The True Nature of the Human Beings according to Buddhaphumi philosophy
บทนำ
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายความจริงเกี่ยวกับ"ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์" ซึ่งเป็นคำถามอมตะที่ผู้คนทั่วโลกตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบกันมายาวนานตลอดประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะจากมุมมองทางศาสนา ปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์ ความคิดแต่ละแขนงใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักปรัชญาใช้ เพื่ออธิบายความจริงของคำถามนี้ แต่ก็มีความแตกต่างกันทฤษฎีบางทฤษฎีเน้นย้ำถึงธรรมชาติ เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งมองว่ามนุษย์เป็นผลพวงมาจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทฤษฎีอื่นๆ เน้นย้ำถึงจิตวิญญาณ เช่น ทฤษฎีศาสนาตริสต์ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามฉายาของพระเจ้า และทฤษฎีอื่นก็พยายามผสมผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนกระทั่งทรงบรรลุความจริงเกี่ยวกับกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์
เมื่อผู้เขียนศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ มนุษย์มักเป็นสัตว์สังคมในโรงเรียน, มหาวิทยาลัย, ศูนย์การค้า สถานที่ราชการและงานสังคมสงเคราะห์ เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น พวกเขามักจะละเว้นการแสดงความรู้สึกแท้จริงเพื่อรักษามารยาททางสังคม อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ พบว่ามนุษย์มักแสดงเจตนาจากจิตใจจริง สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงซึ่งก็คืออัตลักษณ์ ลักษณะเฉพาะ หรือ ความเห็นแก่ตัวที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น การไม่เมตตาต่อผู้อื่น เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นทุกวัน ที่ทำให้ชุมชนออนไลน์กลายเป็นสังคมตรวจสอบพฤติกรรมของผู้คน ในสังคมมากขึ้น ความจริงเกี่ยวกับเจตนาของมนุษย์ จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในสาขาต่าง ๆ เช่นจิตวิทยา รัฐศาสตร์ สังคม ปรัชญา และศาสนา โดยจำเป็นต้องค้นหา ข้อเท็จจริงเหล่านั้น ข้อมูลทั้งหมดถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ ช่วยให้ผู้คนสามารถศึกษาและค้นพบความจริง ผู้คนเข้าใจอัตลักษณ์ที่แท้จริงหรือแก่นแท้ของธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมได้ยิ่งขึ้น เป็นต้น
ปัญหาเกี่ยวกับแก่นแท้มนุษยชาติคืออะไร ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร ? เมื่อผู้เขียนศึกษาหลักฐานในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา ฯ ก็ได้ยินข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ พระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงสอนเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ว่า ความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากปัจจัยทางร่างกายและจิตใจ เมื่อคนตาย จิตวิญญาณที่สถิตย์อยู่ในร่างกายนั้นจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิอื่น ส่วนภพภูมิที่จะไปเกิดใหม่นั้นขึ้นอยู่กับกรรมดีกรรมชั่ว ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณสถิตย์อยู่ในร่างกาย ? พระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงสอนว่าเมื่อมนุษย์พัฒนาศักยภาพในชีวิตผ่านการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ จนกระทั่งจิตใจสงบ บริสุทธิ์และปราศจากมลทิน พวกเขาจะมั่นคงในเป้าหมายชีวิตและไม่หวั่นไหวในการปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ด้วยสติและปัญญาของตนเองได้ พระพุทธเจ้าทรงบรรลุญาณทิพย์ พระองค์มองเห็นจิตวิญญาณของสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่มีชีวิตเป็นไปตามกรรมของตัวเอง เมื่อจิตมนุษย์สถิตย์อยู่ในร่างกายเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับมนุษยชาติ และสิ่งของมีค่าอันทำให้เกิดกิเลสตัณหา หรือมนุษย์หลงใหลในสิ่งที่ตนชอบ จนขาดสติสัมปชัญญะ ลืมหน้าที่ที่มีต่อผู้อื่น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น
หลังจากศึกษาเรื่องราวจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฏีกา อนุฏีและจดหมายเหตุต่าง ๆรวมถึงการใช้เหตุผลจากพระไตรปิฎกและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ แล้ว การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จของการเดินทางบุญ เมื่อเดินทางถึงแล้ว หากผู้แสวงบุญไม่ประกอบศาสนกิจ ณ สถานที่ทางพุทธศาสนา การเดินทางนั้นจะขาดเสน่ห์ของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ส่งผลให้ประสบการณ์นั้นไม่น่าจดจำ การทำงาน ณ สถานที่ทางพุทธศาสนาช่วยให้เกิดความเป็นความจริงของชีวิตลึกซึ้ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้อาตนะภายใน เข้าสู่จิตใจ กลายเป็นความประทับใจทางจิตใจที่ฝังแน่น ยิ่งมีประสบการณ์ในการบรรยายระหว่างการเดินทางไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มากน้อยเท่าไหร่ ความรู้ที่ก็จะยิ่งสั่งสมในจิตวิญญาณมกขึ้นเท่านั้น นำไปสู่ความเชี่ยวชาญในการนำเสนอและความง่ายในเลือกและประยุกต์ใช้ในประเด็นสำคัญ ความรู้นี้เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์พระไตรปิฎกและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และใช้ในการอธิบายหัวข้อต่างๆ มากมายแก่ผู้แสวงบุญ หลักการเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ ผู้แสวงบุญสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน นำไปสู่ความรู้ (รู้) ความเข้าใจ (ตื่น) และการตื่นรู้ และความสุขอยางลึกซึ้งในชีวิต ชีวิตได้รับการเติมเต็มด้วยศรัทธาในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา การเดินทางไปแสวงบุญยังดินแดนพุทธภูมิ ทำให้ผู้เขียนนึกถึง(เกิดสติ) ชีวิตของพระพุทธเจ้าและการอุทิศตนเพื่อผู้คนโลก เมื่อทรงเห็นความทุกข์ยากของผู้คน เนื่องจากสิทธิและความรับผิดชอบไม่เท่าเทียมกันพระองค์จึงทรงพยายามปฏิรูปสังคมในชมพูทวีป โดยให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ มีความหวังและโอกาสที่เท่าเที่ยมกันแก่ประชาชนปราศจากการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของวรรณะและชาติกำเนิดของตน
เมื่อผู้เขียนศึกษาผู้คนในชมพูทวีปเพื่อบรรยายถึงดินแดนแห่งพุทธภูมินั้น คำถามมากมายเกิดขึ้นเกี่ยวกับกระแสแห่งจิตสำนึกโดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับความจริงของตัวเราเอง เราคือใคร ? ชีวิตของเราจบลง เมื่อร่างกายของเราถูกเผาหลังความตาย กรรมของเราที่เคยมีต่อกันจบลงแค่นั้นหรือไม่ ? ทำไมจึงมีระบบวรรณะในชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล นี่คือคำถามที่ฝังรากลึก ซึ่งผู้คนปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเข้าใจเหตุผล ในยุคก่อนที่เราจะเกิดนั้น มนุษย์มีความสามารถในเรียนรู้ที่จำกัด เนื่องจากมีข้อมูลให้ศึกษาน้อย และประสบการณ์การเรียนรู้ทางออนไลน์ ไม่ได้ถูกแบ่งอย่างในปัจจุบัน ความรู้ของพวกเขามีจำกัด เพียงประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและเรื่องเล่าปากเปล่า เมื่อพวกเขาได้รับความรู้นี้ พวกเขาก็พบว่าเป็นการยากที่จะใช้ หรืออธิบายความหมายและความจริงของมัน เนื่องจากข้อจำกัดของการศึกษา แม้หลังจากเรียนรู้แล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ความรู้ของตน เพื่อสร้างนวัตกรรมให้เพื่อเป็นประโยชน์ในชีวิตของพวกเขา เนื่องจากข้อจำกัดในสิทธิ หน้าที่ในการสร้างโอกาส ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีความหวังสำหรับชีวิตที่ดีขึ้น ผู้คนในยุคนั้นจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตจมปลักอยู่กับความมัวเมาใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมย์ และสั่งสมสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตวิญญาณ และติดตามจิตวิญญาณของพวกเขาไปยังภพอื่น ๆ เมื่อจิตวิญญาณได้เกิดใหม่ในโลกมนุษย์แล้ว ก็ไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ ชีวิตของพวกเขายังถูกครอบงำด้วยความเชื่อที่ว่า พระพรหมทรงสร้างชีวิตมนุษย์จากพระวรกายของพระองค์เอง และทรงกำหนดชีวิตของพวกเขา มอบสิทธิ หน้าที่และอาชีพตามวรรณะ การแต่งงานข้ามวรรณะเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายวรรณะนี้จะถูกลงโดยพระพรหม (ยังมีต่อ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น