The greatest discovery is the natural laws of human life. That everyone is equal Without choosing a social caste as the basis for determining humanity When the soul is the real person of man That accumulates knowledge from the mind with reasons And show his intention to act accordingly Would receive the result of Own action

Breaking

Post Top Ad

Your Ad Spot

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ?

 แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ :  เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ? 

(Metaphysics Concepts to Buddhabhumi Philosophy:  Why is it necessary for humans to practice Dharma?)

๑.บทนำ     
     
         ในขอบข่ายของปรัชญาบริสุทธิ์ "อภิปรัชญา"(Metaphysics)  คือศาสตร์ที่มุ่งสืบค้นความจริงขั้นสูงสุด  (Ultimate Reality)   อันเป็นสากล รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต ทว่าในมิติ "ปรัชญาพุทธภูมิ"  อภิปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้   แต่คือการตั้งคำถามสำคัญต่อการมีอยู่ของมนุษย์ เหตุใดมนุษย์ที่มีธรมชาติทางกายภาพเหมือนกัน  จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพชีวิตผ่านการปฏิบัติธรรม"  ?

         คำตอบเชิงลึกระบุว่า  เพราะมนุษย์ในโลกพระภูมิ (โลกแห่งการเวียนว่ายเกิด) มักถูกลวงตาด้วย "สมมติสัจจะ" และมายาการที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง  จนนำไปสู่การสูญเสียทั้งระดับปัจเจกและสังคม  ตามหลักญาวิทยา  (Epistemology) ปรัชญาพุทธภูมิเชื่อว่า ความรู้ที่แท้จริงที่จะปลดเปลื้องตนจากมายาการเหล่านี้ได้  ต้องเป็นความรูที่ตระหนักรู้ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมกลั่นกรองอยู่ภายในจิตใจอย่างแท้จริงเท่านั้น 

ข้อจำกัดของจิตวิญญาณและธรรมชาติของมนุษย์

                   ข้อจำกัดของจิตวิญญาณทรงชี้ให้เห็นว่า  จิตวิญญาณของมนุษย์อาศัยอยู่ในกายหยาบ           มีหน้าที่เชื่อมโยงโลกภายนอกผ่านอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)           และจิตวิญญาณสั่งสมอารมณ์ของความรู้เหล่านั้นไว้ในจิตใจ  อย่างไรก็ตาม    จิตวิญญาณ ยังมีธรรมชาติของการเป็น "ผู้คิด" และตีความอีกด้วย  

เมื่อรับรู้สิ่งใด  จิตก็จะคิดและตอบสนองต่อสิ่งนั้น          แต่ด้วยอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ประกอบกับการขาดกำลังแห่ง "สมาธิ"  มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมักปล่อยใจให้ไหลไปตามความชอบ ความชังและความหลงไหลส่นตน   ปราศจากปัญญาที่จะมองเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แท้จริงต่อชีวิต  ปํญญาที่มืดบอดและอคตินี้เอง คือบ่อเกิดแห่งความทุกข์และการไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามที่โลกโลกีย์ชัดสาดปัญหาเข้าใส่
บทเรียนจากพุทธประวัติ : การท้าทายกรอบสมมติสู่ความจริงแท้

            เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน  เราสามารถศึกษาได้จากพุทธประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะ  ในมิติหนึ่งของพระองค์ คือผู้มีฐานันดรสูงสุด ในวรรณะกษัตริย์       ทรงสมบูรณ์ด้วยโลกียสุข มีปราสาท ๓ หลัง และข้าบริพารมากมาย ทว่าปลายทางของความสุขทางประสาทสัมผัสกลับจบลงที่  "ความเบื่อหน่าย"     

เมื่อเสด็จประพาสเพื่อเรียนรู้สัจธรรมของโลก        พระองค์ทรงพบเห็นความทุกข์ยากของเพื่อมนุษย์ที่ถูกกดขี่ด้วยกฎหมายและจารีตประเพณีระบบวรรณะ   ซึ่งตราให้มนุษ์บางกลุ่มเป็นคนไร้ค่าหรือคนข้างถนน ยามเจ็บ      และยามตายต้องเผชิญกับพรหมทัณฑ์และการขับไส่ไล่ส่งจากสังคม

ในมมุมมองเชิงปฏิรูป   เจ้าชายสิทธัตถะทรงมองเห็นว่าระบบวรรณะคืออุปสรรคต่อความสงบสุข        พระองค์ทรงพยายามเสนอแนวคิดปฏิรูปสังคมผ่านระบบรัฐสภาแห่งศากยวงศ์     แต่กลับถูกปฏิเสขเรื่องจากขัดต่อกรอบจารีตประเพณีเดิมของรัฐศาสนาพราหมณ์    เมื่อพระองค์ทรงตระหนักว่า ฐานันดรกษัตริย์    และโครงสร้างสังคมแบบสมมติ (มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น)     ไม่สามารถดับทุกข์ให้ปวงมนุษย์ได้อย่างแท้จริง    พระองค์จึงทรางตัดสินพระทัย    "สละวรรณะกษัตริย์"  สู่เพศบรรพซิต  เพื่อค้นหากฎธรรมชาติ  อันเป็นอภิปรัชญาขั้นสูงสุด  จนกระทั้งตรัสรู้และเกิดญาณทัศนะหยั่งรู้ถึงกฎแห่งกรรม
"อินทรย์ ๕":มาตรฐานวัดศักยภาพและการตื่นรู้ของจิตวิญญาณ

               ปรัชญาพุทธภูมิเน้นย้ำว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะหลุดพ้นจากกรอบที่กดขี่     และมายาการของโลกได้เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับการพัฒนา "การพัฒนาอินทรย์ ๕ (พละพลังทางจิตวิญญาณ)   ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ด้านอย่างชัดเจน " 

อินทรีย์อ่อน(ผู้แพ้ต่อมายาการ)        อินทรีย์แก่กล้า(ผู้เข้มแข็งและเข้า                                                           ถึงธรรม)ไร้ศรัทธา :  ปล่อยชีวิตไปตาม          เปี่ยมด้วยศรัทธา : เลื่อมใสใน        ยถากรรม ท้อถอยต่อข้อจำกัด          ศักยภาพของตนเองเชื่อว่าตน                                                                 พัฒนาได้ 
เกียจคร้านยอมจำนนต่ออารมณ์       มีความเพียร   : มุ่งมั่นฝึกฝนตนเอง
และความยากลำบาก                       อย่างไม่ย่อท้อ
สติหลงลืม : มัวเมาในสิ่งเร้า             สติตั้งมั่น : เท่าทัน อารมณ์แจ้งใน  ขาดความระลึกรู้                              ปัจจุบันขณะ
จิตไม่ตั้งมั่น ซัดส่ายไปตาม              จิตตั้งมั่น (สมาธิ): สงบ นิ่ง มี        ความชอบความชัง                           กำลังในการพิจารณาความจริง
ปัญญาทราม :หลงเชื่อคำลวงตา     ปัญญาดี :  รู้แจ้งในกฎแห่งกรรม      มืดบอดต่อเหตุผล                           แยกแยะสมมติสัจจะจากปรมัตถ                                                             สัจจะ 

บทสรุป :  การปฏิบัติธรรมคือการคืนสู่เสรีภาพของชีวิต

                 ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นิยามคำว่า "ศรัทธา"หมายถึงความเชื่อและความเลื่อมใสในทางอภิปรัชญาพุทธภูมิ       ศรัทธาแรกเริ่มที่สำคัญที่สุดคือการศรัทธาในศักยภาพของจิตวิญญาณตนเองว่าเราสามารถหลุดพ้นจากสิ่งสมมติ         และพัฒนาอินทรีย์ให้แก่กล้าได้

การปฏิบัติมิใช่เรื่องไกลตัว  หรือการหลีกหนีโลก แต่คือ ความจำเป็นขั้นสูงสุดของมนุษย์   เพื่อที่จะรู้เท่าทันโลก ไม่ถูกหลอกลวงด้วยมายาการและอคติ และร่วมสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บน "เมตตาธรม"  เกื้อกูลด้วยความเป็นมิตรและสามัคคีธรรม เปลี่ยนแปลงตนเองจากผู้มีอินทรีย์อันอ่อนแอ สู่ผู้มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งและเสรีภาพภายในอย่างแท้จริง   


ไม่มีความคิดเห็น:

Post Top Ad

Your Ad Spot

หน้าเว็บ