บทนำสู่พุทธศาสนาในปรัชญาพุทธภูมิ
(Intruduction to Buddhism in Buddhaphumi Philosophy)
บทคัดย่อ (Abstract)
ผู้แต่ง พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ โดยชี้ให้เห็นสัจธรรม อันเป็นเคารพต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ บทบาทของพระพุทธศาสนาในฐานะคำสอนประเภทอเทวนิยม ตลอดจนอิทธิพลที่มีต่อปรัชญาและวิทยาศาสตร์ทั้งในโลกตะวันออกและตะวันตก เนื้อหาครอบคลุมวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สภาวะสังคมยุคพุทธกาลที่มีระบบวรรณะอันเข้มงวด การเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถ์สัจจะ) การเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ระหว่างตรรกศาสตร์ตะวันตกกับอริยมรรคในพุทธศาสนาไปจนถึงการวิเคราะห์โครงสร้างองค์ความรู้ของพุทธศาสนาตามกรอบนิยาม "ศาสนาของราชบัณฑิตยสถาย เพื่อประเมินความสอดคล้องกับโครงสร้างศาสนาในระดับสากล
๑.บทนำ ความเป็นมาและคำสอนของพระพุทธศาสนา

โดยทั่วไปแล้ว พระพุทธศาสนาจัดเป็นหนึ่งในศาสนาที่มีความเก่าแก่ และทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก แม้จะมีสภาวะเป็นอเทวนิยม (Non-theism) หรือแนวคิดที่ไม่ยึดติดกับการดลบันดาลของมหาเทพ แต่เมื่อหลักคำสอนของพุทธศาสนาถูกเผยแพร่ไปสู่โลกตะวันตก นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ทั่วโลกกลับให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
ในเชิงประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์หลักฐานสำคัญใน "มิลินทปัญหา" (คำถามของพระเจ้ามิลินท์ หรือจักรพรรดิเมนานเดอร์ที่ ๑ ผู้ปกครองแคว้นโยกนก/กรีก -แบกเตรีย) ซึ่งสะท้อนการปะทะและบูรณาการระหว่างปรัชญากรีกกับพุทธศาสนาโดย พระเจ้ามิลินท์ทรงสำเร็จหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา แล้วจึงทรงศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมอีก ๑ วิชา ในยุคต่อมา องค์ความรู้ทางพุทธศาสนาซึ่งอธิบายถึงสัจธรรมได้ กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกนำไปประยุกต์ร่วมกับปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยศาสตร์แห่งสัจธรรมนี้มีจุดกำเนิดในดินแดนชมพูทวีป(บริเวณประเทศอินเดีย และเนปาลในปัจจุบัน มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี
หากย้อนกลับไปในยุคต้นกำเนิดนั้น เจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะทรงมองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนในแคว้นสักกะอันเกิดจากโครงสร้างสังคมที่ถูกกำกับด้วยระบบวรรณะตาม "ความเชื่อ" ของศาสนาพราหมณ์ ในยุคนั้น "กฎหมายวรรณะ" ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจารีประเพณีและกฎหมายวรรณะ เช่น การปฏิสัมพันธ์หรือมีเพศสัมพันธ์ข้ามวรรณะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น บุคคลนั้นจะถูกสังคมลงโทษอย่างรุนแรงตามแนวคิด "พรหมทัณฑ์" ส่งผลให้ผู้นั้นถูกเนรเทศและตัดสิทธิเสรีภาพ กลายเป็นคนไร้วรรณะหรือ "จัณฑาล" ซึ่งมีสถานะไม่ต่างจากผู้กระทำผิดอย่างร้ายแรง
การถุกตัดออกจากระบบสังคมอย่างสิ้นเชิงทำให้ชาวจัณฑาล ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน ไร้ที่พึ่ง และล้มตายอย่างโดดเดี่ยว เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพบการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (สิทธิมนุษยชน) เช่นนี้พระองค์จึงทรงเกิดพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ และพระองค์จึงทรงตั้งพระทัยที่จะแสวงหาหนทางปลดปล่อย เพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากกรอบความทุกข์ยากที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ด้วยกันเอง
๒.ประวัติศาสตร์และบริบททางปรัชญาของพระพุทธศาสนา
ในยุคก่อนพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์เป็นที่พึ่งทางใจในการบรรเทาความกลัวของมนุษย์ และเป็นความทุกข์ที่หยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจมายาวนาน บรรดาพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักปรัชญา และเจ้าลัทธิได้สอนให้ผู้คนพึ่งพาอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้า ผ่านพิธีกรรมบูชายัญ นำไปสู่การผูกขาดอำนาจและความมั่งคั่งในกลุ่มผู้ชนชั้นนำ และเมื่อศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อวรรณะกษัตริย์ (รัฐบาล) ในฐานะพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ จึงได้นำเสนอแนวคิดระบบวรรณะ มาบัญญัติเป็นกฎหมายจารีตประเพณีโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการจัดระเบียบสังคม ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงในสังคม
ขณะเดียวกัน นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ในยุคนั้นมักใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมืออธิบายความจริงแบบเลื่อนลอยและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับความเป็นมาของโลก และชีวิตยังคงคลุมเครือ วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทรงมองเห็นว่ามนุษย์ทั่วไปมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อีกทั้งยังถูกครอบงำด้วยอคติ จึงขาดปัญญาที่จะแยกแยะระหว่าง
- "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติหรือความจริงทางสังคม) และ
- "ปรมัตถ์สัจจะ"(ความจริงขั้นสูงสุดอันเป็นนิรันดร์)
เพื่อแก้ปัญหานี้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงพัฒนากระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นใหม่ โดยเริ่มต้นจาก "ความความสงสัยเชิงปรัชญา" นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดความรู้ โครงสร้างความรู้ของมนุษย์ (ญาณวิทยา) เพื่อแสวงหาวิธีการพิสูจน์ความจริงที่เป็นสากลและความสมเหตุสมผล
๓. ความสำคัญของและโครงสร้างความรู้ตามแนวคิดปรัชญาพุทธภูมิ
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งพระทัยที่จะแก้ปัญหาความทุกข์และคัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระบบวรรณะ เจ้าชายสิทธัตถะทรงแสวงหาความรู้จากสำนักปรัชญา และอาจารย์ในสำนักต่าง ๆ แต่ไม่มีสำนักใด สามารถให้คำอธิบายคำตอบที่แท้จริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าได้พระองค์จึงทรงปฏิเสขแนวคิดเรื่องเทพเจ้าผู้ดลบันดาล และทรงปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ ด้วยการเสนอกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะต่อสภาผู้ปกครองแห่งศากยะวงศ์แต่สมาชิกสภาผู้ปกครองได้ปฏิเสขการยกเลิกระบบวรรณะ เนื่องจากขัดต่อ "หลักธรรมกษัตริย์" (หลักราชอปริหานิยธรรม) ของประเทศซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อค้นหาความจริงด้วยพระองค์เองว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และระบบวรรณะจริงหรือไม่ ? และมนุษย์จะบรรลุสัจธรรมได้อย่างไร ?
ภายหลังสมัยพุทธกาล การส่งพระธรรมทูตในสมัยจักรพรรดิเมารยะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก นักปรัชญาตะวันตกในยุคหลังจึงได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปบูรณาการ (integration) เข้ากับคำสอนของศาสนาคริสต์ โดยใช้เหตุผลเป็นคำอธิบายศาสนาของตน จนศาสนาคริสต์กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่"เหตุผล" ทางตรรกศาสตร์ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ชาวตะวันเข้าถึงความจริงเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าได้ พวกเขาถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ภายหลังการตรัสรู้แล้วพระพุทธศาสนาได้จำแนกระดับความรู้ของมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ๒ ระดับ คือ :
- ความรู้ระดับประสาทสัมผัส (Empirical Knowledge) ความจริงทั่วไปที่รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายใน เช่น รับรู้สภาวะธรรมชาติว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ตายกันทุกคน และร่างกายจะต้องแตกสลายไปเหลือเพียงกระดูกและเถ้าถ่าน
- ความรู้ขั้นปรมัตถ์ (Ultimate Knowledge) ความจริงแท้ลึกซึ้งที่ก้าวข้ามขอบเขตประสาทสัมผัสทั่วไป ต้องเข้าถึงด้วยการปฏิบัติทางจิตตาม "อริยมรรค ๘ " ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาญาณหยั่งรู้สัจธรรมและกฎแห่งกรรม ที่เหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน (เช่น การหยั่งรู้ถึงจิควิญญาณและการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ในภพภูมิอื่น)
เนื่องจากมนุษย์โดยทั่วไป มีศักยภาพทางอายตนะภายในที่จำกัด จึงไม่สามารถรับรู้สภาวะ หรือหลังงานที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสได้ ๖เปรียบเสมือนตาเปล่าที่ไม่สามารถมองเห็นคลื่นวิทยุ) การศึกษาพระพุทธศาสนาในแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ จึงต้องอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ร่วมด้วย ได้แก่
- พยานเอกสารเช่นพระไตรปิฎก, อรรถกถา, และบันทึกประวัติศาสตร์(บันทึกสมณะเหวียนจาง/พระถั่งซัมจัง)
- พยานวัตถุ ได้แก่โบราณสถานยุคพระเจ้าอโศกมหาราช)
- พยานบุคคล/ผู้เชี่ยวชาญ (นักโบราณคดี) ผู้ตรวจสอบการค้นพบทางโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์
โครงสร้างองค์ความรู้ของ "ศาสนา"และข้อพิจารณา
จากการศึกษาโครงสร้างความรู้ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แม้จะมีบันทึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างมากมาย แต่ผลมาจากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงก็ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า พระพุทธศาสนามีองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างสากล ของคำว่า "ศาสนา" อย่างครบถ้วนหรือไม่ ?
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตความรู้ ผู้เขียนจึงใช้คำนิยามจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ซึ่งระบุคำว่า "ศาสนา" ไว้ว่า
ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์ อันมีหลักคือแสดงการกำเนิดและความสิ้นสุดของโลกอันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบาปกับบุญ อันเป็นฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ"
เมื่อจำแนกตามกรอบความรู้ข้างต้น ศาสนาทั่วไปจะมีองค์ประกอบสำคัญ ๕ ประการได้แก่
๑.ศาสดา (มนุษย์ผู้รู้แจ้ง การเกิด-การดับโลกและชีวิต)
๒.หลักธรรม (หลักคำสอนเรื่องบาป-บุญและศีลธรรม)
๓.สาวก (กลุ่มผู้สืบทอดและเผยแผ่คำสอน)
๔.มีพิธีกรรม (พิธีกรรมและแนวปฏิบัติทางศาสนา)
๕.ศาสนสถาน (สถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ)
เมื่อพิจารณาตามกรอบโครงสร้างและนิยามข้างต้น ผู้เขียนมีข้อรับรู้จึงเกิดความสงสัยว่า พระพุทธศาสนานั้น มีองค์ประกอบครบถ้วนตามนิยามของคำว่า "ศาสนาหรือไม่"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น