนุมานความรู้เพื่อพิสูจน์ความจริงโดยใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น     เมื่อหลักฐานยืนยันว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดร้ายแรงต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์     และกฎหมายจารีตประเพณีวรรณะ   ผู้นั้นจะถูกพระพรหมลงโทษโดยให้ผู้คนในสังคมขับพวกเขาออกจากสังคมตลอดชีวิต  และไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมตามกฎหมายจารีตประเพณีวรรณะ

                    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ยากของจัณฑาลสิทธิมนุษยชนของพวกเขาถูกละเมิดอย่างร้ายแรง  และไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมตามกฎหมายจารีตประเพณีวรรณะที่พวกเขาเกิดมาได้พวกเขาจึงถูกบังคับให้เร่ร่อนไปตามท้องถนนตลอดชีวิต     แม้เมื่อพวกเขาแก่ชรา เจ็บป่วย และเสียชีวิตบนท้องถนน     เจ้าชายสิทธัตถะจึงยังทรงแสดงความเมตตาและกรุณาต่อชาวจัณฑาล     พระองค์ทรงคิดหาวิธีช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากความทุกข์ยากที่เกิดจากการลงโทษของพระพรหม   ที่เรารู้ในชื่อง "พรหมทัณฑ์"   
     
๒.ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา        

                   โดยทั่วไปแล้ว  แม้ว่าศาสนาพราหมณ์จะเป็นที่พึ่งพิงของมนุษย์มาช้านาน  ในการบรรเทาความทุกข์ทรมานอันหยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์มายาวนาน อันเนื่องมาจากความกลัว     โดยพราหมณ์ในนิกายต่าง ๆ          ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาได้สอนชาวอนุทวีปในสมัยอินเดียโบราณ   พึ่งพาเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์อารยัน     เมื่อชาวอนุทวีปอินเดียพึ่งพาเทพเจ้าของพราหมณ์อารยัน        พราหมณ์นิกายต่าง ๆ   ก็มั่งคั่งขึ้นจากการบูชายัญเทพเจ้าเหล่านั้นด้วยการถวายของมีค่า  นำไปสู่ความโลภและความปรารถนาที่จะรักษาผลประโยชน์จากการบูชายัญของตนเองไว้ 

                เมื่อศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อความคิดของสาธารณชนพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา          ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์           ได้เสนอให้วรรณะกษัตริย์ได้บัญญัติคำสอนของพราหมณ์เป็นกฎหมายจารีตประเพณีแบ่งชนชั้นวรรณะ     โดยอ้างเหตุผลถึงความมั่นคงของชาติ        ระบบวรรณะที่ก่อตั้งขึ้นโดยศาสนาพราหมณ์และกฎหมายจารีตประเพณีแบ่งชนชั้นวรรณะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในสังคม          ในฐานะระบบกฎหมายที่บังคับใช้  ประชาชนของอาณาจักรสักกะมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย         ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะจะได้รับการลงโทษจากพระพรหม       ซึ่งพระองค์จะทรงบัญชาให้สังคมลงโทษโดยขับไล่ออกจากสังคมตลอดชีวิต      ทำให้พวกเขาสูญเสียสิทธิ  เสรีภาพและหน้าที่ตามกฎหมายวรรณะของตน    

                นักปรัชญามักจะใช้เหตุผล เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการอธิบายความจริงของเรื่องนั้น  บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผล อย่างถูกต้อง     บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลในลักษณะนี้    บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลในลักษณะนั้น  เป็นต้น เมื่อเหตุผลของนักปรัชญาอธิบายคำตอบยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนว่า   เรื่องนั้นมีความเป็นมาอย่างไร ?  วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า จึงมักไม่เชื่อความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาที่ใช้เหตุผลในการอธิบายความจริงของคำตอบนั้น     

                 อย่างไรก็ตาม     เมื่อนักปรัชญามีอายตนะภายในร่างกาย มีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้จำกัด และมีอคติต่อผู้อื่น  ชีวิตของนักปรัชญาส่วนใหญ่จึงมักถูกปกคลุมด้วยความมืดมน  พวกเขาขาดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่สมมติขึ้น      และความจริงขั้นปรมัตถ์ และขาดความสามารถในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล     เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้   เจ้าชายสิทธัตถะทรงสร้างกระบวนการพิจารณาความจริงที่สมมติขึ้น   โดยเริ่มต้นจากความความสงสัยในสิ่งได้ยินมาหรือต้นต้นกำเนิดความรู้ของมนุษย์     โครงสร้างความรู้ของมนุษย์ วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า        และความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์  เป็นต้น          

๓. ความสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น     

                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง            ที่ชาวจัณฑาลต้องเผชิญภายใต้ระบบวรรณะตั้งแต่ก่อนพุทธกาลจนถึงสมัยปัจจุบัน  พระองค์ทรงสนใจศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความจริงของมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง   ข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ที่นำไปสู่ปรัชญา   และพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่มาจากพยานบุคคลหรือผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง     กล่าวกันว่าแม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงเรียนจบศิลปศาสตร์ ๑๘  วิชา    แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นจัณฑาลซึ่งทำผิดต่อคำสอนของศาสนาพราหมณ์    และกฎหมายวรรณะอย่างร้ายแรง โดยมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต่างวรรณะและถูกสังคมลงโทษด้วยเนรเทศออกจากบ้านตลอดชีวิต    ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้าน  แม้กระทั่งอยู่ในวัยชรา  เจ็บป่วย  และตายบนท้องถนน    

               พระองค์ทรงรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง  การได้เห็นชะตากรรมของชาวจัณฑาล       ทำให้พระองค์ทรงตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อในเทพเจ้าและทรงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้     พระองค์จึงทรงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง         และรวบรวมหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริงจากพราหมณ์สำนักต่าง ๆ              แต่ไม่มีใครสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติของพระพรหมและพระอิศวรได้       พระองค์ทรงไม่เชื่อการมีอยู่ของเทพเจ้า  และทรงตัดสินพระทัยที่จะปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ โดยการเสนอกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะ    อย่างไรก็ตาม         สมาชิกรัฐสภาได้ปฎิเสขการยกเลิกระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะ     เพราะเป็นขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศที่ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว           เจ้าชายสิทธัตถะผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อค้นหาความจริงของชีวิตว่า    พระพรหมและพระอิศวรทรงสร้างมนุษย์และวรรณะให้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรณะของตน   ตามคำสอนของพราหมณ์อารยันหรือไม่      แล้วเราจะทราบความจริงของเรื่องนี้ได้อย่างไร ?  

                     ส่วนปรัชญาตะวันตกเกิดขึ้นหลังสมัยพุทธกาล        เมื่อจักรพรรดิอโศกทรงส่งพระธรรมทูตชาวพุทธจากจักรพรรดิเมารยะ    ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาทั่วโลก         นักปรัชญาตะวันตกได้บูรณาการ (integration)  คำสอนของพระพุทธเจ้ากับคำสอนของศาสนาคริสต์โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือ ในการอธิบายความจริงของศาสนาของตน สิ่งนี้ทำให้ศาสนาคริสต์กลับมาเฟื้องฟู้อีกครั้ง       และทำให้ชาวตะวันมีความเข้าใจและมีความหวังมากในชีวิตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม       แม้ว่านักปรัชญาตะวันตก    จะสามารถอธิบายความเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าได้อย่างมีเหตุผล     แต่เหตุผลเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ชาวตะวันตกเข้าถึงความจริงของการมีอยู่ของเทพเจ้าได้  สิ่งนี่ทำให้ชาวตะวันตกตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าตลอดเวลา  เนื่องจากความเชื่อเหล่านี้   ไม่สามารถช่วยให้พวกเขาเข้าใจความจริงของชีวิตตามที่สอนโดยนักบวชที่สำคัญทางศาสนาได้  
   
                  ความจริงของชีวิตมนุษย์   ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นแบ่งออกเป็น  ๒ ส่วน คือความรู้ในระดับประสาทสัมผัส  เช่น ข้อเท็จริงที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาและต้องตายกันทุกคน      ร่างกายจะถูกเผาจนเหลือเพียงกระดูกและเถ้าถ่าน        ซึ่งเป็นความรู้ที่รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายในและความรู้ขั้นปรมัตถ์นั้น        ซึ่งไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยอายตนะภายใน   เว้นแต่ผ่านการปฏิบัติอริยมรรค ๘  ประการ  ซึ่งนำไปสู่ปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป       ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงสามารถเห็นดวงวิญญาณของมนุษย์  และสัตว์ออกจากร่างกายไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่นได้      อย่างไรก็ตาม  โดยธรรมชาติแล้ว   มนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้เหตุการณ์ในชีวิต     กล่าวคือ เราไม่สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ   ที่เกิดขึ้นไกลออกไป       หรือพลังงานของสสารที่อยู่เหนือขอบเขตของอายตนะภายในของมนุษย์  เช่น ไฟฟ้า จิตวิญญาณ คลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์  นอกจากนี้   มนุษย์มักมีอคติต่อกัน   และมักช่วยเหลือกันในทางที่ผิดต่อศีลธรรมและผิดกฎหมาย     ดังนั้น   ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์  โลก และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และหลักฐานการมีอยู่ของเทพเจ้าสามารถแบ่งออกได้สองประเภทคือ   ความจริงในระดับประสาทสัมผัส  และความจริงที่อยู่เหนือขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์  

                 ในการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความจริงของโครงสร้างความรู้ในพุทธศาสนาจากมุมมองทางปรัชญา                เนื่องจากคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี         ปัญหาเกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติจึงเกิดขึ้น เราจึงสามารถศึกษาพุทธศาสนาตามปรัชญาพุทธภูมิได้  เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพุทธศาสนาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน       จำเป็นต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน   จากนั้นจึงวิเคราะห์หลักฐานเหล่านั้น โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานเหล่านั้น          เพื่อหาเหตุผลพิสูจน์ความจริงของคำตอบ ยิ่งไปกว่านั้น    พยานที่น่าเชื่อถือ  ซึ่งสามารถยืนยันความจริงได้จะต้องมีความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในจิตใจพยานเช่นนั้นที่จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย  หากพยานขาดความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสและสั่งสมอยู่ในใจ  คำให้การของพวกเขาก็จะไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถยอมรับเป็นหลักฐานได้    

           ดังนั้น ข้อโต้แย้งเหล่านั้น จึงมีน้ำหนักน้อยและไม่สามารถนำมาพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้นได้    ตัวอย่างเช่น   นักวิชาการสมัยใหม่ได้เขียนบทความวิเคราะห์   เกี่ยวกับต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย   โดยตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐานสำคัญเช่น  การสร้างวัดพุทธมากกว่า ๓๐,๐๐๐ แห่ง   และเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมาก   หลักฐานเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์โดยการอนุมานความรู้   เพื่อหาเหตุผลอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของพุทธศาสนา        อย่างไรก็ตาม   ข้อเท็จจริงที่ว่าสถานที่ทางพุทธศาสนาส่วนใหญ่ในราชอาณาจักรไทยได้รับการบันทึกไว่าสร้างขึ้นหลังสมัยพุทธกาล   และไม่มีหลักฐานใดในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ยืนยันว่าราชอาณาจักรไทย     เคยเป็นสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้   สถานที่แสดงเทศนาครั้งแรก           และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า   นอกจากนี้ ยังไม่มีบันทึกใด  ๆ  เกี่ยวกับการเสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิของพระพุทธเจ้า           

             ส่วนนักปรัชญาที่เชื่อว่าพระพุทธศาสนา      ควรมีต้นกำเนิดในราชอาณาจักรไทยโดยอ้างถึงวัดพุทธเป็นหลักฐานสำหรับการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้     เพื่อหาเหตุผลอธิบายความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของพุทธศาสนา         อย่างไรก็ตาม เหตุผลนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความจริงได้      เนื่องจากขาดพยานเอกสาร และพยานวัตถุที่สนับสนุนข้อเท็จจริงของคำตอบในเรื่องนี้         

           ปัญหาคือ   เราสามารถศึกษาพระพุทธศาสนาตามแนวคิดทางปรัชญาพุทธภูมิได้หรือไม่  ?      เมื่อนักปรัชญาสนใจศึกษาปัญหาเชิงอภิปรัชญาเกี่ยวกับมนุษยชาติ    เจตจำนงเสรีและเทพเจ้า       เป็นต้น  และพระพุทธศาสนามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตมนุษย์  ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นปัญหาเชิงอภิปรัชญา ที่สามารถศึกษาได้  โดยใช้วิธีการทางปรัชญา   เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายความจริงของสรรพสิ่ง  ดังนั้นในการศึกษาความจริงของเมืองสารนารถ  ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดของพระพุทธศาสนานั้น    พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อเราได้ยินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งใด     เราไม่ควรเชื่อทุกอย่างได้ยินทันที เราควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน  จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานเช่่น  พยานเอกสารพระไตรปิฎก อรรถกถา   บันทึกของนักบวชจีน      พยานวัตถุ    ได้แก่  โบราณสถานทางพุทธศาสนา ที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิอโศก  พยานบุคคลได้แก่นักโบราณคดีชาวอินเดียและอังกฤษที่ทำการขุดค้น    เมือรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว     ก็สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์         โดยอนุมานความรู้จากหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงของคำตอบ

                 ปัญหาคือ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่า    พุทธศาสนามีโครงสร้างความรู้ทางศาสนาที่สมบูรณ์หรือไม่ " เมื่อผู้เขียนได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยอ้างอิงจากหลักฐานในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     เราได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าเรื่องราวของพระพุทธศาสนา ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยหลายเล่ม    หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ   แล้ว  เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้ว  ผู้เขียนได้ใช้หลักฐานเหล่านั้นเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์  โดยการอนุมานความรู้จากหลักฐานต่าง ๆ  เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับโครงสร้างพระพุทธศาสนา        โดยใช้เหตุผลในการอธิบายคำตอบ      อย่างไรก็ตาม   ผลการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณนั้น    ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า มีองค์ความรู้ครบถ้วนตามโครงสร้างของพุทธศาสนาหรือไม่ 

                    ดังนั้น  ผู้เขียนจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น   โดยใช้คำจำกัดความจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔  ซึ่งให้คำจำกัดความของ"ศาสนา" ว่าลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์          อันมีหลักคือแสดงการกำเนิดและความสิ้นสุดของโลกอันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง    แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบาปกับบุญอันเป็นฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ"
  
        ตามคำจำกัดความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน      พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้เขียนสามารถแบ่งโครงสร้างความรู้ของ"ศาสนา"ได้ดังนี้
                        ๑.ศาสดา  
                        ๒.หลักธรรม 
                        ๓.สาวก 
                        ๔.มีพิธีกรรม 
                        ๕.ศาสนสถาน  
      เราสามารถพิจารณาโครงสร้างของศาสนาได้ดังนี้ ๑.ศาสดาซึ่งเป็นมนุษย์ผู้มีความเชื่อและความรู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้นและสิ้นสุดของโลกและ ๒.หลักธรรมเกี่ยวกับบาปและบุญ  ๓.สาวก ๔.  พิธีกรรม๔. ศาสนาพิธี  ๕.ศาสนสถาน เป็นต้น (ยังมีต่อ) 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ