The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต,ผศ.ดร.

รูปภาพของฉัน
ปรัชญาจารย์, วิปัสสนาจารย์ Blogger ปรัชญาพุทธภูมิ,

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ : พระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิคือใคร?

บทนำสู่ปรัชญาพุทธภูมิ  :   พระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิคือใคร?    
Intruduction  to BuddhaBhumi Philosophy : The Preachers of the Buddhaland
๑.บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ : จากจาริกทางกายภาพสู่สัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ 


                 โดยทั่วไปแล้ว   ประเทศอินเดียและเนปาล        อันเป็นมาตุภูมิแห่งพระพุทธศาสนา ได้รับการยกย่องให้เป็น      "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก     พุทธสถานเหล่านี้มิใช่เพียงซากอิฐโบราณ  หรือโบราณอันไร้ชีวิต หากแต่เป็นพยานวัตถุทางประวัติศาสตร์ ที่ยืนยันการเคยมีอยู่จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เมื่อกว่า ๒,๕๐๐   ปีที่แล้ว      
ด้วยเหตุนี้            การได้เดินทางไปบรรยายพุทธประวัติและนำประกอบพิธีกรรม  ณ สังเวชนียสถาน       จึงมิใช่เพียงบทบาทของมัคคุเทสก์นำเที่ยวทั่วไป       หากแต่คือ "การจาริกทางจิตวิญญาณ"อันล้ำค่าที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของผู้แสวงบุญ           

ทว่า   การทำหน้าที่เป็น"พระธรรมทูต"หรือพระวิทยากร"  ในแดนพุทธภูมินั้น  จำต้องแลกมาด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่         ท่านต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายทางร่างกาย       ต้องรอนแรมบนรถบัสยาวนานกว่า ๑,๒๐๐    กิโลเมตร            ท่ามกลางสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมอันแปรปรวน    สร้างความยากลำบากให้ชีวิตนั้นเอง    กลับเป็นเป้าหลอมชั้นดีให้เกิด "พลห้า" ของชีวิต   หากผู้นั้นฝึกความเชื่อมั่นในตนเอง  (พลศรัทธา)          มีความเพียรอดทนต่อการเดินทางไกลในแต่ละวัน          การเจริญสติระลึกผัสสะที่มากระทบผ่านอายตนะภายใน  สั่งสมอารมณ์เหล่านั้น    และการยกระดับข้อมูลทางอารมณ์ ด้วยจิตอันแน่วแน่เพื่อพิจารณาด้วยปัญญา     เพื่อแยกแยะระหว่าง  " สมมติสัจจะ" และ"ปรมัตถ์สัจจะ"     เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมศรัทธา นำพาพุทธบริษัทผู้เหนื่อยล้า จากโลกฆราวาสให้เข้าบรมสุขทางธรรม  

ในอดีตก่อนพุทธกาล      มนุษย์ติดอยู่กับความกลัวสิ่งเร้นลับและระบบวรรณะที่ผูกขาดโดยพราหมณ์อารยัน       ซึ่งปิดกั้น  "โอกาส"  ในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์       ทว่าในทางปรัชญาพุทธภูมิพระพุทธเจ้าทรงทลายกรอบจารีตประเพณี      และมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ผ่านอริยมรรคมีองค์   ๘   ให้แก่พุทธบริษัท          เพื่อนำพาผู้คนให้หลุดพ้นวัฏสงสาร   ถึงกระนั้น ในปัจจุบัน พระธรรมทูต ผู้เปี่ยมด้วยพุทธวิธี ทว่า  น้ำเสียงที่เปี่ยมพลังและจิตวิญญาณ       ที่รักในการเทศนา เพื่อเปลี่ยนก้อนอิฐก้อนหินในโบราณสถานให้กลายเป็นสัจธรรมในใจ    ผู้แสวงบุญนั้น.....    กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
 
๒.การตั้งข้อสงสัยทางปรัชญา (Philosophyical  Inquiry)

จากบทบาท  หน้าที่      และบริบทแวดล้อมของพระนักเทศน์ แห่งพุทธภูมินำมาสู่ปมปัญหา และข้อสงสัยเชิงประจักษ์ ที่ควรค่าแก่การขยายความและศึกษาค้นคว้า ดังนี้  

        ๒.๑    คุณค่าที่แท้จริงของพุทธสถาน  :  เกิดขึ้นจากสิ่งใด  ระหว่างหลักฐานทางโบราณคดีที่จับต้องได้     หรือเกิดขึ้นจากการสร้างความหมายผ่านถ้อยคำ  และการนำปฏิบัติบูชาของพระธรรมทูต ?  
        ๒.๒การบริหารการข้อจำกัด :    พระธรรมทูตจะบริการจัดการ "ข้อจำกัดทางกายภาพ" ควบคู่กับ   "ความแท้จริงในพระคัมภีร์"       ได้อย่างไร  ?    ในเมื่อต้องเผชิญความเสื่อมทางร่างกาย        ทว่าส่งมอบธรรมะอันเป็นอมตะ และเข้าใจง่ายแก่ผู้แสวงบุญ  ?  

        ๒.๓ อัตลักษณ์และกลไพุทธวิธี    :   โครงสร้างอัตลักษณ์ของพระนักเทศน์แห่งพุทธภูมิคืออะไร ?       กลไกใดที่เปลี่ยนความล้าจากการเดินทางให้กลายเป็นความอิ่มเอิบในกระแสธารแห่งศรัทธาได้อย่างเป็นรูปธรรม  ?     
๓.มิติแห่งการรับรู้โอกาสและภารกิจแห่งพระธรรมทูต

                  แม้มนุษย์จะรับรู้ข้อมูลจากปรากฎการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม        แต่การรับรู้ผ่านอายตนะภายในล้วนมีข้อจำกัด ยิ่งถูกบดบังด้วยอคติจากความโง่เขลา   ความเกลียดชัง ความกลัว และความชอบส่วนตน      มนุษย์จึงติดอยู่ในความรู้ระดับประสาทสัมผัส   ต่างจากความรู้ขั้น        ญาณทัศนะ  ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตประสาทสัมผัสทั่วไป  ในสมัยก่อนพุทธกาล   พราหมณ์อารยัน  และดราวิเดียนใช้อำนาจและระบบวรรณะผู้ขาดพิธีกรรม  เพื่อประโยชน์ทางสังคมและการเมือง    ตัดโอกาสในการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์  ให้ตกอยู่ในความมืดมน 

                  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ คำว่า "โอกาส" หมายถึง  ช่อง ทาง เวลาที่เหมาะ  หรือจังหวะ      มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีตัณหาเป็นเครื่องนำทาง       การได้รับโอกาสหรือการสร้างโอกาสให้กับตนเอง  จึงเป็นประเด็นสำคัญ    ความรู้จากสถาบันการศึกษา อาจเป็นเครื่องมือ แสวงหาความมั่งคั่งทางโลก  แต่ "โอกาสในการเป็นพระธรรมทูต"   ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔  เมือง นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง  เพราะเป็นหนทางสร้างปัญญา และนำพาผู้อื่นให้พ้นทุกข์   

         การทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมืองเป็นสิ่งที่หาได้ยาก จำต้องได้รับการมอบหมายจากครูบาอาจารย์หรือเจ้าอาวาส หรือหัวหน้าคณะพระธรรมทูตต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะเมื่อท่านเหล่านั้นได้ระลึกถึงงานที่เราเคยทำ ก็จะพิจารณาว่าเรามีความรู้และความสามารถในการบรรยายเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีแล้ว   ท่านก็จะมอบงานให้เราทำด้วตนเอง   เราต้องสั่งสมความรู้ให้พร้อมอยู่เสมอทั้งความรู้ในพระไตรปิฎก (ฉบับเถรวาทและมหายาน)  การสวดมนต์ การปฏิบัติภาวนา ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงน้ำเสียงที่นุ่มนวลและทรงพลัง  ที่สำคัญคือความรักและจิตวิญญาณในการเทศนา   ซึ่งอาจเกิดจากการสั่งสมบารมี และ passion ในการบรรยายมาแต่อดีตชาติ  ร่วมกับความเมตตากรุณาและความอดทนอันยิ่งใหญ่ในปัจจุบันชาติ

๔. จากประสบการณ์ตรงสู่งบทสรุปแห่งปัญญา

"ใครก็ตามที่มองเห็นโอกาส ย่อมเห็นเส้นทางชีวิต" 

        การได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับปริญญาโทถึงปริญญาเอก ณ สาธารณรัฐอินเดีย    ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงของชาวอินเดียและได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการเป็นผู้แสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง          ได้ฟังคำบรรยาย  ณ  โบราณสถานในพระพุทธศาสนาจากพระธรรมทูตต่างประเทศรุ่นพี่หลายครั้ง จนจิตใจของผู้เขียนได้สั่งสมความรู้ และตระหนักในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่พระศาสนา เรื่องราวในพระสูตรต่าง ๆ  ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน ตลอดจนหลักฐานทางโบราณคดีที่รับรองโดยนักวิชาการชาวอินเดีย เนปาลและอังกฤษ ได้มากลายเป็นฐานข้อมูล สำคัญในการวิเคราะห์โดยอนุมานความรู้ เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายอย่างสมเหตุสมผล 

           การเป็นพระวิทยากรในดินแดนพุทธภูมินั้น มิใช่แค่การเล่าเรื่องจากคัมภีร์แก่ผู้แสวงบุญฟังเท่านั้น หากแต่ต้องนำหลักธรรมมาปรับใช้ และอธิบายร่วมกับวิถีชีวิตจริงของชาวอินเดีย   เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวอินเดียให้ผู้แสวงบุญคลี่คลายทุกข้อสงสัย  ในยุคสมัยก่อนนั้น ตำราประวัติพุทธศาสนามีอยู่อย่างจำกัด มีผู้แต่งไว้เพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นให้เราศึกษาค้นคว้า   การบรรยายเนื้อหาที่ลึกซึ้งในพระไตรปิฎก ให้สอดคล้องกับพุทธสถานตรงหน้าเรานั้น จึงต้องถ่ายทอดด้วยนวัตกรรมใหม่ ด้วยกระบวนการที่ทันสมัยเหมาะสมกับเวลา สถานที่ปฏิบัติบูชา (ด้วยการกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย และปฏิบัติบูชาด้วยการนั่งสมาธิและฟังคำบรรยายหรือให้อารมณ์กรรมฐานด้วยเล่าพุทธประวัติ ของสถานที่นั้นด้วยแก่ผู้แสวงบุญขณะปฏิบัติบูชา) การบรรยายเนื้อหาพุทธประวัติ  จึงต้องถ่ายทอดด้วย ภาษาที่ง่าย  แต่ทรงพลัง  สามารถบรรยายได้ต่อเนื่องวันละ ๘-๑๐ ชั่วโมง  

           เพราะหากปราศจากการนำทางแล้ว ณ พุทธสถานเหล่านั้น สถานที่เหล่านั้น ตามทัศนะของผู้แสวงบุญก็คงเป็นเพียงวัด  ภูเขา หรือ ถ้ำธรรมชาติเท่านั้น ที่ผู้แสวงบุญอาจรู้สึกว่าธรรมดา หรือไม่รู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทางมา     แต่เมื่อพระธรรมทูตได้เติมเต็มด้วยการ นำปฏิบัติบูชา สวดมนต์ เจริญสมาธิ ภาวนา และเล่าเรื่องราวรายรอบพุทธสถาน ให้ผู้แสวงบุญเกิดความรู้ความเข้าใจในชีวิตของตนเอง   เมื่อนั้นผู้แสวงบุญ ได้สัมผัสถึงความคุ้มค่า และอิ่มเอิบใจในการได้ตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์  


               การปฏิบัติบูชาจึงเป็นงานอันยิ่งใหญ่ที่พระธรรมทูตต้องใส่ใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ            เพราะภารกิจที่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตามอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น  เป็นหน้าที่พุทธบริษัทในการรักษาศรัทธา     ชี้ทางดับทุกข์จากความเครียดปัญหาชีวิตและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก   เมื่อผู้แสวงบุญเดินทางมาด้วยความศรัทธา    จิตวิญญาณของพวกเขาต้องการปัญญาและความสุขตลอดเส้นทาง ๘ วันของการจาริกแสวงบุญ   พระธรรมทูตจึงต้องตระหนักในหน้าที่นี้อย่างเต็มกำลัง  

              ทุกชีวิตล้วนมีความฝัน ความหวัง และโอกาสที่จะความสำเร็จ  หากมีความรู้แต่ไม่กล้าเผชิญความยากลำบาก       ชีวิตที่เอาแต่รอคอยโชคชะตาเป็นชีวิตไร้เกียรติ     การแสวงหาอนาคตด้วยตนเอง    ย่อมดีกว่าปล่อยโชคชะตากำหนดการใช้ชีวิต             และการเรียนหนังสือในสาธารณรัฐอินเดีย     แม้จะไม่สะดวกสบายเหมือนในประเทศไทย   แต่บทเรียนจากสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เมือง        และชาวอินเดียได้สอนให้ผู้เขียนเรียนรู้ชีวิต    เห็นความหวัง และที่สำคัญที่สุด    คือได้รับโอกาสทำงานเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า 

การทำงานช่วยพัฒนาศักยภาพและความรู้ของผู้เขียนอยู่ตลอดเวลาทำให้มองเห็นข้อบกพร่องของตนเองในการเตรียมพร้อมรับงานหนักและกุศโลบายสำคัญที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำสอนไว้คือ :    "หากเราสอนให้ผู้อื่นให้มีความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนอย่างไร  ตัวเราเองก็ต้องกระทำและปฏิบัติตามเช่นนั้น ด้วย  ไม่เช่นนั้น  ชีวิตของเราก็ไม่ต่างอะไรกับการดำรงอยู่ในความประมาทเช่นกัน"  

ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ