The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561

บทนำสู่ พุทธศาสนาในปรัชญาพุทธภูมิ

บทนำสู่พุทธศาสนาในปรัชญาพุทธภูมิ
(Intruduction  to  Buddhism in Buddhaphumi Philosophy)

บทคัดย่อ (Abstract)

ผู้แต่ง  พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

บทคัดย่อ  

         บทความนี้มุ่งศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านมุมมองปรัชญาพุทธภูมิ โดยชี้ให้เห็นสัจธรรม อันเป็นเคารพต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์  บทบาทของพระพุทธศาสนาในฐานะคำสอนประเภทอเทวนิยม ตลอดจนอิทธิพลที่มีต่อปรัชญาและวิทยาศาสตร์ทั้งในโลกตะวันออกและตะวันตก เนื้อหาครอบคลุมวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สภาวะสังคมยุคพุทธกาลที่มีระบบวรรณะอันเข้มงวด  การเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถ์สัจจะ)  การเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ระหว่างตรรกศาสตร์ตะวันตกกับอริยมรรคในพุทธศาสนาไปจนถึงการวิเคราะห์โครงสร้างองค์ความรู้ของพุทธศาสนาตามกรอบนิยาม "ศาสนาของราชบัณฑิตยสถาย เพื่อประเมินความสอดคล้องกับโครงสร้างศาสนาในระดับสากล

๑.บทนำ  ความเป็นมาและคำสอนของพระพุทธศาสนา   

                  โดยทั่วไปแล้ว    พระพุทธศาสนาจัดเป็นหนึ่งในศาสนาที่มีความเก่าแก่  และทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก        แม้จะมีสภาวะเป็นอเทวนิยม (Non-theism) หรือแนวคิดที่ไม่ยึดติดกับการดลบันดาลของมหาเทพ  แต่เมื่อหลักคำสอนของพุทธศาสนาถูกเผยแพร่ไปสู่โลกตะวันตก   นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ทั่วโลกกลับให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง        

ในเชิงประวัติศาสตร์  ปรากฏการณ์หลักฐานสำคัญใน "มิลินทปัญหา"  (คำถามของพระเจ้ามิลินท์    หรือจักรพรรดิเมนานเดอร์ที่ ๑ ผู้ปกครองแคว้นโยกนก/กรีก -แบกเตรีย)        ซึ่งสะท้อนการปะทะและบูรณาการระหว่างปรัชญากรีกกับพุทธศาสนาโดย          พระเจ้ามิลินท์ทรงสำเร็จหลักสูตรศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา  แล้วจึงทรงศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมอีก  ๑  วิชา ในยุคต่อมา องค์ความรู้ทางพุทธศาสนาซึ่งอธิบายถึงสัจธรรมได้         กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกนำไปประยุกต์ร่วมกับปรัชญาตะวันตกและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่    โดยศาสตร์แห่งสัจธรรมนี้มีจุดกำเนิดในดินแดนชมพูทวีป(บริเวณประเทศอินเดีย และเนปาลในปัจจุบัน มานานกว่า ๒,๕๐๐  ปี

หากย้อนกลับไปในยุคต้นกำเนิดนั้น        เจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์ศากยะทรงมองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนในแคว้นสักกะอันเกิดจากโครงสร้างสังคมที่ถูกกำกับด้วยระบบวรรณะตาม      "ความเชื่อ"  ของศาสนาพราหมณ์ ในยุคนั้น    "กฎหมายวรรณะ"       ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจารีประเพณีและกฎหมายวรรณะ      เช่น การปฏิสัมพันธ์หรือมีเพศสัมพันธ์ข้ามวรรณะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของวรรณะอื่น           บุคคลนั้นจะถูกสังคมลงโทษอย่างรุนแรงตามแนวคิด "พรหมทัณฑ์"    ส่งผลให้ผู้นั้นถูกเนรเทศและตัดสิทธิเสรีภาพ กลายเป็นคนไร้วรรณะหรือ "จัณฑาล"    ซึ่งมีสถานะไม่ต่างจากผู้กระทำผิดอย่างร้ายแรง 
 
การถุกตัดออกจากระบบสังคมอย่างสิ้นเชิงทำให้ชาวจัณฑาล  ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน     ไร้ที่พึ่ง และล้มตายอย่างโดดเดี่ยว เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพบการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์   (สิทธิมนุษยชน)      เช่นนี้พระองค์จึงทรงเกิดพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ และพระองค์จึงทรงตั้งพระทัยที่จะแสวงหาหนทางปลดปล่อย   เพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากกรอบความทุกข์ยากที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ด้วยกันเอง  
     
๒.ประวัติศาสตร์และบริบททางปรัชญาของพระพุทธศาสนา        

                   ในยุคก่อนพุทธกาล    ศาสนาพราหมณ์เป็นที่พึ่งทางใจในการบรรเทาความกลัวของมนุษย์ และเป็นความทุกข์ที่หยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจมายาวนาน         บรรดาพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักปรัชญา     และเจ้าลัทธิได้สอนให้ผู้คนพึ่งพาอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้า  ผ่านพิธีกรรมบูชายัญ       นำไปสู่การผูกขาดอำนาจและความมั่งคั่งในกลุ่มผู้ชนชั้นนำ     และเมื่อศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อวรรณะกษัตริย์ (รัฐบาล) ในฐานะพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์      จึงได้นำเสนอแนวคิดระบบวรรณะ       มาบัญญัติเป็นกฎหมายจารีตประเพณีโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการจัดระเบียบสังคม        ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงในสังคม

ขณะเดียวกัน นักปรัชญาและนักตรรกศาสตร์ในยุคนั้นมักใช้ "เหตุผล"  เป็นเครื่องมืออธิบายความจริงแบบเลื่อนลอยและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์        ทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับความเป็นมาของโลก    และชีวิตยังคงคลุมเครือ     วิญญูชนอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทรงมองเห็นว่ามนุษย์ทั่วไปมีข้อจำกัดในการรับรู้ผ่านอายตนะภายใน     (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)  อีกทั้งยังถูกครอบงำด้วยอคติ      จึงขาดปัญญาที่จะแยกแยะระหว่าง
  • "สมมติสัจจะ"(ความจริงระดับสมมติหรือความจริงทางสังคม) และ 
  • "ปรมัตถ์สัจจะ"(ความจริงขั้นสูงสุดอันเป็นนิรันดร์) 

เพื่อแก้ปัญหานี้     เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงพัฒนากระบวนการพิจารณาความจริงขึ้นใหม่  โดยเริ่มต้นจาก "ความความสงสัยเชิงปรัชญา" นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดความรู้  โครงสร้างความรู้ของมนุษย์  (ญาณวิทยา)  เพื่อแสวงหาวิธีการพิสูจน์ความจริงที่เป็นสากลและความสมเหตุสมผล      

๓. ความสำคัญของและโครงสร้างความรู้ตามแนวคิดปรัชญาพุทธภูมิ         

                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งพระทัยที่จะแก้ปัญหาความทุกข์และคัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระบบวรรณะ   เจ้าชายสิทธัตถะทรงแสวงหาความรู้จากสำนักปรัชญา และอาจารย์ในสำนักต่าง        ๆ  แต่ไม่มีสำนักใด สามารถให้คำอธิบายคำตอบที่แท้จริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าได้พระองค์จึงทรงปฏิเสขแนวคิดเรื่องเทพเจ้าผู้ดลบันดาล  และทรงปฏิรูปสังคมในอาณาจักรสักกะ   ด้วยการเสนอกฎหมายยกเลิกระบบวรรณะต่อสภาผู้ปกครองแห่งศากยะวงศ์แต่สมาชิกสภาผู้ปกครองได้ปฏิเสขการยกเลิกระบบวรรณะ   เนื่องจากขัดต่อ "หลักธรรมกษัตริย์" (หลักราชอปริหานิยธรรม)  ของประเทศซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า  ห้ามมิให้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว  ด้วยเหตุนี้     เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อค้นหาความจริงด้วยพระองค์เองว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษย์และระบบวรรณะจริงหรือไม่ ?  และมนุษย์จะบรรลุสัจธรรมได้อย่างไร ?  

               ภายหลังสมัยพุทธกาล การส่งพระธรรมทูตในสมัยจักรพรรดิเมารยะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก  นักปรัชญาตะวันตกในยุคหลังจึงได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปบูรณาการ (integration)  เข้ากับคำสอนของศาสนาคริสต์     โดยใช้เหตุผลเป็นคำอธิบายศาสนาของตน จนศาสนาคริสต์กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง  อย่างไรก็ตาม  ลำพังแค่"เหตุผล"  ทางตรรกศาสตร์ไม่เพียงพอ  ที่จะทำให้ชาวตะวันเข้าถึงความจริงเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการมีอยู่ของเทพเจ้าได้  พวกเขาถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น   ภายหลังการตรัสรู้แล้วพระพุทธศาสนาได้จำแนกระดับความรู้ของมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน   ๒ ระดับ คือ :

  •       ความรู้ระดับประสาทสัมผัส (Empirical  Knowledge)       ความจริงทั่วไปที่รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายใน เช่น   รับรู้สภาวะธรรมชาติว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ตายกันทุกคน  และร่างกายจะต้องแตกสลายไปเหลือเพียงกระดูกและเถ้าถ่าน     
  •      ความรู้ขั้นปรมัตถ์        (Ultimate  Knowledge)  ความจริงแท้ลึกซึ้งที่ก้าวข้ามขอบเขตประสาทสัมผัสทั่วไป   ต้องเข้าถึงด้วยการปฏิบัติทางจิตตาม "อริยมรรค ๘ " ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาญาณหยั่งรู้สัจธรรมและกฎแห่งกรรม ที่เหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน  (เช่น การหยั่งรู้ถึงจิควิญญาณและการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ในภพภูมิอื่น)   

 เนื่องจากมนุษย์โดยทั่วไป        มีศักยภาพทางอายตนะภายในที่จำกัด   จึงไม่สามารถรับรู้สภาวะ หรือหลังงานที่อยู่เหนือขอบเขตประสาทสัมผัสได้ ๖เปรียบเสมือนตาเปล่าที่ไม่สามารถมองเห็นคลื่นวิทยุ)    การศึกษาพระพุทธศาสนาในแนวทางปรัชญาพุทธภูมิ จึงต้องอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ร่วมด้วย ได้แก่  
  • พยานเอกสารเช่นพระไตรปิฎก,  อรรถกถา,  และบันทึกประวัติศาสตร์(บันทึกสมณะเหวียนจาง/พระถั่งซัมจัง)  
  • พยานวัตถุ ได้แก่โบราณสถานยุคพระเจ้าอโศกมหาราช)      
  • พยานบุคคล/ผู้เชี่ยวชาญ (นักโบราณคดี) ผู้ตรวจสอบการค้นพบทางโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ 

โครงสร้างองค์ความรู้ของ "ศาสนา"และข้อพิจารณา  

                    จากการศึกษาโครงสร้างความรู้ในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย    แม้จะมีบันทึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างมากมาย   แต่ผลมาจากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงก็ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า       พระพุทธศาสนามีองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างสากล ของคำว่า "ศาสนา" อย่างครบถ้วนหรือไม่   ?   

เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตความรู้       ผู้เขียนจึงใช้คำนิยามจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ซึ่งระบุคำว่า "ศาสนา" ไว้ว่า

ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์      อันมีหลักคือแสดงการกำเนิดและความสิ้นสุดของโลกอันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง    แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบาปกับบุญ  อันเป็นฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ"
  
เมื่อจำแนกตามกรอบความรู้ข้างต้น ศาสนาทั่วไปจะมีองค์ประกอบสำคัญ ๕   ประการได้แก่

        ๑.ศาสดา  (มนุษย์ผู้รู้แจ้ง การเกิด-การดับโลกและชีวิต)
        ๒.หลักธรรม (หลักคำสอนเรื่องบาป-บุญและศีลธรรม)
        ๓.สาวก (กลุ่มผู้สืบทอดและเผยแผ่คำสอน)
        ๔.มีพิธีกรรม (พิธีกรรมและแนวปฏิบัติทางศาสนา)
       ๕.ศาสนสถาน  (สถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ)

      เมื่อพิจารณาตามกรอบโครงสร้างและนิยามข้างต้น ผู้เขียนมีข้อรับรู้จึงเกิดความสงสัยว่า พระพุทธศาสนานั้น มีองค์ประกอบครบถ้วนตามนิยามของคำว่า "ศาสนาหรือไม่" 

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ