The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : พุทธศาสนาในพระไตรปิฎก

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : พุทธศาสนาในพระไตรปิฎก
Intruduction  to Buddhaphumi Philosophy:  Buddhism in Tripitaka 

๑.บทนำ  ความเป็นมาและคำสอนของพระพุทธศาสนา   

                  โดยทั่วไปแล้ว  พระพุทธศาสนาจัดเป็นหนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่      และทรงอิทธิพลที่สุดในโลก               แม้จะเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม           (ไม่เชื่อในการดลบันดาลของเทพเจ้า)    แต่เมื่อหลักคำสอนของพุทธศาสนาถูกเผยแพร่ไปสู่โลกตะวันตก      กลับได้รับความสนใจจากนักปรัชญาตะวันตกอย่างกว้างขวาง                 ผู้เขียนพบหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ปรากฏใน "มิลินทปัญหา"     (คำถามของพระเจ้ามิลินท์) แสดงให้เห็นว่าพระเจ้ามิลินท์ทรงสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขาและทรงศึกษาในวิชาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมอีก ๑  วิชา       ในยุคต่อมานักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาชาวตะวันตก ได้นำองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาที่อธิบายถึงสัจธรรมอันลึกซึ้งของของมนุษย์      ไปบูรณาการเข้ากับปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  ซึ่งศาสตร์อันเป็นสัจธรรมนี้มีต้นกำเนิดในสาธารณรัฐอินเดีย  และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลในปัจจุบัน มานานกว่า ๒,๕๐๐  ปี

                  หากสืบย้อนไปถึงพระพุทธศาสนาในยุคต้นกำเนิดนั้น  เจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะ       พระองค์ทรงมองเห็นอนาคตและความทุกข์ยากของประชาชนในอาณาจักรสักกะที่ต้องเผชิญกับ "ระบบความเชื่อ"  ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ระบุว่า     "หากผู้ใดละเมิดกฎหมายวรรณะ "   จะต้องถูกจะถูกพระพรหมลงโทษ (พรหมทัณฑ์)      โดยคนในสังคมมีหน้าที่บังคับคดีให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระพรหม ร่วมกันขับไล่ออกจากชุมชนตลอดชีวิต พวกเขาสูญเสียสิทธิ   เสรีภาพและหน้าที่ตามวรรณะของตน กลายเป็นคนไร้วรรณะที่รู้จักกันในชื่อ  "จัณฑาล"  

                ดังนั้น   จัณฑาล   ในบริบทนี้จึงความหมายเสมือนนักโทษผู้กระทำความผิดร้ายแรงต่อจารีตประเพณี   และคำสอนของพราหมณ์เช่น  การปฏิสัมพันธ์หรือมีเพศสัมพันธ์ข้ามวรรณะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ข้ามสานงานของวรรณะอื่น เป็นต้น      
   
               เมื่อผู้คนในสังคมพบเห็นพฤติกรรม    ที่ละเมิดกฎหมายวรรณะเหล่านี้ พวกเขาจะไม่ปักใจเชื่อทันทีแต่จะตั้งข้อสงสัย     จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักฐาน    เพื่อนำมาวิเคราะห์  โดยอนุมานความรู้  โดยใช้เหตุผล   ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ในการพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น      เมื่อหลักฐานประจักษ์แน่ชัด บุคคลนั้นจะถูกลงโทษด้วยการเนรเทศออกจากสังคมอย่างเด็ดขาด    โดยไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมตามกฎหมายจารีตประเพณีวรรณะได้อีกเลย 

                    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นความทุกข์ยากของชาวจัณฑาลที่สิทธิมนุษยชน (สิทธิความเป็นมนุษย์)  ถูกยำยีอย่างร้ายแรง   ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน  ไร้บ้านและล้มตายบนท้องถนนด้วยความโดดเดี่ยวเจ้าชายสิทธัตถะทรงเกิดพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่และทรงมุ่งมั่นที่จะแสวงหาหนทาง ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้พ้นจากความทุกข์ยากที่เกิดจากการลงโทษตามความเชื่อเรื่อง  "พรหมทัณฑ์"นี้   
     
๒.ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา        

                   ในสมัยก่อนพุทธกาล    ศาสนาพราหมณ์เป็นที่พึ่งพิงทางใจของมนุษย์ในการบรรเทาความกลัวและความทุกข์ที่หยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์มายาวนาน         บรรดาพราหมณ์ในนิกายต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา ได้สอนผู้คนพึ่งพาเทพเจ้าผ่านพิธีกรรมบูชายัญของพราหมณ์อารยัน       ส่งผลให้สำนักพราหมณ์ต่าง ๆ   มีความมั่งคั่งขึ้นจากการถวายเครื่องเซ่นสรวงและของมีค่า  นำไปสู่ความโลภ  และพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองไว้ 

                เมื่อศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อความคิดของสาธารณชนอย่างเบ็ดเสร็จ  พราหมณ์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์   จึงได้เสนอให้ฝ่ายปกครองบัญญัติคำสอนเรื่อง "วรรณะ"         ให้เป็นกฎหมายจารีตประเพณีนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในสังคม      โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐระบบวรรณะที่ถูกเกื้อหนุนด้วยกฎหมายนี้จึงสร้างการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงในสังคม

                ทว่า นักปรัชญาในยุคนั้น       มักใช้ "เหตุผล" เป็นเครื่องมืออธิบายความจริงแบบเลื่อนลอย      บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง     บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลแบบหนึ่ง    บางครั้งพวกเขาใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง          เมื่อคำอธิบายของนักปรัชญาเกี่ยวกับความเป็นมาของโลกและชีวิต   ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนววิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงมิอาจปักใจเชื่อความคิดเห็นของนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญาเหล่านั้นได้     

                 พระองค์ทรงมองเห็นว่า     นักปรัชญาทั่วไปล้วนมีขีดจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายในร่างกาย      (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)และมักถูกครอบงำด้วยอคติ     ชีวิตของนักปรัชญาจึงตกอยู่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมน      พวกเขาขาดปัญญาที่จะแยกแยะระหว่า "สมมติสัจจะ" (ความจริงที่สมมติขึ้น)         และ  ปรมัตถ์สัจจะ" (ความจริงขั้นปรมัตถ์) และขาดความสามารถในการอธิบายความจริงอย่างมีเหตุผล     

           เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้เจ้าชายสิทธัตถะทรงพัฒนากระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นใหม่         โดยเริ่มต้นจากความความสงสัยในสิ่งได้ยินได้ฟัง  นำไปสู่การตั้งคำถาม เกี่ยวกับต้นกำเนิดความรู้โครงสร้างความรู้ของมนุษย์   วิธีพิจารณาความจริงของพระพุทธเจ้า    และความสมเหตุสมผลของความรู้ของมนุษย์  เป็นต้น          

๓. ความสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น         

                 เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ทอดพระเนตรการละเมิดสิทธิมนุษยชนโหดร้ายในระบบวรรณะ         พระองค์จึงทรงมุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวข้องกับสัจธรรมของมนุษยชาติอย่างจริงจัง   พระองค์ทรงตั้งคำถามต่อความเชื่อเรื่องเทพเจ้า   ทรงเข้าหาสำนักพราหมณ์ต่าง ๆ      เพื่อเก็บข้อมูล  และสืบค้นหลักฐาน   แต่ไม่มีสำนักใด สามารถอธิบายประวัติและความมีอยู่จริงของพระพรหมหรือพระอิศวรได้อย่างถูกต้อง

               พระองค์จึงทรงปฏิเสขการมีอยู่ของเทพเจ้าดลบันดาล  และทรงพยายามปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ     ด้วยการเสนอกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะต่อรัฐสภาราชวงศ์ศากยะ       แต่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิเสขการยกเลิกระบบวรรณะในอาณาจักรสักกะ        เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ   ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า       ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว  ด้วยเหตุนี้    เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์              เพื่อค้นหาคำตอบว่าพระพรหมและพระอิศวรทรงสร้างมนุษย์และระบบวรรณะจริงหรือไม่ ? และเราจะเข้าถึงความจริงของเรื่องนี้ได้อย่างไร ?  

                ในขณะที่ "ปรัชญาตะวันตก"นั้น  เกิดขึ้นหลังสมัยพุทธกาล  เมื่อจักรพรรดิอโศกทรงส่งพระธรรมทูตของจักรพรรดิเมารยะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก            นักปรัชญาตะวันตกในยุคหลังจึงได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปบูรณาการ  (integration)    เข้ากับคำสอนของศาสนาคริสต์        โดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือ อธิบายศาสนาของตน   จนกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง    อย่างไรก็ตาม  ลำพังแค่"เหตุผล"  ทางตรรกศาสตร์ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ชาวตะวันเข้าถึงความจริงเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าได้    พวกเขาถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา 

                  ในทางพระพุทธศาสนา ความจริงของชีวิตมนุษย์ ถูกแบ่งออกเป็น  ๒ ระดับ คือ :

  •       ความรู้ในระดับประสาทสัมผัส  :  ความจริงทั่วไปที่รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายใน เช่น   มนุษย์ทุกคนเกิดมาและต้องตายกันทุกคน    ร่างกายจะถูกเผาจนเหลือเพียงกระดูกและเถ้าถ่าน     
  •      ความรู้ขั้นปรมัตถ์นั้น     :    ความจริงแท้ลึกซึ้งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั่วไป     แต่ต้องเข้าถึงด้วยการปฏิบัติทางจิตตาม "อริยมรรค ๘ "   ซึ่งจะนำไปสู่ปัญญาญาณ ที่เหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน      (เช่นการหยั่งรู้  การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ในภพภูมิอื่น)   

             มนุษย์โดยทั่วไปมีอายตนะภายในที่จำกัด   จึงไม่สามารถรับรู้พลังงานหรือสสารที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสได้   เช่นเดียวกับคลื่นวิทยุหรือคลื่นโทรศัพท์     และมนุษย์มักมีอคติคอยบดบังจิตใจ ดังนั้น   การศึกษาพระพุทธศาสนา   ตามปรัชญาพุทธภูมิ จึงต้องอาศัยการสืบค้น  วิเคราะห์     และอนุมานความรู้จากหลักฐาน ที่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นพยานหลักฐาน    (พระไตรปิฎก อรรถกถา    บันทึกสมณะจีน)  พยานวัตถุ  (โบราณสถานยุคพระเจ้าอโศก)        และพยานบุคคล (นักโบราณคดี) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

โครงสร้างองค์ความรู้ของ "ศาสนา"  

                    จากการศึกษาโครงสร้างความรู้ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย    แม้จะมีบันทึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างมากมาย   แต่ผลมาจากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงก็ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า          พระพุทธศาสนามีองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างสากล ของคำว่า "ศาสนา"   อย่างครบถ้วนหรือไม่   ?    เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตความรู้        ผู้เขียนจึงอ้างอิงบทนิยามคำว่า "ศาสนา"      จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ซึ่งระบุไว้ว่า

ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์    อันมีหลักคือแสดงการกำเนิด   และความสิ้นสุดของโลกอันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบาปกับบุญ  อันเป็นฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ"
  
จากนิยามข้างต้น สามารถจำแนกโครงสร้างองค์ประกอบของ "ศาสนา" ออกเป็น ๕   ประการดังนี้  :

                         โครงสร้างองค์ประกอบของศาสนา
                        ๑.ศาสดา  (มนุษย์ผู้รู้แจ้ง การเกิด-การดับโลก)
                        ๒.หลักธรรม (เรื่องบาป-บุญและศีลธรรม)
                        ๓.สาวก (กลุ่มผู้สืบทอดและเผยแผ่)
                        ๔.มีพิธีกรรม (ภาคปฏิบัติและศาสนพิธี)
                        ๕.ศาสนสถาน  (แหล่งประกอบพิธีกรรม)

      เมื่อพิจารณาตามกรอบโครงสร้างและนิยามข้างต้น ผู้เขียนมีข้อรับรู้จึงเกิดความสงสัยว่า พระพุทธศาสนานั้น มีองค์ประกอบครบถ้วนตามนิยามของคำว่า "ศาสนาหรือไม่" 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ