แนวคิดอภิปรัชญาในปรัชญาพุทธภูมิ : เหตุใดมนุษย์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ?
(Metaphysics Concepts to Buddhabhumi Philosophy: Why is it necessary for humans to practice Dharma?)
๑.บทนำ
ในขอบข่ายของปรัชญาบริสุทธิ์ "อภิปรัชญา"(Metaphysics) คือศาสตร์ที่มุ่งสืบค้นความจริงขั้นสูงสุด (Ultimate Reality) อันเป็นสากล รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต ทว่าในมิติ "ปรัชญาพุทธภูมิ" อภิปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้ แต่คือการตั้งคำถามสำคัญต่อการมีอยู่ของมนุษย์ เหตุใดมนุษย์ที่มีธรมชาติทางกายภาพเหมือนกัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพชีวิตผ่านการปฏิบัติธรรม" ?
คำตอบเชิงลึกระบุว่า เพราะมนุษย์ในโลกพระภูมิ (โลกแห่งการเวียนว่ายเกิด) มักถูกลวงตาด้วย "สมมติสัจจะ" และมายาการที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง จนนำไปสู่การสูญเสียทั้งระดับปัจเจกและสังคม ตามหลักญาวิทยา (Epistemology) ปรัชญาพุทธภูมิเชื่อว่า ความรู้ที่แท้จริงที่จะปลดเปลื้องตนจากมายาการเหล่านี้ได้ ต้องเป็นความรูที่ตระหนักรู้ผ่านอายตนะภายในและสั่งสมกลั่นกรองอยู่ภายในจิตใจอย่างแท้จริงเท่านั้น
ข้อจำกัดของจิตวิญญาณและธรรมชาติของมนุษย์
ข้อจำกัดของจิตวิญญาณทรงชี้ให้เห็นว่า จิตวิญญาณของมนุษย์อาศัยอยู่ในกายหยาบ มีหน้าที่เชื่อมโยงโลกภายนอกผ่านอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และจิตวิญญาณสั่งสมอารมณ์ของความรู้เหล่านั้นไว้ในจิตใจ อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณ ยังมีธรรมชาติของการเป็น "ผู้คิด" และตีความอีกด้วย
เมื่อรับรู้สิ่งใด จิตก็จะคิดและตอบสนองต่อสิ่งนั้น แต่ด้วยอายตนะภายในที่จำกัดในการรับรู้ประกอบกับการขาดกำลังแห่ง "สมาธิ" มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมักปล่อยใจให้ไหลไปตามความชอบ ความชังและความหลงไหลส่นตน ปราศจากปัญญาที่จะมองเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แท้จริงต่อชีวิต ปํญญาที่มืดบอดและอคตินี้เอง คือบ่อเกิดแห่งความทุกข์และการไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามที่โลกโลกีย์ชัดสาดปัญหาเข้าใส่
บทเรียนจากพุทธประวัติ : การท้าทายกรอบสมมติสู่ความจริงแท้
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราสามารถศึกษาได้จากพุทธประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะ ในมิติหนึ่งของพระองค์ คือผู้มีฐานันดรสูงสุด ในวรรณะกษัตริย์ ทรงสมบูรณ์ด้วยโลกียสุข มีปราสาท ๓ หลัง และข้าบริพารมากมาย ทว่าปลายทางของความสุขทางประสาทสัมผัสกลับจบลงที่ "ความเบื่อหน่าย"
เมื่อเสด็จประพาสเพื่อเรียนรู้สัจธรรมของโลก พระองค์ทรงพบเห็นความทุกข์ยากของเพื่อมนุษย์ที่ถูกกดขี่ด้วยกฎหมายและจารีตประเพณีระบบวรรณะ ซึ่งตราให้มนุษ์บางกลุ่มเป็นคนไร้ค่าหรือคนข้างถนน ยามเจ็บ และยามตายต้องเผชิญกับพรหมทัณฑ์และการขับไส่ไล่ส่งจากสังคม
ในมมุมมองเชิงปฏิรูป เจ้าชายสิทธัตถะทรงมองเห็นว่าระบบวรรณะคืออุปสรรคต่อความสงบสุข พระองค์ทรงพยายามเสนอแนวคิดปฏิรูปสังคมผ่านระบบรัฐสภาแห่งศากยวงศ์ แต่กลับถูกปฏิเสขเรื่องจากขัดต่อกรอบจารีตประเพณีเดิมของรัฐศาสนาพราหมณ์ เมื่อพระองค์ทรงตระหนักว่า ฐานันดรกษัตริย์ และโครงสร้างสังคมแบบสมมติ (มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น) ไม่สามารถดับทุกข์ให้ปวงมนุษย์ได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงทรางตัดสินพระทัย "สละวรรณะกษัตริย์" สู่เพศบรรพซิต เพื่อค้นหากฎธรรมชาติ อันเป็นอภิปรัชญาขั้นสูงสุด จนกระทั้งตรัสรู้และเกิดญาณทัศนะหยั่งรู้ถึงกฎแห่งกรรม
"อินทรย์ ๕":มาตรฐานวัดศักยภาพและการตื่นรู้ของจิตวิญญาณ
ปรัชญาพุทธภูมิเน้นย้ำว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะหลุดพ้นจากกรอบที่กดขี่ และมายาการของโลกได้เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับการพัฒนา "การพัฒนาอินทรย์ ๕ (พละพลังทางจิตวิญญาณ) ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ด้านอย่างชัดเจน "
อินทรีย์อ่อน(ผู้แพ้ต่อมายาการ) อินทรีย์แก่กล้า(ผู้เข้มแข็งและเข้า ถึงธรรม)ไร้ศรัทธา : ปล่อยชีวิตไปตาม เปี่ยมด้วยศรัทธา : เลื่อมใสใน ยถากรรม ท้อถอยต่อข้อจำกัด ศักยภาพของตนเองเชื่อว่าตน พัฒนาได้
เกียจคร้านยอมจำนนต่ออารมณ์ มีความเพียร : มุ่งมั่นฝึกฝนตนเอง
และความยากลำบาก อย่างไม่ย่อท้อ
สติหลงลืม : มัวเมาในสิ่งเร้า สติตั้งมั่น : เท่าทัน อารมณ์แจ้งใน ขาดความระลึกรู้ ปัจจุบันขณะ
จิตไม่ตั้งมั่น ซัดส่ายไปตาม จิตตั้งมั่น (สมาธิ): สงบ นิ่ง มี ความชอบความชัง กำลังในการพิจารณาความจริง
ปัญญาทราม :หลงเชื่อคำลวงตา ปัญญาดี : รู้แจ้งในกฎแห่งกรรม มืดบอดต่อเหตุผล แยกแยะสมมติสัจจะจากปรมัตถ สัจจะ
บทสรุป : การปฏิบัติธรรมคือการคืนสู่เสรีภาพของชีวิต
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นิยามคำว่า "ศรัทธา"หมายถึงความเชื่อและความเลื่อมใสในทางอภิปรัชญาพุทธภูมิ ศรัทธาแรกเริ่มที่สำคัญที่สุดคือการศรัทธาในศักยภาพของจิตวิญญาณตนเองว่าเราสามารถหลุดพ้นจากสิ่งสมมติ และพัฒนาอินทรีย์ให้แก่กล้าได้
การปฏิบัติมิใช่เรื่องไกลตัว หรือการหลีกหนีโลก แต่คือ ความจำเป็นขั้นสูงสุดของมนุษย์ เพื่อที่จะรู้เท่าทันโลก ไม่ถูกหลอกลวงด้วยมายาการและอคติ และร่วมสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บน "เมตตาธรม" เกื้อกูลด้วยความเป็นมิตรและสามัคคีธรรม เปลี่ยนแปลงตนเองจากผู้มีอินทรีย์อันอ่อนแอ สู่ผู้มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งและเสรีภาพภายในอย่างแท้จริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น