The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565

บทนำสู่ปรัชญาแดนพุทธภูมิ : พระเทวทัต ผู้ไม่กลัวนรก

 

บทนำสู่ "ปรัชญาแดนพุทธภูมิ" : พระเทวทัต ผู้ไม่กลัวนรก
Introduction  to the Buddhaphumi philosophy : Devadatta, the One Who  Didn' t Fear  Hell  
๑.บทนำ  ความเป็นมาและภูมิหลัง (Background)

                การเขียนบทความเกี่ยวกับ    "พระเทวทัต, ผู้ไม่กลัวนรก" นั้น       ถือเป็นหัวข้อแหลมคมและทันสมัยมาก  เพราะในมิติปรัชญาและไอที (Ai) พระเทวทัตไม่ใช่แค่ตัวละครชีวิตจริงในสมัยพุทธกาลเท่านั้น    แต่คือกรณีศึกษาขั้นสูงสุด  ของสภาวะจิตของมนุษยชาติที่มีความรู้สูง  (มีอภิญญาและปัญญาทางโลก) แต่ขาดคุณธรรมจนท้าทายกฎแห่งกรรม

                ในโลกดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)   มนุษยชาติประสบความสำเร็จในการสถาปนาอารยธรรมทางเทคโนโลยี่อย่างก้าวกระโดดเครื่อข่ายไร้สายเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน         อย่างไรก็ตาม  ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ            สังคมมนุษย์กลับเผชิญวิกฤตการณ์ทางศีลธรรม  เช่น อาชญากรรมไซเบอร์  การพนันออนไลน์  ยาเสพติดและความเห็นแก่ตัว      สะท้อนให้เห็นว่า "ความรู้ทางเทคโนโลยี่  "  ไม่ได้ช่วยยกระดับ  "จิตใจ"       ของมนุษย์ให้พ้นจากอวิชชาเสมอไป 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่        หากเราย้อนกลับไปศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎก     (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)  เราจะพบกรณีศึกษาขั้นสูงสุดของสภาวะจิต   มนุษย์ที่มีความรู้สูงแต่ขาดคุณธรรม         นั่นคือ "พระเทวทัต" ผู้เป็นเจ้าชายแห่งโกลิยวงศ์ที่ทรงภูมิปัญญา        สำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ  และเมื่อบรรพชาในพระพุทธศาสนา       ก็สามารถบรรลุฌานสมาบัติและโลกียอภิญญา   มีอิทธิฤทธิ์ทางกายภาพอย่างยิ่งยวด ทว่า พระเทวทัตกลับถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ในฐานะ "ผู้ไม่กลัวนรก"   ผู้ท้าทายกฎแห่งกรรม ทำอนันตริยกรรม      และสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์  จนต้องประสบวิบากกรรมขั้นรุนแรง 

การศึกษาเรื่องราวของเทวทัตผ่านกรอบ   "ปรัชญาพุทธภูมิ"  จึงเป็นหัวข้อที่ทันสมัย และแหลมคมอย่างยิ่ง  เพราะช่วยเตือนสติมนุษย์ยุคปัจจุบันว่า ลำพังปัญญาทางโลกหรือศักยภาพทางเทคโนโลยี่(เทียบเท่าอภิญญา ของพระเทวทัต) หากปราศจากจริยธรรม   และสัจธรรม (ปรมัตถสัจจะ) ก็ไม่สามารถนำพาชีวิตและสังคมให้รอดพ้นจากความเสื่อมได้         

๒.สภาพปัญหาที่ควรศึกษา (Statement of the Problem) 

               พฤติกรรมและการตัดสินใจของพระเทวทัต  ก่อให้เกิดความสงสัยและประเด็นขัดแย้งในเชิงปรัชญาพุทธภูมิ (อภิปรัชญาและญาณวิทยา)  ที่ซับซ้อน  ๓ ประการ ดังนี้ :    
    •          ปัญหาด้านญาณวิทยา    (ความรู้และการนำไปใช้) : พระเทวทัตมีสติปัญญา     และมีความรู้ในระดับสูงทั้งในโลก  (ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ)      และทางธรรม (โลกียอภิญญา)  แต่เหตุใดความรู้เหล่านั้น     จึงไม่สามารถทำลาย "อวิชชา"   หรือความหลงผิดในจิตใจได้ ?  สิ่งนี้สะท้อนข้อจำกัดของการรับรู้อายตนะภายในของมนุษย์     ที่เมื่อถูกครอบงำด้วยตัณหาแล้ว        จะบิดเบือนข้อเท็จจริงและตรรกะเพื่อเข้าข้างตนเองอย่างไร ?  
    •        ปัญหาด้านอภิปรัชญา (เจตจำนงและการท้าทายกฎสัจธรรม) :     พระเทวทัตรับรู้โครงสร้างเรื่อง นรก สวรรค์และกฎแห่งกรรมเป็นอย่างดี     แต่เหตุใดจึงยังมีเจตนา (Volition) อันแรงกล้าในการทำอนันตริยกรรม  (เช่น การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตและทำสังฆเภท)  สภาวะจิตใจที่เด็ดเดี่ยว       แต่หลงผิดเช่นนี้ มีกระบวนการก่อตัวและสืบต่อของพลังงานกรรมอย่างไร  ในระบบขันธ์ ๕  ?   
    •          ปัญหาด้านจริยศาสตร์และการแสดงออกในโลกดิจิทัล   :  พฤติกรรมของพระเทวทัต (ความทะเยอทะยานในอำนาจ  การลุ่มหลงในลาภสักการะ   และการสร้างภาพลักษณ์เพื่อหาผลประโยชน์)    เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของพฤติกรรมมนุษย์ในโลกออนไลน์ปัจจุบัน          ที่ผู้คนมักใช้แพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตในการแสดงตัวตน (Ego)    อวดอ้างศักยภาพและทำผิดจริยธรรม           โดยไม่เกรงกลัวต่อผลกระทบเชิงระบบ (วิบากกรรม)  
๓.ความสำคัญของประเด็นที่ต้องศึกษา (Significane of The Study)  

การศึกษาและเกลาสำนวนเชิงวิเคราะห์ในเรื่อง "พระเทวทัต ผู้ไม่กลัวนรก"           ภายใต้กรอบปรัชญาพุทธภูมิ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสังคมร่วมสมัย    ดังนี้ :
  • การเตือนสติมนุษย์ในเทคโนโลยี่ (Ai)  :  เพื่อชี้ให้เห็นว่าลำพังความรู้ความฉลาดทางเทคโนโลยี่   หรือวิทยาศาสตร์ (เทียบได้กับอภิญญาของพระเทวทัต)       ไม่สามารถช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากความเสื่อมได้            หากขาดสมาธิและปัญญาหยั่งรู้ความจริงแท้ (ปรมัตถ์สัจจะ)  
  • เพื่อแนวทางการบริหารจัดการตนเองและสังคม   :  การศึกษาบทเรียนของพระเทวทัตจะช่วยให้ผู้คนในยุคนี้      ไม่ปล่อยชีวิตไปตามอารมณ์ของกิเลสตัณหาและสิ่งยั่วยุ      (เช่นการพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด )   และหันมาสร้างความขยันหมั่นเพียร (วิริยะ) มีสติอยู่กับหน้าที่  เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองก้าวพลาดไปสู่ความประมาทเลินเล่อในชีวิต  
  • เพื่อจารึกไว้เป็นมรดกแห่งปัญญา (ธรรมทาน) :      เรียบเรียงเนื้อหานี้ไว้            บนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ต  Buddhaphumi  Philosophy  จะทำหน้าที่เป็นประทีปทางปัญญาอันเป็นนิรันดร์ที่ไม่มีวันสูญหายไปพร้อมกับกาลเวลา   ช่วยเหลือผู้หลงทางในโลกที่ห่างไกลความเจริญ  แต่มือถือเข้าถึงอินเตอร์เน็ต      ได้มองเห็น "ทางออกของชีวิต"      และตระหนักถึงความน่ากลัวของกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริง 
๔.วัตถุประสงค์ของการศึกษา (objectives)

๑.เพื่อวิเคราะห์สภาวะจิตและพฤติกรรมของพระเทวทัตตามหลักปรัชญาพุทธภูมิ(ญาณวิทยา  อภิปรัชญาและจริยศาสตร์)
๒.เพื่อเปรียบเทียบสภาวะความรู้/อภิปรัชญาของพระเทวทัตกับเทคโนโลยี่และปัญญาประดิษฐ์(AI)ในยุคปัจจุบัน      
๓.เพื่อนำเสนอแนวทางทางการประยุกต์ใช้หลักสติ ปัญญาและวิริยะในการป้องกันความประมาทในชีวิตของมนุษย์ดิจิทัล


๔.ประโยชน์คาดว่าจะได้รับ (Expected Benefits)            

  • เชิงวิชาการ :  เกิดข้อสรุปเชิงปรัชญาพุทธภูมิ ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรู้ (Knowledge)  คุณธรรม (Morality) และกฎแห่งกรรม  (kamma)
  • เชิงสังคม : เป็นบทเรียนเตือนสติ ผู้ใช้เทคโนโลยี่และแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้ตระหนักให้ถึงผลกระทบเชิงระบบของการกระทำ(วิบากรรม)
  • เชิงเผยแผ่(ธรรมทาน) : เป็นมรดกทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตที่ช่วยชี้ทางออกของชีวิตให้แก่ผู้คนในสังคมร่วมสมัย

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ