The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ทฤษฎีความรู้ในปรัชญาพุทธภูมิ : ยุคศิวิไลซ์

ทฤษฎีความรู้ในปรัชญาพุทธภูมิ  : ยุคศิวิไลซ์ Theory of Knoeledge in Buddhaphumi Philosophy  : "Civilized Era."

บทนำ  เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร ?

        โดยทั่วไปความรู้เกี่ยวกับ  "ยุคศิวิไลซ์" มักเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง       ผ่านคำเทศนาของพระภิกษุ       (ทั้งเถรวาทและมหายาน)    นักโหราศาสตร์         นักปรัชญา      นักตรรกศาสตร์ ตำราเรียน   หรือเว็บไซต์ทำนายโชคชะตา    โดยไม่คำนึงว่า     เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตหรือไม่       แม้ผู้คนจำนวนมากจะยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้โดยปริยาย    แต่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผ่านอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น           ได้เปิดเผยความจริงอันแท้จริงว่า ชีวิตมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ใครทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น        

กระนั้น ปุถุชนไม่อาจรู้แจ้งในผลแห่งกรรมได้            เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดทางอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัส) ในการรับรู้  อีกทั้งมีอคติบังตา ทำให้ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด  จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ 

๑.ข้อจำกัดของตรรกวิทยาและสัจธรรมในสมัยพุทธกาล

                 ในสมัยพุทธกาล     เหล่าพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา   มักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ  โดยอาศัยปฏิภาณเชิงตรรกะ   และการอนุมานความรู้จากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานั้น     แต่การใช้เหตุผลอธิบายนั้น บางครั้งก็ถูกต้องไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง       บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง    บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่งและบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง            เมื่อเหตุผลที่นำมาอธิบายยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว           วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทรงปฏิเสขที่จะเชื่อในทันที  และไม่ยอมรับเหล่านักวิชการเหล่านั้น  เป็นพยานยืนยันความจริง

 หลักการแสวงหาความจริง     :  อย่าเพิ่งเชื่อว่าเป็นความจริงให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริง             รวบรวมพยานหลักฐาน           เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยการอนุมานความรู้เชิงเหตุผลมาอธิบายความจริงในความจริงในเรื่องนั้น ๆ    หากปราศจากหลักฐานพิสูจน์   ข้อคิดเห็นเหล่านั้น ย่อมขาดความน่าเชื่อถือ และไม่อาจยืนยันความจริงได้  

เนื่องจากพยานบุคคล (eyewitness) เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้มักจะมีคติต่อผู้อื่นและมีขอบเขตการรับรู้ผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖  ที่จำกัดความเห็นของพวกเขา        จึงอาจเกิดจากความอคติ หรือขาดประสบการณ์ตรงส่งผลให้สังคมเกิดคำถามว่า    "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความจริง ? "  

ทางออกของปัญหานี้ ตามหลักญาณวิทยา ( Epistemology)    คือเมื่อได้ยินข้อคิดใด ๆ  ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน  โดยหลักฐานที่น่าเชื่อได้ในฐานะพยานบุคคล(eyewitness)  จะต้องเป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส และได้รับการสั่งสมไว้ในจิตใจเท่านั้น 

๒.ยุคมืดแห่งปัญญา: อำนาจวรรณะและการเมืองในศาสนาพราหมณ์

ตามทฤษฎีประจักษ์นิยม  (Empiricism)   "ที่มาของความรู้มนุษย์ต้องมาจากประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ"   แต่จากการศึกาาหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พบว่าในยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง ถือเป็นยุคมืดแห่งปัญญาของมนุษยชาติ

 ๒.๑.การสร้างระบบวรรณะและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ :  พราหมณ์สอนว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และแบ่งวรรณะ เพื่อให้ทุกคน ทำหน้าที่ตามวรรณะที่ตนกำเนิดมา  พร้อมทั้งชวนเชื่อว่า พระพรหมช่วยให้มนุษย์สมปรารถนาได้ด้วยการบูชายัญ จึงตกเป็นของพราไหมณ์ เกิดการแข่งขันระหว่างนิกาย เพื่อผูกขาดศรัทธา จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจและทางการเมือง 

๒.๒.การตรากฎหมายจารีตประเพณี:  เมื่อพราหมณ์อารยันได้เป็นปุโรหิตที่ปรึกษากษัตริย์  จึงใช้อิทธิพลการเมือง นำคำสอนเรื่องวรรณะ ไปบัญญัติเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ในรัฐสภาศากย เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์ดราวิเดียน (มิลักขะ)และประชาชนทั่วไป โดยแบ่งคนออกเป็น ๔ วรรณะ(พราหมณ์ กษัตริย์  แพศย์และศูทร)

๒.๓. บทลงโทษอันร้ายแรง :  ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะอย่างเด็ดขากผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงพรหมทัณฑ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ถูกขับไล่ออกจากสังคมกลายเป็น "จัณฑาล" ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน เจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างอนาถาบนท้องถนน

๓.ยุคศิวิไลซ์ในสมัยพุทธกาล : การตรัสรู้และการปฏิรูปทางจิตวิญญาณ

                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของคนจัณฑาล     พระองค์ทรงเกิดพระกรุณาอันใหญ่หลวง และทรงเสนอแนวทางปฏิรูปสังคมต่อรัฐสภาศากยวงศ์       เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและความเท่าเที่ยมกัน  ในการศึกษา การทำงาน และการประกอบพิธีกรรม   แต่รัฐสภาไม่อนุมัติ เนื่องจากขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดและกระทบต่อผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มพราหมณ์ฺ

เมื่อไม่สามารถปฏิรูปผ่านระบบการเมืองได้   ประกอบกับทรงสงสัยในความมีอยู่จริงของพระพรหม  พระองค์จึงตัดสินพระทัยออกเสด็จออกผนวช และฝึกฝนจิตด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘   จนกระทั่งเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า  

             สัจธรรมที่ทรงค้นพบ :  มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างจากพระพรหมและระบบวรรณะไม่ได้เกิดจากคำสั่งสวรรค์  แต่เกิดจากอคติของมนุษย์ที่สร้างกฎหมายขึ้นมาจำกัดสิทธิ์กันเอง

             กฎแห่งกรรม    : ชะตาชีวิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับเจตนา  และการ กระทำของตนเอง (กรรม)  ซึ่งสั่งสมเป็นจิตตสัญญา      กายอาจเสื่อมสลายไปตามเวลา         แต่จิตวิญญาณยังคงเวียนว่ายเกิดตามผลของกรรมที่ทำไว้

             การพิสูจน์สัจธรรม :   เมื่อสาวกในสมัยพุทธกาล รวมถึงพระสุปฏิปันโนในยุคปัจจุบัน  (เช่นหลวงปู่มั่น, หลวงปู่มั่น, หลวงปู่หลุยส์, หลวงปู่เทสก์) ลงมือปฏิบัติธรรมตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" ย่อมบรรลุผลและเกิดความรู้แจ้งในระดับอภิญญาได้เช่นเดียวกัน  

ยุคศิวิไลย์หลังสมัยพุทธกาลถึง ยุคเทคโนโลกยี่สารสนเทศ 

  • การเผยแผ่ภูมิปัญญาและบันทึกภูมิปัญญา :
  • นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอาณาจักรโมริยะ ได้มีการส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่อริยมรรคมีองค์ ๘ (The Noble Eightfold Paths)  เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก และต่อมามนุษย์ได้พัฒนาตัวอักษร เพื่อบันทึกความรู้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาสูญหายไปพร้อมกับความตายของบุคคล  ผู้เป็นเจ้าของความรู้นั้น 
  • ยุควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ : เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัดทางอายตนะภายในในการรับรู้และอคติเนื่องจากความรู้  แต่มีความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ   ที่อยู่ห่างไกลออกไป  เช่นดวงดาวต่าง ๆ  มนุษย์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์  เพื่อข้ามขีดจำกัดของประสาทสัมผัส จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่มีคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และสมาร์ทโฟน  ซึ่งช่วยให้การแบ่งปันข้อมูลและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ  เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
ทัศนะต่อความจริงในโลกดิจิทัล
           แม้เทคโนโลยี่จะก้าวหน้าไปไกล แต่กิเลสและอคติในใจมนุษย์ยังคงเดิม ผู้คนยังคงใช้เหตุผล เพื่อเอาชนะ ถากถางและสรรเสริญกันตามอารมณ์  ข้อมูลบนโลกออนไลน์  จึงปะปนไปด้วยเรื่องจริงและเรื่องเท็จ   มนุษย์ที่ขาดสมาธิและปัญญายังคงหวั่นไหว วิตกกังวล และประมาทต่อการใช้ชีวิต

          ดังนั้นไม่ว่าเทคโนโลยี่จะพัฒนาไปมากเพียงใด "ความจริงแท้" ของชีวิต ยังคงต้องอาศัยการพัฒนาศักยภาพภายในด้วยการฝึกสติ สมาธิและปัญญา ตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘   เพื่อหลุดพ้นจากอคติและความมืดมิด  ในจิตใจ นำไปสู่ยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริงทั้งทางปัญญาและจิตวิญญาณ  

แหล่งอ้างอิงข้อมูล  พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) (ข้อมูลประวัติศาสตร์ศาสนาพราหมณ์ สังคมแคว้นสักกะ กฎแห่งกรรม และหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ )

หลักญาณวิทยา (Epistemology) และทฤษฎีประจักษ์นิยม (Empiricism)  ในปรัชญาตะวันตกและปรัชญาพุทธภูมิ

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ