ทฤษฎีความรู้ในปรัชญาพุทธภูมิ : ยุคศิวิไลซ์ Theory of Knoeledge in Buddhaphumi Philosophy : "Civilized Era."
โดยทั่วไปความรู้เกี่ยวกับ "ยุคศิวิไลซ์" มักเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง ผ่านคำเทศนาของพระภิกษุ (ทั้งเถรวาทและมหายาน) นักโหราศาสตร์ นักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ ตำราเรียน หรือเว็บไซต์ทำนายโชคชะตา โดยไม่คำนึงว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตหรือไม่ แม้ผู้คนจำนวนมากจะยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้โดยปริยาย แต่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผ่านอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ได้เปิดเผยความจริงอันแท้จริงว่า ชีวิตมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ใครทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น
กระนั้น ปุถุชนไม่อาจรู้แจ้งในผลแห่งกรรมได้ เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดทางอายตนะภายใน (ประสาทสัมผัส) ในการรับรู้ อีกทั้งมีอคติบังตา ทำให้ชีวิตมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด จึงขาดปัญญาที่จะเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมนุษย์
๑.ข้อจำกัดของตรรกวิทยาและสัจธรรมในสมัยพุทธกาลในสมัยพุทธกาล เหล่าพราหมณ์ซึ่งเป็นนักตรรกศาสตร์และนักปรัชญา มักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความจริงของสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยปฏิภาณเชิงตรรกะ และการอนุมานความรู้จากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานั้น แต่การใช้เหตุผลอธิบายนั้น บางครั้งก็ถูกต้องไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็ใช้เหตุผลแบบหนึ่งและบางครั้งก็ใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง เมื่อเหตุผลที่นำมาอธิบายยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนแล้ว วิญญูชนเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทรงปฏิเสขที่จะเชื่อในทันที และไม่ยอมรับเหล่านักวิชการเหล่านั้น เป็นพยานยืนยันความจริง
หลักการแสวงหาความจริง : อย่าเพิ่งเชื่อว่าเป็นความจริงให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อได้หลักฐานเพียงพอแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยการอนุมานความรู้เชิงเหตุผลมาอธิบายความจริงในความจริงในเรื่องนั้น ๆ หากปราศจากหลักฐานพิสูจน์ ข้อคิดเห็นเหล่านั้น ย่อมขาดความน่าเชื่อถือ และไม่อาจยืนยันความจริงได้
เนื่องจากพยานบุคคล (eyewitness) เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้มักจะมีคติต่อผู้อื่นและมีขอบเขตการรับรู้ผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่จำกัดความเห็นของพวกเขา จึงอาจเกิดจากความอคติ หรือขาดประสบการณ์ตรงส่งผลให้สังคมเกิดคำถามว่า "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความจริง ? "
ทางออกของปัญหานี้ ตามหลักญาณวิทยา ( Epistemology) คือเมื่อได้ยินข้อคิดใด ๆ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน โดยหลักฐานที่น่าเชื่อได้ในฐานะพยานบุคคล(eyewitness) จะต้องเป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส และได้รับการสั่งสมไว้ในจิตใจเท่านั้น
๒.ยุคมืดแห่งปัญญา: อำนาจวรรณะและการเมืองในศาสนาพราหมณ์ตามทฤษฎีประจักษ์นิยม (Empiricism) "ที่มาของความรู้มนุษย์ต้องมาจากประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ" แต่จากการศึกาาหลักฐานในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พบว่าในยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง ถือเป็นยุคมืดแห่งปัญญาของมนุษยชาติ
๒.๑.การสร้างระบบวรรณะและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ : พราหมณ์สอนว่าพระพรหมสร้างมนุษย์และแบ่งวรรณะ เพื่อให้ทุกคน ทำหน้าที่ตามวรรณะที่ตนกำเนิดมา พร้อมทั้งชวนเชื่อว่า พระพรหมช่วยให้มนุษย์สมปรารถนาได้ด้วยการบูชายัญ จึงตกเป็นของพราไหมณ์ เกิดการแข่งขันระหว่างนิกาย เพื่อผูกขาดศรัทธา จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจและทางการเมือง
๒.๒.การตรากฎหมายจารีตประเพณี: เมื่อพราหมณ์อารยันได้เป็นปุโรหิตที่ปรึกษากษัตริย์ จึงใช้อิทธิพลการเมือง นำคำสอนเรื่องวรรณะ ไปบัญญัติเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ในรัฐสภาศากย เพื่อจำกัดสิทธิและหน้าที่ของพราหมณ์ดราวิเดียน (มิลักขะ)และประชาชนทั่วไป โดยแบ่งคนออกเป็น ๔ วรรณะ(พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์และศูทร)
๒.๓. บทลงโทษอันร้ายแรง : ห้ามการแต่งงานข้ามวรรณะอย่างเด็ดขากผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงพรหมทัณฑ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ถูกขับไล่ออกจากสังคมกลายเป็น "จัณฑาล" ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน เจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างอนาถาบนท้องถนน
๓.ยุคศิวิไลซ์ในสมัยพุทธกาล : การตรัสรู้และการปฏิรูปทางจิตวิญญาณ

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของคนจัณฑาล พระองค์ทรงเกิดพระกรุณาอันใหญ่หลวง และทรงเสนอแนวทางปฏิรูปสังคมต่อรัฐสภาศากยวงศ์ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและความเท่าเที่ยมกัน ในการศึกษา การทำงาน และการประกอบพิธีกรรม แต่รัฐสภาไม่อนุมัติ เนื่องจากขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดและกระทบต่อผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มพราหมณ์ฺ
เมื่อไม่สามารถปฏิรูปผ่านระบบการเมืองได้ ประกอบกับทรงสงสัยในความมีอยู่จริงของพระพรหม พระองค์จึงตัดสินพระทัยออกเสด็จออกผนวช และฝึกฝนจิตด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ จนกระทั่งเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า
สัจธรรมที่ทรงค้นพบ : มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างจากพระพรหมและระบบวรรณะไม่ได้เกิดจากคำสั่งสวรรค์ แต่เกิดจากอคติของมนุษย์ที่สร้างกฎหมายขึ้นมาจำกัดสิทธิ์กันเอง
กฎแห่งกรรม : ชะตาชีวิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับเจตนา และการ กระทำของตนเอง (กรรม) ซึ่งสั่งสมเป็นจิตตสัญญา กายอาจเสื่อมสลายไปตามเวลา แต่จิตวิญญาณยังคงเวียนว่ายเกิดตามผลของกรรมที่ทำไว้
การพิสูจน์สัจธรรม : เมื่อสาวกในสมัยพุทธกาล รวมถึงพระสุปฏิปันโนในยุคปัจจุบัน (เช่นหลวงปู่มั่น, หลวงปู่มั่น, หลวงปู่หลุยส์, หลวงปู่เทสก์) ลงมือปฏิบัติธรรมตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" ย่อมบรรลุผลและเกิดความรู้แจ้งในระดับอภิญญาได้เช่นเดียวกัน
ยุคศิวิไลย์หลังสมัยพุทธกาลถึง ยุคเทคโนโลกยี่สารสนเทศ
- การเผยแผ่ภูมิปัญญาและบันทึกภูมิปัญญา :
- นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอาณาจักรโมริยะ ได้มีการส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่อริยมรรคมีองค์ ๘ (The Noble Eightfold Paths) เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก และต่อมามนุษย์ได้พัฒนาตัวอักษร เพื่อบันทึกความรู้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาสูญหายไปพร้อมกับความตายของบุคคล ผู้เป็นเจ้าของความรู้นั้น
- ยุควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ : เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัดทางอายตนะภายในในการรับรู้และอคติเนื่องจากความรู้ แต่มีความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่นดวงดาวต่าง ๆ มนุษย์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพื่อข้ามขีดจำกัดของประสาทสัมผัส จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่มีคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และสมาร์ทโฟน ซึ่งช่วยให้การแบ่งปันข้อมูลและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น