บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : พระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิคือใคร?
Intruduction to BuddhaBhumi Philosophy : The Preachers of the Buddhaland
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ : จากจาริกทางกายภาพสู่สัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ
โดยทั่วไปแล้ว อินเดียและเนปาลอันเป็นมาตุภูมิแห่งพระพุทธศาสนา ได้รับการยกย่องเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พุทธสถานเหล่านี้มิใช่เพียงซากอิฐโบราณหรือโบราณอันไร้ชีวิต หากแต่เป็นพยานวัตถุทางประวัติศาสตร์ ที่ประกาศการเคยมีอยู่จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้ การได้เดินทางไปบรรยายพุทธประวัติและนำประกอบพิธีกรรม ณ สังเวชนียสถาน จึงมิใช่เพียงบทบาทของมัคคุเทสก์นำเที่ยวทั่วไป หากแต่คือ "การจาริกทางจิตวิญญาณ"อันล้ำค่าที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของผู้แสวงบุญ
ทว่าการทำหน้าที่เป็น"พระธรรมทูต"หรือพระวิทยากร" ในแดนพุทธภูมินั้น จำต้องแลกมาด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ท่านต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายทางร่างกาย ต้องรอนแรมบนรถบัสยาวนานกว่า ๑,๒๐๐ กิโลเมตรนั้น ท่ามกลางสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมอันแปรปรวน แต่ในท่ามกลางความยากลำบากนั้นเอง กลับเป็นเป้าหลอมชั้นดีให้การเจริญสติ การพิจารณาผัสสะที่มากระทบผ่านอายตนะภายใน และการยกระดับข้อมูลทางอารมณ์ไปสู่ปัญญา เพื่อแยกแยะระหว่าง " สมมติสัจจะ" และ "ปรมัตถ์สัจจะ" เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมศรัทธา นำพาพุทธบริษัทผู้เหนื่อยล้าจากโลกฆราวาสให้เข้าบรมสุขทางธรรม
ในอดีตก่อนพุทธกาล มนุษย์ติดอยู่กับความกลัวสิ่งเร้นลับและระบบวรรณะที่ผูกขาดโดยพราหมณ์อารยัน ซึ่งปิดกั้น "โอกาส" ในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ทว่าในทางปรัชญาพุทธภูมิพระพุทธเจ้าทรงทลายกรอบจารีตประเพณี และมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ผ่านอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้แก่พุทธบริษัท เพื่อนำพาผู้คนให้หลุดพ้นวัฏสงสาร ถึงกระนั้น ในปัจจุบัน พระธรรมทูต ผู้เปี่ยมด้วยพุทธวิธี ทว่า น้ำเสียงที่เปี่ยมพลังและจิตวิญญาณ ที่รักในการเทศนา เพื่อเปลี่ยนก้อนอิฐก้อนหินในโบราณสถานให้กลายเป็นสัจธรรมในใจ ผู้แสวงบุญนั้น กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
๒.การตั้งข้อสงสัยทางปรัชญา (Philosophyical Inquiry)
จากบทบาท หน้าที่ และบริบทแวดล้อมของพระนักเทศน์ แห่งพุทธภูมินำมาสู่ปมปัญหา และข้อสงสัยเชิงประจักษ์ ที่ควรค่าแก่การขยายความและศึกษาค้นคว้า ดังนี้
๒.๑ คุณค่าที่แท้จริงของพุทธสถาน : เกิดขึ้นจากสิ่งใด ระหว่างหลักฐานทางโบราณคดีที่จับต้องได้ หรือเกิดขึ้นจากการสร้างความหมายผ่านถ้อยคำ และการนำปฏิบัติบูชาของพระธรรมทูต ?
๒.๒การบริหารการข้อจำกัด : พระธรรมทูตจะบริการจัดการ "ข้อจำกัดทางกายภาพ" ควบคู่กับ "ความแท้จริงในพระคัมภีร์" ได้อย่างไร ? ในเมื่อต้องเผชิญความเสื่อมทางร่างกาย ทว่าส่งมอบธรรมะอันเป็นอมตะ และเข้าใจง่ายแก่ผู้แสวงบุญ ?
๒.๓ อัตลักษณ์และกลไพุทธวิธี : โครงสร้างอัตลักษณ์ของพระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิคืออะไร ? กลไกใดที่เปลี่ยนความล้าจากการเดินทางให้กลายเป็นความอิ่มเอิบในกระแสธารแห่งศรัทธาได้อย่างเป็นรูปธรรม ?
๓.มิติแห่งการรับรู้โอกาสและภารกิจแห่งพระธรรมทูต
แม้มนุษย์จะรับรู้ข้อมูลจากปรากฎการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม แต่การรับรู้ผ่านอายตนะภายในล้วนมีข้อจำกัด ยิ่งถูกบดบังด้วยอคติจากความโง่เขลา ความเกลียดชัง ความกลัว และความชอบส่วนตน มนุษย์จึงติดอยู่ในความรู้ระดับประสาทสัมผัส ต่างจากความรู้ขั้น ญาณทัศนะ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสทั่วไป ในสมัยก่อนพุทธกาล พราหมณ์อารยัน และดราวิเดียนใช้อำนาจและระบบวรรณะผู้ขาดพิธีกรรม เพื่อประโยชน์ทางสังคมและการเมือง ตัดโอกาสในการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ให้ตกอยู่ในความมืดมน
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "โอกาส" หมายถึง ช่อง ทาง เวลาที่เหมาะ หรือจังหวะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีตัณหาเป็นเครื่องนำทาง การได้รับโอกาสหรือการสร้างโอกาสให้กับตนเอง จึงเป็นประเด็นสำคัญ ความรู้จากสถาบันการศึกษา อาจเป็นเครื่องมือ แสวงหาความมั่งคั่งทางโลก แต่ "โอกาสในการเป็นพระธรรมทูต" ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง เพราะเป็นหนทางสร้างปัญญา และนำพาผู้อื่นให้พ้นทุกข์
การทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมืองเป็นสิ่งที่หาได้ยาก จำต้องได้รับการมอบหมายจากครูบาอาจารย์หรือเจ้าอาวาส หรือหัวหน้าคณะพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะเมื่อท่านเหล่านั้นได้ระลึกถึงงานที่เราเคยทำ ก็จะพิจารณาว่าเรามีความรู้และความสามารถในการบรรยายเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีแล้ว ท่านก็จะมอบงานให้เราทำด้วตนเอง เราต้องสั่งสมความรู้ให้พร้อมอยู่เสมอทั้งความรู้ในพระไตรปิฎก (ฉบับเถรวาทและมหายาน) การสวดมนต์ การปฏิบัติภาวนา ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงน้ำเสียงที่นุ่มนวลและทรงพลัง ที่สำคัญคือความรักและจิตวิญญาณในการเทศนา ซึ่งอาจเกิดจากการสั่งสมบารมี และ passion ในการบรรยายมาแต่อดีตชาติ ร่วมกับความเมตตากรุณาและความอดทนอันยิ่งใหญ่ในปัจจุบันชาติ
๔. จากประสบการณ์ตรงสู่งบทสรุปแห่งปัญญา
"ใครก็ตามที่มองเห็นโอกาส ย่อมเห็นเส้นทางชีวิต" ศึกษาเล่าเรียนในระดับปริญญาโทถึงปริญญาเอก ณ สาธารณรัฐอินเดีย ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวอินเดียและรับโอกาสอันยิ่งใหญ่ ในการเป็นผู้แสวงบุญ และได้พบเห็นโอกาสที่หาได้ยากคือเป็นผู้แสวงบุญในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง ที่ไปฟังคำบรรยายที่โบราณสถานในพระพุทธศาสนาจากพระธรรมทูตต่างประเทศ เมื่อผู้เขียนไปแสวงบุญในสังเวชนียสถานหลายครั้ง จิตใจของผู้เขียนก็ได้สั่งสมความรู้จากประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสของตนเองในการปฏิบัติบูชาในพุทธสถานต่าง ๆ ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสตระหนักในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพุทธสถาน ที่พระพุทธเจ้าทรงงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาและมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพระพุทธเจ้าตามหลักฐานในพระสูตรต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายเล่มโดยข้อมูลดังกล่าวมามาจากพระไตรปิฎกทั้งฉบับนิกายเถรวาท และมหายาน ข้อมูลเกี่ยวกับพุทธสถานเหล่านี้ ผ่านการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายข้อเท็จจริงอย่างสมเหตุสมผล โดยนักโบราณคดีชาวอินเดีย เนปาลและนักโบราณคดีชาวอังกฤษในสมัยอังกฤษปกครองอินเดีย
การได้มีโอกาสเป็นพระวิทยากรในดินแดนพุทธภูมินั้น มิใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ โดยการเล่าเรื่องจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาให้ผู้แสวงบุญฟังเท่านั้น เราต้องนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับวิถีของชาวอินเดีย ที่เราเคยสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขา และถ่ายทอดวิถีชีวิตของพวกเขาให้ผู้แสวงบุญฟังจนหมดข้อสงสัย ในยุคสมัยก่อนนั้นมีตำราประวัติพุทธศาสนา มีผู้แต่งไว้เพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นไว้ให้เราศึกษาค้นคว้าและข้อมูลหายากมาก การบรรยายเนื้อหาของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก ต้องสอดคล้องกับพุทธสถานที่เราได้เดินทางไปถึงนั้น ด้วยความรู้ความเข้าใจของเรา ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะยากที่จะเข้าใจแต่เราต้องบรรยายด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ผู้แสวงบุญจะเข้าใจได้ และด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถบรรยายได้อย่างน้อยวันละ ๘-๑๐ ชั่วโมง เมื่อเราไปถึงสถานที่เหล่านั้นแล้ว มีเพียงวัด ภูเขา และถ้ำธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะพบได้ทุกที่ในสาธารณรัฐอินเดีย หรือประเทศไทย เมื่อไปถึง ผู้แสวงบุญจะไม่รู้สึกถึงคุณค่า หรือความหมายใด ๆ หรือ รู้สึกว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าโดยไม่ได้ผลลัพท์หรือมรรคผลใด ๆ หากเราเพิ่มการปฏิบัติบูชาด้วยการสวดมนต์บูชาองค์พระพุทธเจ้า และเจิญสมาธิภาวนา พร้อมฟังเรื่องเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธสถาน ให้ผู้จาริกแสวงบุญได้ฟังจนเกิดความรู้ความเข้าใจในชีวิตของตนเองแล้ว ผู้จาริกแสวงบุญรู้สึกคุ้มค่าที่ได้มาตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า
การปฏิบัติบูชาจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่พระธรรมทูตควรใส่ใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ เพราะพระพุทธเจ้าทรงมอบหมายงานพัฒนาศักยภาพคนทั่วโลกตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นภาระหน้าที่พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ต้องรักษาศรัทธาของมนุษย์ทั่วโลก โดยชี้ทางดับทุกข์จากความเครียดที่เกิดจากปัญหาชีวิตและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักที่แลกมาด้วยปัญหาสุขภาพเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว เมื่อผู้แสวงบุญมาด้วยความศรัทธา จิตวิญญาณของพวกเขาต้องการความรู้ และความสุขเกิดขึ้นในจิตใจผ่านการปฏิบัติบูชาของตนเองตลอดเส้นทางถึงสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง จึงเป็นหน้าที่ของพระธรรมทูต จะต้องตระหนักในหน้าที่ของตนเองตลอดการทำงานการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๘ วันของการจาริกแสวงบุญครั้งนั้น ทุกชีวิตล้วนมีความฝัน ความหวัง และโอกาสในชีวิตที่จะบรรลุความสำเร็จที่ปรารถนา หากมีความรู้แต่ไม่กล้าเผชิญความยากลำบาก ชีวิตที่รอคอยโชคชะตาเป็นชีวิตไร้เกียรติศักดิ์ศรี การแสวงหาโชคลาภและอนาคต ย่อมดีกว่าปล่อยโชคชะตากำหนดชีวิต การศึกษาเล่าเรียนที่สาธารณรัฐอินเดีย แม้จะมีชีวิตไม่สะดวกสบายเหมือนการบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะการบิณฑบาต แต่การอาศัยอยู่ในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง ชาวอินเดียก็สอนให้ผู้เขียนเรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต การได้เห็นความหวัง ความฝัน และที่สำคัญที่สำคัญที่สุดคือการได้มีโอกาสทำงานเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า เพราะช่วยให้ผู้เขียนได้พัฒนาศักยภาพและความรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลา การได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ในการต้องเตรียมตัวรับมือกับงานหนักที่เข้ามาตลอดเวลา แม้จะมีความรู้ดีและทักษะที่ดีในการสื่อสารกับผู้อื่นเพื่อให้ได้รับความรู้ และความเข้าใจที่ดีในพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน แต่ครูบาอาจารย์ก็ยังสอนว่าหากเราสอนคนอื่นให้มีความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนอย่างไร ตัวเราก็ต้องกระทำเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าชีวิตของเราอยู่ในความประมาทเช่นกัน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น