The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ปัญหาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : ยุคศิวิไลซ์


 ปัญหาอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ  :  ยุคศิวิไลซ์

The Metaphysical Problems in Buddhabhumi Philosophy  : The Civilized Era

๑.บทนำ: ปัญหาอภิปรัชญาว่าด้วย"ยุคศิวิไลซ์ (Civilized Era)"

     การศึกษาปัญหาทางอภิปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับยุคศิวิไลซ์   (civilized era) ถือเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและปัญญาที่ทรงคุณค่า ต่อการพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างความคิด สภาวะจิตใจ และวิถีชีวิตของมนุษยชาติ 

ในทางปรัชญาพุทธภูมิ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางรากฐานทางปัญญาไว้ว่าเมื่อเราได้รับฟังข้อมูล  ข้อเท็จจริงคัมภีร์ ตำรา ตลอดจนขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาจากอดีต เราพึง "กังขาและสงสัยไว้ก่อน"  ไม่พึงด่วนเชื่อโดยทันที  จนกว่าจะได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง  รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน และนำมาวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผลและการอนุมานความรู้ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเรื่องนั้น  หรืออธิบายของคำตอบในเรื่องนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล หากข้อเท็จจริงใดไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ย่อมถือเป็นเพียง "คำบอกเล่าจากพยานเดี่ยว" (Single Testimony) ซึ่งขาดความน่าเชื่อถือทางตรรกวิทยา  วิญญูชนเช่นพระพุทธเจ้าเองก็ทรงมิยอมรับข้อเท็จจริงเช่นนั้นเป็นความจริงแท้  

ข้อจำกัดทางธรรมชาติของมนุษย์ที่รับรู้โลกผ่านอายตนะภายในทั้ง ๖ (ประสาทสัมผัส) มักถูกบดบังด้วยอคติ อันเกิดจากความโลภ ความกลัว ความอิจฉา หรือความไม่รู้ (อวิชชา) ด้วยเหตุนี้  คำบอกเล่าตามความเชื่อโบราณจึงไม่อาจนำมาอ้างอิงเป็นความจริงเชิงอภิปรัชญาได้ 

เมื่อมนุษย์สนใจแสวงหาความจริงสูงสุดเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต โลก จักรวาลและสภาวะเหนือประสาทสัมผัส ปรัชญาพุทธภูมิจึงจำแนก โครงสร้างความจริงเชิงอภิปรัชญา (metaphysical Reality)ออกเป็น ๒ ระดับอย่างชัดเจน ได้แก่ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ
 

๒.โครงสร้างความจริงทางอภิปรัชญา ๒ ระดับ
     
     ๒.๑.ความจริงระดับสมมติขึ้น(Fictious/Relative reality)  

      โดยทั่วไป สมมติสัจจะคือความจริงเชิงปรากฎการณ์ทางธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม ที่มนุษย์รับรู้ได้ผ่านอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลื้น กาย ใจ)สิ่งเหล่านี้มีลักษณะเกิดขึ้น  ตั้งอยู่เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ดับไปตามกฎแห่งอนิจจัง ตัวอย่างเช่น 
  • ปรากฏการณ์ธรรมชาติ :  เหตุการณ์แผ่นดินไหว พายุในอ่าวไทย น้ำท่วมในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งปรากฏขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วดับสูญไป  
  • เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และสังคม : การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ การศึกษาด้านศิลปศาสตร์ ๑๘ หลักสูตร การแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า และการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า หรือการประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ  พระพุทธเจ้าทรงดำรงพระชนม์ชีพ ๘๐ ปี และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา การดำเนินชีวิตของพระพุทธเจ้าคือ ความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านอายตนะภายใน และสั่งสมอยู่ในจิตใจของพระอานนท์ เป็นต้น 

  ความจริงระดับนี้ เป็นสิ่งสมมติที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดขึ้น เพื่อการสื่อสาร และการดำรงชีวิต  แม้ชีวิตมนุษย์จะมีอายุยืนยาวต่างกัน เช่น เจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติที่สวนลุมพินี พระองค์ทรงมีพระชนมาชีพได้ ๘๐ พรรษา  หรือพระนางประชาบดีโคตรมีทรงมีพระชนมาชีพได้ ๑๒๐ พรรษา  แต่ทั้งหมดต่างตกอยู่อยู่ภายใต้ความเป็นจริงที่สมมติขึ้นและต่างดับสูญไปในที่สุด  เป็นต้น   
 ๒.๒.ความจริงระดับปรมัตถ์สัจจะ (Ultimate Reality)

         ปรมัตถ์สัจจะหรือ "สัจธรรม"คือความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่อยู่นอกจากขอบการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสบริสุทธิ์ของมนุษย์ โดยทั่วไปและไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยการคาดเดาทางตรรกศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เชิงเครื่องมือเพียงอย่างเดียว

      ทัศนะของศาสนาพราหมณ์(เทวนิยม) : อ้างว่าพระพรหมและพระอิศวรเป็นผู้สร้างมนุษย์และระบบวรรณะ  โดยเชื่อว่ามนุษย์จะเข้าถึงความจริงของเทพเจ้าได้ ผ่านพิธีกรรมบูชายัญเท่านั้น อย่างไรก็ดี เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงซักถามพราหมณ์ปุโรหิตถึงต้นกำเนิดและประวัติที่มาของพระพรหม กลับไม่มีพราหมณ์คนใดสามารถอธิบาย เหตุผลเชิงประจักษ์ การอ้างอิงดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างอำนาจ และการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุคนั้น
  
          ทัศนะของปรัชญาพุทธภูมิ : พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสละฐานันดรศักดิ์  เพื่อค้นหาสัจธรรมและทรงสั่งสมปัญญาบารมีจนบรรลุ"อภิญญา ๖ และอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" ทรงค้นพบว่าโครงสร้างชีวิตเกิดจากปัจจัยทางร่างกาย(รูป) และจิตใจ(นาม)  มาประชุมพร้อมกันตามกฎอิทัปปัจจตาและทรงเห็นสถาวะวิญญาณ ที่เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิและทุกคติภูมิด้วยญาณทิพย์ ซึ่งเป็นความจริงระดับปรมัตถ์ที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสปกติ 

๓.การวิเคราะห์ประเด็นยุคศิวิไลซ์ :ศีลธรรม กฎหมายและอายธรรม

       เมื่อพิจารณาคำว่า "ศิวิไลซ์ (Civilized Era)หรืออารยธรรมตามพจนานุกรมแปลไทย - ไทยของอาจารย์เปลื้อง ณ นคร แปลว่า "อารยธรรมคือความเจริญ" และพจนานุกรมฉบับแปลไทย - ไทยของราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ หมายถึงอารยธรรมคือ ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งศีลธรรมและกฎหมาย หรือ อีกนัยหนึ่งความเจริญเนื่องด้วยองค์การทางสังคม เช่น การเมือง กฏหมาย เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดีงาม ซึ่งผู้เขียนสามารถวิเคราะห์ผ่าน ๒ ประเด็นหลักได้แก่  

        ๓.๑. ยุคศิวิไลซ์เป็นยุคที่มนุษย์มีความสงบสุขในสังคม 
        ๓.๒. ความสงบสุขบนพื้นฐานศีลธรรมและกฎหมาย

๓.๑ :  ความสงบสุขของมนุษย์ในสังคมยุคศิวิไลซ์

      โดยธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามีองค์ประกอบชีวิตที่เกิดจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจรวมกันในครรภ์มารดาเป็นเวลา ๙ เดือน เมื่อทารกเกิดและมีชีวิตอยู่ก็มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นการกำเนิดชีวิตมนุษย์ใหม่ เพื่อให้จำลักษณะที่ปรากฏได้ง่ายขึ้นจึงตั้งชื่อตามกฎหมายไว้โดยธรรมชาติ จิตใจมนุษย์ยังคงมีความเห็นแก่ตัว ตัณหาและอคติ(ความรัก ความโกรธ ความกลัว ความโง่เขลา) หากมนุษย์ขาดการปฏิบัติตาม "อริยมรรคมีองค์ ๘" แล้ว  สังคมจะตกอยู่ในความมืดมิด
 
      บทเรียนทางประวัติศาสตร์ :  ในยุคศาสนาพราหมณ์กำลังเจริญเรื่องอำนาจทางการเมืองมีการสร้างกฎหมายจารีตประเพณีเรื่องระบบเพื่อควบคุมสังคม  แต่เนื่องจากกฎหมายขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์   และละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานผู้ที่กระทำผิดในการแต่งงานข้ามวรรณะจึงถูกลงโทษอย่างรุนแรง กล่าวคือเป็น "จัณฑาล" ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนและไร้ที่พึ่ง แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงเมตตาและประสงค์ปฏิรูปโครงสร้างสังคม แต่ก็ติดขัดด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีสูงสุดในยุคนั้น(อปริหานิยธรรม) ที่ห้ามเพิกถอนกฎหมายเดิม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นอารยธรรมที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ หรือ โครงสร้างอำนาจเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำพาความสงบสุขที่แท้จริงสู่มนุษยชาติ

๓.๒.ความสงบสุที่เกิดจากศีลธรรมและกฎหมายอย่างแท้จริง 

    ในยุคปัจจุบัน ความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สารสนเทศ  ช่วยให้มนุษย์สามารถสื่อสารและแบ่งปันความรู้ได้อย่างกว้างขวาง  แต่เทคโนโลยี่เป็นเพียง "เครื่องมือ" หาใช่ตัวสัจธรรมไม่

    มาตรฐานศีลธรรม(ศีล๕): ถือเป็นบรรทักฐานทางจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่ช่วยป้องกันไม่ให้มนุษย์ เบียดเบียนกัน  ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาและประยุกต์ใช้กลายเป็นกฎหมายอาญา และข้อบังคับทางจริยธรรมวิชาชีพ ในสังคมร่วมสมัย

      การข้ามพ้นข้อจำกัดของด้วยปัญญา : ความสงบสุขในยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์นำองค์ความรู้ทางปรัชญาพุทธภูมิมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจิตใจ ควบคู่ไปกับการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และการบังคับใช้กฎหมายที่ยุติธรรม ปราศจากอคติ

๔.บทสรุปทางอภิปรัชญา (Metaphysical Conclusion)

       สรุปได้ว่า "ยุคศิวิไลซ์"  ในมรรคาแห่งปรัชญาพุทธภูมิ  มิใช่เพียงยุคสมัยแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุเทคโนโลยี่ หรือ ข้อสันนิษฐานคำทำนายทางโหราศาสตร์ที่ไร้พยานหลักฐาน หากแต่เป็นยุคที่มนุษย์สามารถก้าวข้ามอคติและความโง่เขลาด้วยการใช้หลักการตรวจสอบความจริงอย่างมีเหตุผล (กามลามสูตร) 

ยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริง ต้องเป็นยุคที่ประสานความสัมพันธ์ระหว่างสมมติสัจจะ (บริหารจัดการสังคมด้วยกฎหมายและจริยธรรม)และ"ปรมัตถสัจจะ"(การยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นด้วยด้สยฝึกตนตามอริยมรรคมีองค์ ๘) เพื่อบรรลุความสงบสุขทั้งในระดับบุคคลและสังคมอย่างยั่งยืน 

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ