The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2565

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : พระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิ

 Intruduction  to Buddhaphumi Philosophy : The Preachers of the Buddhaland


๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของนักเทศน์แห่งพุทธภูมิ

                 โดยทั่วไปแล้ว      อินเดียและเนปาลอันเป็นมาตุภูมิแห่งพระพุทธศาสนาได้รับการยกย่องเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก           สถานที่เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ซากปรักหักพัง     หรือแหล่งโบราณคดีที่ไร้ชีวิต หากแต่เป็นพยานวัตถุทางประวัติศาสตร์ ที่ประกาศการเคยมีอยู่จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกว่า ๒,๕๐๐   ปีที่แล้ว   อย่างไรก็ตาม  การได้มีโอกาสเดินทางไปบรรยายพุทธประวัติและนำประกอบพิธีกรรม      ณสังเวชนียสถาน  จึงมิใช่เพียงในหน้าที่ หรือมัคคุเทสก์   หากแต่เป็นการจาริกทางจิตวิญญาณ   อันล้ำค่าที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของผู้แสวงบุญ    

                     การทำหน้าที่เป็น     "พระธรรมทูต" หรือพระวิทยากร"  ในแดนพุทธภูมิ   จำต้องแลกมาด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่ พระธรรมทูตต้องเผชิญกับความยากลำบากทางกายภาพ    ต้องนั่งบนรถบัสโดยสารเพื่อแสวงบุญบนเส้นทางอันยาวไกลนาน           ๑,๒๐๐     กิโลเมตรนั้นท่ามกลางสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมอันแปรปรวน     ทว่าสิ่งเหล่านั้น หล่อหลอม ให้เกิดการเจริญสติ             การพิจารณาผัสสะผ่านอายตนะภายในและการยกระดับความรู้ทางอารมณ์ไปสู่ปัญญา  ที่สามารถแยกแยะระหว่าง  " สมมติสัจจะ" และ   "ปรมัตถ์สัจจะ"  เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมศรัทธา  นำพาพุทธบริษัทผู้เหนื่อยล้าจากโลกฆราวาสให้เข้าบรมสุขทางธรรม  

                   ความย้อนแย้งในเชิงโอกาสและจารีตประเพณี :           หากพิจารณาบริบททางสังคม        มนุษย์มักเกิดมาท่ามกลางความไม่รู้และแสวงหาที่พึ่งพา  ย้อนไปในยุคก่อนพุทธกาล       มนุษย์ติดอยู่กับความกลัว   ต่อสิ่งเร้นลับและระบบวรรณะที่ถูกบัญญัติ   โดยพราหมณ์อารยัน  ซึ่งผูกขาดพิธีกรรมและจำกัด  "โอกาส"       ในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์โดยอ้างว่าพระพรหมสร้างมนุษย์มาให้ที่แตกต่างกันอย่างเปลี่ยนไม่ได้ แต่ในทางปรัชญาพุทธภูมิ   "โอกาส"คือช่องทางและจังหวะเวลาที่เหมาะในการตื่นรู้   พระพุทธเจ้าทรงทลายกรอบของจารีตประเพณีนั้นและมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ผ่านอริยมรรค  ๘      ให้แก่พุทธบริษัท เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติให้หลุดพ้นวัฏสงสาร  ทว่าในปัจจุบัน   โอกาสจะมีผู้ชี้ทาง  หรือพระธรรมทูตผู้มีความพร้อม   พุทธวิธี  น้ำเสียงที่เปี่ยมพลังและจิตวิญญาณ  ที่รักในการเทศนา    เพื่อก้อนอฐก้อนหินให้กลายเป็นสัจธรรมในใจผู้แสวงบุญนั้น     กลับเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดและหาได้ยากยิ่ง 

๒.การสร้างข้อสงสัยทางปรัชญา (Philosophyical  Inquiry)  จากบทบาท  หน้าที่และบริบทแวดล้อมของพระนักเทศน์ แห่งพุทธภูมินำมาสู่ปมปัญหา และข้อสงสัยเชิงประจักษ์ ที่ควรค่าแก่การขยายความและศึกษาค้นคว้า ดังนี้  

        ๒.๑    คุณค่าที่แท้จริงของพุทธสถานเกิดขึ้นจากสิ่งใด  ระหว่างหลักฐานทางโบราณคดีที่จับต้องไดเหรือเกิดขึ้นจากการแต่งความหมายผ่านถ้อยคำและการนำปฏิบัติบูชา ของพระธรรมทูต ?  
        ๒.๒พระธรรมทูตจะบริการจัดการ "ข้อจำกัดทางกายภาพ"และความแท้จริงในพระคัมภีร์ได้อย่างไร  ?    ในเมื่อการเผยแผธรรมต้องเผชิญกับความเสื่อมทางร่างกาย ทว่าส่งมอบธรรมะ  อันเป็นอมตะและเข้าใจง่าย  ให้แก่ผู้แสวงบุญที่มาด้วยความคาดหวัง 

        ๒.๓ อัตลักษณ์และพุทธวิธีของพระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิมีโครงสร้างอย่างไร    ? อะไรคือกลไกที่ทำให้ถ้อยคำของพระธรรมทูตสามารถเปลี่ยนความล้าจากการเดินทางจากการเดินทางให้กลายเป็นความอิ่มเอิบในกระแสธารแห่งศรัทธาได้อย่างเป็นรุปธรรม 
    

                  แม้ว่ามนุษย์จจะได้รับข้อมูลจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคม            แต่จิตใจของมนุษย์จะเก็บอารมณ์เหล่านี้ไว้เพื่อวิเคราะห์และหาคำอธิบายที่สมเหตุผล อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางอารมณ์ที่ได้รับมานั้นยังไม่เพียงพอ ที่จะยืนยันความจริงของเรื่องนั้น  ๆ  เพราะมนุษย์มีอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้    ทั้งความจริงที่สมมติขึ้นและความจริงขั้นปรมัตถ์           ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์มักมีอคติต่อผู้อื่นเนื่องจากความโง่เขลา  ความเกลียดชัง ความกลัว   และความชอบส่วนตัว    การแสวงหาความสำเร็จที่คนอื่นเจริญรุ่งเรืองในอาชีพ      หน้าที่การงานจึงมีโอกาสก้าวหน้าในชีวิตจึงมีจำกัดเพราะมนุษย์มีความรู้เพียงระดับประสาทสัมผัสเท่านั้น     ส่วนความรู้อีกประเภทหนึ่ง  คือความรู้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของประสาทสัมผัสของมนุษย์  เช่น       พราหมณ์อารยันยังไม่รู้จักการปฏิบัติธรรม  เพื่อพัฒนาศักยภาพชีวิต     ให้บรรลุถึงความรู้ถึงระดับการมีญาณทิพย์เหนือมนุษย์เห็นการมีอยู่ของเทพองค์นั้น              แม้พราหมณ์อารยันและพราหมณ์ดราวิเดียนจะอธิบายด้วยเหตุผลว่าการบูชายัญเทพเจ้าด้วยของมีค่านั้น พระองค์จะช่วยให้มนุษย์บรรลุถึงความสำเร็จในชีวิตได้    ก็ตามเนื่องด้วยผลประโยชน์ของการบูชายัญเทพเจ้า      ที่สร้างความมั่งคั่งให้กับพราหมณ์ในหลายนิกายและพราหมณ์ถูกยกฐานะในสังคมการเมือง  เมื่อมหาราชาแต่งตั้งพราหมณ์เป็นปุโรหิต        เป็นที่ปรึกษาของมหาราชาในด้านนิติศาสตร์ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี        พราหมณ์อารยันต้องการผูกขาดการทำพิธีบูชาเทพเจ้าเพียงฝ่ายเดียว  จึงเสนอตรากฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยวรรณะ    เพื่อจำกัดสิทธิหน้าที่ของพราหมณ์ดราวิเดียน มิให้ทำพิธีบูชายัญโดยอ้างความเชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์        และวรรณะให้มนุษย์ทำงานตามหน้าที่ของตนเอง    ทำให้ชีวิตมนุษย์อยู่ในความมืดมน มองไม่โอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของชีวิต        เพราะถูกจำกัดสิทธิในการศึกษา และใช้ทักษะความสามารถของตนได้เนื่องจากถูกจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ 

                  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายว่า"โอกาส" นั้น ว่า ช่อง ทาง เวลาที่เหมาะ  จังหวะ  เป็นต้น  ชีวิตมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีตัณหาเป็นเครื่องนำทาง       การให้ผู้อื่นให้โอกาสตนได้ทำงานเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว   หรือสร้างโอกาสให้กับตนเองนั้นเป็นปัญหาที่น่าคิด    คำว่า "โอกาส"   ตามความหมายนี้คือช่องทาง เวลาที่เหมาะ   และจังหวะในการทำงานรับใช้สังคมหรือสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม         อย่างไรก็ตาม ช่องทางในชีวิต  เป็นสิ่งที่หาได้ยากในชีวิต  โดยเฉพาะโอกาสในการทำงาน ความรู้ที่เราศึกษาในสถาบันต่าง ๆ นั้น มีไว้เพื่อการเรียนรู้เท่านั้น   ไม่ใช่เป็นสถานที่นำความรู้ไปในการทำงานเพิ่มมูลค่าทางการเงินให้กับชีวิต แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่า คือ ความมั่งคั่ง  เงิน ทอง แลกเปลี่ยนสิ่งของเพื่อตอบสนองความปรารถนาในชีวิตที่มีความั่งคั่ง    อยากเป็นบุคคลสำคัญในหน้าที่การงานและอยากได้อย่างเพียงพอ  ก็จะมีความสุขได้ในระดับหนึ่งของชีวิต เป็นต้น 


         โอกาสที่จะได้เป็นพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมืองเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เพราะเป็นหนทางสร้างปัญญาและคุณธรรมให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ได้ หากไปแสวงบุญที่ดินแดนพุทธภูมินั้น หากไม่มีพระธรรมทูตเป็นผู้ชี้ทางก็หลงทาง  เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ จำเป็นต้องมีพระธรรมทูตบรรยายธรรมเพื่อปลุกพลังและพัฒนาศักยภาพชีวิตให้มีความรู้ และความสามารถในการบรรยายเรื่องพระพุทธศาสนา ให้มีความรู้ความเข้าใจและนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โอกาสในการบรรยายนั้น จะต้องได้รับการมอบหมายจากครูบาอาจารย์หรือเจ้าอาวาส หรือหัวหน้าคณะพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะเมื่อท่านเหล่านั้นได้ระลึกถึงงานที่เราเคยทำ ก็จะพิจารณาว่าเรามีความรู้และความสามารถในการบรรยายเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีแล้ว ท่านก็จะมอบงานให้เราทำด้วตนเอง   

            อย่างไรก็ตาม เราควรจะเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอโดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับประวัติพุทธเจ้า บทสวดมนต์ การปฏิบัติบูชา ต้องมีสุขภาพแข็งแรงและเสียงที่ใช้บรรยายต้องนุ่มนวลและเหมาะสม  สิ่งสำคัญที่สุด  คือ เราต้องรักในการเทศน์ธรรมะ ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข หากเรามีภาระหน้าที่อื่น เราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาทำทั้งสองอย่างไปพร้อม  ๆ  กัน แม้จะเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่จะประสบความสำเร็จไปพร้อมกันเว้นแต่ผู้สั่งสมความหลงใหลในการบรรยายธรรม ในอดีตชาติมาก่อนเท่านั้น       ถึงจะมีความรักในการบรรยายธรรมในสังเวชนียสถานทั้ง ๔เมือง  ในยุคปัจจุบัน นอกจากจะเป็นผู้สั่งสมความรู้ทางพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว  ยังต้องมีความเมตตากรุณาที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และมีความอดทนสูงในการเดินทางไกล ที่สำคัญ ต้องได้รับนิมนต์ให้เทศนาเรื่องประวัติพระพุทธเจ้า หากเราไม่รู้จักรับใช้ครูบาอาจารย์ เราก็จะไม่มีโอกาสได้แสดงทักษะการพูดหรือบรรยายธรรมให้ผู้อื่นฟัง   ต้องให้ครูบาอาจารย์ทราบถึงทักษะการทำงานของเราแล้ว จึงจะไว้วางใจให้เราทำหน้าที่แทน เมื่อครูบาอาจารย์มอบหมายงานให้เรา  เราก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด แม้ว่าชีวิตเราจะมีข้อจำกัดมากมาย เป็นต้น

             มีคำกล่าวที่น่าสนใจว่า"ใครก็ตามที่มองเห็นโอกาส ย่อมเห็นเส้นทางของชีวิต" การเดินทางศึกษาเล่าเรียนที่สาธารณรัฐอินเดียนั้น ทำให้ผู้เขียนได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับปริญญาโทถึงปริญญาเอก และได้พบเห็นโอกาสที่หาได้ยากคือเป็นผู้แสวงบุญในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง         ที่ไปฟังคำบรรยายที่โบราณสถานในพระพุทธศาสนาจากพระธรรมทูตต่างประเทศ เมื่อผู้เขียนไปแสวงบุญในสังเวชนียสถานหลายครั้ง จิตใจของผู้เขียนก็ได้สั่งสมความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสของตนเองในการปฏิบัติบูชาในพุทธสถานต่าง ๆ  ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสตระหนักในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพุทธสถาน ที่พระพุทธเจ้าทรงงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาและมีเหตุการณ์ต่าง  ๆ ที่เกี่ยวข้องพระพุทธเจ้าตามหลักฐานในพระสูตรต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายเล่มโดยข้อมูลดังกล่าวมามาจากพระไตรปิฎกทั้งฉบับนิกายเถรวาท และมหายาน ข้อมูลเกี่ยวกับพุทธสถานเหล่านี้ ผ่านการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายข้อเท็จจริงอย่างสมเหตุสมผล โดยนักโบราณคดีชาวอินเดีย เนปาลและนักโบราณคดีชาวอังกฤษในสมัยอังกฤษปกครองอินเดีย

           การได้มีโอกาสเป็นพระวิทยากรในดินแดนพุทธภูมินั้น มิใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ โดยการเล่าเรื่องจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาให้ผู้แสวงบุญฟังเท่านั้น เราต้องนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับวิถีของชาวอินเดีย ที่เราเคยสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขา และถ่ายทอดวิถีชีวิตของพวกเขาให้ผู้แสวงบุญฟังจนหมดข้อสงสัย  ในยุคสมัยก่อนนั้นมีตำราประวัติพุทธศาสนา  มีผู้แต่งไว้เพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นไว้ให้เราศึกษาค้นคว้าและข้อมูลหายากมาก  การบรรยายเนื้อหาของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก   ต้องสอดคล้องกับพุทธสถานที่เราได้เดินทางไปถึงนั้น ด้วยความรู้ความเข้าใจของเรา ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะยากที่จะเข้าใจแต่เราต้องบรรยายด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ผู้แสวงบุญจะเข้าใจได้ และด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง  ซึ่งสามารถบรรยายได้อย่างน้อยวันละ ๘-๑๐ ชั่วโมง  เมื่อเราไปถึงสถานที่เหล่านั้นแล้ว มีเพียงวัด  ภูเขา และถ้ำธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะพบได้ทุกที่ในสาธารณรัฐอินเดีย หรือประเทศไทย เมื่อไปถึง ผู้แสวงบุญจะไม่รู้สึกถึงคุณค่า หรือความหมายใด ๆ หรือ รู้สึกว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าโดยไม่ได้ผลลัพท์หรือมรรคผลใด  ๆ    หากเราเพิ่มการปฏิบัติบูชาด้วยการสวดมนต์บูชาองค์พระพุทธเจ้า และเจิญสมาธิภาวนา พร้อมฟังเรื่องเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธสถาน ให้ผู้จาริกแสวงบุญได้ฟังจนเกิดความรู้ความเข้าใจในชีวิตของตนเองแล้ว  ผู้จาริกแสวงบุญรู้สึกคุ้มค่าที่ได้มาตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 

        การปฏิบัติบูชาจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่พระธรรมทูตควรใส่ใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ เพราะพระพุทธเจ้าทรงมอบหมายงานพัฒนาศักยภาพคนทั่วโลกตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘            เป็นภาระหน้าที่พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา        ที่ต้องรักษาศรัทธาของมนุษย์ทั่วโลก    โดยชี้ทางดับทุกข์จากความเครียดที่เกิดจากปัญหาชีวิตและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักที่แลกมาด้วยปัญหาสุขภาพเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว       เมื่อผู้แสวงบุญมาด้วยความศรัทธา จิตวิญญาณของพวกเขาต้องการความรู้  และความสุขเกิดขึ้นในจิตใจผ่านการปฏิบัติบูชาของตนเองตลอดเส้นทางถึงสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง จึงเป็นหน้าที่ของพระธรรมทูต       จะต้องตระหนักในหน้าที่ของตนเองตลอดการทำงานการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๘ วันของการจาริกแสวงบุญครั้งนั้น ทุกชีวิตล้วนมีความฝัน ความหวัง และโอกาสในชีวิตที่จะบรรลุความสำเร็จที่ปรารถนา หากมีความรู้แต่ไม่กล้าเผชิญความยากลำบาก         ชีวิตที่รอคอยโชคชะตาเป็นชีวิตไร้เกียรติศักดิ์ศรี การแสวงหาโชคลาภและอนาคต ย่อมดีกว่าปล่อยโชคชะตากำหนดชีวิต การศึกษาเล่าเรียนที่สาธารณรัฐอินเดีย        แม้จะมีชีวิตไม่สะดวกสบายเหมือนการบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะการบิณฑบาต   แต่การอาศัยอยู่ในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง ชาวอินเดียก็สอนให้ผู้เขียนเรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต       การได้เห็นความหวัง ความฝัน และที่สำคัญที่สำคัญที่สุดคือการได้มีโอกาสทำงานเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า เพราะช่วยให้ผู้เขียนได้พัฒนาศักยภาพและความรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลา       การได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง       ในการต้องเตรียมตัวรับมือกับงานหนักที่เข้ามาตลอดเวลา แม้จะมีความรู้ดีและทักษะที่ดีในการสื่อสารกับผู้อื่นเพื่อให้ได้รับความรู้           และความเข้าใจที่ดีในพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน แต่ครูบาอาจารย์ก็ยังสอนว่าหากเราสอนคนอื่นให้มีความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนอย่างไร ตัวเราก็ต้องกระทำเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าชีวิตของเราอยู่ในความประมาทเช่นกัน.  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ